องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 106 แผนการของเหลียงซื่อ

            ถึงกระนั้นเหตุการณ์เรื่องหนังสือหย่าก็ยังสร้างความกลัดกลุ้มรำคาญใจแก่อันซิ่วเอ๋อร์ไม่น้อยบรรดาหญิงสาวที่เคยอิจฉานาง บัดนี้กลับพากันซุบซิบและแสดงความเห็นใจระคนสมน้ำหน้าเมื่ออันซิ่วเอ๋อร์เพียงก้าวเท้าออกจากประตูเรือนก็มักจะถูกเหล่าสตรีและหญิงชราในหมู่บ้านดึงตัวเข้าไปไต่ถามด้วยความเป็นห่วงอยู่สองสามคำในบทสนทนาเหล่านั้น ล้วนแต่กล่าวโทษจางเจิ้นอันว่าเป็นบุรุษไร้หัวใจ ไร้คุณธรรม

            แม้จะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอันซิ่วเอ๋อร์ก็ยังคงเชื่อมั่นในตัวจางเจิ้นอันอย่างไม่สั่นคลอนนางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเขาจะเป็นคนเช่นนั้นแต่ก็สุดจะทานทนต่อคำพูดของผู้คนที่คอยกรอกหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันตัวนางเองก็ชอกช้ำใจพออยู่แล้ว ยังต้องมาคอยรับฟังเรื่องราวที่บั่นทอนจิตใจยิ่งทำให้คิดมากไปต่างๆ นานา

            หลายวันมานี้นางจึงแทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากเรือนเอาแต่เก็บตัวเงียบๆ ปักผ้าอยู่แต่ในห้องเหลียงซื่อเห็นสภาพของอันซิ่วเอ๋อร์เช่นนี้ ในใจก็ร้อนรนปวดร้าวคราก่อนที่นางแอบรับเงินทองจากพ่อบ้านของตระกูลจางผู้นั้นมานางไม่ได้รู้สึกว่าตนเองทำผิดอะไรมากมายนัก หากจางเจิ้นอันไม่กลับมาจริงๆบุตรีของนางก็เท่ากับสูญเสียทั้งตัวทั้งเวลาไปเปล่าๆ มิใช่หรือ?

            แต่บุตรีของนางช่างโง่งมปักใจเชื่อมั่นรอคอยอยู่ได้ บุรุษที่ไหนจะเชื่อถือได้จริงมีเพียงเงินทองในมือเท่านั้นที่จับต้องได้และเชื่อถือได้เสมอ

            หลายวันมานี้นางออกไปนอกบ้านก็มักถูกชาวบ้านรุมล้อมถามไถ่เรื่องของอันซิ่วเอ๋อร์ไม่หยุดหย่อนแม้แต่พ่อเฒ่าอันไปทำไร่ไถนา ก็ยังมีคนคอยซักถามถึงเรื่องนี้ไม่เว้นวายพวกผู้ชายที่เคยมาช่วยอันซิ่วเอ๋อร์สร้างเรือนก็แปรพักตร์กลายเป็นพ่อสื่อแม่สื่อปากพล่อย คอยหาเรื่องถามไถ่อันเถี่ยมู่ถึงความเป็นไปของน้องสาว

            พวกเขาต่างซุบซิบนินทากันว่าอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ควรแต่งงานกับจางเจิ้นอันตั้งแต่แรกในหมู่บ้านชิงสุ่ยก็มีชายหนุ่มดีๆ มากมาย เหตุใดจึงต้องไปเลือกคนจรแปลกหน้าหรือว่าตระกูลอันคิดจะขายบุตรีกินกันแน่?

