หลังจากงานวันเฉลิมชันษาของท่านชายทั้งสองจบสิ้นลงไปเมื่อวานนี้ ในวันใหม่นี้พันวาจาสิทธิ์ก็ได้มาที่นี่อีกครั้ง เขานึกอยากขอบคุณที่มีบุญได้เป็พระสหายของท่านชายปิ๋ว เพราะเหตุนั้นจึงพลอยเข้านอกออกในวังจิตราลัยได้โดยไม่มีคำครหา
ถึงจะได้พบหรือไม่นั้นก็ไม่คิดมาก เพียงได้เห็นแค่ปลายหลังคาตำหนักที่ท่านชายเดียวประทับอยู่ เท่านั้นก็ชื่นใจแล้ว นับวันก็ยิ่งอดรนทนไม่ไหวที่จะให้ถึงวันถวายการสอนดนตรีในเร็ววัน คราแรกที่รู้ว่าท่านชายองค์อื่นจะทรงเรียนด้วย ก็ใจฝ่อ ทว่าเมื่อวานเสด็จท่านทรงปรารภว่าจะให้เขาถวายการสอนแด่ท่านชายเดียวเท่านั้น วันนี้ถึงใจฟูได้
“ประเดี๋ยวรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ ฉันเอาของเข้าไปเก็บก่อน” ท่านชายปิ๋วรับสั่งกับชายหนุ่ม ก่อนดำเนินเข้าไปข้างในตัวเรือน
“กระหม่อม” เขารับทราบแล้วนั่งรอที่ม้านั่งใต้ร่มต้นปีบ
เรือนหลังนี้มีพฤกษาชาตินานาพรรณปลูกอยู่รายล้อม ตัวเรือนก็เป็ศิลปะแบบโคโลเนียล เช่นเดียวกับหลังนั้นที่เขาเห็นอยู่บ่อย ๆ ท่านชายปิ๋วพำนักอยู่ที่นี่กับหม่อมสร้อย ผู้เป็มารดา นอกจากนั้น ในบางวันท่านชายต้อย องค์เชษฐาและชายาก็จะเสด็จจากตำหนักใหญ่มาอยู่ด้วย พร้อมกับคุณหญิงนิด ผู้เป็นัดดา
บ่าวประจำในท่านชายปิ๋วถือถาดน้ำและของว่างยอบตัวเข้ามา มีชื่อว่าช่วย รู้จักกันดีกับเขาไม่น้อย “น้ำเย็น ๆ ขอรับคุณด้าว”
“ขอบใจมาก ช่วย”
เสร็จหน้าที่แล้ว บ่าวชายก็จะออกไป หากแต่โดนผู้สูงยศกว่าเรียกไว้เสียก่อน “เออนี่ช่วย ประเดี๋ยวก่อน”
ช่วยหันกลับมา “ขอรับ มีอะไรจะใช้กระผมหรือขอรับคุณด้าว”
“ท่านชายเดียวประทับอยู่ที่ตำหนักใหญ่หรือ ท่านจะเสด็จมาที่นี่หรือไม่” คำถามที่อยากทราบก็ไม่พ้นเื่ของหัวใจอยู่ดี หากคำตอบเป็ ‘ใช่’ โอกาสที่จะได้พบคงน้อยน่าดู ตำหนักนั้นเข้าถึงยากอย่างกับอะไร เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าอยู่ในความดูแลของหม่อมเอก และหล่อนก็คงไม่ยินดีนักที่จะให้คนนอกเข้าไปกล้ำกรายในเขตนั้น
ทว่าก็หาใช่ฝันกลางวัน เมื่อช่วยบอกแก่เขาว่า “เปล่าหรอกขอรับ ท่านชายเดียวประทับอยู่เรือนปั้นหยาอีกหลัง ตรงฟากกระโน้น ท้ายวังติดคลองน่ะขอรับ มีอ้ายโมกอ้ายพุดคอยถวายงานอยู่ด้วยขอรับ”
“จริงหรือ”
