เสียงใบพัดของยานลำเลียงพล VTOL ดังสะท้อนก้องหักเหไปตามแนวหน้าผาชันของหุบเขาอันเยือกเย็น ขณะที่อากาศยานจู่โจมสีดำสนิทของหน่วย Vanguard ค่อยๆ ทะยานตัวขึ้นสูง เคลื่อนที่ห่างออกจากหมู่บ้านไอเซลที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากน้ำมือของสิ่งมีชีวิตนอกมิติ
ภารกิจภาคสนามครั้งแรกในชีวิตของรินจบลงแล้ว...ทว่ากลับไม่มีเ้าหน้าที่คนใดบนยานเลยที่รู้สึกว่าเื่ราวทุกอย่างมันจบลงจริงๆ บรรยากาศภายในห้องโดยสารเหล็กกล้าเงียบสงัดผิดปกติจนน่าอึดอัด ไม่มีทั้งเสียงหัวเราะร่าเริงอย่างเคยของอายาโกะ ไม่มีเสียงบ่นกระปอดกระแปดของโรเชลล์ แม้แต่ผู้การสาวโรซาเลียเองก็ยังคงนั่งนิ่งกอดอกอยู่มุมหนึ่ง แววตาสีม่วงคู่นั้นทอดมองต่ำราวกับกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิด
ทุกคนในที่นี้กำลังครุ่นคิดถึงชายคนเดียวกัน...สตีฟ
ศัตรูที่สามารถรับใบมีดพลังงานความร้อนสูงของโรซาเลียได้ด้วยมือเปล่า หยุดยั้งะุไรเฟิลความเร็วสูงของทันย่าให้ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ และสามารถสะบัดข่มสมาชิกหน่วยรบระดับท็อปของ Vanguard ทั้งทีมให้ล่าถอยได้โดยที่เขาแทบไม่ต้องแสดงอาการจริงจังเลยด้วยซ้ำ
“...”
รินกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อผ้าของชุดเกราะ คำพูดทุ้มต่ำทว่าแฝงประกายความบ้าคลั่งของชายคนนั้นยังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวของเธอซ้ำไปซ้ำมา ‘วันพิพากษาโลก’ ... ‘อวตารแห่งการทำลายล้าง’ ... ‘ภาชนะที่สมบูรณ์แบบ’ ... ทั้งหมดนั้นหากได้ยินในเวลาปกติ มันคงฟังดูเหมือนคำทำนายบ้าคลั่งของลัทธิเสียสติลวงโลก ทว่าหลังจากที่เธอได้เห็นพลังอำนาจอันบิดเบือนกฎเกณฑ์เอกภพของเขาด้วยตาตัวเอง รินกลับไม่สามารถหัวเราะเยาะหรือมองข้ามคำพูดเ่าั้ได้อีกต่อไป
“...มีใคร พอจะอธิบายให้ฉันฟังได้ไหม” ในที่สุด เด็กสาวเรือนผมแดงก็ทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ผู้ชายคนนั้นเขาเป็ใครกันแน่?”
ไม่มีเสียงตอบรับในทันที ทุกคนยังคงนิ่งเงียบ จนกระทั่งกัปตันแบล็คเบิร์ดซึ่งกำลังปรากฏตัวผ่านระบบลิงก์จอโฮโลแกรมส่วนกลางถอนหายใจออกมาเบาๆ ประหนึ่งแบกรับความหนักใจเอาไว้
“นั่นคือคำถามที่แม้แต่หน่วยข่าวกรองสูงสุดของ V.I.F. เอง ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบที่แน่ชัดได้ทั้งหมด” ทุกสายตาภายในยานหันไปจับจ้องกัปตันเป็ตาเดียว “สิ่งที่พวกเรารับรู้เกี่ยวกับตัวตนของชายคนนั้นมีเพียงอย่างเดียว...เขาเริ่มปรากฏตัวขึ้นในบันทึกภารกิจครั้งแรกเมื่อประมาณสามปีก่อน ไม่มีประวัติครอบครัว ไม่มีฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ไม่มีลายนิ้วมือหรือดีเอ็นเอเชื่อมโยง ราวกับว่าเขาไม่เคยมีตัวตนหรือเคยเกิดมาบนโลกใบนี้เลยั้แ่แรกเริ่ม แต่พวกเราก็ตั้งชื่อให้เขาว่า สตีฟ”
เมดิสันพยักหน้าเสริม สีหน้าของเธอเคร่งเครียดพลางปัดหน้าจอข้อมูลรายงาน “และที่น่ากังวลที่สุดคือ ทุกครั้งที่มีรายงานการปรากฏตัวของเขา ไม่ว่าจะในเขตแดนรกร้างหรือเมืองหน้าด่าน มักจะมีการตรวจพบการเคลื่อนไหวของการ์เลนอสจำนวนมหาศาลตามมาด้วยเสมอ”
โรเชลล์ที่นั่งฟังอยู่ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ถ้างั้น...แสดงว่าตาผมขาวนั่นเป็หัวหน้าหรือาาของพวกสัตว์ประหลาดพวกนั้นเหรอคะ?”
