วันที่ 28 ของเกมส์แห่งา ่ก่อนพลบค่ำ
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
การทรมานข้าศึก [เปอร์ไซด์] ยังคงดำเนินต่อไปอย่างโเี้โดยผม
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อรีดข้อมูลทั้งหมดออกมาจากปากของยัยนี่ให้ได้
ใช่ ทั้งที่คิดว่าจะทำแบบนั้นั้แ่หลังจากที่ยัยนี่เริ่มเข้าใจภาษาของพวกเราได้แล้วแท้ ๆ
แต่ทำไมถึงได้---
“กรีด~ กิด~ กิก~ ลา ล่า ล้า~”
“โอ้ววว!? ”
---ทำไมถึงได้กลายสภาพเป็แบบนี้ไปได้ละครับท่าน...
ยัยปีศาจปีกขนสีแดงสลับขาวที่ถูกจับมัดเริ่มร้องเพลงด้วยภาษาของพวกเราอย่างไพเราะ
เสียงเสียดสีเขี้ยวอันเป็เอกลักษณ์เฉพาะของเผ่าเรา ได้ถูกยัยนี่ลอกเลี่ยนแบบด้วยริมปีปากเล็ก ๆ นั้นจนเกิดเป็ท่วงทำนองที่คล้ายกัน
มันเรียงร้อยเป็บทเพลงที่ช่วนพิศวง ซึ่งผมไม่เคยได้ยินจากที่ใดมาก่อน
บทเพลงของยัยนี่ได้กินใจพวกเรา รวมถึงตัวผมจนรู้สึกไม่อยากทรมานยัยนี่ไปมากกว่านี้แล้ว
แต่ให้ปล่อยกลับไปก็ทำไม่ได้อีก
จะเอายังไงกับยั่ยนี่ดีเนี่ย?
“วันนี้แค่นี้พอนะคะ~ แต่ว่าหนูหิวแล้ว ขอข้าวกินหน่อยจิ”
จะสบายใจไปหน่อยแล้วมั้งเฮ้ย!
“นี่เ้า! … เออ…เอาเถอะ นี่ อาหาร”
ผมลงมือเดินเข้าไปหยิบอาหารสำหรับเชลยศึกให้กับมันด้วยความเหนื่อยใจ
ความจริงจะสั่งลูกน้องก็ได้ แต่ความรู้สึกตอนนี้คืออยากทำเองมากกว่า
เพราะผมอยากเห็นหน้ามันชัด ๆ ว่าคิดยังไง ถึงได้มาร้องเพลงให้ศัตรูอย่างพวกเราฟังแบบนี้
มีแผนอะไรอยู่หรือเปล่า?
“ขอบคุณค่ะ! งั่ม ๆ ๆ ”
แต่พอได้เห็นใบหน้าที่ไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไร พร้อมกับการท่านอาหารแก้มตุ่ยด้วยรอยยิ้มแบบนั้น ผมก็เริ่มรู้สึกว่า---
---รู้สึกว่ายัยนี่คงเป็แค่ยัยบ้าธรรมดาเท่านั้นนั่นละ...
แต่เป็ยัยบ้าอัจฉริยะที่สามารถเรียนรู้ภาษาต่างเผ่าได้ภายในครึ่งวัน
ถ้าผมเป็คนในเผ่าของมัน ผมคงมอบตำแหน่งสำคัญให้กับเธอไปแล้ว
ดังนั้นจะประมาท---
“ฮัดชิ่ว! ”
“เฮ้ย!? ”
อยู่ ๆ มันก็จามใส่หน้าของผมเข้าเต็ม ๆ …
ไม่ไหว รับมือยัยนี่ไม่ไหวแล้ว ถ้าอยู่กับมันนานกว่านี้ คงได้ประสาทเสียไปก่อนแน่
“ช่วยเฝ้าเชลยศึกทีสเต็บ การสอบสวนเอาไว้ทำพรุ่งนี้ต่อแล้วกัน”
“ครับ! ”
สหายที่เป็ลูกน้องของผมตอบรับอย่างแข็งขัน
ผมหันหลังกลับ แล้วปีนกำแพงดินที่เป็หน้าผาสูงชันสามเมตรขึ้นมา้า
งานสร้างป้อมปราการที่แนวหน้าดำเนินไปได้อย่างราบลื่น
อาคารดิน คอกเก็บเสบียง เนื้อตากแห้ง ทางวงกตที่ซับซ้อน และกำแพงเนินดินที่ใช้ป้องกันอริศัตรู
“นอกจากงานก่อสร้างป้อมปราการจะราบลื่นแล้ว พวกเรายังโชคดีขุดพบ [แร่ติดไฟ] อีกด้วย”
ใครจะคาดคิดว่ากุญแจสำคัญสำหรับการหลอมแร่โลหะของพวกเรา จะมาถูกขุดพบในบริเวณนี้
แร่หินสีดำที่จุดติดไฟให้ความร้อนสูง ได้ปรากฏอยู่ตรงหลุ่มลึกที่ใจกลางป้อม