“จริงขอรับ บางครั้ง หากว่าง ๆ ท่านก็เสด็จมาพักที่เรือนนี้ขอรับ แต่นาน ๆ ที ถึงเสด็จไปที่ตำหนักใหญ่ หากเสด็จท่านให้หาน่ะขอรับ” ช่วยยกเื่ของเ้านายมาสาธกจนแทบหมดเปลือก
ส่วนคนถามกลับดีใจอยู่ในอก เมื่อรู้ว่าท่านชายเดียวแยกมาอยู่องค์เดียวอย่างนี้ น่าจะเข้าถึงไม่ยาก ฝันอันริบหรี่คล้ายจะพบแสงสว่างแล้ว
“คุยอะไรกันอยู่หรือ” ท่านชายปิ๋วทรงกลับออกมาทันเห็นพอดี แต่ก็ทรงฟังไม่ถนัดกรรณ์นัก ทอดเนตรแลพระสหายของตนยิ้มไม่หุบ
“คือคุณด้าวถามถึ-” อ้ายบ่าวหยุดชะงัก เมื่อโดนขัดเสียก่อน
พันวาจาสิทธิ์ไม่มีใจใคร่ให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าเขาดูใส่ใจท่านชายวังนี้จนเกินไป เกรงว่าจะโดนจับผิดเอา จึงยึดมุสาทูลว่า “ไม่มีอะไรหรอกกระหม่อม เพียงถามไถ่กันเล็กน้อย” จากนั้นก็รีบเปลี่ยนเื่เสีย “ฝ่าาจะทรงปรึกษาเื่ใดหรือกระหม่อม”
“เื่ในกระทรวงนี่แล นั่งลงซี ช่วย มีอะไรก็ไปทำไป” ตรัสบอกทั้งสองคนโดยพร้อมกัน หลังเสร็จงานจากกระทรวง ท่านชายก็ทรงมักประสงค์หารือต่าง ๆ กับพระสหายอย่างในทุกหน
พันวาจาสิทธิ์รับทราบ และนั่งลงฝั่งตรงข้าม ยังไม่ทันได้กล่าวอะไร สุรเสียงยอดดวงใจของเขาก็พลันดังขึ้นแว่ว ๆ เร็วกว่าความคิดคือกิริยา มันสั่งให้เขาหันกลับไปมองโดยเร็ว ซึ่งไม่ควรระริกระรี้ขนาดนั้น
“ฝ่าา…”
ท่านชายเดียวไม่แม้จะทรงนำพากับอาการของเขา เพียงตรัสถามอนุชาเท่านั้น “ชายปิ๋ว เห็นโมกกับพุดอยู่แถวนี้หรือไม่ พี่เรียกหาพักหนึ่งแล้ว ไม่รู้ไปเถลไถลที่ไหนกัน”
“ชายก็ไม่เห็นเช่นกันนะกระหม่อม ชายเพิ่งกลับมา ประเดี๋ยวจะเรียกนายช่วยมาถามให้กระหม่อม” จบคำ ก็ทรงสั่งให้บ่าวแถวนั้นไปเรียกมาพบ ก่อนทูลถามอีกครั้ง “พี่ชายเดียวมีอะไรจะเรียกใช้หรือ รับสั่งกับคนที่เรือนนี้ตามสบายเถอะเ้าพี่”
“พี่ทำความสะอาดห้องหนังสือน่ะชาย ไม่มีคนยกโต๊ะช่วย”
พอได้ยินคำตอบ คนหัวใสอย่างพันวาจาสิทธิ์ก็คิดอุบายออก เขาจะใช้ความมีน้ำใจในครั้งนี้เป็เครื่องมือช่วยให้เข้าใกล้ท่านชายเดียวได้ง่ายขึ้น คิดแล้วก็ไม่รอช้า “เอ่อ… ฝ่าา จะโปรดหรือไม่ หากกระหม่อมขออาสาไปช่วยยกน่ะกระหม่อม”
ท่านชายเดียวทรงทอดมองอีกคน เห็นยิ้มแย้มดูเต็มใจดี เขามีไมตรีมาก็ควรจะรักษาน้ำใจกลับ ตรัสตอบว่า “ตามใจเธอแล้วกัน หากไม่เป็การรบกวน ก็ตามฉันไปที่เรือน” จากนั้นก็ดำเนินนำหน้าออกไป