“ไม่สะทีเดียว” โอลิเวียที่นั่งหลับตาอยู่โพล่งตอบทันควัน “แต่นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด”
หญิงสาวผมเงินลืมตาขึ้นก่อนจะทำการเปิดไฟล์ข้อมูลลับระดับสูงขึ้นบนจอโฮโลแกรม เผยให้เห็นภาพถ่ายจากดาวเทียมทหารหลายร้อยภาพที่ถูกบันทึกไว้ในสถานที่และเวลาแตกต่างกัน ทว่าทุกภาพกลับมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันอย่างน่าขนลุก...มันคือภาพของฝูงการ์เลนอสหลากประเภทที่กำลังหมอบราบและก้มศีรษะลงต่ำแทบชิดพื้นดิน ราวกับกำลังแสดงความเคารพยำเกรงต่อร่างของชายในชุดคลุมสีขาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพวกมัน
“พวกมันไม่ได้มองเขาเป็ผู้นำหรือาาที่คอยสั่งการ...” โอลิเวียเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “แต่มันกำลังปฏิบัติกับเขาในฐานะผู้รับใช้ของบางสิ่งต่างหาก”
ห้องโดยสารทั้งห้องกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้งจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องยนต์...ผู้รับใช้...คำคำนี้ชวนให้หัวใจของทุกคนสั่นสะท้าน หากชายที่ทรงพลังขนาดคว่ำหน่วย Vanguard ได้อย่างง่ายดายเป็เพียงแค่ผู้รับใช้...แล้วสิ่งมีชีวิตหรือบางสิ่งที่อยู่เหนือหัวของสตีฟขึ้นไปล่ะ จะเป็สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวและวิปลาสขนาดไหน?
ทันใดนั้น โรซาเลียก็เอ่ยขัดขึ้น “แต่เื่ที่ฉันกังวลและสงสัยยิ่งกว่าตัวตนของสตีฟ...คือสิ่งที่เขาพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจากไปวันพิพากษาโลก” ดวงตาสีม่วงของเธอหรี่แคบลง “มันฟังดูเหมือนเขากำลังดำเนินแผนการบางอย่างที่ใหญ่โตเกินกว่าที่มนุษย์อย่างพวกเราาจะคาดคิด”
กัปตันแบล็คเบิร์ดพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะเบนสายตาไปมอง ดร.นิโคล ที่นั่งอยู่ข้างกันภายในห้องบัญชาการใหญ่ของป้อมปราการ “ด็อกเตอร์ครับ...ช่วยอธิบายเื่ประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อนไว้ให้เด็กๆ ฟังหน่อยครับ”
ดร.นิโคล นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าวัยกลางคนฉายแววความเหนื่อยล้า ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปกดอนุมัติเปิดแฟ้มข้อมูลเก่าแก่ที่ถูกตราหน้าว่าเป็ความลับระดับสูงสุดฉบับหนึ่ง บนจอภาพโฮโลแกรมกลางห้องโดยสารแปรเปลี่ยนเป็รูปถ่ายของหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่ง...เธอมีเรือนผมสีน้ำตาลทองประกาย ดวงตาสีฟ้าอ่อนใสซื่อเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา รอยยิ้มของเธอสดใสราวดวงตะวัน และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ ร่างกายของเธอถูกสวมทับด้วยชุดเกราะชีวภาพลีซิลนอสสีขาวขลิบทองอร่าม ซึ่งเป็รูปแบบเกราะโบราณที่ไม่เคยมีใครในยุคนี้เคยเห็นมาก่อน แต่ก็มีความคล้ายคลึงกับรินในเวลาเดียวกัน
