บทที่ 19 สิ่งที่กำลังก่อตัว
ภายในเงามืดมิดของเมืองหย่งหนิงที่ถูกปกคลุมด้วยราตรีอันหนาวเหน็บ ลมหนาวจากเทือกเขารอบเมืองพัดโชยเข้ามาอย่างแ่เบา แต่กลับนำพาความเย็นะเืที่แทรกซึมเข้าไปถึงกระดูก
ประตูใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลหูที่สร้างด้วยหินอ่อนสีดำสนิทแกะสลักลายเสือโคร่งกำลังคำรามอย่างดุดัน ค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ เสียงบานประตูไม้สนหนักหน่วงเสียดสีกันดังก้องราวกับเสียงคำรามของอสูรที่ตื่นจากหลับใหล
โคมไฟสีแดงเข้มที่ห้อยตามเสาหินทั้งสองข้างแผ่แสงสลัวจาง ๆ ส่องกระทบเงาของเสือสลักบนผนัง ทำให้ดูราวกับมีชีวิตจิติญญา กำลังจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาแห่งนักล่าที่หิวโหยเืสด กลิ่นกำยานเข้มข้นผสมกลิ่นโลหิตจาง ๆ ลอยคลุ้ง ทำให้บรรยากาศรอบประตูใหญ่หนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยูเาน้ำแข็งั์ที่กำลังจะถล่มลงมา
ทุกคนในตระกูลหูที่ยืนรอต้อนรับต่างรู้สึกถึงความตึงเครียดที่แผ่ซ่านในอากาศ
ร่างสูงโปร่งสองร่างก้าวเข้ามาในคฤหาสน์อย่างสง่างาม ท่ามกลางการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่และเคร่งขรึมจากสมาชิกตระกูลหูทั้งหมด ผู้าุโและลูกหลานนับร้อยยืนเรียงรายสองฝั่งทางเดินยาวที่ปูด้วยหินอ่อนสีเื พลังปราณหนิงม่ายที่แผ่ซ่านออกมาเบา ๆ ทำให้อากาศรอบกายสั่นะเืเล็กน้อย ราวกับพายุเพลิงที่กำลังก่อตัวอย่างเงียบ ๆ
แต่ในใจของทุกคนเต็มไปด้วยความหวั่นไหวและความกังวลที่ซ่อนเร้น ราวกับว่าความมั่นใจที่แผ่ซ่านนั้นเป็เพียงเปลือกนอกที่ปกปิดความกลัวลึก ๆ ต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหากแผนการล้มเหลว ทุกคนก้มศีรษะลงต่ำด้วยความเคารพยำเกรง ดวงตาเปล่งประกายแห่งความปีติยินดีและความมั่นใจที่พลุ่งพล่านราวกับเพลิงที่กำลังลุกโชน แต่ลึก ๆ ในใจหลายคนยังคงสงสัยว่าการรุกรานตระกูลเฉาในครั้งนี้จะราบรื่นจริงหรือไม่ เพราะข่าวลือเกี่ยวกับประมุขตระกูลเฉาที่หายตัวไปมานานกำลังแพร่สะพัดราวกับพิษร้ายที่ค่อย ๆ แทรกซึม
ร่างแรกคือหูเฟิง อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของตระกูลหูและศิษย์เอกของผู้าุโฮั่วซานโหยว่แห่งหุบเขาหลอมอัคนี รูปร่างสูงโปร่งสง่างามราวกับต้นสนที่ยืนตระหง่านท่ามกลางพายุูเาไฟที่กำลังปะทุ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับแกะสลักจากหยกชั้นดีที่ถูกหลอมในเพลิงอัคคี คิ้วหนาตรง ดวงตาคมกริบสีแดงอมส้มฉายแววทะนงตนและหยิ่งยโสที่ยากจะปกปิด เส้นผมสีดำสนิทยาวสลวยสยายลงถึงไหล่ ปลิวไสวตามลมยามค่ำคืนราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้