คนดีใจยิ่มร่า ได้ใกล้ชิดเสียที รีบทูลลาท่านชายปิ๋วเร็วรี่ “กระหม่อมขอตัวก่อนนะฝ่าา ไว้วันพรุ่งนี้กระหม่อมจะมาใหม่”
ผู้เป็ทั้งเ้านายและพระสหายทรงสรวลพลางส่ายพักตร์ แม้ทรงมีความประสงค์จะร้องบอกอีกฝ่ายว่า ‘เจอพี่ฉันแล้วทิ้งกันเชียวนะ’ ก็ไม่ทัน
ทว่าก็ไม่มีสิ่งใดต้องพะวงใจ ขุนนางผู้นี้ปราศจากความเย่อหยิ่งหรือมีพิษสงใด ๆ หากได้เป็พระสหายของเชษฐาอีกคน ก็ทรงยินดี
พันวาจาสิทธิ์ตามท่านชายเดียวมาที่ประทับ เห็นเรือนไม้ทรงปั้นหยาสีเบจที่คุ้นตาตระหง่านอยู่ตรงหน้า ถึงได้ประจักษ์แจ้ง ว่าที่แห่งนี้ที่เขาเห็นอยู่บ่อยครั้ง แท้จริงแล้วเป็ที่ของใคร
เขาเหลียวซ้ายชะแง้ขวามองดูรอบเรือน ในความคิดบอกว่าน่าอาศัยอยู่มาก ร่มรื่นทั้งเงียบสงบ มีแค่เสียงจากธรรมชาติ ต่างจากเรือนของท่านชายปิ๋วที่ตั้งอยู่ใกล้ตำหนักใหญ่ ซึ่งมักมีผู้คนพลุกพล่าน และไม่เหมือนที่เรือนของตนด้วย คิดไปคิดมาก็ใคร่อยู่ที่อย่างนี้เสียอย่างนั้น
“เธอมองอะไรนักหนา”
เมื่อเดินไปชำเลืองไปอยู่นาน ก็โดนทักท้วงขึ้น เขายิ้มตอบ “ที่นี่น่าอยู่มากเลยกระหม่อม ฝ่าาอยู่กับบ่าวเพียงสามคนหรือกระหม่อม”
“ใช่ ถึงจะน่าอยู่อย่างไร แต่ก็เงียบเหงาดี เธออยากจะอยู่จริงหรือ”
ท่านชายเดียวตรัสถามอย่างนี้แล้ว ตามจริงใจของเขาก็อยากแจ้งจำนงค์อยู่หรอก ว่าหากมีเขาอยู่ร่วมด้วย คงไม่เหงา หากได้แต่อมพะนำไว้
“เอ่อ.. หากอยู่ได้ก็คงดี” ประโยคนี้เสียงแ่จนเหมือนกระซิบ
“ฮะ เธอว่าอย่างไรนะ”
“ไม่มีอะไรกระหม่อม ว่าแต่จะทรงให้กระหม่อมช่วยเื่ใดหรือกระหม่อม”
“รบกวนช่วยฉันโต๊ะหนังสือและกระถางดอกบัวข้างในเรือนออกมาทีนะ”
เขาโคลงศีรษะเข้าใจ ตามท่านชายเข้าไปด้านในเรือน สายตายังไม่หยุดพิศดูรอบ ๆ ภายในนี้มีแสงแดดลอดผ่านผืนม่านเข้ามาเพียงรำไร ไม่แสบตามาก พอมองเห็นเครื่องเรือนมีราคาหรูหราหลายชิ้น บนผนังแขวนฉายาลักษณ์เ้าของเรือน ที่ตั้งบนตู้ก็ด้วย ตรงรับแขกมีกระถางดอกบัวเรียงรายใกล้ ๆ ชุดม้านั่ง
พอสังเกตดูแล้ว ก็พอเดาได้ว่าท่านชายทรงโปรดให้สบายสายเนตรจริง ขนาดเขาเองยังชื่นชอบเช่นนี้ อยากอยู่ด้วย
จะว่าไปอีกอย่าง ก็คงชอบทั้งเรือนทั้งคนกระมัง ใจมันฟ้องอยู่โทนโท่
