บทที่ 6 เลยเถิดไปไกลโข
ก็นึกว่าเกิดเื่ใหญ่โตอะไรเข้า ก็แค่ ‘เจียฉือหวง’ หรือท่านย่าของมิ่งหยางเรียกหาเท่านั้นเอง อันที่จริงผู้าุโคงไม่ได้คิดที่จะรังแกคน แต่จะเรียกหาเพราะเื่อันใดนั้น แค่ไปพบเดี๋ยวก็รู้เอง แต่ถึงจะเป็อย่างนั้นหมานซัวก็ไม่สบายใจอยู่ดี นางเอาแต่ทำตัวเหมือนกระต่ายตื่นตูม เพราะเป็กังวลว่าผู้เฒ่าฉือหวงจะรู้ความจริงแล้ว ว่าฮูหยินกับท่านแม่ทัพไม่ได้ร่วมหอกัน หากเป็เช่นนั้นจริง นายหญิงของนางถูกทำโทษขึ้นมา ผู้ใดจะช่วยเหลือ
หลังจากหมานซัวบากหน้ามาแจ้งด้วยสีหน้าแตกตื่นเจือกังวล หยวนเป่าพูดปลอบใจสาวใช้เพียงไม่กี่ประโยค ก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและซดน้ำแกงที่หมานซัวเตรียมไว้ให้รองท้องไปสองอึก นับโมงยามดูแล้ว หากชักช้านักก็คงไม่เป็ผลดีต่อตัวนางเอง การให้ผู้าุโเป็ฝ่ายรอนับว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง
ดังนั้นหยวนเป่าจึงสวมได้แค่อาภรณ์สีเหลืองอ่อนเรียบง่าย และรวบมวยผมขึ้นสูงจับเป็จีบได้เพียงสองช่อ ด้วยเวลาที่มีจำกัดจึงได้แต่ทำผมทรงเรียบง่าย หวังว่าผู้าุโจะไม่ตำหนิ ว่าผู้น้อยไม่มีกาลเทศะ เข้าพบผู้ใหญ่ยังไม่รู้จักเตรียมตัว เอาเถอะ! ช้าไปมากแล้ว ต้องรีบไป
หยวนเป่าใช้นิ้วเรียวทั้งห้าด้วยมือสองข้าง รวบชายกระโปรงยกสูงให้เดินเหินสะดวกขึ้น นางมุ่งหน้าไปที่เรือนหลังอย่างรีบร้อน โดยมีสาวใช้คนสนิทอย่างหมานซัวคอยเดินตามหลังอยู่เนือง ๆ และระหว่างที่หยวนเป่ากำลังมุ่งหน้าไป มีสายตาคู่หนึ่งลอบมองนางจากที่ไกล ๆ ยามนี้ดวงตาคู่นั้นพลางหรี่แคบ น้ำเสียงเย็นเจื่อนเปล่งขึ้นมาถามบ่าวรับใช้คนสนิทว่า
“นางจะรีบร้อนไปก่อเื่อันใด?” นอกจากแววตาที่หรี่แคบ คิ้วเข้มสองข้างก็ขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย
“ได้ยินมาว่า ผู้าุโฉือหวงเรียกหาเสี่ยวฮูหยินขอรับ” วั่งเฟิงตอบผู้เป็นายด้วยความสัตย์จริง
[ท่านย่าเรียกพบนาง แต่ไม่เรียกพบข้า ว่าแต่ท่านยาเรียกนางไปทำไมกัน?]
ทั้งที่ตกลงกับนางไปแล้วเชียว ว่าจะต่างคนต่างอยู่ไม่ข้องแวะต่ออีกฝ่าย แต่ทว่ามิ่งหยางไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับนางก็จริง แต่เขาก็ยังไม่วางใจกับพฤติกรรมของนางอยู่ดี เพราะกลัวว่านางจะก่อเื่วุ่นวายทำให้สกุลเจียเดือดร้อน จึงต้องลอบสังเกตการณ์อยู่เป็ระยะ
ใคร่ครวญด้วยความสงสัยในใจอยู่ครู่หนึ่ง มิ่งหยางก็คิดขึ้นมาได้ว่า บางทีท่านย่าอาจจะเรียกนางไปสอนเื่กฎบ้าน ฝากฝังเื่ในเรือนเฉกเช่นธรรมเนียมเดิม ในเมื่อเบาใจลงแล้ว มิ่งหยางก็เดินกลับเข้าไปในห้องตำราด้วยสีหน้าไม่รู้ทุกข์ไม่รู้ร้อน แต่ก่อนจะเข้าไปด้านใน ยังกำชับให้วั่งเฟิงคอยเป็หูเป็ตา หากเห็นอะไรผิดปกติให้รีบรายงานทันที ระหว่างนี้มีงานการอะไรที่ต้องสะสางก็ให้ไปทำหน้าที่ของตัวเองได้ตามอัธยาศัย
*****
ณ เรือนหลังของผู้าุโ เจียฉือหวง