            เหลียงซื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้วก็ทั้งโกรธทั้งอัดอั้นตันใจประกอบกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว นางจึงล้มป่วยลงอันซิ่วเอ๋อร์เห็นมารดาป่วยก็รู้สึกผิดอย่างยิ่ง ตนเองเอาแต่หลบซ่อนอยู่ในเรือนไม่เผชิญหน้ากับปัญหา แต่กลับกลายเป็นว่าทำให้คนในครอบครัวต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย

            เฮ้อ...จะโทษใครได้นอกจากปากของชาวบ้านที่ช่างสร้างเรื่องสร้างราวเรื่องที่ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุแท้จริงอันซิ่วเอ๋อร์ก็ยังสงสัยว่าพวกเขานำไปปรุงแต่งต่อเติมจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้อย่างไร

            ก็เหมือนกับแต่ก่อนตอนที่จางเจิ้นอันยังเป็นเพียงชายหนุ่มโดดเดี่ยวลึกลับผู้คนก็สงสัยว่าเขาอาจจะเป็นคนร้ายที่หลบหนีคดีมา บัดนี้พอรู้ว่าเขามีพื้นเพสูงส่งก็กลับกล่าวหาว่าเขาเป็นคนไร้หัวใจ ไร้คุณธรรมเสียอย่างนั้น

            ราวกับว่าคนพวกนี้ทนเห็นใครได้ดีมีความสุขไม่ได้อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกชิงชังความคิดเช่นนี้ยิ่งนัก แต่ที่น่ารำคาญใจกว่าคือคนเหล่านั้นกลับทำทีเป็นยืนอยู่ข้างนางแสดงความเห็นอกเห็นใจภายใต้ฉากหน้าของความปรารถนาดี สายตาที่พวกเขามองมาเกือบจะทำให้นางคล้อยตามไปแล้วว่าตนเองช่างเป็นหญิงที่น่าสงสารเสียเหลือเกิน

            กล่าวโดยสรุปคือตอนนี้นางกลายเป็นหญิงม่ายที่ถูกทอดทิ้งผู้น่าสงสารในสายตาของชาวบ้านไปเรียบร้อยแล้ว

            อันที่จริงอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้รู้สึกว่าตนเองน่าสงสารเลยแม้แต่น้อย นางมีความคิดเป็นของตนเองนางตั้งใจจะรอเขาจนถึงวันไหว้พระจันทร์เดือนแปด หากถึงวันนั้นแล้วเขายังไม่กลับมานางก็จะเดินทางไปตามหาเขาด้วยตนเอง ไปถามไถ่ให้รู้เรื่องรู้ราวมันก็เป็นเรื่องง่ายๆ แค่นั้นนางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดชาวบ้านจึงต้องคิดให้มันซับซ้อนวุ่นวายพวกเขาต่างช่วยกันแต่งเติมเรื่องราวโศกนาฏกรรมรักรันทดในจินตนาการของนางขึ้นมาเอง

            ในยามนี้นางก็หมดเรี่ยวแรงที่จะอธิบายความจริงกับพวกเขา ทำได้เพียงเก็บงำความทุกข์ใจเล็กๆของตนไว้ แล้วหันมาดูแลเหลียงซื่ออย่างตั้งอกตั้งใจ

            “ท่านแม่ ท่านนี่ขวัญอ่อนจริงๆใครจะว่าอย่างไรก็ปล่อยให้เขาว่าไปเถิด พวกเขาพูดเช่นนั้นก็เพราะอิจฉาลูกทั้งนั้นจางเจิ้นอัน ท่านก็เคยพบเคยเห็นเขามาบ้างแล้ว เขาไม่ใช่คนไร้ความรับผิดชอบแน่นอนท่านจะไปฟังคำพูดเป่าหูเหล่านั้นทำไมกัน”

            อันซิ่วเอ๋อร์นั่งลงข้างเตียงของเหลียงซื่อนำผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ วางลงบนหน้าผากของมารดาเบาๆ

            เหลียงซื่อเผยอริมฝีปากที่แห้งผากเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “เจ้าเด็กคนนี้...แม่กับพ่อของเจ้าเป็นห่วงเจ้าต่างหาก พวกเรารู้ว่าเรื่องหนังสือหย่านี่สามีเจ้าอาจจะไม่รู้เรื่องจริงๆ ก็ได้แต่มันก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าตระกูลใหญ่ของเขานั้นซับซ้อนวุ่นวายเกินไปหญิงสาวที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อย่างเจ้า จะไปใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์ใหญ่โตแบบนั้นได้อย่างไร”

            อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินเหลียงซื่อกล่าวเช่นนี้ก็อดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ กล่าวว่า “ท่านแม่ว่าลูกไม่รู้อีโหน่อีเหน่ท่านเองก็ไม่ต่างกันเท่าไรหรอกบางทีตระกูลใหญ่เช่นนั้นก็อาจจะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ท่านคิดก็ได้ลูกก็ไม่ได้คิดจะไปแย่งชิงอะไรกับพวกเขาพวกเขาคงไม่มีเหตุผลอะไรต้องมาหาเรื่องกลั่นแกล้งลูกหรอกกระมัง”

            “เจ้าไม่ได้คิดจะแย่งชิงอะไรกับพวกเขาแต่สามีของเจ้า ในเมื่อเขาเป็นถึงคุณชายใหญ่ของตระกูลจางย่อมต้องมีคนที่อิจฉาริษยาคิดจะต่อกรกับเขาอยู่แล้ววิธีที่ง่ายที่สุดที่พวกเขาจะใช้จัดการกับเขา ก็คือการเล่นงานเจ้าอย่างไรเล่า!แล้วไหนจะฮูหยินผู้เฒ่าของพวกเขาอีก แสดงออกชัดเจนว่าไม่ชอบเจ้าแต่ก่อนเจ้าอยู่ที่นี่ ไม่เคยมีแม่ผัวคอยจ้ำจี้จ้ำไชบัดนี้กลับต้องไปอยู่ใต้การปกครองของฮูหยินผู้เฒ่าที่ท่าทางเข้มงวดคนนั้นเจ้าจะรับมือไหวได้อย่างไร”

            เหลียงซื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังนางถอนหายใจแผ่วเบา กล่าวต่อว่า “มีเรื่องมากมายที่แม่ไม่เคยเล่าให้พวกเจ้าฟังอันที่จริงตอนแม่ยังสาวๆ แม่เคยเข้าไปเป็นสาวใช้ในบ้านใหญ่มาก่อนเรื่องราวแก่งแย่งชิงดี ชิงรักหักสวาทในนั้น แม่เห็นมาจนเอียนแล้ว”

            “ยิ่งไปกว่านั้น ในบ้านใหญ่ๆ พวกนั้นผู้ชายมีอนุภรรยาหลายคนเป็นเรื่องปกติธรรมดาถึงตอนนั้นเจ้าจะทนเห็นสามีตัวเองมีหญิงอื่นได้จริงๆ หรือ?” เหลียงซื่อกล่าวเสริม

            อันซิ่วเอ๋อร์เม้มริมฝีปากแน่นกล่าวอย่างมั่นใจว่า “ไม่มีทางเจ้าค่ะข้าบอกกับท่านพี่แล้ว เขาให้สัญญาว่าจะไม่มีวันแต่งหญิงอื่นเข้ามาอีก”

            “โธ่... ลูกเอ๋ย คำโบราณเขาว่าไว้ยอมเชื่อว่าหมูจะปีนต้นไม้ได้ ยังดีกว่ายอมเชื่อคำพูดสาบานของผู้ชาย” เหลียงซื่อส่ายหน้าอย่างระอา กล่าวว่า “แม่หวังดีกับเจ้านะลูกพวกของหรูหราฟู่ฟ่า ผ้าไหมแพรพรรณเหล่านั้น พวกเราคนธรรมดาไม่ต้องการหรอกขอแค่ชีวิตเรียบง่าย มีคนดีๆ ที่รักและห่วงใยเราจริงใจอยู่ข้างกายเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว คนเราต้องอยู่กับคนไปชั่วชีวิตนะลูก ไม่ใช่กองเงินกองทอง”

            “ท่านแม่…” อันซิ่วเอ๋อร์เรียกเสียงแผ่วเบาดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้นางอาจจะเข้าใจเจตนาของมารดาผิดไปจริงๆ

            “ถึงแม้ว่าชีวิตจะต้องมีคู่คิดที่คอยห่วงใยกันแต่ชีวิตคู่ที่ยากจนข้นแค้นเกินไปมันก็มีแต่เรื่องให้ทุกข์ใจแม่ก็แค่อยากให้ชีวิตของเจ้าดีขึ้นกว่านี้อีกสักเล็กน้อยเท่านั้นดังนั้นก่อนหน้านี้แม่ถึงได้คิดจะรับเงินก้อนนั้นจากพ่อบ้านหลิวไม่ใช่ว่าแม่เห็นแก่เงินทอง แต่แม่ทำทุกอย่างก็เพื่อเจ้าจริงๆ”

