เยี่ยเฟิงนอนศึกษาอยู่ในเรือนหลังเล็กอยู่ครึ่งวัน สุดท้ายกลับทำได้เพียงส่ายหน้า ค่ายกลทั้งสองชนิดวาดเดี่ยวยังยาก ตอนนี้หากอยากรวมกันยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เขาจึงต้องปล่อยไปก่อนในตอนนี้
ชุนฮวากับชิวเยว่มองด้วยความสงสัย พวกนางไม่รู้ว่าเยี่ยเฟิงกำลังทำอะไรอยู่
สาวใช้ทั้งสองใช้มือเท้าค้างและนั่งอยู่บนเก้าอี้หิน พวกนางทั้งสนใจและมีน้ำอดน้ำทน
ตะวันคล้อยต่ำจนความมืดคืบคลานเข้ามา เยี่ยเฟิงสงบจิตใจนั่งเข้าฌานอยู่ในค่ายกลรวมลมปราณ เขาค่อยๆ ครุ่นคิด กำหนดการประลองบนเวทีประลองเป็ตายผ่านไปแล้วกว่าครึ่งทาง พลังของเขาอยู่ในภพเปิดตันเถียนระดับสองแล้ว เื่ทะลวงพลังสามารถชะลอไปก่อน ไม่จำเป็ต้องรีบร้อน เพราะหากทะลวงพลังเร็วเกินไป อาจทำให้พลังในระดับภพนั้นไม่เสถียร
่เวลาต่อจากนี้ เขาอยากทดลองวาดค่ายกลดินแดนพิศวงกับค่ายกลพิฆาตมาร
หลังจากฝึกฝนอยู่ในค่ายกลรวมลมปราณหนึ่งชั่วยาม เยี่ยเฟิงถึงได้ลุกขึ้นกลับไปที่ห้องพัก ในตอนนี้พลังมายาภายในเรือนหลังเล็กเข้มข้นกว่าที่อื่นหลายเท่าอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้เขาไม่ได้ฝึกฝนขอเพียงอยู่ในเรือนหลังเล็ก พลังของเขาก็เพิ่มขึ้นได้รวดเร็วกว่าคนอื่น
เยี่ยเฟิงปลดเสื้อผ้าออกเตรียมเข้านอน ทันใดนั้นด้านนอกกลับมีเสียงดังเกิดขึ้น เหมือนมีบางอย่างเข้าสู่เรือนหลังเล็ก
เขารู้สึกสงสัยในใจ ก่อนหน้านี้เยี่ยอู๋เซิงเคยบอกว่า ไม่มีทางที่คนภายนอกจะเข้ามาในตระกูลเยี่ยได้โดยไม่รู้สึกตัว เพราะด้านนอกมีองครักษ์คอยประจำการอยู่ทั้งหมดสามชั้น แต่ว่าดึกขนาดนี้แล้ว ในตระกูลเยี่ยใครจะมาที่เรือนหลังเล็กของเขาอีก?
เขาขมวดคิ้ว ลุกขึ้นไปสวมเสื้อตัวยาว แล้วเดินออกจากห้องอย่างแ่เบา เขารวบรวมสมาธิััอยู่สักครู่ จากการััไม่เห็นความเคลื่อนไหวใด
“หรือว่าเข้าใจผิด ไม่ใช่นะ...” เยี่ยเฟิงขมวดคิ้วพร้อมบ่นพึมพำ จากนั้นเขาเปิดประตูห้อง แต่ยังไม่ทันได้เดินออกจากห้อง
เคร้ง
วินาทีนั้น เสียงดังของกระบี่ที่ฝ่าอากาศดังขึ้นข้างหูของเขา ภายในเงามืดเงากระบี่ส่องแสงวิบวับ กระบี่คมกริบเล่มหนึ่งถูกพาดไว้ที่คอของเยี่ยเฟิงพอดี
เยี่ยเฟิงไม่ทันตั้งตัว เขาขนลุกชันทันที เย็นวาบไปทั้งตัว
ในใจเขารู้ดีว่าตอนนี้พลังของเขาอยู่ในภพเปิดตันเถียนระดับสองแล้ว อีกอย่างััทั้งหกของเขาค่อนข้างอ่อนไหว และปฏิกิริยาตอบโต้ว่องไวกว่าคนที่อยู่ในภพเปิดตันเถียนเหมือนกันหลายเท่า แต่เขากลับหลบไม่ทัน คนคนนี้คือใครกันแน่? พลังขนาดนี้คาดว่าน่าจะอยู่ที่ภพเปิดตันเถียนระดับห้าขึ้นไป
เมื่อคิดได้แบบนั้น เยี่ยเฟิงเหงื่อท่วมไปทั้งตัว หากคนคนนี้อยากจะฆ่าเขา เขาต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
“เ้าเป็ใคร?”