เขาถอดชุดราชปะแตนวางพักไว้ตรงโต๊ะ เหลือเพียงเสื้อลำลองสีขาวด้านใน เพื่อความสะดวกในการหยิบยกของหนัก เมื่อตอนที่ัักระถางใบเดียวกันกับท่านชาย คล้ายความรู้สึกมันส่งหากันได้ผ่านสิ่งของ ใจก็ช่างร้องระริก เขาอยากจะหยิกนัก มีเหตุผลอะไรที่ต้องเสียอาการขนาดนี้ด้วย
หากไม่ใช่เพราะ…
พ่อนักดนตรีเข้าข้างตนเองว่า นี่เป็บุพเพสันนิวาสบันดาล
ถึงมันจะดูราวกับฝันกลางวันน่ะนะ
เผลอเพียงชั่วคราว กระถางดอกบัวที่คอดแห้งก็หมดไป ทั้งที่ยังไม่ทันรู้สึกตัวด้วยซ้ำ เป็การยกของหนักครั้งแรกในชีวิตของพันวาจาสิทธิ์ที่สุขใจที่สุด หากเป็ไปได้ ก็หมายใจยกอีกหน ถ้ามันจะทำให้ได้ใกล้ชิด
“ไว้นี่ก็แล้วกัน ประเดี๋ยวฉันจะล้างกระถางและใส่น้ำใหม่ ขอบใจเธอมากนะ ด้าว”
เ้าตัวละมือจากการง่วนเช็ดเหงื่อบนหน้ามาสบแววเนตรท่านชายเดียว เห็นเต็มสองตาว่าเวลาแย้มสรวลแล้วมีสง่าราศรีเพียงใด ทรงเป็เ้านายเืผสมที่หยั่งลึกในดวงใจของเขาเหลือเกิน
หยั่งลึกจนนิ่งค้าง มองตาไม่กระพริบ ไม่มีเสียงตอบกลับด้วย
“ด้าว เธอได้ยินเสียงฉันหรือไม่”
เมื่อภวังค์ลุ่มหลงทลายลง เขาถึงคืนสติมา “เอ่อ ขอประทานอภัยกระหม่อม กระหม่อมยินดีช่วยฝ่าาทุกเมื่อ ไม่ต้องทรงนับเป็น้ำใจหรอกกระหม่อม” พูดมาเสียยาวเหยียด ดั่งไม่เว้นวรรคหายใจ
ทว่าชายหนุ่มคงต้องหยุดหายใจจริง ๆ ก็ตอนนี้ ตอนที่ท่านชายเดียวทรงเข้ามาประชิดตัวของเขา ปรางเนียนนุ่มแทบจะชิดกับแก้มของเขาอยู่รอมร่อ เ้าตัวเพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เอง ว่าตนนั้นสูงพอ ๆ กับท่านชาย
นักดนตรีบรรเลงเพลงในใจว้าวุ่นว่า ‘ไม่ทรงใกล้ไปหรอกหรือฝ่าา กระหม่อมจะขาดใจแล้ว’
“ช่างเงอะงะเสียจริงพ่อคนนี้ เห็นหรือไม่ หยากไย่เต็มหัวหมดแล้ว ไหนจะหน้าเปื้อน ๆ นั่นอีกล่ะ มานี่ ประเดี๋ยวฉันเอาออกให้” โดยไม่รออีกฝ่ายปฏิเสธน้ำหทัย ทรงเอื้อมหัตถ์ไปหยิบไยแมงมุมออก พร้อมทั้งใช้ผ้าซับพักตร์ขององค์เองชำระใบหน้าเข้มคมสันของข้าราชการชั้นผู้น้อย
“เพียงเท่านี้ก็รูปงามเหมือนเดิมแล้ว พันวาจาสิทธิ์”
“…”
คนฟังอึ้งไปชั่วขณะ คาดไม่ถึงว่าคำชมจากท่านชายเดียว จะมีอานุภาพเพียงนี้ ตรงกันข้ามกับใครอื่นที่เอ่ยชมบ้าง มันกลับเป็เพียงลมปากที่ลอยมาเข้าหูซ้ายและออกหูขวาก็เท่านั้น
แต่นี่ดันทำให้คนใจแข็งเช่นเขาเคอะเขินได้
