' ค-คุณลุง หนูขะ ขอโทษ '
' มึงไม่ต้องพูด! หุบปากไป!! '
' ขอร้องเถอะค่ะ อย่- '
เพี๊ยะ!!!
' กูบอกให้หุบปาก!!! '
' มีมือมีตีนซะเปล่า แต่มึงกลับหาเงินได้แค่นี้! มึงมันไร้ประโยชน์!!! '
เพี๊ยะ!!!!!
พรึ่บ!
หญิงสาวสะดุ้งตื่นด้วยใจที่เต้นระรัว ลมหายใจหอบถี่จนบาดช่องลมแสบไปยันปอด ทั้งตัวสั่นเทาจนไม่อาจควบคุมได้ มือน้อยๆค่อยๆยกขึ้นััหน้า ความรู้สึกชาที่แก้มซ้ายสมจริงราวกับว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจริง
ตาของเธอค่อยๆเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาที่ค่อยๆไหลริน หยดลงบนแก้มที่ชาที่ละหยดๆ ในใจสับสนและตื่นตระหนก
หญิงสาวพยายามหายใจเข้าออกอย่างช้าๆแม้ต้องฝืนกลั้น
ลมหายใจแต่ละเฮือกบาดแทงช่องลมและปอดของเธอจนเหมือนอวัยวะของเธอกำลังจะฉีกขาด
เธอใช้เวลาไปมาก กว่าจิตใจของเธอจะค่อยๆเงียบสงบลง
เธอเหลือบมองนาฬิกาข้างเตียงนอน ที่บ่งบอกเวลายามสายบรรยากาศนอกหน้าต่างมัวหมอง คล้ายฝุ่นสีเทาปกคลุมไปทั่วทุกอณู
เธอลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อออกไปข้างนอก
เธอก้าวเท้าออกจากห้อง กดลิฟท์และยืนมองเลขบนจออย่างเหม่อลอย จนบนหน้าจอแสดงเลข 13 ประตูลิฟท์จึงเปิดออก
เมื่อออกมาด้านนอก ลมเย็นะเืปะทะเข้ากับหน้าเธออย่างจัง ทั้งตัวเธอสั่นสะท้านด้วยความเคยชิน บรรยากาศโดยรอบขุ่นเหมือนกับที่เธอเห็นจากหน้าต่าง เธอมองตึกที่เกือบจะมองไม่เห็น เสาไฟที่ให้แสงสว่างอันเบาบาง กับกลิ่นไหม้จางๆที่ลอยมาจากที่ไกลๆ ดึงดูดชวนให้เธอเดินตาม
เธอเดินด้วยใจที่กึ่งเหม่อลอยไร้จุดหมาย ระหว่างทาง เธอเห็นผู้คนกำลังเดินไปในทิศทางตรงข้ามกับทางที่เธอกำลังเดินไป
ผู้คนในที่นี้ช่างแปลก ทุกคนดูเหม่อลอย คล้ายกายหยาบที่ไร้ิญญา ไม่มีใครสนใจเธอที่เดินไปคนละทางกับพวกเขา
ทุกคนต่างสนใจในสิ่งที่ทุกคนกำลังทำ นั่นคือ 'การเดินไปที่ไหนสักแห่ง'
นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกประหลาดใจ แต่ก็สบายใจที่เธอสามารถทำอะไรที่เธอ้าได้โดยไม่มีใครให้ความสนใจ
เธอเดินไปเรื่อยๆจนเดินมาถึงจุดสิ้นสุดกลิ่น เธอกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อมองหาบางสิ่ง จนไปสะดุดกับตึกๆหนึ่ง ที่ชื่อว่า
'หอสมุดเวทมนตร์' ในใจนึกสงสัยจึงเดินเข้าไป
เธอค่อยๆเดินเข้าไป ออกแรงผลักประตูเล็กน้อย
สายตามองพื้นด้วยนิสัยที่ติดตัว และค่อยๆมองขึ้นด้วยความระแวง
แต่เมื่อสายตาของเธอจับจ้องกับสิ่งรอบตัว และร่างกายของเธอัักับบรรยากาศรอบข้าง
เหมือนทุกอย่างตกอยู่ในภวังค์ ห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสทรงสูงที่มีหนังสือนับร้อย ไม่สิ นับพันเกือบจะได้ รายเรียงขึ้นไปจนไม่รู้จุดจบ คล้ายกับร้านหนังสือย้อนยุค และกลิ่นอายความเยือกเย็นที่ให้ความรู้สึกหนาวนิดๆ แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้รู้สึกไม่ดี
