ตอนที่90 วิชาพลังจิตภายใน
แต่ช่วงนี้ฟู่เยี่ยนล้มเลิกความคิดนี้ไปก่อนเพราะศิลาวิญญาณดินสามารถปรับปรุงดินได้เป็นพื้นที่วงกว้างแต่พื้นที่บ้านของเธอเล็กเกินไป หากมันขยายตัวออกไป เช่นนั้นก็คงไม่ได้การแล้ว
เดิมทีเจิ้งจื้อกำลังจับตาดูเธออยู่หากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา แบบนี้เธอจะไม่ถูกองค์กรจับตัวไปทดลองหรืออย่างไร ?
ในตอนกลางวันฟู่เหมี่ยวและฟู่เยี่ยนช่วยกันทำอาหาร โดยมีฟู่เซินรับผิดชอบก่อไฟหวังซู่เหมยที่ได้ชิมฝีมือของลูก ๆ ทั้งสามก็เอ่ยชมไม่ขาดปากหลังจากทานข้าวเสร็จแล้วก็มานั่งย่อยและเทียวมองไปที่ประตูเพื่อรอสามีกลับมา
หลังจากทานมื้อกลางวันไปแล้วฟู่ต้าหย่ง ฟู่ต้านี ฟู่ต้าอัน และป้าเหอก็กลับมาถึงหมู่บ้านตอนนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงเรื่องฤกษ์แต่งงานแล้วนั่นก็คือฤกษ์ในเดือนตุลาคมตามที่ฟู่เยี่ยนคำนวณให้
ไฉเฉี่ยวเหอได้ยินว่าฟู่เยี่ยนแนะนำให้จัดในวันนี้เธอจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล
ต่อไปคือการทำความสะอาดบ้านซึ่งฟู่ต้าอันได้จัดการไว้หมดแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นการทำผ้านวม ผ้าห่มซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฟู่ต้านีสามารถทำได้และหวังซู่เหมยก็สามารถเป็นลูกมือได้เช่นกัน
ป้าเหอนั่งพักที่บ้านของพวกเธอครู่หนึ่งแล้วถึงกลับบ้านตอนนี้ภรรยาของฟู่เฉิงกำลังตั้งครรภ์เช่นกันเธอไม่วางใจจึงอยากกลับไปดูแลลูกสะใภ้เสียหน่อย
หวังซู่เหมยไม่ได้สนใจเลยว่านี่จะเป็นตอนกลางวันเธอดึงฟู่ต้าหย่งเข้าไปในห้องนอนฟู่ต้าหย่งยังสงสัยว่าเช้านี้ทำไมภรรยาของเขาถึงไม่อยู่ที่บ้านทำไมถึงไปนั่งเล่นอยู่บ้านคนอื่น
ที่แท้เป็นเพราะเรื่องของกุ้ยหลันนี่เองกุ้ยหลันโทรไปหาหลี่หงอี้ ผลปรากฏว่าหลี่หงอี้ออกไปทำภารกิจแล้วแต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะประเด็นสำคัญก็คือคนที่รับโทรศัพท์เป็นผู้หญิง
“หลี่หงอี้คนนี้ดูเหมือนจะเป็นคนซื่อสัตย์แต่ที่จริงแล้วก็เจ้าชู้กับเขาเหมือนกัน ! ” หวังซู่เหมยพูดด้วยความโมโห
“ไอ้หยาหงอี้ไม่ใช่คนแบบนั้นเสียหน่อย กุ้ยหลันฟังผิดไปหรือเปล่า ! ” ฟู่ต้าหย่งเชื่อว่าหลี่หงอี้จะไม่ทำแบบนั้นแน่นอน
“ทำไมคุณถึงรู้ว่าเขาไม่ใช่คนแบบนั้น! ” หวังซู่เหมยรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนแทนกุ้ยหลัน
“เรายังไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นคุณก็อย่าเพิ่งไปโวยวายเลย ให้กุ้ยหลันสงบสติอารมณ์ก่อน ตอนกลับมาครั้งที่แล้ว หงอี้ยังพูดอยู่เลยว่ากลับไปคราวนี้อาจได้เลื่อนตำแหน่งพอถึงตอนนั้นก็จะให้กุ้ยหลันและลูก ๆ ของพวกเขาไปอยู่ที่ค่ายทหารด้วย”ฟู่ต้าหย่งเชื่อมั่นในตัวน้องชายคนสนิทของตนเอง เขาไม่ใช่คนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