หลังจากที่เดินหอบเหนื่อยมาถึงที่หมาย หยวนเป่าและหมานซัวหยุดยืนที่หลังบานประตู เพื่อผ่อนลมหายใจ ให้กลับสู่สภาวะปกติ ใบหน้าที่อิดโรยและอ่อนเพลียก็จับปั้นให้ยิ้มแย้มแจ่มใสเอาใจผู้ใหญ่ หลังจากก้าวเท้าไปข้างหน้า ผ่านธรณีประตูบานนี้เข้าไปไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เจียฉือหวง เป็ถึงท่านย่าที่มิ่งหยางหวาดกลัวและให้ความเคารพขนาดนั้น หยวนเป่าอดคิดไม่ได้ว่า ด้วยนิสัยพื้นฐานของเจียฉือหวงต้องดุมากแน่ ๆ เอาล่ะ! จะต้องระวังตัวให้มาก อันใดพูดได้ก็จะพูด อันใดไม่สมควรพูดก็จะไม่พูด วาจาสำคัญดั่งทองศักดิ์สิทธิ์ดั่งหยก หลุดออกไปแล้วเรียกกลับคืนไม่ได้
ตรึกตรองเช่นนี้อยู่ครู่หนึ่ง หยวนเป่าก็คลี่แพขนตาขึ้นด้วยอาการเข้มแข็ง สูดลมหายใจเข้าปอดดังฮึด พลางเม้มริมฝีปากเข้าหากันแล้วจึงผลักบานประตูเปิด ตามด้วยสาวเท้าซ้ายเข้าไปก่อนเพื่อความเป็สิริมงคล เฉกเช่นความเชื่อโบราณที่ว่า ‘ขวาร้ายซ้ายดี’
“อาหยวนเ้ามาแล้วหรือ” น้ำเสียงนุ่มเสนาะหูดั่งแว่วขึ้นมาต้อนรับ
เวลานี้ผู้าุโนั่งหย่อนขาอยู่บนแคร่ไม้ตัวเก่า ที่สามารถโยกขึ้นลงได้เสมือนม้านั่งของเด็กเล่น ใบหน้าที่พานพบต่างยิ้มแย้มสุขุมปานบ่อบงกชในยามเหมันต์ ข้างกายหาได้มากพิธีรีตอง มีเพียงสาวใช้สองคนคอยแกว่งพัดขนห่าน แต่ทว่าบนโต๊ะชาสีนวลเคลือบไม้ มีสตรีวัยกลางคนนางหนึ่งนั่งนิ่ง คล้ายกำลังรออะไรบางอย่าง
“ประคองข้าไปหาอาหยวนของข้า” ผู้าุโเปล่งเสียงนุ่มทุกประโยค
ยามนี้ในสายตาของหยวนเป่า กำลังคิดว่าท่านย่าของมิ่งหยาง มีอุปนิสัยน่าเคารพนับถือ อีกทั้งยังใจดีมีเมตตา ช่างต่างกันกับมิ่งหยางลิบลับ เพียงเท่านี้หยวนเป่าก็พอจะเข้าใจเหตุผลที่มิ่งหยางนั้นเคารพและยำเกรงท่านยาของเขามาก ที่แท้ก็ไม่ใช่เพราะการดุด่าต่อว่า แต่เป็การเลี้ยงดูที่เอาใจใส่ และเปี่ยมล้นไปด้วยไออุ่น
หยวนเป่าเห็นผู้าุโเดินเหินโดยต้องใช้คนประคองถึงสองคน ด้วยสัญชาตญาณจึงไม่รอช้าที่จะเข้าไปประคองเป็มือที่สาม ทันทีที่ปลายนิ้วเล็กเรียวััส่วนแขนของท่านย่า น้ำเสียงสุกใสดังกังวานขึ้นมาในทันที
“อาหยวนช่างรู้ความจริง ๆ มาเถอะ…มานั่งข้างท่านย่าของเ้า”
หลังจากที่ท่านยาและหยวนเป่าหย่อนก้นนั่งบนตั่งสูง ที่มีหญิงวัยกลางคนผู้นั้นนั่งอยู่ก่อนแล้ว ท่านย่าก็ผินยิ้มมอบให้หยวนเป่าเพื่อเป็ไมตรี แววตาของท่านยาต่างก็เอ็นดูหยวนเป่ามาก ยามนี้ผู้าุโกำลังคิดว่า จือหยวนเป่าช่างรู้ความนัก หัวจรดเท้าแต่งตัวเรียบง่ายไม่หรูหราสิ้นเปลือง ต่างจากชื่อเสียงอันลือไกลของนาง ที่คนทั้งหลายต่างยกให้เป็คุณหนูเ้าอารมณ์ที่ทั้งหยิ่งยโสและโอหัง
ระหว่างที่เพลิดเพลินกับรอยยิ้มชุ่มชื้นของผู้เฒ่า หยวนเป่าก็แอบชำเลืองหางตาไปที่หมานซัวเป็ระยะ บัดนี้สาวใช้คนสนิทก็มีสีหน้าผ่อนปรนลงบ้างแล้ว หมานซัวคงสำนึกได้แล้วว่า อันคนเรานั้นอย่าตัดสินคนจากภายนอก ผู้าุโสำรวมและมีบารมี ไหนเลยจะรังแกคนซี้ซั้ว ในเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย หยวนเป่าก็กล้าที่จะเอ่ยวาจามากขึ้น จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่ได้คำตอบ ว่าท่านย่าให้คนเรียกหานางเข้าพบเพราะเื่ใด ดังนั้นหยวนเป่าจึงไม่รีรอที่จะเปล่งน้ำเสียงหวานออกมาถาม