            เหลียงซื่อกล่าวต่อ“เจ้ายังสาว ยังไม่มีลูก มีฝีมือปักผ้า ทั้งยังหน้าตาสะสวยหากจะเริ่มต้นใหม่ แต่งงานอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยากอันใดเลยหากมีเงินก้อนนั้นเป็นทุน ถึงตอนนั้นพวกเจ้าก็เปิดร้านค้าเล็กๆ น้อยๆชีวิตก็คงจะดีขึ้นกว่านี้มาก”

            “ข้าไม่ต้องการแต่งกับใครอื่น!” อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้าทันควัน กล่าวหนักแน่น “ข้ามีสามีแล้วคือท่านพี่”

            “แต่เจ้าจะทนได้จริงๆ หรือที่ข้างกายเขามีสตรีอื่นคอยเอาอกเอาใจ เขาเป็นถึงคุณชายตระกูลใหญ่ถึงตอนนั้นย่อมต้องมีสตรีงดงามมากมายเข้ามาพัวพันข้างกายเขาจะต้องมีหญิงที่งดงามกว่าเจ้า อ่อนหวานกว่าเจ้า ทั้งยังสง่างามกว่าเจ้านานวันเข้า เขาก็อาจจะเหินห่าง เย็นชากับเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ”

            เหลียงซื่อคว้ามือของอันซิ่วเอ๋อร์มากุมไว้มือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักลูบไล้เบาๆ บนหลังมือของบุตรสาว“เจ้าเป็นคนขี้เหงา ติดคนมาตั้งแต่เด็กท่านแม่ก็แค่คิดจะฉวยโอกาสตอนที่เขายังไม่กลับมานี่แหละจัดการส่งเจ้าออกเรือนไปเสียให้เรียบร้อย เช่นนี้ถึงตอนนั้นต่อให้เขากลับมาก็ไม่มีทางมารบกวนเจ้าได้อีก”

            อันซิ่วเอ๋อร์ถูกคำพูดของเหลียงซื่อแทงใจดำเข้าอย่างจังนางยอมรับว่าหวาดกลัวเรื่องเหล่านี้อยู่ลึกๆแต่ไม่คาดคิดว่าเหลียงซื่อจะคิดแผนการเช่นนี้ขึ้นมาได้บัดนั้นนางจึงส่ายหน้าอย่างแรง ปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว“สตรีที่ดี ย่อมไม่มีสามีสองคน ข้าจะไม่มีวันแต่งกับชายอื่นเด็ดขาด!”

            “เจ้าเด็กโง่นี่!เหตุใดจึงดื้อรั้นหัวแข็งถึงเพียงนี้!เจ้าคิดจะผูกคอตายอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวหรืออย่างไร?!” เหลียงซื่อเริ่มหมดความอดทน"ท่านแม่หาครอบครัวที่ดีให้เจ้าแล้วก็คือเจ้าต้าหนิวแห่งหมู่บ้านข้างๆ นั่นไง พ่อแม่ของเขาก็ตายไปหมดแล้วถึงแม้ฐานะทางบ้านจะยากจนไปบ้าง แต่ก็เป็นหนุ่มหน้าตาดี รูปร่างกำยำหากเจ้าแต่งเข้าไป ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม คือเป็นนายหญิงใหญ่ของบ้านพูดคำไหนคำนั้น ไม่มีใครมาข่มขู่ได้"

            อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินเหลียงซื่อพูดจาเหลวไหลไปกันใหญ่ก็สุดจะทนไหว นางสะบัดมือมารดาออกอย่างแรง ลุกขึ้นยืนทันที“ท่านแม่! เหตุใดท่านจึงคิดเรื่องเช่นนี้ได้?!”