กระบี่ที่พาดอยู่ที่คอแผ่กลิ่นอายสังหารที่เยือกเย็นออกมา คมกระบี่เหมือนน้ำแข็งลึกลับที่ค่อยๆ กลืนกิน และเหมือนงูพิษที่กำลังส่งสารภาษางู
“หึ เป็อย่างไร แค่นี้ก็กลัวแล้วหรือ?”
เสียงที่เอ่ยออกมาคือเสียงของหญิงสาว อีกทั้งยังฟังดูเหมือนกำลังหัวเราะเยาะ อีกส่วนก็มีความโกรธเจือปนอยู่ แต่เมื่อเยี่ยเฟิงได้ยินกลับมีความคุ้นเคย แต่ที่เขาสงสัยคือน้ำเสียงนี้ฟังดูคล้ายกำลังสั่นเทา
“เ้านั่นเอง!” เยี่ยเฟิงตกตะลึง นางตามมาถึงที่นี่เชียวหรือ
ใจเขาเริ่มโกรธ เพราะชาติก่อนเขาไม่แข็งแกร่งพอ สุดท้ายเขาจึงจำเป็ต้องะโลงผาดับิญญา แม้แต่อาจารย์ของเขาก็ต้องถูกแยกร่างอย่างโหดร้ายเพราะเขา ได้เกิดใหม่ในชาตินี้เขาเลยสาบานอยู่ในใจ ชาตินี้เขาต้องเป็ผู้แข็งแกร่งที่ยิ่งใหญ่ให้ได้
เขาไม่ชอบให้ใครใช้กระบี่มาพาดคอเช่นนี้ ตอนอยู่ดินแดนอวิ๋นซี วินาทีที่เขาะโลงผาดับิญญา เขาเห็นภาพที่อาจารย์ถูกตัดหัว นี่เป็ความเ็ปในใจของเขามาตลอด
กลิ่นอายบนตัวเขาเปลี่ยนไปทันที เมื่อนึกถึงภาพที่เกิดขึ้นในอดีต ความโกรธแค้นและจิตสังหารที่ซ่อนอยู่ในตัวเขาค่อยๆ เปิดเผยออกมา
โครม
เขารีบหลบไปด้านหลัง จากนั้นสองมือเดินพลังเต็มที่ จับตัวกระบี่ไว้มั่น แล้วเดินพลังจากจุดตันเถียนเต็มกำลังแล้วซัดใส่ตัวกระบี่
“พรวด...”
นอกห้องมีเสียงไอดังขึ้น เืหยดบนพื้นเป็สาย
เยี่ยเฟิงชะงัก นี่เกิดเื่ใดขึ้น พลังของหญิงลึกลับผู้นี้อย่างน้องคงอยู่ในภพพิศวง จะถูกเขาซัดจนาเ็ได้อย่างไร ต่อให้เขาอยู่ในภพตันเถียนระดับเจ็ดหรือแปด หรือแม้แต่ภพพิศวงใน่ต้นก็ไม่มีทางทำเช่นนี้ได้
เคร้ง
กระบี่เล่มยาวร่วงหล่นสู่พื้นเสียงดังกังวาน เยี่ยเฟิงถึงได้รีบออกมาจากห้อง เขาเห็นว่าบนตัวหญิงสาวเต็มไปด้วยเืก่อนจะล้มลงบนพื้น
“นี่...” เยี่ยเฟิงตกตะลึง บนตัวหญิงสาวมีาแสิบกว่าที่ บางจุดเป็แผลลึกมากจนดูเหมือนมองเห็นกระดูกสีขาวได้ หญิงสาวมีพลังที่แข็งแกร่งขนาดนั้น ใครเป็คนทำร้ายนาง?
ใบหน้าที่งดงามของนางขาวซีด เต็มไปด้วยคราบเืที่ยังไม่แห้ง ดูแล้วช่างน่าสงสาร
“ให้ตายสิ เกิดอะไรขึ้น เ้าาเ็สาหัสขนาดนี้ยังคิดจะสังหารข้าหรือ เ้า... ข้าก็แค่มองเ้าไม่กี่ครั้งเท่านั้น ถึงกับต้องทำเช่นนี้เลยหรือ?”