อาภรณ์สีแดงเข้มประดับลายเพลิงอัคคีที่แผ่กลิ่นอายร้อนผ่าวออกมาเบา ๆ ทำให้อากาศรอบกายร้อนระอุราวกับถูกูเาไฟห่อหุ้ม พลังปราณหนิงม่ายขั้นแปด่ปลายที่แผ่ซ่านออกมา ทำให้ผู้าุโตระกูลหูหลายคนตัวสั่นด้วยความเคารพยำเกรง หูเฟิงยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและความเหยียดหยามต่อศัตรูทุกคน
ในใจของเขาตระกูลเฉาเป็เพียงมดใต้ฝ่าเท้าที่รอวันถูกเหยียบย่ำให้แหลกสลาย แต่ลึกในใจเขาก็รู้สึกถึงความกดดันที่แ่เบา เพราะข่าวลือเกี่ยวกับประมุขตระกูลเฉาที่หายตัวไปมานานกำลังทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
ข้างกายหูเฟิงคือร่างของชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำแข็งแกร่งราวกับูเาที่ถูกหลอมจากเพลิงอัคนีที่กำลังเดือดพล่าน ผิวพรรณสีน้ำตาลเข้มจาการฝึกฝนในเตาหลอมเพลิงนานหลายสิบปีที่ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งราวเหล็กกล้า ใบหน้าเหลี่ยมคมกริบมีรอยแผลเป็พาดจากคิ้วซ้ายลงถึงมุมปาก ทำให้ดูดุดันและน่าเกรงขามยิ่งนัก ดวงตาสีแดงเพลิงเปล่งประกายร้อนแรงราวกับูเาไฟที่กำลังจะปะทุอย่างรุนแรง เส้นผมสีแดงเข้มสั้นกระเซิงราวกับถูกเพลิงแผดเผา
อาภรณ์สีดำแดงประดับลายเปลวเพลิงที่แผ่พลังปราณจินตันขั้นหนึ่ง่ต้นออกมาอย่างไม่ปิดบัง ทำให้ผู้าุโตระกูลหูหลายคนตัวสั่นด้วยความเคารพยำเกรง ชายผู้นี้นามว่าเหยียนอู่ ผู้าุโห้าแห่งหุบเขาหลอมอัคนี ผู้ที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจินตันเมื่อไม่นานมานี้
พลังปราณที่แผ่ซ่านออกมายังไม่มั่นคงนัก แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระหายเืและความดุร้ายราวกับอสูรที่เพิ่งตื่นจากหลับใหลนับสิบปี ลึก ๆ ในดวงตาของเขาแผ่ซ่านความกระหายที่จะลองพลังใหม่ที่เพิ่งได้รับ ทำให้อากาศรอบกายร้อนผ่าวราวกับถูกเปลวเพลิงห่อหุ้ม
การมาถึงของทั้งสองราวกับการมาของเซียนอัคคีที่ลงมาจุติเพื่อนำพาความพินาศให้แก่ศัตรู ผู้าุโและลูกหลานตระกูลหูทั้งหมดคุกเข่าลงพร้อมกัน เสียงคำนับดังก้องราวกับฟ้าคำรามที่สั่นะเืไปทั่วคฤหาสน์ “ขอต้อนรับนายน้อยหูเฟิงและท่านผู้าุโเหยียนอู่แห่งหุบเขาหลอมอัคนี!”