ที่นี่เป็ที่ที่แปลก โครงสร้างด้านนอกและด้านในไม่สัมพันธ์กันเลย เธอคิดอย่างนั้น
เธอเหลือบมองเคาน์เตอร์ที่ไม่มีใครอยู่ ประตูไม้ด้านหลังปิดสนิท เหมือนว่าพนักงานจะอยู่ด้านหลัง
เธอเดินมองหนังสืออย่างใจจดใจจ่อ โดยไม่รู้เลยว่า มีั์ตาที่ส่องประกายกำลังลอบมองเธออยู่
เธอหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง หน้าปกเขียนว่า
'โลกอันตรายที่แสนหอมหวาน'
ในหัวน้อยๆของเธอไม่ทันได้คิดสิ่งใด ก็มีเสียงปริศนาเอ่ยทักขึ้น
"หาหนังสือเล่มไหนอยู่หรอครับ" เสียงชายหนุ่มจากที่สูงกล่าวทัก หญิงสาวใและหันไปมองที่มาของเสียง เป็ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อน ั์ตาสีเขียวเหมือนกับทุ่งหญ้า หน้าตาหล่อเหลา ใส่แว่นตาแบบ Monocle กำลังนั่งอยู่บนชิงช้า และดูเหมือนกำลังจัดหนังสืออยู่
หญิงสาวนึกสงสัยว่าเขาไปอยู่ตรงนั้นั้แ่เมื่อไหร่ เหมือนว่าเธอจะมองพลาดไปที่ไม่เห็นเขาั้แ่แรก
"จ-เจอเล่มที่อยากอ่านแล้ว…ค่ะ" หญิงสาวตอบอย่างตะกุกตะกัก เพราะใชายหนุ่มที่โผล่มาอย่างกับผีสาง
"หรอครับ…" เขากล่าวสั้นๆพร้อมหมุนวงล้อ ชิงช้าค่อยๆลงมาในระดับที่เขาสามารถลงมายืนได้แบบสบายๆ นั่นทำให้เห็นส่วนต่างของส่วนสูงชายหญิง
"เชิญเข้าไปนั่งด้านในได้เลยครับ เดี๋ยวจะยกน้ำชาไปให้นะครับ" เขากล่าวพร้อมกับผายมือไปตามทางเดิน กล่าวเสร็จเขาจึงเดินเข้าไปยังประตูหลังเคาน์เตอร์และปิดลง
ว่าอย่างนั้นหญิงสาวจึงเดินเข้าไปด้านใน
ขณะที่เธอก้าวเท้าผ่านประตู แสงแดดที่ส่องเข้ามาจากหน้าต่างทำให้เธอหยีตาลงเล็กน้อย พอปรับสายตาได้ เหมือนเธอได้พบกับโลกใบใหม่บรรยากาศที่แสนอบอุ่น กลิ่นหนังสือและฝุ่นที่คลุ้งกระจายอยู่ตามอากาศ ต่างจากโลกครึ้มๆของเธอโดยสิ้นเชิง นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลก เธอไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร
หญิงสาวรู้สึกถึงความต่างของบรรยากาศด้านนอกและด้านในได้อย่างชัดเจน เธอเลือกที่นั่งที่มีแสงส่องเข้ามามากพอที่จะให้เธออ่านหนังสือได้
เธอเหม่อมองนอกหน้าต่าง จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆลอยมาแตะจมูก เธอจึงหันไปมอง
เป็ชายหนุ่มคนเดิมที่ถือถาดน้ำชามาสองแก้วและคุกกี้หนึ่งจาน
เขาเอาถาดน้ำชาวางลงบนโต๊ะ ลากเก้าอี้ออกและนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามของหญิงสาว พร้อมกับกล่าว
"อะไรทำให้คุณเข้ามาในร้านหนังสือโทรมๆนี้กัน ก็คุณยัง…"
เขาถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเรียบนิ่ง ปนความงงงวยหน่อยๆ นั่นทำให้หญิงสาวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับประโยคสุดท้าย