มันคือแร่มีค่าของพวกเรา หากนำไปจุดไฟ มันจะให้ความร้อนสูง สูงในระดับที่สามารถหลอมโลหะได้เกือบทุกชนิดบนโลกที่พวกเรารู้จัก
ผมรู้สึกว่า่เวลาที่จะได้ใช้อาวุธล้ำสมัยจากยุคปัจจุบันอย่าง [เกราะแขนกล] กับ [เพลงดาบสี่เล่ม] กำลังจะใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว
รวมไปถึง [หน้าไม้ทดแรง] ซึ่งสามารถโจมตีภาคพื้นอากาศได้ไกลมากขึ้น รวมไปถึงบรรดาอาวุธสำหรับตีเมืองต่าง ๆ เ่าั้
“โชคกำลังเข้าข้างพวกเรา...แต่คงมองโลกในแง่ดีแบบนั้นไม่ได้”
ผมไม่รู้ระดับอารยะธรรมของเผ่าอื่น
อย่างวิธีการใช้สัตว์ในการทำาอย่างพวกปีศาจั์ นั่นก็ถือว่าเป็เื่ใหม่สำหรับพวกเราเลยละ
ผมหันมองออกไปทางทุ่งหญ้าด้านนอกป้อมปราการ
แสงสีส้มที่วิ่งตัดเส้นขอบฟ้านั้นช่างสวยงาม
ต่อให้เป็โลกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการทำา แต่มันก็ยังมีทิวทัศน์อันแปลกให้ชื่นชม
สายลมและต้นพืชที่ไม่รู้จัก สิ่งแวดล้อมกับสัตว์ที่ไม่รู้จัก สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในโลกแห่งเทพนิยายเลย
หากเป็ไปได้ ผมเองก็อยากใช้โอกาศในชีวิตนี้ทำการพูดคุยกับเผ่าอื่นมากกว่าการทำาห้ำหั่นกัน
แต่เทพเ้าที่สร้างโลกนี้คงไม่ยอมรับการกระทำเช่นนั้น
“นั่นมันอะไร…? ”
ในตอนนั้นเองที่ผมเห็นบางอย่างกำลังโบยบินมาจากทางทิศตะวันตก
สิ่งนั้นแผ่ขยายจนเห็นเป็กลุ่มหมอกสีดำแผ่ปกคลุ่มไปทั่วฟ้าอย่างน่าหวาดหวั่น
“..ศัตรูบุกหรือ!? ทุกหน่วยเตรียมพร้อมรบ! ”
เสียงเตือนภัยได้ดั่งลั่นไปทั่วกองทัพผ่านคลื่นสมองของพวกเรา
มดทหารแต่ละหน่วยต่างรีบเข้าประจำที่อย่างพร้อมเพรียง
จุดสีดำนั้นเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเห็นได้ชัด
พวกมันคือ [ปีศาจปีก] เผ่าพันธุ์อันน่ากลัวที่บินบนท้องฟ้าได้
จากที่สังเกตุด้วยสายตา คิดว่าพวกมันคงใช้ธนูโจมตีมาจากท้องฟ้าเป็หลัก
ระดับบินของพวกมันอยู่ที่ประมาณหนึ่งร้อยถึงสองร้อยเมตรเหนือพื้นดิน
ไม่มีทางต่อสู้กับศัตรูที่บินบนฟ้าได้…
แผนการ ผม้าแผนการรบที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ เพื่อเอาชนะพวกมัน
ในระหว่างที่ผมกำลังคิดหาวิธีการต่อสู้กับพวกปีศาจนก สายตาของผมก็เบนไปที่ร่างของ [เปอร์ไซด์] เชลยศึกที่ผมจับมาได้โดยบังเอิญ
แล้วผมก็นึกอะไรขึ้นมาได้
บางที่แผนนี้อาจจะไม่ได้ผล แต่หากไม่ลองก็คงไม่รู้
“นำตัวยัยนั่นมาตรงนี้”
“ครับ! ”
สเต็บยกยัยนั่นที่ถูกจับมัดเข้ากับท่อนซุ่งขึ้นมาวางที่บนยอดเนินกำแพง
“วางมันลง แล้วเอาดาบจ่อคอมันซะ”
แล้วออกคำสั่งไปเช่นนั้น
หากวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล คงต้องสั่งให้ทุกคนมุดดินหนีไปก่อนแล้วละ
***นก [ไฮเจน]
“เจอเปอร์ไซด์แล้ว! ”
“โอ้ววว!? ”
ในที่สุดชั้นก็เจอเธอ
แต่ปัญหาคือเธอดันถูกพวกสี่แขนจับตัวเอาไว้นี่สิ
คอของเธอกำลังถูกอาวุธมีคมจ่อคอเอาไว้อยู่
ทำแบบนี้กับเธอได้ยังไง!