รินจ้องมองภาพหญิงสาวในจอด้วยความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด “...เธอคือใครเหรอคะ ด็อกเตอร์”
ดร.นิโคล สูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “...ชื่อของเธอคือ ‘อีฟวี่ บราวน์’ ”
ทั้งห้องโดยสารเงียบสนิทตั้งใจฟัง
“เธอคือผู้ถือครองและสืบทอดพลังแห่งลีซิลนอสคนแรกในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้...และเป็วีรสตรีตัวจริงที่ช่วยให้เผ่าพันธุ์มนุษยชาติยังคงมีลมหายใจและสืบทอดเผ่าพันธุ์อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้”
ดวงตาของรินเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ดร.นิโคลทำการเลื่อนภาพบันทึกหน้าถัดไป...คราวนี้มันคือภาพถ่ายของทวีปยุโรปใน่ปี 2022 ภาพของผืนฟ้าเบื้องบนที่แตกร้าวแยกออกจากกันเป็ทางยาว รอยแยกมิติสีฟ้าขาวขนาดมหึมาที่กินเนื้อที่กว้างขวางครอบคลุมไปหลายประเทศเหนือทวีป และกองทัพสัตว์ร้ายการ์เลนอสนับล้านล้านตัวที่กำลังหลั่งไหลทะลักออกมาจากรอยฉีกขาดนั้นราวกับมดปลวก
โรเชลล์ถึงกับอ้าปากค้าง หน้าซีดเผือด “นี่มัน...ภาพเหตุการณ์อะไรกันคะ...”
“มันคือจุดเริ่มต้นของมหาวิกฤตการณ์มิติครั้งแรกของโลกที่ทุกคนบนโลกต้องจดจำ” นิโคลตอบเสียงเรียบ “ในตอนนั้น องค์กร V.I.F. ไม่มีชุดเกราะนาโนวีโอซูท และไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ใดๆ ที่จะสามารถต่อกรกับการ์เลนอสจำนวนมหาศาลขนาดนั้นได้เลย...พวกเราในยุคนั้นถูกพวกมันไล่ล่าและสังหารอย่างโเี้ไม่ต่างจากมดปลวก”
ภาพบนจอแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง แสดงให้เห็นภาพของมหานครใหญ่ทั่วโลกที่กำลังลุกเป็ไฟา กองทัพทหารของมนุษย์พ่ายแพ้ยับเยิน ซากศพและหยดเืของผู้คนหลายล้านชีวิตทับถมกันจนกลายเป็ทะเลเื
“และใน่เวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะดำเนินไปถึงจุดจบ...่เวลาที่มนุษยชาติกำลังจะสูญพันธุ์ อีฟวี่ บราวน์ ก็ได้ปรากฏตัวขึ้น” ภาพที่ปรากฏขึ้นบนจอ เป็ภาพร่างของหญิงสาวในชุดเกราะสีขาวทองกำลังลอยเด่นอยู่กึ่งกลางฟากฟ้าอันมืดมิด เื้ัของเธอคือรอยแยกมิติมหึมาที่กำลังบิดเบี้ยว “เธอเข้าต่อสู้กับกองทัพนอกมิติเพียงลำพัง...เป็เวลาสามวันสามคืนอย่างไม่หยุดพัก ก่อนที่เธอจะตัดสินใจใช้พลังชีวิตและพลังงานทั้งหมดของลีซิลนอสทำการปิดผนึกและเย็บรอยแยกมิตินั้นได้สำเร็จ...”
โรเชลล์เผลอกำมือเข้าหากันแน่นด้วยความลุ้นระทึก “แล้ว...แล้วหลังจากนั้น ตัวเธอเป็ยังไงบ้างคะ...”