“ท่านย่าเรียกหาหยวนเป่าเพราะเื่อันใดหรือเ้าคะ”
ท่านย่าไม่ได้พูดอันใดเพื่อไขข้อสงสัย เพียงแต่หันหน้ากลับไปมองหญิงสาววัยกลางคนที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ฝั่งซ้าย สักครู่หนึ่งทั้งสองก็พยักหน้าสื่อสารกันอย่างไร้วาจา ราวกับว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ผ่านการปรึกษาหารือกันมาก่อนแล้ว
ไม่นานเกินรอข้อสงสัยของนางก็จวนจะถูกไขให้กระจ่าง เมื่อจู่ ๆ หญิงวัยกลางคนผู้นั้นยื่นมือออกมาคว้าเข้าที่ลำแขนของหยวนเป่าโดยไม่ได้ขออนุญาต วินาทีนั้นหยวนเป่าใจนเปลือกตาบนเบิกกว้าง แต่นางก็ไม่อาจเสียมารยาทเพราะถือว่ายังอยู่ต่อหน้าท่านย่า เมื่อมองไปที่ใบหน้าของผู้าุโ ก็ยังเอาแต่ยิ้มแย้มให้หยวนเป่าพลางพยักหน้าแช่มช้า เพื่อเป็สัญญาณให้หยวนเป่า ว่าอย่าได้กังวล
ครู่หนึ่งหญิงวัยกลางคนก็เหยียดแขนของหยวนเป่าให้ขนานกับโต๊ะ จากนั้นจึงค่อย ๆ ใช้สองนิ้วคลำไปที่เส้นชีพจร หลังจากตรวจสอบจนชัดเจนและแน่ใจแล้ว นางก็หันหน้ากลับมาพูดต่อหน้าฉือหวงผู้เฒ่าว่า
“ชีพจรอ่อนแอราวผ่านความยากลำบากมาเป็เวลานาน สังเกตจากสีหน้า…เสี่ยวฮูหยินคงไม่ได้นอนตลอดทั้งคืนใช่หรือไม่” หญิงวัยกลางคนผู้นี้ ที่แท้ก็คือท่านหมอสูตินารีที่รู้วิชาแพทย์ คำวินิจฉัยเมื่อครู่ดูกำกวมกึ่งคำถาม
“ย่อมใช่ ผ่านมาได้อย่างยากลำบากจริง ๆ จวบจนรุ่งเช้ายังรู้สึกเจ็บเสียดในท้องไม่หาย จะว่าไปก็หลับไม่ลงจริง ๆ” หยวนเป่าช่างอ่อนต่อโลกและใสซื่อ นางตอบคำถามอาจารย์หมอด้วยแววตาใสซื่อต่อหน้าท่านย่า
หยวนเป่าคงไม่รู้ตัว ว่ายามนี้คำตอบของนางชักดูกำกวมเข้าไปใหญ่ ทำเอาผู้ใหญ่ทั้งสองคนอดยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาไว้ไม่ได้ สาวใช้สองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลเริ่มมีสีหน้าแดงเรื่อด้วยความเขินอาย ก็แน่อยู่แล้วสิ เพราะพวกนางเป็เด็กสาวที่ยังไม่เคยออกเรือน ย่อมต้องรู้สึกพรั่นพรึงเคอะเขินเมื่อได้ยินเื่สองแง่สองง่ามจำพวกนี้อยู่แล้ว
“ขอแสดงความยินดีกับเหล่าฉือหวงด้วย ไม่ง่ายเลยที่ฮูหยินน้อยจะผ่านคืนเข้าหออันหนักหน่วงมาได้ด้วยสภาพที่ปกติเช่นนี้ ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถมาพบท่านได้ด้วยตัวเอง เพียงเท่านี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าเสี่ยวฮูหยินมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่มาก” ท่านอาจารย์หมอหันหน้ากลับมากล่าววาจายิ่งยวดต่อหน้าผู้เฒ่าอย่างรู้หน้าที่ แล้วจึงจากไปให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้คนนอกอย่างตัวของนางเอง อยู่รบกวนเหล่าฉือหวงและเสี่ยวฮูหยิน
“ดะ…เดี๋ยวก่อน ท่านเข้าใจผิดแล้ว เข้าหอ? หนักหน่วงอันใด ไม่หนักหน่วงอันใด ท่านกลับมาพูดให้ชัดเจนก่อน” หยวนเป่ามีสีหน้าลุกลี้ลุกลนเจือประหม่า พลางเปล่งเสียงเรียกอาจารย์หมอไล่หลัง