“ฆ่าพวก---”
“กรี๊ด!? ”
เสียงของเปอร์ไซด์กรีดร้องดังลั่น
มีเืสีแดงจำนวนหนึ่งไหลลงมาจากคอของเธอ
ดวงตาแดงก่ำของพวกสี่แขนจับจ้องมาที่พวกเราอย่างท้าทาย
“จะลองดีเรอะไอนี่!? ”
พอเห็นแบบนั้น ชั้นเลยเืขึ้นหน้าแล้วบินถล่าเข้าใส่อย่างอย่างโกรธแค้น
แต่กลับมีบางสิ่งบินเข้าขวางเอาไว้
เ้านั่นมีขนสีแดงฉานทั้งตัว
มันคือเ้า [โซเดียม] เผ่าปักษาที่น่าเวทนาคนนั้น
มาขวางทำบ้าอะไรฟะ?
“หลบไปซะเ้าโซเดี้ยม! ชั้นจะไปช่วยเปอร์ไซด์ ไอขี้ตัวขลาดเขลาอย่างแกหลบไปเลย! ”
“ไม่หลบ! ท่านไม่เห็นหรือว่าพวกมันกำลังจับเปอร์ไซด์เป็ตัวประกันเอาไว้นะ!? ”
“แล้วยังไง!? แกจะบอกว่าให้ยอมทนดูพวกมันทรมานยัยนั่นอย่างคนเขลาเช่นนั้นหรือ! ”
“แต่การบุกโดยไม่มีแผนการมัน-”
“ช่างหัวแผนการแม่งสิ! ทุกคน ลุย! ”
“โอ้ว!! ”
กองกำลังฝ่ายปักษา
กองพลธนูนักล่าแห่งนภา นำโดยไฮเจนทั้งหมดสองแสนนาย
นกสีขาวบริสุทธิ์ตัวนั้นกำลังบินถลาลงมาอย่างโดนเด่นอยู่แถวหน้าสุดดั่งพญาอินทรีย์ที่น่าเกรงขาม
กองกำลังฝ่ายอาร์โธร์โพดา
กองทัพมดทหารเลวจำนวนหนึ่งแสนนาย
กองทัพมดทหารระดับสูงเก้าหมื่นนาย
และกองทัพมดทหารองครักษ์อีกหนึ่งหมื่นนาย
รวมทั้งสิ้นเป็กองทัพเกราะสีดำที่น่าเกรงขามทั้งหมดสองแสนนายนำโดย นักรบไร้นินทรา [สเลบ] บุรุษผู้กรำศึกในสนามรบ
ทั้งสองกองทัพได้เริ่มปะทะกันแล้ว
ในเวลาเดียวกัน ณ เนินหญ้าที่ห่างออกไปไม่ไกล
กองกำลังที่สาม [กองกำลังฝ่ายมนุษย์] ได้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว
กองพลทหารราบหนึ่งแสนนาย
กองพลทหารม้าเทพนิยายห้าหมื่นนายของกำลังเสริม กับสามหมื่นนายของกองกำลังนาโต้
กองพลธนูหนึ่งห้าหมื่นนาย
กองพลปืนไฟยุคแรกเริ่มหนึ่งพันนาย
รวมทั้งสิ้นเป็กองกำลังทั้งหมดสองแสนสามหมื่นหนึ่งพันนาย
ทั้งหมดนำโดยแม่ทัพใหญ่สองคน
หนึ่งคือผู้นำแห่งนาโต้ [ทอม] ซึ่งมีกองทัพม้าสามหมื่นนายในการควบคุม
อีกหนึ่งคือหัวหน้าผู้บัญชาการภาคสนามสูงสุดของกองกำลังผู้นำจีน [เทพา เฉินซิง] สตรีที่ถือง้าวั์ร่างใหญ่และแต่งตัวราวกับเป็กวนอูมายืนอยู่ในสนามรบด้วยตัวเอง
กองทัพที่น่าเกรงขามทั้งสามได้มาพบกัน ณ ป้อมปราการ [แฟต] แล้ว
อนึ่ง ชื่อของป้อมปราการนั้นถูกตั้งโดยชั่วคราวด้วย [นักรบไร้นินทรา สเลบ] ขุนพลบัญชาการที่รับหน้าที่ดูแลดินแดนภาคตะวันตกแห่งนี้