ดร.นิโคล หลับตาลงช้าๆ “...เธอเสียชีวิตในสนามรบนั้นทันทีหลังจากรอยแยกปิดตัวลง ร่างกายของเธอแตกสลายกลายเป็ละอองแสง”
ห้องโดยสารตกอยู่ในความเงียบงันปนเศร้าสลด
“การเสียสละชีพของอีฟวี่ในครั้งนั้น ทำให้มนุษยชาติได้รับเวลา ในการเตรียมตัวเพิ่มขึ้นอีกหลายปี...องค์กร V.I.F. เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีเทียมเพื่อสร้างชุดเกราะจำลองพลังงานลีซิลนอสจากการต่อสู้ของอีฟวี่ จนเทคโนโลยีผลึกวีโอสโตนถูกวิจัยและพัฒนาเพื่อเลียนแบบพลังของเธอ ทำให้โลกสามารถยืนหยัดต่อสู้กับการ์เลนอสมาได้จนถึงปัจจุบัน” นิโคลลืมตาขึ้น ก่อนจะกล่าวประโยคที่ทำให้ทุกคนที่นั่งฟังอยู่รู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง “...แต่สิ่งที่คนในองค์กรระดับล่างและคนทั่วไปเข้าใจผิดมาโดยตลอดก็คือ...าครั้งนั้นมันไม่เคยจบลงอย่างแท้จริงเลย”
“...”
“อีฟวี่ไม่ได้ชนะา...ตัวเธอในตอนนั้นทำได้เพียงแค่ซื้อเวลาให้พวกเราได้ดิ้นรนต่อลมหายใจเท่านั้นเอง”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งยานลำเลียงพลอีกครั้ง รินรู้สึกเหมือนมีก้อนหินขนาดมหึมาทับอยู่บนอก...บัดนี้เธอเข้าใจแล้วว่า พลังเพลิงลีซิลนอสที่เธอถือครองอยู่มันแบกรับโศกนาฏกรรมและความคาดหวังไว้มากมายขนาดไหน และหากสิ่งที่สตีฟพูดเป็ความจริง... แผนการวันพิพากษาโลกที่เขากำลังเตรียมการอยู่นี้ อาจเป็ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่จะรุนแรงและโเี้กว่ามหาวิกฤตการณ์ในปี 2022 หลายเท่าตัวนัก
หลายชั่วโมงต่อมา ยาน VTOL เดินทางกลับมาถึงและร่อนลงจอดภายในอู่ยานของป้อมปราการลอยฟ้า ORCA ได้อย่างปลอดภัย
หลังจากที่สมาชิกทุกคนแยกย้ายไปส่งรายงานสรุปผลภารกิจเสร็จสิ้น โรเชลล์ก็ถูกเ้าหน้าที่เรียกตัวให้ไปยังห้องทำงานส่วนตัวของกัปตันแบล็คเบิร์ดเป็การด่วน เด็กสาวในชุดลำลองนั่งตัวเกร็ง หลังตรงแด่วอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวใหญ่
“กะ...กัปตันแบล็คเบิร์ดคะ เรียกฉันมาพบเป็การส่วนตัวแบบนี้...มีเื่ด่วนอะไรหรือเปล่าคะ?” โรเชลล์เอ่ยถามเสียงสั่นพยายามเก็บอาการตื่นกลัว
แบล็คเบิร์ดเหลือบสายตาขึ้นจากเอกสาร ก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ออกมาอย่างเป็กันเอง แตกต่างจากภาพลักษณ์ผู้บังคับบัญชาที่ดูดุดันและเฉียบขาดในสนามรบอย่างสิ้นเชิง “ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอกคุณหนูโรเชลล์...ผมมีข่าวดีจะแจ้งให้ทราบ”
โรเชลล์กะพริบตาปริบๆ ด้วยความฉงน “ข่าวดี...เหรอคะ?”