หูเหล่ย ประมุขตระกูลหู ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำใบหน้าดุดัน และหูอิ่นโหยว่ บรรพบุรุษที่ดูราวศพมีชีวิต ลุกขึ้นต้อนรับด้วยรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปีติและความมั่นใจที่พลุ่งพล่าน
หูอิ่นโหยว่ที่ร่างกายถดถอยแต่จิติญญายังดุร้ายราวกับอสูรโบราณ ยื่นมือผอมแห้งสั่นระริกเล็กน้อยจากอายุขัยที่ใกล้หมดออกไปจับมือเหยียนอู่เบา ๆ “ท่านผู้าุโเหยียนอู่... การที่ท่านสละเวลามาช่วยเหลือลูกหลานตระกูลหูในครั้งนี้ นับเป็บุญคุณอันยิ่งใหญ่ที่ตระกูลหูจะไม่มีวันลืม! การที่หุบเขาหลอมอัคนีส่งท่านมาช่วยเหลือศิษย์ของท่านาุโฮั่วซานโหยว่ ทำให้ข้ารู้สึกถึงความมั่นใจที่มากยิ่งขึ้น”
เหยียนอู่หัวเราะเสียงทุ้มต่ำที่ดังก้องราวกับเสียงูเาไฟปะทุ พลังปราณจินตันแผ่ซ่านออกมา ทำให้โคมไฟทุกดวงในโถงสว่างวาบขึ้นราวกับถูกเพลิงจุดติดอย่างรุนแรง
เหยียนอู่ที่นั่งฟังอย่างเงียบ ๆ พลันหัวเราะเสียงดังกึกก้อง พลังปราณจินตันแผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ปิดบัง ทำให้โคมไฟในโถงสั่นไหวรุนแรงราวกับจะดับมอด
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! อย่ากังวลไปเลย พวกเ้าทุกคน! ข้าที่เพิ่งทะลวงจินตันมานี้กระหายเืยิ่งนัก ข้าอยากลองฝีมือกับยอดฝีมือระดับเดียวกันมานานแล้ว หากเฉาหลินหยวนโผล่หน้าออกมา... ข้าจะเผามันให้มอดไหม้ต่อหน้าเ้า!
แต่ข้าเคยได้ยินเื่น่าขบขันมาว่าประมุขตระกูลเฉาผู้นี้เป็ซวงเอ๋อร์จริงรึ? ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ร่างกายที่งดงามบริสุทธิ์แบบนั้น... ผิวขาวเนียนราวหยกชั้นดี เอวบางคอดกิ่ว สะโพกโค้งมนน่าบีบเคล้น ดวงตาคู่หวานที่ต้องแดงก่ำด้วยน้ำตาเมื่อถูกกดทับลงใต้ร่างกาย ข้าจะไม่ฆ่ามันทันทีหรอก...
ข้าจะจับมันมาขังไว้ในห้องลับใต้ดินของตระกูลหูก่อน เปลื้องผ้าออกทีละชิ้น ให้มันร้องครวญครางขอชีวิตด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยนั้น แล้วค่อย ๆ บีบคั้นร่างกายซวงเอ๋อร์ที่ทะลวงจินตันสำเร็จให้ยอมจำนนใต้กายข้าทั้งคืนทั้งวัน! พลังหยินบริสุทธิ์ของซวงเอ๋อร์ที่ไม่ต่างกับสตรีนั้น... ข้าจะดูดกลืนมันทีละหยด ทีละหยด จนมันหมดแรงหมดสติไปในอ้อมแขนข้า
หลังจากข้าอิ่มหนำสำราญแล้ว ค่อยส่งต่อให้พวกเ้าได้ลิ้มรสความหอมหวานของซวงเอ๋อร์ระดับประมุขตระกูลดูบ้าง ฮ่า ฮ่า! ลองนึกภาพดูสิ... เฉาหลินหยวนที่เคยหยิ่งผยอง ต้องคุกเข่าคลานมาอ้อนวอนใต้ฝ่าเท้าพวกเรา ขอร้องให้พวกเราประทานความเมตตาด้วยปากเล็ก ๆ นั้น... ช่างน่าตื่นเต้นเสียจริง!