“ชิ แผนตัวประกันไม่ได้ผลจริง ๆ ด้วย ทุกคน มุดดิน! ”
ต่อหน้าฝูงบินที่ยิงธนูโปรยปรายลงมานั้น คงไม่อาจโต้กลับได้
ดังนั้น ก่อนที่การปะทะจะเกิดขึ้นจริง สเลบจึงรีบสั่งการให้ทุกคนมุดดินหนีในทันที
“แล้วยัยนี่---”
“เชือดทิ้ง! ตัวประกันที่ไร้ค่านั้น ไม่มีประโยชน์อันใดจำเป็ต้องรักษาเอาไว้หรอก! ”
สเลบสั่งการอย่างไร้ซึ่งความปราณี
เปอร์ไซด์ที่ฟังภาษาของพวกอาร์โธร์โพดาออก เริ่มมีสีหน้าที่ซีดจางปรากฏออกมาให้เห็นเด่นชัด
เธอหวาดกลัวความตาย
เพราะความตายมันเ็ป ต่อให้โลกนี้เกิดใหม่ได้อย่างไม่รู้จบ แต่ความตายก็ยังน่ากลัวและเ็ปอยู่ดี
ดาบคมเขี้ยวของสเต็บเริ่มออกแรงหมายที่จะสะบั้นเศียรของเธอลงมา
***อัศวินสีแดง [โซเดียม]
“ไม่! ”
ในหัวของเราได้ขาวโพล้น
เปอร์ไซด์กำลังจะตาย
เ้าสี่แขนสองคนตรงนั้นกำลังทำอะไรบางอย่างที่เป็อันตรายต่อเธอ
เราบอกแล้ว เราเตือนแล้วว่าอย่าพึ่งบุกโดยไม่มีแผนการ
แต่ทุกคนไม่ฟังเราเลย ไม่มีใครคิดถึงเปอร์ไซด์เลย
เราไม่อยากให้เธอทรมาน ไม่อยากเห็นเธอตายต่อหน้า
แต่จะทำได้อย่างไร?
เราไม่อาจยิงธนูได้แม่นยำเหมือนคนอื่น
เราไม่อาจบินได้เชี่ยวชาญเท่าคนอื่น
เราไร้ซึ่งความสามารถ
แต่…
แต่เราก็ยังอยากช่วยเธอ
สิ่งที่เราทำได้ คงมีแต่พุ่งตัวบินไปอย่างโง่งมโดยไร้ซึ่งแผนการเท่านั้น
ปลอยให้ร่างกายโค้งตัวไปตาม [สัญชาตญาณ]
พุ่งบินถล่าไปตามลมให้เร็วที่สุด
เร็วจนภาพรอบตัวเลื่อนหายไป
ให้เร็วยิ่งกว่าใคร ๆ …
คมดาบเขี้ยวนั้น มิอาจเอื้อมถึงผิวคอที่สวยงามของเปอร์ไซด์ได้
คนที่ไหวตัวได้ทันก่อนใครคือสเลบ
ลำแสงสีแดงได้บินถล่าลงมาปะทะกับสเลบอย่างรุนแรง
สเลบรีบยกดาบเขี้ยวทั้งสี่ขึ้นมาปกป้องคอของตน จนร่างถูกอัดปลิวร่วงหล่นจากเนิน
ร่างสีแดงนั้นไม่ยอมหยุด และยังคงพุ่งเข้าใส่สเต็บเป็รายต่อไปอย่างมิหยุดพักหายใจ
ร่างของสเต็บถูกแยกออกเป็สี่ส่วนด้วยกรงเล็บเหล็ก ซึ่งติดอยู่ตรงปลายเท้าของร่างสีแดงนั้น
เ้าของแสงสีแดงนั้นคือ [โซเดียม]
กรงเล็บที่สวมคมดาบใบไม้ยาวหนึ่งเมตร
ปีกและสรีระอันเหมาะสมแก่การบินเร่งความเร็ว
เขาไม่รู้ตัวว่าทำได้เช่นไร เพราะทุกอย่างล้วนแต่เกิดจาก [สัญชาตญาณ] นำพาทั้งนั้น
เขาไม่รู้ตัวเลยว่าได้ก้าวข้าม [สัญชาตญาณ] ของเผ่าจนยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดของเผ่าไปแล้ว