“ใช่...ั้แ่วันพรุ่งนี้เป็ต้นไป คุณจะได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับไปใช้ชีวิตตามปกติในฐานะนักเรียนมัธยมปลายที่มหานครโครเนแซนเดรียได้แล้วครับ”
“จริงเหรอคะ!?” เด็กสาวลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้แทบจะทันที ดวงตาเป็ประกายด้วยความดีใจ
แบล็คเบิร์ดหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “จริงครับ...แต่แน่นอนว่าต้องมีเงื่อนไขตามกฎข้อบังคับ ข้อแรก...ห้ามเปิดเผยข้อมูลและตัวตนขององค์กร V.I.F. บนยานลำนี้สู่สาธารณะเด็ดขาด ข้อสอง...ห้ามบอกใครเื่การมีอยู่ของป้อมปราการลอยฟ้า ORCA และข้อสุดท้าย...หากคุณพบเจอเหตุการณ์หรือสิ่งผิดปกติใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับคลื่นมิติ ต้องรีบติดต่อรายงานมายังองค์กรในพื้นที่นั้นทันที”
โรเชลล์รีบพยักหน้ารัวเร็วราวกับกลัวกัปตันจะเปลี่ยนใจ “รับทราบและยินดีปฏิบัติตามทุกประการเลยค่ะ!”
“ดีมากครับ” แบล็คเบิร์ดยื่นการ์ดข้อมูลดิจิทัลสีเงินใบหนึ่งให้ “พรุ่งนี้เช้าจะมีเ้าหน้าที่ขับยานไปส่งคุณที่บ้าน”
โรเชลล์เอื้อมมือไปรับการ์ดใบนั้นมาแนบไว้กับอก ในใจรู้สึกโล่งอกและเป็สุขอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยที่สุด...เธอก็ยังมีโอกาสได้กลับไปใช้ชีวิตวัยรุ่นอันสงบสุขตามปกติเสียที ทว่าในส่วนลึกของความคิด เด็กสาวกลับเริ่มไม่แน่ใจนัก...ว่าหลังจากที่เธอได้ก้าวเข้ามารับรู้และเห็นความจริงอันโหดร้ายของโลกใบนี้แล้ว คำว่า “ชีวิตที่ปกติสุข” มันจะยังคงมีอยู่จริงสำหรับเธอ...หรือสำหรับใครอีกต่อไปหรือไม่
หลังจากการประชุมสรุปภารกิจสิ้นสุดลง สมาชิกหน่วย Vanguard ต่างแยกย้ายกลับไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ทิ้งให้ทางเดินโลหะยาวเหยียดภายในป้อมปราการลอยฟ้ากลับเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง รินเดินทอดน่องอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากระบบประหยัดพลังงาน ความคิดของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับคำพูดของสตีฟ เื่ "วันพิพากษาโลก" และ "ภาชนะที่สมบูรณ์แบบ" ทุกอย่างดูใหญ่โตและซับซ้อนเกินกว่าที่เด็กสาววัยมัธยมปลายธรรมดาๆ อย่างเธอจะเข้าใจได้ทั้งหมด
แต่แล้ว...
ปัง!
ประตูอัตโนมัติของทางเดินด้านข้างถูกผลักเปิดออกอย่างแรงพร้อมเสียงฝีเท้ากระหืดกระหอบ
"รินนนนนนนนน!!"
เสียงแหลมใสอันคุ้นหูดังลั่นโถงทางเดิน พร้อมกับร่างของโรเชลล์ที่พุ่งทะยานเข้ามากอดรินเต็มแรงจนเด็กสาวผมแดงเกือบจะหงายหลังล้มลงไปกับพื้น
"ว้าย! เดี๋ยวสิ โรเชลล์! เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?!" รินร้องอุทานพลางพยายามประคองตัวเพื่อนสนิท
"ข่าวดี! ข่าวดีมากกกกที่สุดในสามโลกเลยยย!" เด็กสาวผมทองผละตัวออกมาพลางยิ้มกว้างจนตาหยิบ ดวงตาเป็ประกายระยิบระยับราวกับเด็กนักเรียนที่เพิ่งถูกประกาศว่าโรงเรียนจะหยุดยาวหนึ่งเดือนเต็ม
"เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ?"
"ฉันกำลังจะได้กลับบ้านแล้วย่ะ!"