            นางหันหลังให้มารดารู้สึกไม่อยากจะเชื่อว่าคำพูดที่คิดแต่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตนเช่นนี้จะออกมาจากปากของเหลียงซื่อได้แม้จะรู้ว่าลึกๆ แล้วมารดาหวังดีต่อนาง แต่นางก็ยังคงรับไม่ได้อยู่ดี

            “หนึ่งวันเป็นสามีภรรยาร้อยวันผูกพันสายใย ท่านจะให้ข้าเปลี่ยนสามีง่ายๆเหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้าได้อย่างไร! หากคำพูดเหล่านี้หลุดรอดไปถึงหูชาวบ้านข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”

            เมื่อได้ยินอันซิ่วเอ๋อร์กล่าวตำหนิตนเองเหลียงซื่อกลับปล่อยโฮออกมาอย่างเงียบๆ กล่าวตัดพ้อ “เจ้าเด็กไม่รักดี!แม่หวังดีกับเจ้าแท้ๆ เหตุใดเจ้าจึงไม่สำนึกบุญคุณ!”

            “ข้าจะสำนึกได้อย่างไร!ข้าไม่ใช่สตรีที่ทำตัวง่ายๆ ไร้หลักการ!” อันซิ่วเอ๋อร์พยายามสะกดกลั้นความขุ่นเคืองในใจตวาดเสียงต่ำว่า “หากท่านยังพูดเรื่องนี้อีกข้าจะนำคำพูดที่ท่านเพิ่งกล่าวมาทั้งหมดไปบอกท่านพ่อ ให้ท่านพ่อเป็นคนตัดสิน!”

            “เจ้าเด็กนี่!ข้าก็แค่ปรึกษาเจ้าดูเท่านั้นเอง!”

            เมื่อได้ยินอันซิ่วเอ๋อร์ขู่ว่าจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อเฒ่าอันเหลียงซื่อก็พลันเงียบเสียงลงทันที นางรู้ดีว่าคำพูดที่นางเพิ่งพูดออกไปนั้นมันไม่สมเหตุสมผลและไม่ถูกต้องจริงๆ แต่นางทำไปก็เพื่อบุตรสาวมิใช่หรือ?ก่อนหน้านี้นางจำใจยอมให้ซิ่วเอ๋อร์แต่งงานกับจางเจิ้นอันก็นับว่าพลาดไปครั้งหนึ่งแล้ว บัดนี้พอมีโอกาสแก้ไข เหตุใดจึงจะไม่รีบแก้ไขเล่า?

            ในสถานการณ์เช่นนี้ทุกคนต่างก็เห็นอกเห็นใจซิ่วเอ๋อร์ แม้ว่านางจะแต่งงานใหม่ก็คงไม่มีใครกล้าพูดจาตำหนิมากนัก แต่เจ้าเด็กคนนี้กลับดื้อรั้นเกินไปจริงๆ

            เหลียงซื่อคำนึงถึงแต่หน้าตาและคำพูดของคนภายนอกโดยลืมนึกไปว่าจิตใจของคนนั้นซับซ้อนเกินกว่าจะคำนวณได้อันซิ่วเอ๋อร์ไม่เชื่อหรอกว่า หลังจากที่นางแต่งงานใหม่แล้วจะยังคงมีบุรุษที่ปฏิบัติต่อนางประดุจแก้วตาดวงใจเหมือนที่จางเจิ้นอันเคยทำยิ่งไปกว่านั้น นางไม่เคยมีความคิดที่จะแต่งงานใหม่อยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย

            สองแม่ลูกจึงแยกย้ายกันไปด้วยความขุ่นเคืองใจอันซิ่วเอ๋อร์กลับมาถึงห้องของตนเอง ก็อดกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอไว้ไม่อยู่

            จะต้องมีใครบางคนมาเป่าหูพูดจายุยงเหลียงซื่อเป็นแน่ มารดาของนางเดิมทีก็เป็นคนหูเบา เชื่อคนง่ายอยู่แล้วไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดกันแน่ที่คอยยุแยงอยู่เบื้องหลังถึงขั้นทำให้มารดามาพูดจาเช่นนี้กับนางได้

            นางเริ่มลงมือเก็บข้าวของในห้องตั้งใจว่าจะหนีไปพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมในเมืองสักสองสามวันมิเช่นนั้นหากยังอยู่ที่นี่ต่อไปไม่รู้ว่าเหลียงซื่อจะสรรหาคำพูดหรือแผนการอันใดออกมาอีก