อัศวินสีแดง [โซเดียม] ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
ทั้งหมดนี้คงต้องขอบคุณเปอร์ไซด์ ที่ได้มอบโอกาสให้เขาพัฒนา [สัญชาตญาณ] ของตัวเองขึ้นไปได้อีกขั้นหนึ่ง
“เปอร์ไซด์ หนี! ”
“เอ๊ะ? ค่ะ! ”
ด้วยความช่วยเหลือของอัศวินสีแดง เลยทำให้เปอร์ไซด์เป็อิสระอีกครั้ง
ถึงจะยังสับสน แต่เธอก็รีบบินหนีไปในทางทิศตะเหนือ
ซึ่งแน่นอนว่าบินไปผิดทาง เพราะทางนั้นเป็ถิ่นที่อยู่ของเผ่ายักษา
แต่ตอนนี้ไม่มีใครสนใจเธอแล้ว
ทั้งสองฝ่ายต่างกำลังตื่นตะลึงไปที่ร่างสีแดงอันทรงพลังตรงหน้า
โซเดียมที่กึ่งสับสนตนเองเริ่มบินเข้าโจมตีอริศัตรูอีกครั้ง
ใช้ความเร็วกับกรงเล็บอันทรงพลังเข้าบดขยี้จนเืสีเขียวของอาร์โธร์โพดาไหลนองบนกำแพง
สเลบที่ลุกขึ้นมาตั้งหลักอีกครั้ง ได้พุ่งตัวโจมตีใส่โซเดียมจากข้างหลัง
คมดาบเขี้ยวทั้งสี่ถูกวาดลงเป็กากบาทจากสี่ทิศทาง
โซเดียมย่อตัวบินหลบได้อย่างฉิวเฉียด
แล้วบินถลาขึ้นท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
เหล่าปักษาที่เห็นภาพการต่อสู้นั้น ต่างนิ่งเงียบเป็เสียงเดียวกัน
นั่นใช่โซเดียมที่ห่วยแตกคนนั้นจริงหรือ?
ใน่ที่สถานการณ์อยู่ในความสับสนเพราะการปรากฏตัวของโซเดียม สเลบก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งที่เส้นขอบฟ้า
ที่ตรงนั้นมีกองทัพของเผ่ามนุษย์อยู่
“ (พวกปีศาจน้อย ทำไม… ไม่สิ มันเป็โอกาสดีเลยต่างหาก!) ”
สเลบคิดเช่นนั้น
“หน่วยสเลบตามผมมา! ที่เหลือให้มุดดินเฝ้ารอคำสั่ง! ”
ว่าแล้ว กองทัพเกือบสองแสนกว่านายของสเลบก็มุดลงดินหนีพวกปักษาไป
เหลือเพียงแค่กองกำลังสองหมื่นที่วิ่งตามสเลบมา
เป้าหมายของพวกสเลบ ก็คือกองทัพของมนุษย์นั่นเอง
***อัศวินสีแดง [โซเดียม]
“เรา… เราทำได้…”
เราช่วยเปอร์ไซด์ได้แล้ว
ถึงจะยังสับสนว่าทำได้เช่นไร แต่ก็ช่วยได้สำเร็จแล้ว
เรารู้สึกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป รู้สึกราวกับว่าการรับรู้พื้นที่สามมิติของตัวเองมันเด่นชัดเจนขึ้นมา
แต่ทว่าายังไม่จบ
ความจริงพวกเราควรถอยทัพกลับ เพราะได้บรรลุจุดประสงค์ไปแล้ว
แต่คนอื่นกลับไม่คิดเช่นนั้น
“ตามฆ่าพวกมัน เพื่อเปอร์ไซด์! ”
ไฮเจนพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด จนเราสงสัยว่ายังจะทำาต่อเพื่อสิ่งใดกัน?