"ก-ก็แค่...ไม่รู้จะไปที่ไหนน่ะค่ะ เลยเข้ามาในนี้…ต-แต่ที่นี่ไม่โทรมเลยนะ ก-กลับกันมันให้ความรู้สึกสบายใจและอบอุ่นมากกว่า…" หญิงสาวตอบด้วยความไม่มั่นใจ ก้มหน้าลงและดื่มชาเพื่อแก้เขิน แต่ยังไม่ทันที่ขอบแก้วจะแตะปาก
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า คิดอย่างนั้นหรอ…สบายใจน่ะใช่อยู่ แต่ที่นี่ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าอบอุ่นหรอกนะครับ" เขากล่าวอย่างกระตือรือร้นในตอนแรก แต่ในตอนท้ายเขามีสีหน้าที่เศร้าลง พร้อมมองไปทางหญิงสาว สายตาของเขาที่มองหญิงสาวยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกกระอักกระอ่วน จึงยกแก้วชาขึ้นดื่มเพื่อหลบสายตา
"อุ๊…รสชาติ…ดีจัง น-นี่คือชาอะไรหรอ" หญิงสาวเอามือปิดปากและกล่าว เธอมีน้ำเสียงและท่าทีเป็กันเองมากขึ้นจากตอนแรก
"ชาลาเวนเดอร์น่ะครับ ช่วยให้ผ่อนคลาย คลายความเหนื่อยล้า ช่วยให้รู้สึกสงบ" ชายหนุ่มตอบโดยไม่ละสายตาไปจากหญิงสาว
"อ๋อ…" เธอพึมพำออกมาเบาๆ พร้อมมองถ้วยชา
ในใจสงบและผ่อนคลายมากขึ้น
"ผมชื่อ พอล นะ" ชายหนุ่มกล่าวต่อ
"ฉ-ฉันซาจิน!…เรียกว่า จิน เฉยๆก็…ได้" หลังกล่าวจบหญิงสาวก็ค่อยๆก้มหน้าลงด้วยความอาย อาจจะเป็ครั้งแรกเลยก็ได้ที่เธอได้แนะนำตัวอย่างกระตือรือร้นแบบนี้
เห็นแบบนั้นชายหนุ่มก็ขำเบาๆ กับความตะกุกตะกักและความเขินอายของหญิงสาว
"หรอ…งั้นก็ สวัสดีจิน!"เขากล่าวพร้อมกับยิ้มที่กว้างกว่าครั้งแรก รอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ความรู้สึกปลอดภัยที่เรียกว่าบ้านที่เธอไม่เคยได้รับมาก่อน มันกำลังตลบอบอวลอยู่รอบๆตัวเขา แน่นอนว่าจินตกหลุมรักพอลนับแต่นั้น
"อ-อื้ม..สวัสดี…พอล…" หญิงสาวกล่าวด้วยความเขินอาย ชายหนุ่มก็ยิ้มรับด้วยความเอ็นดู
ทั้งคู่นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ เธอััได้ถึงความสบายใจเมื่อได้คุยกับพอล เรียกว่าเธอมีความสุขเลยก็ว่าได้ ในชีวิตเธอคงมีแค่ตอนนี้เท่านั้น ที่เรียกว่ามีความสุขที่สุดเท่าที่เธอเคยมีมาแล้ว
จนหญิงสาวเหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือ บ่งบอกเวลาว่าเย็นมากแล้ว ถึงแม้แสงตรงหน้าต่างจะสว่างเหมือนกับที่เธอมาตอนแรกก็ตาม
เธอไม่อยากให้่เวลานี้จบลงเลย อยากจะอยู่ที่นี่ตลอดไปเลย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ควรจะกลับเพราะมันเป็มารยาท
จินกล่าวขอตัวกลับ พอลก็เดินออกมาส่งจินที่หน้าร้าน จินโบกมือลาและกล่าว
"เจอกันใหม่นะ"
"อ-อื้ม…เจอกัน..ใหม่นะ…"
พอลกล่าวแบบตะกุกตะกัก ไม่รู้ทำไมเขาถึงเป็แบบนั้น
จินยิ้มและหันหลังเดินไปยันทางที่เธอเดินมาในตอนแรก พอลยืนมองหลังหญิงสาวที่ค่อยๆเดินออกไปจนลับสายต
า ั์ตาของเขาที่มองหญิงสาวมีความรู้สึกปะปนอยู่มากมาย และในใจของเขาอวยพรว่า
อย่าเจอกันอีกเลย…แบบนั้นน่าจะดีกับคุณมากกว่า