            นางเพิ่งจะเก็บห่อผ้าเสร็จเตรียมจะเปิดประตูออกไป ก็เผชิญหน้ากับพ่อเฒ่าอันที่เดินเข้ามาพอดีอันเฒ่าอันเห็นนางถือห่อผ้าอยู่ในมือ ดวงตาที่เหี่ยวย่นก็พลันแดงก่ำรีบถามเสียงสั่น “ซิ่วเอ๋อร์! เป็นอะไรไปลูก?เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

            “ท่านพ่อ...” อันซิ่วเอ๋อร์เรียกออกมาได้เพียงคำเดียวน้ำตาก็ไหลพราก รู้สึกทั้งอัดอั้นตันใจและขมขื่นอย่างบอกไม่ถูก

            “เด็กดีของพ่อ บอกพ่อมาเกิดเรื่องอันใดขึ้น? เจ้าอยู่ในบ้านดีๆเหตุใดจึงเก็บข้าวของจะไปไหน?” พ่อเฒ่าอันย่อตัวลงเดินเข้ามาหาอย่างร้อนรน แย่งห่อผ้าในมือของอันซิ่วเอ๋อร์ไปถือไว้ “ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างหัวมันปะไร เจ้าจะไปใส่ใจคำพูดคนอื่นให้มากความทำไม!ต่อให้... ต่อให้เจ้าถูกหย่าจริงๆ พ่อก็ยินดีเลี้ยงดูเจ้าไปจนแก่จนเฒ่า!”

            “ท่านพ่อ…” อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกตื้นตันใจอย่างสุดซึ้งยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก

            พ่อเฒ่าอันค่อยๆผลักดันให้นางกลับเข้าไปในห้อง กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่นว่า“ไม่ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ก็ยังมีพ่ออยู่ตรงนี้ทั้งคนเจ้าน่ะเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว จะระเหเร่ร่อนไปอยู่ที่ใดได้เล่า”

            "ข้าก็แค่อยากจะไปพักที่โรงเตี๊ยมในเมืองสักสองสามวันจะได้ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ท่านพ่อท่านแม่ที่บ้านเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์บอกความจริงไปตามตรง

            "เหลวไหลสิ้นดี!" พ่อเฒ่าอันทำหน้าขรึมขึ้นมาทันที "เจ้าเป็นหญิงตัวคนเดียวไปพักค้างอ้างแรมที่โรงเตี๊ยมมันอันตรายแค่ไหนรู้หรือไม่? อยู่ที่บ้านนี่แหละปลอดภัยที่สุด ไม่มีใครกล้าเข้ามารังแกเจ้าถึงในบ้านเราหรอก!"

            ว่าแล้วพ่อเฒ่าอันก็วางห่อผ้าในมือลงบนเตียงของอันซิ่วเอ๋อร์เมื่อเห็นว่าผ้าผ่อนเครื่องนอนบนเตียงถูกเก็บไปจนหมดเกลี้ยงก็รู้ว่านางตั้งใจจะไปจริงๆ จึงหันไปเปิดตู้เสื้อผ้า นำเครื่องนอนชุดใหม่ออกมาพลางช่วยนางปูที่นอนให้เรียบร้อย พลางก็บ่นพึมพำไปด้วยว่า

            "พ่อรู้ว่าในใจเจ้ากำลังเสียใจกำลังทุกข์ แต่ไม่ต้องกังวลไป แล้วก็อย่าคิดมากให้มันรกสมองเลยไอ้พวกชาวบ้านนั่นมันก็พูดจาเหลวไหลไร้สาระไปเรื่อย พ่อเชื่อใจเจ้าเขยเจิ้นอันอย่าให้เพียงเพราะคำพูดพล่อยๆ ของคนอื่นมาทำให้ความสัมพันธ์ผัวเมียของพวกเจ้าต้องมีรอยร้าวได้ เข้าใจหรือไม่?"

            "ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อ...ลูกก็เชื่อใจเขา!" อันซิ่วเอ๋อร์ตอบรับเสียงหนักแน่นพลางซับน้ำตา

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247