ซวงเอ๋อร์ที่ทะลวงระดับจินตัน... รสชาติต้องหวานล้ำยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกาใบนี้ ข้าจะทำให้มันรู้ว่าการตกเป็ทาสกามของผู้ฝึกตนระดับจินตันนั้น เป็ชะตากรรมที่แสนสุขุขะเพียงใด ก่อนจะค่อย ๆ บีบคอให้มันสิ้นใจไปในยามที่กำลังเสียวสยิวถึงจุดสุดยอด ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเหยียนอู่บิดเบี้ยวด้วยความกระหายความใคร่ที่มักมากและดุร้ายราวกับอสูรเพลิงที่กำลังหิวโหย ดวงตาสีแดงเพลิงฉายแววโลภโมโทสันที่ทำให้ผู้าุโตระกูลหูหลายคนตัวสั่นด้วยความกลัวและความตื่นเต้นผสมปนเปกัน บางคนถึงกับกลืนน้ำลายดังอึก เพราะภาพที่เหยียนอู่วาดขึ้นนั้นชัดเจนและหยาบโลนเกินกว่าที่พวกเขาจะเคยได้ยินมาก่อน
หูเฟิงหัวเราะตามอย่างสะใจ ดวงตาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น “ท่านผู้าุโเหยียนอู่พูดถูก... ซวงเอ๋อร์อย่างเฉาหลินหยวน... หากจับได้จริง ช่างเป็รางวัลที่ล้ำค่ายิ่งนัก! ข้าอยากเห็นใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งของมันบิดเบี้ยวด้วยความอับอายและความเสียวเมื่อถูกพวกเราล้อมวงเล่นสนุก... แต่เราต้องไม่ประมาท... ข่าวลือว่าอีกฝ่ายทะลวงจินตันสำเร็จอาจเป็จริง หากเราบุกพรุ่งนี้ เราต้องเตรียมแผนสำรองให้รัดกุมยิ่งขึ้น!”
หูอิ่นโหยว่พยักหน้าช้า ๆ ดวงตาลึกเว้าฉายแววสะใจที่พลุ่งพล่าน “ใช่... เราจะบุกพรุ่งนี้เช้า เมื่อพวกมันยังไม่ตั้งตัว เราจะทำให้ตระกูลเฉากลายเป็เถ้าถ่าน และซวงเอ๋อร์อย่างเฉาหลินหยวน... จะเป็ของขวัญให้ท่านผู้าุโเหยียนอู่ได้เสพสมก่อนใคร! ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เสียงหัวเราะของบรรพบุรุษดังก้องในโถงด้วยความมั่นใจยิ่งว่าตระกูลเฉาจะล้มสลาย!
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ไม่ต้องเกรงใจไป ท่านบรรพบุรุษหู การช่วยเหลือศิษย์เป็หน้าที่ของผู้าุโ หูเฟิงเป็อัจฉริยะที่หายากยิ่งในหุบเขาหลอมอัคนีของเรา สักร้อยปีอาจมีหนึ่งหน… พร์รากิญญาไฟแปรผันเช่นนี้ อนาคตย่อมทะลวงสู่หยวนอิงได้ไม่ยากหากได้รับการสนับสนุนจากหุบเขาหลอมอัคนี ตระกูลเล็ก ๆ อย่างตระกูลเฉา...
ข้าจะช่วยทำให้มันกลายเป็เถ้าถ่านในชั่วพริบตา! แต่ข้าพึ่งทะลวงเข้าสู่จินตันไม่นาน พลังยังไม่มั่นคงดีนัก ข้ากระหายที่จะลองฝีมือกับผู้ฝึกตนระดับเดียวกันมานานแล้ว หากมีโอกาสได้สู้กับประมุขตระกูลเฉา... ข้าจะไม่ปล่อยให้หลุดมือเด็ดขาด!” ดวงตาสีแดงเพลิงของเขาฉายแววกระหายเืที่พลุ่งพล่านราวกับเพลิงที่กำลังจะเผาผลาญทุกสิ่ง ทำให้ผู้าุโตระกูลหูหลายคนตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นและความหวั่นเกรง
หุบเขาหลอมอัคนีที่เกือบทัดเทียมห้าสำนักใหญ่ และยังเป็พันธมิตรกับสำนักกระเรียนขาวหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ ทำให้เหยียนอู่หยิ่งยโสและไม่หวั่นเกรงผู้ใดในอาณาจักรเทียนเหอนี้
ลึกในใจเขามองว่าการมาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงช่วยหูเฟิง แต่ยังเป็โอกาสที่จะได้ปลดปล่อยพลังที่สะสมมานาน และพิสูจน์ว่าหุบเขาหลอมอัคนีคือหนึ่งในกลุ่มกองกำลังที่ไม่มีใครกล้าล่วงเกิน
หูเฟิงยิ้มอย่างทะนงตน มือลูบแหวนเก็บของที่นิ้วชี้เบา ๆ ราวกับกำลังเรียกเพลิงอัคคีในใจให้ลุกโชนยิ่งขึ้น
“ขอบคุณท่านผู้าุโเหยียนอู่ที่สละเวลามา ศิษย์ผู้นี้จะไม่ทำให้อาจารย์ฮั่วซานโหยว่และหุบเขาหลอมอัคนีต้องเสียหน้าแน่นอน ตระกูลเฉา... ข้าจะทำให้มันรู้ว่าการเป็ศัตรูกับข้าและหุบเขาหลอมอัคนี มีราคาแพงเพียงใด! แต่ท่านผู้าุโ... ข้าได้ยินข่าวลือว่าประมุขตระกูลเฉา เฉาหลินหยวน ยังมีชีวิตอยู่และอาจทะลวงจินตันสำเร็จ... ท่านคิดเห็นอย่างไร?”
เสียงของเขานุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความเ็าและความเหยียดหยามที่ลึกซึ้งยิ่ง เขาที่ได้รับการบ่มเพาะในหุบเขาหลอมอัคนีมานาน เคล็ดวิชาเพลิงอัคคีที่เชี่ยวชาญทำให้เขามั่นใจว่าตระกูลเฉาเป็เพียงมดที่รอวันถูกเผาไหม้
แต่ลึกในใจเขาก็รู้สึกถึงความกดดันที่แ่เบา เพราะข่าวลือเกี่ยวกับประมุขตระกูลเฉาที่หายตัวไปมานานกำลังทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย และการมาของเหยียนอู่ก็ทำให้เขามั่นใจยิ่งขึ้น
การล่วงเกินผู้ฝึกตนระดับจินตันเป็สิ่งที่โง่เขลา แต่หากเป็ศัตรูยิ่งกำจัดได้เร็วก็ยิ่งดี…
ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตระกูลเฉากำลังวิกฤตยิ่งนัก คฤหาสน์ที่เคยเงียบสงบกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แผ่ซ่านราวกับหมอกพิษที่ค่อย ๆ ปกคลุมหัวใจทุกคน ลูกหลานรุ่นเยาว์ที่นั่งขัดสมาธิบ่มเพาะในลานฝึกตนต่างมีใบหน้าซีดเผือด ดวงตาที่เคยมุ่งมั่นบัดนี้พร่าเลือนด้วยน้ำตาแห่งความกลัวและสิ้นหวัง
“ตระกูลหูบุกหนักขนาดนี้... เราจะรอดไหม? ร้านค้าถูกยึดหมดแล้ว... คลังสินค้าถูกเผา... เราจะฝึกฝนอย่างไรต่อ? และเริ่มมีข่าวลือว่าหูเฟิงกลับมาแล้ว... มียอดฝีมือจินตันจากหุบเขาหลอมอัคนีมาด้วย... เราจะสู้อย่างไร?”
ข่าวลือนี้ไม่ได้ถูกปล่อยว่าอย่างไม่มีมูลเพราะการมาของหูเฟิงและาุโห้า ก้าวเข้ามาในเมืองหย่งหนิงด้วยความมั่นใจยิ่ง
และการไปเยือนตระกูลหูในทันทีก็ทำให้ตระกูลเฉาระส่ําระสายยิ่งกว่าเดิม…
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นในมุมมืดของเรือนพักและลานฝึกตน ผู้าุโระดับต่ำที่อยู่ขั้นจูจี้บางคนกำหมัดแน่นจนเืซึม พยายามกลั้นความแค้นแต่ก็อดรู้สึกถึงความไร้พลังไม่ได้ “ข่าวลือว่าท่านประมุขกลับมาแล้ว... แต่ทำไมยังไม่ปรากฏตัว? หากหูเฟิงและยอดฝีมือจินตันบุกมา... เราจะตายกันหมดแน่!”
ลูกหลานจากสาขารองและสาขาย่อยที่เพิ่งกลับมาใหม่ ๆ ต่างตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ความทรงจำเก่าเกี่ยวกับการถูกปลดออกไปและชีวิตที่ยากลำบากนอกตระกูลพลันผุดขึ้นในใจ ทำให้หลายคนเริ่มสงสัยในอนาคต
“เรากลับมาเพื่ออะไร... เพื่อตายพร้อมตระกูลหรือ? หุบเขาหลอมอัคนีแข็งแกร่งขนาดนั้น... เราจะสู้ไหวจริงหรือ?”