"...เอ๊ะ?" รินกะพริบตาปริบๆ ตกตะลึงไปชั่วขณะ
โรเชลล์ดึงแขนของรินมากุมไว้ก่อนจะหมุนตัวไปรอบๆ หนึ่งรอบด้วยความดีใจสุดขีด "เมื่อกี้ผู้การแวะมาบอกฉันที่ห้องพักฟื้นแล้ว! ทาง ORCA อนุมัติคำร้องและจะส่งฉันกลับมหานครโครเนแซนเดรียภายในพรุ่งนี้เช้าเลย!"
"จริงเหรอ!?"
"จริงสิ! จริงแท้แน่นอนที่สุด!"
เมื่อเห็นเพื่อนสนิทดีใจขนาดนั้น รินก็พลอยคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ตลอดสองวันที่ผ่านมา เธอเองก็รู้ดีว่าโรเชลล์ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและเื่ราวที่เกินรับไหวขนาดไหน จากเด็กสาวมัธยมปลายธรรมดาที่ควรจะได้ใช้ชีวิตในห้องเรียนอย่างสงบสุข จู่ๆ กลับถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องกับสัตว์ประหลาดต่างมิติ องค์กรลับ และาโลกมืดที่ไม่ควรมีอยู่จริง การได้กลับไปสู่ชีวิตเดิม... สำหรับโรเชลล์คงเป็เื่ที่ดีที่สุดแล้ว
"ดีจังเลยนะ โรเชลล์..." รินเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาเต็มไปด้วยความยินดีจากใจจริง
"อื้ม!" โรเชลล์พยักหน้ารับคำอย่างร่าเริง ทว่าเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของเด็กสาวผมทองก็ค่อยๆ เจื่อนลง... แววตาของเธอเริ่มสั่นไหวด้วยความกังวลใจ ก่อนจะค่อยๆ ก้มหน้ามองพื้น
"...แล้ว เธอล่ะริน"
คำถามสั้นๆ นั้นทำให้รินชะงักกึกไปในทันที
โรเชลล์กำชายเสื้อตัวเองแน่นขึ้น "ฉัน... ฉันโชคดีที่ได้กลับบ้านใช้ชีวิตปกติ..." เด็กสาวผมทองเงยหน้าขึ้น สบตากับเพื่อนสนิทด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและโศกเศร้า "...แต่เธอ กลับไม่ได้แล้วใช่ไหม?"
ความเงียบงันอันแสนอึดอัดเข้าปกคลุมบรรยากาศรอบตัวอีกครั้ง รินค่อยๆ เบือนหน้าหันไปมองออกนอกหน้าต่างกระจกบานั์ของทางเดินโลหะ เบื้องนอกนั้นคือผืนฟ้ากว้างและทะเลเมฆสีขาวบริสุทธิ์อันไร้ขอบเขตที่ลอยอยู่ห่างไกลจากพื้นโลก
ชีวิตเดิมของเธอ... โรงเรียนมัธยม... โต๊ะเรียนริมหน้าต่าง... เพื่อนร่วมชั้นที่เคยหัวเราะด้วยกัน... ทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้ดูลอยห่างไกลออกไปจากตัวเธอเรื่อยๆ ราวกับเป็เพียงความฝันในอดีต
"นั่นสินะ..." รินแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอเพื่อไม่ให้บรรยากาศดูเศร้าจนเกินไป "ฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน... ว่าต่อจากนี้ไปชีวิตตัวเองจะเป็ยังไงต่อไป"
เมื่อเห็นท่าทีที่พยายามจะแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวของเพื่อน โรเชลล์ก็ขบกรามแน่น เธอสาวเท้าเข้าไปประชิดตัวรินแล้วยื่นมือไปจับไหล่ทั้งสองข้างของเพื่อนสนิทเอาไว้
"งั้นเธอก็ต้องสัญญา... ว่าจะรีบกลับมาหาฉันให้ได้นะริน!"