“จริงหรือ? งั้นพรุ่งนี้ฉันจะไปคุยกับกุ้ยหลันให้เธอสงบจิตสงบใจก่อน”หวังซู่เหมยรู้สึกผ่อนคลายลงมาก ดังนั้นเธอจึงไปนอนกลางวัน
ฟู่ต้าหย่ง:……เอาล่ะ ผู้หญิงตอนตั้งครรภ์ก็มักจะเอาแต่ใจตัวเองแบบนี้อยู่เสมอตอนแรกตั้งใจจะคุยเรื่องงานแต่งงานของต้าอันเสียหน่อย
หวังซู่เหมยนอนกลางวันจนถึงเวลาของมื้อเย็นระหว่างนี้ไม่มีใครไปรบกวนเธอเลย ทุกคนต่างก็รอให้เธอตื่นนอนมากินข้าวด้วยกัน
“เรื่องงานแต่งงานของต้าอันฉันตั้งใจว่าจะจัดงานที่บ้านหลังที่เขาซื้อฉันคิดว่าจัดงานแต่งในหมู่บ้านของเราคงไม่เหมาะเพราะพ่อของคุณก็ไม่ได้เหลือห้องไว้ให้ต้าอันจัดงานแต่งงานฉะนั้นพวกเราจะไปช่วยเขาทำความสะอาดบ้านหลังนั้น เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ไกลกันอยู่ดีให้แขกไปร่วมงานที่นั่นดีกว่า”
หวังซู่เหมยวางแผนเรื่องงานแต่งงานของน้องชายสามีไว้เรียบร้อยแล้ว
“แบบนี้จะเหมาะสมหรือไม่? แล้วเราจะบอกเรื่องนี้ให้พ่อรู้หรือเปล่า ? ” ฟู่ต้านีถามเสียงแผ่ว
“เราต้องบอกให้เขารู้อยู่แล้วหากเราไม่บอกก็จะกลายเป็นว่าเราไม่รู้ความและไปบอกทั้งทีก็ต้องไปบอกให้ทั้งหมู่บ้านได้รู้เราจะทำให้คนในหมู่บ้านได้เห็นว่างานแต่งงานของลูกชายคนเล็กที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเงินของผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่หยวนเดียวมันเป็นอย่างไร”หวังซู่เหมยตัดสินใจแล้วว่าพวกเธอจะไม่เชิญแค่ฟู่เหล่าชวนคนเดียวเท่านั้นแต่จะเชิญหนิวชุ่ยฮวามาร่วมงานแต่งงานด้วย เหอะดูซิว่าคราวนี้ยังจะกล้ามาขอกินฟรีดื่มฟรีอยู่หรือเปล่า
“ได้เรื่องนี้ให้ต้าอันเป็นคนไปบอกเอง รอให้เขากลับมาคราวหน้า ค่อยให้เขาไปจัดการ”ฟู่ต้าหย่งคิดว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
หลังกินข้าวเสร็จแล้วหวังซู่เหมยจึงไปที่บ้านของกุ้ยหลัน เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันฟู่ต้าหย่งจึงไม่ได้ห้ามปรามเธอ
ฟู่เยี่ยนที่นอนเล่นอยู่บนเตียงกำลังคิดว่าเธอจะขจัดวิกฤตนี้ไปได้อย่างไรถึงแม้เจิ้งจื้อจะไม่ใช่คนที่ดูเป็นอันตรายขนาดนั้นแต่ฟู่เยี่ยนก็ต้องท้าทายศัตรูอย่างมีกลยุทธ์ให้ความสำคัญกับหลักการของศัตรูอย่างมียุทธวิธีและคิดเรื่องนี้ให้รอบคอบ
กว่าคณะปฏิวัติจะเปลี่ยนเป็นรัฐบาลประชาชนต้องใช้เวลาสามถึงสี่ปีจึงจะได้ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่ทุกคนในคณะปฏิวัติจะเหมือนเจิ้งจื้อ