ท่ามกลางความกดดันที่บีบคั้นรอบด้าน ร้านค้าของตระกูลเฉาที่เคยคึกคักกลับถูกปิดตาย ถูกกลุ่มคนจากตระกูลหูบุกยึดอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายของเ้าเมือง คลังสินค้าที่เก็บสมุนไพรล้ำค่าและทรัพยากรฝึกตนถูกจุดไฟเผาไหม้ลุกโชนในยามค่ำคืน ทำให้ควันดำลอยคลุ้งปกคลุมท้องฟ้าเมืองหย่งหนิงราวกับสัญญาณแห่งความพินาศที่กำลังมาเยือน
ลูกหลานที่เคยพึ่งพาทรัพยากรเ่าั้ในการบ่มเพาะพลังต่างรู้สึกเหมือนถูกบีบคอให้หายใจไม่ออก ความหิวโหยและขาดแคลนทรัพยากรทำให้ร่างกายอ่อนแอลงทุกวัน การค้าที่เคยเป็เส้นเืใหญ่ของตระกูลถูกตัดขาดสิ้น ทำให้รายได้หดหาย ลูกหลานหลายคนต้องอดอาหารเพื่อประหยัดเสบียงที่เหลือน้อยนิด ความกดดันนี้ไม่ใช่เพียงทางกายภาพ แต่ยังแทรกซึมเข้าไปในจิตใจ
ทำให้หลายคนรู้สึกสิ้นหวังราวกับถูกกักขังในคุกมืดที่ไร้ทางออก แม้แต่ผู้าุโก็เริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันจากข่าวลือที่แพร่สะพัดว่าตระกูลหูได้รับการสนับสนุนจากหุบเขาหลอมอัคนี ทำให้การบุกครั้งใหญ่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ความกดดันนี้ราวกับูเาหนักอึ้งที่กดทับลงมาบนไหล่ของทุกคน ทำให้การหายใจแต่ละครั้งเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและความกลัวที่ค่อย ๆ กัดกินหัวใจ
แต่ท่ามกลางความกลัวนั้น ความสามัคคีที่เฉาหลินหยวนหวังไว้ก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ลูกหลานเริ่มรวมตัวกันมากขึ้น พูดคุยกันแ่เบาเกี่ยวกับข่าวลือการกลับมาของประมุข และการช่วยชีวิตเฉาหลี่หยวนอย่างปาฏิหาริย์ “ท่านประมุขต้องมีแผนการแน่... เราต้องอดทน... ต้องเชื่อมั่นในท่าน! หากท่านทะลวงจินตันสำเร็จจริง... เรายังพอมีหวัง!”
ในลานฝึกตนที่เคยเงียบเหงา ลูกหลานรุ่นเยาว์จากสาขาต่าง ๆ เริ่มเข้าใกล้กันมากขึ้น เด็กหนุ่มสาวที่เคยมองกันอย่างห่างเหินเพราะความแตกต่างในสายเื บัดนี้เริ่มจับมือกันเบา ๆ ราวกับกำลังแบ่งปันพลังแห่งความอบอุ่นที่เหลือน้อยนิดในยามวิกฤต ‘เฉาเหม่ยหลัน’ ลูกหลานสาขารองที่เพิ่งกลับมาจากชีวิตพลัดพรากนอกตระกูล ยื่นมือออกไปจับไหล่ของ ‘เฉาเฟิง’ ลูกหลานตระกูลหลักที่มีพร์
“พี่เฟิง... ข้าเคยคิดว่าตระกูลนี้ไม่มีที่ให้ข้า แต่ตอนนี้... เราต้องยืนเคียงข้างกัน ข้าจะไม่ทิ้งพี่ไปไหนอีก” เฉาเฟิงหันมองเธอด้วยดวงตาที่ชื้นชุ่ม ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ และกอดเธอเบา ๆ ราวกับกำลังยึดเหนี่ยวกันท่ามกลางพายุที่กำลังโหมกระหน่ำ ในมุมอื่นของลาน ลูกหลานกลุ่มเล็ก ๆ รวมตัวกันรอบกองไฟเล็ก ๆ ที่จุดขึ้นเพื่อคลายหนาว