"...หือ?" รินกะพริบตาปริบๆ อย่างคาดไม่ถึง
"ไม่ว่าไอ้ศัตรูหน้าไหน สัตว์ประหลาดต่างมิติ พระเ้า อวตารแห่งการทำลายล้าง หรือวันพิพากษาโลกบ้าบออะไรนั่นจะน่ากลัวขนาดไหนก็ตามเถอะ!" เด็กสาวผมทองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีแดงอมทองของรินอย่างจริงจัง "สุดท้ายแล้ว... เธอก็ยังเป็ ‘ริน’ เพื่อนสนิทคนเดิมคนเดียวของฉันอยู่ดี ห้ามลืมเด็ดขาดนะ!"
รินนิ่งอึ้งไปกับถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความผูกพันอันบริสุทธิ์ ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านเข้าสู่หัวใจที่เคยหนักอึ้ง ก่อนที่เธอจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างผ่อนคลาย "...เธอนี่นะ โรเชลล์"
"ทำไมยะ! ฉันพูดเื่จริงนะ!" โรเชลล์ทำหน้ามุ่ย
"เปล่าซะหน่อย" รินยิ้มบางๆ ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือขวาออกไปตรงหน้าเพื่อนสนิท
โรเชลล์มองมือนั้นอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยื่นมือของตัวเองเข้าไปจับและบีบตอบอย่างแน่นแฟ้น
"สัญญาซี่" รินเอ่ยคำมั่น "ฉันจะกลับไปหาเธอแน่นอน"
เมื่อได้ยินคำสัญญา โรเชลล์ก็ระบายยิ้มกว้างออกมาทันที "ดีมาก! จำคำของเธอไว้ให้ดีล่ะ เพราะถ้าเธอผิดสัญญาเมื่อไหร่ ไม่ว่าเธอจะอยู่บนยานบินลำนี้ หรืออยู่ในมิติไหนก็ตาม ฉันจะตามไปลากคอเธอกลับมาด่าให้หูชาแน่!"
"นั่นมันคำขู่ข่มขวัญกันชัดๆ เลยนี่นา!" รินแกล้งโวยวาย
"หนวกหูน่า! นี่เขาเรียกว่าสัญญามิตรสหายต่างหากย่ะ!"
เสียงหัวเราะอย่างร่าเริงของเด็กสาวทั้งสองคนดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินโลหะอันเงียบสงบของ ORCA มันเป็่เวลาสั้นๆ อันแสนล้ำค่าที่ช่วยให้รินสามารถสลัดความเครียด ลืมเลือนเื่ราวของฝูงการ์เลนอส วันพิพากษาโลก และภาระอันหนักอึ้งเกินวัยบนบ่าของตัวเองไปได้ชั่วคราว
ทว่าในอีกมุมหนึ่งของป้อมปราการลอยฟ้า ORCA...
ภายในห้องบัญชาการหลักที่มืดสลัวและเต็มไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง กัปตันแบล็คเบิร์ดยืนนิ่งอยู่เพียงลำพัง ทอดสายตามองข้อมูลลับระดับสูงชุดเดิมที่ปรากฏเด่นหราอยู่บนจอโฮโลแกรมเบื้องหน้า
ภาพถ่ายเก่าแก่ที่ถูกบันทึกไว้เมื่อปี 2012 ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น มันคือภาพของหญิงสาวเรือนผมสีน้ำตาลทองในชุดเกราะสีขาวขลิบทองที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเืและเขม่าควัน เธอกำลังยืนหยัดอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางกองซากศพของการ์เลนอสนับไม่ถ้วนที่ทับถมกันจนเป็ูเา... ผู้กอบกู้โลกในวิกฤตการณ์ยุคแรก... ผู้ถือครองพลังลีซิลนอสคนแรกของประวัติศาสตร์มนุษย์...
อีฟวี่ บราวน์
ชายหนุ่มผู้ผ่านศึกมาอย่างโชกโชนจ้องมองใบหน้าอันอ่อนเยาว์ทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวของวีรสตรีผู้ถูกลืมในภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาแ่เบาแล้วพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
"...หวังว่าในาครั้งนี้ พวกเราจะไม่ต้องสูญเสียเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไป... เหมือนอย่างเมื่อสิบสี่ปีก่อนอีกนะ"
[จบตอนที่ 13: วีรสตรีผู้ถูกลืม]