บางครั้งคนอย่างเจิ้งจื้อเป็นเพียงตัวประกอบเล็กๆ เท่านั้นดังนั้นสิ่งที่เธอต้องให้ความสำคัญก็คือผู้ที่กุมอำนาจของเจิ้งจื้อต่างหาก
ตอนนี้มีสองวิธีที่เธอพอคิดได้วิธีแรกคือกำจัดเขาโดยไม่ให้ใครใครสังเกตเห็นวิธีที่สองคือแย่งชิงอำนาจในมือของเขามา
ซึ่งฟู่เยี่ยนปฏิเสธตัวเลือกแรกอย่างรวดเร็วเพราะสิ่งนี้ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ ดังนั้นจึงเหลือแค่ตัวเลือกที่สองแล้ว
ดังนั้นใครคือคู่ต่อสู้ของเจิ้งจื้อใครคือผู้สนับสนุนของเขา และใครต้องการแทนที่เขานี่คือสิ่งที่ฟู่เยี่ยนต้องหาคำตอบมาให้ได้แน่นอนว่าพ่อของเจิ้งจื้อต้องเป็นหนึ่งในผู้ที่สนับสนุนเขาอย่างแน่นอนแต่เขาไม่อยากให้ลูกชายของตนเองต้องกลายเป็นมีดในมือของผู้อื่น ซึ่งเธอสามารถเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นพ่อได้นั่นหมายความว่าปัญหามันอยู่ที่คนสนับสนุนอยู่เบื้องหลังของเจิ้งจื้อต่างหากแล้วคนอย่างเจิ้งจื้อจะเป็นมีดในมือของใครกัน ?
เธอจะต้องจัดการคนที่กุมอำนาจของเจิ้งจื้อด้วยเช่นกันไม่อย่างนั้นก็อย่าหวังเลยว่าช่วงสองปีนี้จะได้มีวันเวลาที่สงบสุขอย่างคนอื่นเขา
ฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจว่าจะให้พ่อของเธอไปสอบถามกับทางพ่อของหลี่เทียนซื่อเพราะเธอเองก็เคยเขียนยันต์แคล้วคลาดและส่งไปให้คุณย่าของหลี่เทียนซื่อมาก่อนการที่พ่อของเธอไปที่นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เขาเป็นคนของสำนักงานชุมชนแม้จะไม่มีสิทธิ์พูดในคณะปฏิวัติ แต่เขาก็น่าจะพอรู้เรื่องราวภายใน
ส่วนเรื่องฝ่ายตรงข้ามของเจิ้งจื้อเธอคิดว่าถามเจิ้งหมิงก็น่าจะได้คำตอบแล้วจะได้ทดสอบด้วยว่าเจิ้งหมิงยืนอยู่ฝั่งเดียวกับเธอจริง ๆ หรือไม่สิ่งนี้ไม่ใช่เพราะฟู่เยี่ยนสงสัยในตัวเขาแต่บางทีความสัมพันธ์ทางครอบครัวก็เป็นเรื่องที่อธิบายด้วยเหตุผลได้ยาก
น้อยคนนักที่จะไม่ช่วยเหลือคนในครอบครัวของตนเองเพราะคนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมโดยเฉพาะในประเทศจีนที่ยุคนี้เป็นยุคของสังคมที่มนุษย์พิ่งพากัน
ฟู่เยี่ยนคิดมาตรการรับมือเสร็จแล้วจึงเข้าไปในดินแดนต่างมิติอย่างสบายใจนับตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่เธอไปจับปลากับพี่รองแล้วเอามาปล่อยในนี้เธอก็ไม่เคยได้เข้าไปดูอีกเลย และไม่รู้ว่ามันแพร่พันธุ์ไปถึงไหนแล้ว
แต่ที่ฟู่เยี่ยนไม่ทันได้สังเกตก็คือเจ้าวั่งไฉแมวสีส้มตัวใหญ่หางเล็กได้เดินตามเธอเข้าไปด้วยตอนนี้วั่งไฉตัวโตขึ้นแล้ว มันชอบมาอ้อนฟู่เยี่ยนที่สุดเมื่อครู่นี้มันก็เพิ่งนอนอยู่บนเตียงของฟู่เยี่ยน มันค่อย ๆยื่นเท้าออกมาแตะบนตัวของฟู่เยี่ยนอย่างชาญฉลาด ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงไม่ได้สังเกตว่าได้พามันเข้ามาด้วย