พวกเขาพูดคุยกันถึงความทรงจำในอดีต เมื่อครั้งที่ตระกูลเฉายังรุ่งเรือง เื่ราวของการฝึกฝนร่วมกัน การแบ่งปันเคล็ดวิชา และการปกป้องกันและกัน ทำให้หัวใจที่เคยเ็าเริ่มละลาย ความใกล้ชิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ค่อย ๆ สะสมจากการแบ่งปันอาหารมื้อน้อยนิด การช่วยกันซ่อมแซมค่ายกลป้องกันที่ชำรุด และการปลอบโยนกันในยามที่น้ำตาไหลพราก
เด็กสาวคนหนึ่งร้องบรรเลงเพลงโบราณของตระกูลเบา ๆ ทำให้คนอื่น ๆ ค่อย ๆ ร่วมร้องตาม ราวกับเสียงเพลงนั้นคือเชือกที่ผูกมัดหัวใจทุกดวงให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ความใกล้ชิดนี้ราวกับดอกไม้งามที่เบ่งบานท่ามกลางหิมะโปรยปราย ทำให้แม้ในความมืดมิด พวกเขายังรู้สึกถึงแสงสว่างแห่งความผูกพันที่กำลังแผ่ขยายออกไปทั่วทั้งตระกูล
ผู้าุโหลักทั้งห้าซ่อนตัวเงียบในห้องลับใต้ดินที่มืดครึ้ม ตรวจสอบอาวุธวิเศษและค่ายกลป้องกันอย่างเคร่งเครียดยิ่งนัก เฉาเฉิงิกำหมัดแน่น กล้ามเนื้อสั่นะเืด้วยความแค้น
“ตระกูลหูบุกหนักขนาดนี้... และหูเฟิงมาถึงแล้ว... เราต้องเตรียมพร้อมให้ดีที่สุด!”
เฉาฮวาปิงยิ้มเย็นแต่ดวงตาแดงก่ำ “เกรงว่าพรุ่งนี้... ไม่ตระกูลเฉาหรือตระกูลหูใครสักคนต้องหายไปจากโลกนี้! ข้าจะต้องทำให้พวกมันชดใช้ด้วยหนี้เืตระกูลเฉา!”
เฉาจี๋หยวนหัวเราะเสียงต่ำ “ข้าพร้อมแล้ว... ข้าจะฉีกพวกมันเป็ชิ้น ๆ!”
เฉาอวิ๋นเช่อหลับตาลงช้า ๆ ใช้จิตััสำรวจการเคลื่อนไหวรอบเมือง “หากสถานการณ์ยังคงเป็เช่นนี้… เกรงว่าพวกมันกำลังวางแผนบุกพรุ่งนี้เป็แน่... เราต้องแจ้งท่านประมุขเดี๋ยวนี้!”
เฉาหลินหยวนที่ซ่อนเร้นในเงามืด เฝ้ามองทุกอย่างด้วยดวงตาที่เย็นเยือกแต่แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นที่ร้อนแรงยิ่ง เขารู้ดีว่าพายุเืกำลังมาเยือน แต่เขาก็พร้อมแล้วที่จะทำให้ตระกูลหูและหุบเขาหลอมอัคนีได้รู้ว่า... ความมั่นใจที่มากเกินไป คือจุดเริ่มต้นของจุดจบที่โหดร้ายที่สุด และการที่เหยียนอู่กล้าพูดถึงเขาในฐานะซวงเอ๋อร์ด้วยความกระหายใคร่ที่มักมากเช่นนั้น... จะเป็เหตุผลที่ทำให้เขาลงมืออย่างไม่ปราณีในาที่กำลังจะะเิขึ้น
นับั้แ่เฉาหลินหยวนเป็ผู้ฝึกตนระดับจินตันขั้นสอง่ต้น จิตััเขาก็แพร่ขยายไปทั่วทั้งเมือง ทุกอย่างอยู่ภายใต้อุ้งมือของเขา
ไม่ว่าใครทำอะไรทุกอย่างอยู่ภายใต้ประสาทััของเขาแทบทั้งสิ้น
แม้เหยียนอู่จะเป็ผู้ฝึกตนระดับจินตัน แต่อีกฝ่ายกลับอ่อนด้อยกว่าเขามากนัก เฉาหลินหยวนไม่แม้แต่จะชายตามอง หากเป็เ้าหุบเขาหรือาุโใหญ่ของหุบเขาหลอมอัคนีมาเองเขาคงหวั่นเกรงอยู่บ้าง…
การเห็นสมาชิกในตระกูลหวาดกลัวและสิ้นหวังทำให้เฉาหลินหยวนเ็ป แต่การปล่อยให้พวกเขาสิ้นหวังเช่นนี้ก็เป็ประสบการณ์ล้ำค่าให้พวกเขาจดจำ และผลักดันให้ก้าวขึ้นไปข้างหน้า!