“ขะ ขอบพระทัยเป็อย่างสูงฝ่าา จริง ๆ แล้ว ฝ่าาทรงเรียกกระหม่อมเพียงสั้น ๆ ว่าด้าวเถิดกระหม่อม” เพราะราชทินนามนั้นยาว เทอะทะเวลาเสวนากัน เขาก็เกรงหทัย กลัวฝ่าาจะทรงล้า
ท่านชายเดียวทรงทอดมองและรับคำ “อย่างนั้นก็ได้ รออยู่นี่สักครู่นะ ฉันมีของจะให้” จากที่ตรัสแล้วนั้น ก็ดำเนินกลับไปยังในเรือนไม้
ขุนนางหนุ่มแทบจะจิตไม่สมประดี เป็บ้าคลั่งอยู่ด้านนอก เขานึกอางขนางจนคงอาการไม่อยู่เต็มประดา เด็ดใบ้ไม้แถวนั้นมาฉีกทิ้งเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย คล้ายคนวิกลจริตทำนองนั้น
พันวาจาสิทธิ์ผู้เงียบขรึมหายไปที่ใดกัน ทุกวันนี้เห็นจะไม่มี
หม่อมเ้าชายเสด็จกลับมาอีกครั้งพร้อมด้วยกล่องกระดาษขนาดพอดีมือในวรหัตถ์ ท่านทรงยิ้มให้ แต่ชายหนุ่มเบือนหน้าหนี และเม้มริมฝีปาก ทำแก้มป่องไว้ ไม่ใช่รังเกียจ แต่นั่นคือลักษณะของคนพยายามหุบยิ้มให้ได้ต่างหาก
“เธอเป็อะไร ทำตัวลุกลี้ลุกลนอย่างไรชอบกล”
“มิได้กระหม่อม เอ่อ… กระหม่อมแค่ปวดฉี่น่ะกระหม่อม ขอประทานอภัยด้วย”
“อ้อ หรือ อย่างนั้นเธอก็เอากล่องนี้ไป ฉันให้เป็ศีลน้ำใจเล็กน้อยที่มาช่วย จะใช้ห้องน้ำหรือไม่ ฉันจะพาไป” ตรัสพลางทรงยื่นกล่องให้อีกคนที่ดูวุ่นวายกระสับกระส่าย
ความจริงเขาไปได้ปวดท้องเบาเลยสักนิด หากจะให้บอกไปว่าที่มีท่าทางอย่างนั้นเพราะเขินก็ไม่กล้า จึงจบลงด้วยคำโป้ปดมดเท็จ ชายหนุ่มรับมา ยังไม่อยากเปิดดูว่าภายในมีอะไร ขอเก็บไปเปิดที่ลับตาเสียดีกว่า หากอยากยิ้มจนแก้มแตก จะได้สะดวกใจ
“ชะ เช่นนั้นกระหม่อมขอลาเลยนะฝ่าา”
“อ้อ ประเดี๋ยวสิ เกือบลืมแล้วเชียว” ทรงรั้งไว้ ทั้งนี้เพราะไม่ทรงทราบว่าอีกคนจะทนไม่ได้อยู่แล้ว “เื่ดนตรี เธอจะเริ่มสอนฉันได้เมื่อไหร่”
“พรุ่งนี้กระหม่อมว่างตลอดทั้งวัน หากท่านชายโปรดเรียนเมื่อไหร่ รับสั่งได้เลยกระหม่อม”
“ถ้าอย่างนั้น วันพรุ่งนี้ เธอมาที่เรือนั้แ่เช้าเลยแล้วกัน ฉันก็ไม่มีกิจอะไรต้องทำเช่นกัน”
“กระหม่อม” เขาตอบรับเสียงละมุน และหิ้วหน้าหล่อจากไป เย็นนี้เห็นที ท่าจะกินข้าวได้คล่องปากเชียวล่ะ แล้วอย่างนี้ ท่านชายเดียวจะทรงทราบหรือไม่หนอ ว่าพ่อคนนี้ เขาแอบคิดล่วงเกินสิ่งใดอยู่
อาจจะทรงรับรู้อยู่เนือง ๆ แต่ไม่ทรงเล่นด้วย
หรือรอให้มันชัดเจนมากกว่านี้ แล้วให้อีกฝ่ายเป็คนเริ่ม