เมื่อเข้ามาในดินแดนต่างมิติฟู่เยี่ยนก็เห็นว่าปลาหลีสีแดงกระโดดขึ้นมาเหนือน้ำเนื่องจากครั้งที่แล้วจับมันมาได้เพียงตัวเดียว มันจึงว่ายน้ำเล่นอย่างมีความสุข
เนื่องจากน้ำใสมากเธอจึงเห็นว่าปลาตัวอื่นพากันจับกลุ่มอยู่ที่ก้นบ่อ ตัวของพวกมันดูโตมากฟู่เยี่ยนกำลังนึกถึงภาพหม้อไฟปลาและปลาผัดพริกเธอก็เห็นว่ามีเงาร่างหนึ่งพยายามยื่นเท้าลงไปในบ่อ
ฟู่เยี่ยนก้มลงไปมองก็เห็นว่ามันคือเจ้าวั่งไฉจอมตะกละนี่เองสิ่งมีชีวิตสามารถเข้ามาภายในนี้ได้ครั้งหน้าเธอจึงตั้งใจจะพาพ่อกับแม่เข้ามาพักผ่อนในนี้ด้วยเช่นกันเธอเชื่อว่าบรรยากาศภายในดินแดนต่างมิตินี้จะต้องดีต่อร่างกายของแม่แน่นอน
ฟู่เยี่ยนโน้มตัวลงไปอุ้มวั่งไฉขึ้นมาไม่อยากให้มันไปรบกวนปลาพวกนั้นแล้ว เพราะด้วยรูปร่างเล็กกระจิดริดของมันมีหวังได้ถูกปลาพวกนั้นลากลงไปในน้ำอย่างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนเดินไปที่ชายขอบของดินแดนต่างมิติครั้งที่แล้วเธอยังเห็นว่ามันยังมีชายขอบอยู่ตรงนี้อยู่เลยดังนั้นสาวน้อยจึงเชื่อว่าเมื่อมีพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตมากขึ้นพื้นที่ของมิติจะต้องขยายใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนเห็นก้อนหินเรียบๆ ก้อนหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากขอบสระน้ำ เธอจึงวางวั่งไฉลง ให้มันไปวิ่งเล่นเองจากนั้นเธอก็ขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนนั้น
เธอจำได้ว่าวรยุทธที่บรรพบุรุษได้บันทึกลงในตำรามีวรยุทธเกี่ยวกับวิชาพลังจิตภายในฟู่เยี่ยนจึงอยากลองดูว่าเธอจะฝึกมันได้หรือไม่
หลังจากนั่งสมาธิได้สักพักฟู่เยี่ยนก็รู้สึกถึงความร้อนที่ไหลเวียนอยู่ในจุดตันเถียนของเธอมันเคลื่อนไปตามหลอดเลือดของเธอ จนกระทั่งไหลเวียนไปทั่วร่างกายความรู้สึกนี้สบายมาก เธอจึงควบคุมความร้อนให้มันไหลเวียนไปรอบ ๆ อีกสองสามครั้ง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้วฟู่เยี่ยนได้ยินเสียงร้องเหมียวจากร่างกายเธอ เธอจึงลืมตาขึ้นมา
ครั้งนี้ฟู่เยี่ยนก้มลงไปมองที่มือของตนเองเช่นเดียวกับครั้งล่าสุดที่เธอดื่มน้ำในดินแดนต่างมิติเข้าไปตอนนี้ทั่วทั้งตัวของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีดำ
คราวนี้ฟู่เยี่ยนไม่ได้ออกไปล้างตัวที่ด้านนอกเธอกระโดดลงไปในสระน้ำทำให้ฝูงปลาแหวกว่ายออกไปออกันอยู่ตรงมุมขอบสระด้วยความแตกตื่น
หลังจากล้างเนื้อล้างตัวจนสะอาดแล้วฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าทั่วทั้งตัวของเธอเปลี่ยนไปด้วยพลังเธอจึงอุ้มวั่งไฉขึ้นมาแล้วออกไปจากมิติ