“ช่วยไม่ได้…”
เพราะว่ารวมหัวจมท้ายมาถึงขนาดนี้แล้ว จะให้ถอนตัวกลับไปก่อนคงไม่ได้
ดังนั้นเราจึงบินตามพวกเขาไปอย่างจำใจเช่นนั้น
ป่านนี้เปอร์ไซด์คงกำลังบินกลับรังไปในทิศตะวันตกด้วยตัวคนเดียวแล้วละ
***นก [ไฮเจน]
ทำไมถึงเป็ไอสวะแบบนั้น ที่ช่วยเปอร์ไซด์ได้?
ไม่ยอม ไม่ยอม ไม่ยอม!
“ต้องหาผลงาน! ”
หากไม่มีผลงานดี ๆ ติดมือกลับไป เปอร์ไซด์คงได้ไปหลงรักเ้าโซเดียมแน่
แต่ศัตรูมันมุดดินหนีไปหมดแล้ว--- ไม่สิ ยังมีเหลืออยู่นี่น่า
ชั้นเหลือบไปเห็นพวกสี่แขนที่กำลังวิ่งหนีจุดตูดอยู่เบื้องล่าง
หากล่าพวกนั้นกลับไปให้เปอร์ไซด์ เธอจะต้องหลงในความแข็งแกร่งของชั้นแน่นอน
“ตามฆ่าพวกมัน เพื่อเปอร์ไซด์! ”
ด้วยเหตุนี้ ชั้นจึงสั่งออกไปเช่นนั้น
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
พวก [ปีศาจนก] มันจะตามพวกผมมาทำเพื่ออะไร?
แผนการของผมในตอนแรกนั้น คือการดึงพวกปีศาจน้อยให้เข้าสู่าครั้งนี้ด้วย
เพราะดูจากท่าทีที่ตั้งทัพเฝ้าระวังไกล ๆ แบบนั้น พวกมันคงคิดที่จะเข้าตีพวกเราทั้งสองฝ่ายหลังจากที่ฆ่ากันเองจนอ่อนแอลงแล้วนั่นละ
ดังนั้นผมจึงสั่งให้ทุกคนมุดหลบลงไปในดิน แล้วนำทัพส่วนหนึ่งมาเข้าตีพวกปีศาจน้อยเพื่อลากให้เข้าสู่าเร็วขึ้น
และแผนต่อมาคือการล่อให้พวกปีศาจน้อยกับปีศาจปีกปะทะกันเอง
แต่ใครจะคิดละว่าพวกปีศาจปีกมันจะบินไล่ล่าพวกผม แทนที่จะบินเหนือป้อมเพื่อเฝ้าระวังพวกที่มุดลงไปในดิน
เลยทำให้งานของผมง่ายขึ้นเยอะ
“หึ หึ หึ ดีเลย งั้นจงไปสู้กับพวกปีศาจน้อยให้พอใจได้เลย”
***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
พวกมนุษย์มดกำลังบุกมาทางพวกเราพร้อมกับมนุษย์นกที่บินตามมา
เ้าตัวที่วิ่งนำทัพอยู่แถวหน้าสุดนั้น มีรูปร่างที่ดูคุ้นตายิ่งนัก
พวกมนุษย์มดคิดที่จะลากกองทัพมนุษย์นกใส่พวกเราอย่างงั้นหรือ?
ฉันหันไปมองผู้บัญชาการที่ยืนสูงเด่นอยู่ริมแถวหน้า
สตรีร่างั์สูงสองเมตรที่ถือง้าวดั่งเช่นเทพเ้าา ได้ชูง้าวเหล็กนั้นขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็สัญญาณเตรียมออกรบ
ม้าสีแดงเพลิงตัวโตส่งเสียงคำรามลั่น ราวกับรับรู้จิติญญาอันแรงกล้าของนายมัน
เธอผู้นี้คือเทพา [เฉินซิง] ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกลุ่มชนชาวจีน
“หน่วยปืนไฟ -- เตรียม --”
กำลังพลชายจีนหนึ่งพันคนที่ยืนแถวหน้าสุด ได้เล็งปืนไฟยุคแรกเริ่มไปตรงหน้า
เป้าหมายคือพวกมนุษย์มดที่กำลังกรูเข้ามาหา
“ยิง! ”
พร้อมกับสิ้นเสียงนั้น เสียงคำรามอันทรงอำนาจก็ดังก้องไปทั่วสนามรบแห่งนั้น