ในคฤหาสน์ตระกูลเฉา ลูกหลานที่เคยสิ้นหวังเริ่มรวมตัวกันในลานฝึกตน พูดคุยกันแ่เบาแต่เต็มไปด้วยความหวังที่กำลังจุดติด “ท่านประมุขจะต้องออกมาช่วยเราแน่... เราต้องสู้! หูเฟิงและยอดฝีมือจินตันจากหุบเขาหลอมอัคนี... เราจะไม่ยอมแพ้!”
ความรู้สึกพร้อมใจรวมเป็หนึ่งเริ่มแผ่ขยายออกไปราวกับกระแสน้ำอุ่นที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกายของตระกูลเฉา ในยามที่ความมืดมิดปกคลุม ลูกหลานทุกคนราวกับถูกจุดประกายจากภายใน หัวใจที่เคยแตกสลายค่อย ๆ ประสานเข้าด้วยกันด้วยพันธะแห่งเืเนื้อและความผูกพันที่เหนียวแน่นยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น พวกเขายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันในลานฝึกตน มือจับมือกันราวกับกำลังสร้างกำแพงที่ไม่อาจทะลวงได้ ดวงตาที่เคยพร่าเลือนด้วยน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง
บัดนี้เปล่งประกายด้วยแสงแห่งความมุ่งมั่นที่ร้อนแรงยิ่งกว่าพลุไฟ ราวกับัที่หลับใหลมานานกำลังตื่นขึ้นมาพร้อมกับเปลวเพลิงแห่งความสามัคคีที่ลุกโชน ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เพียงคำพูดเปล่า ๆ แต่คือพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากจิติญญาของแต่ละคน ทำให้อากาศรอบกายสั่นะเืเบา ๆ ราวกับว่าตระกูลเฉาได้กลายเป็ร่างกายเดียวกัน หัวใจดวงเดียวที่เต้นรัวด้วยจังหวะแห่งการต่อสู้และความหวังที่ไม่เคยดับมอด
แม้ภัยพิบัติจะโหมกระหน่ำ แต่ความพร้อมใจนี้ราวกับเกราะกำบังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าหินผา ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองไม่ใช่เหยื่ออีกต่อไป แต่เป็นักรบที่พร้อมจะยืนหยัดปกป้องกันและกันจนหยดเืหยดสุดท้าย ความรู้สึกนี้แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้แม้แต่ผู้าุโที่ซ่อนตัวก็รู้สึกได้ถึงกระแสพลังที่กำลังไหลเวียน ราวกับว่าตระกูลเฉาได้เกิดใหม่จากเถ้าถ่านแห่งความทุกข์ทรมาน และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพายุเืที่กำลังมาเยือนด้วยหัวใจที่รวมเป็หนึ่งเดียวอย่างแท้จริง
ความตึงเครียดที่แผ่ซ่านกลายเป็พลังที่กำลังลุกไหม้ ทำให้ตระกูลเฉาไม่ใช่เพียงเหยื่อที่รอความตาย แต่เป็ัที่กำลังตื่นจากหลับใหลอย่างแท้จริง!
พายุเืกำลังก่อตัว และพรุ่งนี้จะเป็วันแห่งการตัดสินที่เืจะไหลนองและน้ำตาจะหลั่งไหลทั่วเมืองหย่งหนิง!