“หากเ้ายังไม่อยากตาย ข้าว่าเ้ารีบพยุงข้าเข้าไปด้านในดีกว่า!” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นพร้อมบอกเขา
“ให้ตายสิ เ้าอยู่ในสภาพนี้แล้วยังคิดจะข่มขู่ข้าหรือ...” เยี่ยเฟิงพูดไปได้เพียงครึ่งเดียวก็หยุดชะงัก เขาเงยหน้ามองกลางอากาศอย่างใ ที่แห่งนั้นมีพลังที่แข็งแกร่งมากกำลังเคลื่อนไหวอยู่
เขาตกตะลึง ก่อนหน้านี้เขาเคยคาดเดาว่าพวกของหญิงสาวอาจจะถูกศัตรูที่แข็งแกร่งไล่ล่าจนหนีมาที่เมืองอวิ๋นอู่ และท่าทางขอหญิงสาวในตอนนี้ก็ดูเหมือนกำลังถูกไล่ล่าอยู่
“ให้ตายสิ เ้าพาความตายมาถึงที่นี่ด้วยหรือ เ้า...” เยี่ยเฟิงทำอะไรไม่ถูก เื่นี้ไม่ใช่เื่เล็กๆ เลย พลังยุทธ์ของผู้มาเยือนยากที่จะคาดเดาได้ เพราะเขาสามารถดูได้จากอาการาเ็ของหญิงสาวผู้นี้
ฐานะของนางก็ดูเหมือนจะไม่ธรรมดา หากเขาไม่สนใจนาง แล้วผู้ที่ตามมา้าจะฆ่าปิดปาก เกรงว่าถึงตอนนั้นแม้แต่ตัวเขาเองหรือคนตระกูลเยี่ยก็คงต้องตายไปด้วย แต่หากเขาช่วยนาง แล้วจะนำนางไปซ่อนที่ใด เขารู้ว่าพลังของผู้ที่ตามล่านางอยู่น่ากลัวมาก ขอเพียงเขาใช้จิตัั ก็ไม่มีสิ่งใดหลุดลอดไปได้
“ใช่สิ ค่ายกลไร้ร่องรอย!”
นี่คือค่ายกลจักรพรรดิ เยี่ยเฟิงไม่แน่ใจว่าหากนำหญิงสาวไปซ่อนไว้ในค่ายกลจะหนีรอดจิตััของผู้ไล่ล่าไปได้หรือไม่ แต่ว่าตอนนี้เขาคงต้องเสี่ยงทำเช่นนี้ดู
เขาถลึงตาใส่หญิงสาว จากนั้นโอบเอวของนางไว้ แล้วพานางมุ่งหน้าไปที่ค่ายกลไร้ร่องรอย
“เ้าอันธพาลไร้ยางอาย เ้า... เ้าปล่อยข้านะ”
เมื่อถูกเยี่ยเฟิงโอบเอวแล้วอุ้มขึ้นมา หญิงสาวหน้าถอดสี ใบหน้าขาวซีดแดงขึ้นมาเล็กน้อย ทั้งโกรธทั้งอาย นางคือคนระดับไหนกัน ไม่เคยมีชายใดกล้าทำเช่นนี้กับนาง
“นังหนู ข้าจะบอกให้นะ หากเ้ายังไม่หุบปาก ข้าจะโยนเ้าออกไปเดี๋ยวนี้เลย” เยี่ยเฟิงสีหน้าจริงจัง ตอนนี้เขาไม่ได้ล้อเล่น เื่ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ทำให้เขารับมือไม่ทัน เื่นี้เหมือนความซวยมาเยือน หากจัดการไม่ดี คนทั้งตระกูลเยี่ยจะพลอยซวยไปด้วย
เมื่อหญิงสาวได้ยินจึงได้เงียบไป
เขาวางนางเอาไว้ภายในค่ายกลไร้ร่องรอย แล้วข่มขู่เสียงเหี้ยม
“จงอยู่ในนี้อย่างสงบ หากเ้ากล้าหนีออกมาหรือส่งเสียงดัง ข้าจะจัดการเ้าทันที”
ต่อมาเขารีบกลับไปที่ห้อง แล้วใช้พลังทำให้สมุนไพรบางชนิดกลายเป็ผง แล้วรีบวิ่งออกจากห้อง นำผงพวกนั้นไปโรยอยู่บนรอยเื
เขาจำต้องขจัดกลิ่นคาวเืภายในเรือนหลังเล็กให้หมดไป ไม่อย่างนั้นผู้แข็งแกร่งคนนั้นจะสังเกตเห็นได้ง่าย
เมื่อจัดการเื่พวกนี้เสร็จ เขาโล่งใจไม่น้อย จากนั้นรีบกลับเข้าไปในห้อง แล้วปิดประตูอย่างเบามือ
จากการััของเขา มีเงาคนพุ่งออกมาจากกลางอากาศ ทว่ากลับหยุดลงจากจุดที่ไกลจากเรือนหลังเล็กหลายสิบเมตร
ท่ามกลางความมืดมิด คนผู้นั้นสวมชุดสีดำใหญ่โต ลอยตัวอยู่กลางอากาศที่ห่างจากเรือนหลังเล็กไปหลายสิบเมตร เมื่อมองดูเรือนหลังเล็กที่อยู่เบื้องล่าง ใบหน้าของเขาพลันเกิดความสงสัย หญิงลึกลับดูเหมือนจะหลบหนีมาทางนี้ ทว่าเมื่อมาถึงที่นี่เขาพบว่าพลังลมปราณฟ้าดินของที่นี่เข้มข้นจนน่ากลัว เขารับรู้ได้ว่าพลังมายามากมายกำลังมารวมกันที่นี่อย่างต่อเนื่อง
ในสายตาของคนชุดดำ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมีความเป็ไปได้เพียงสองอย่าง หนึ่งคือมีคนกำลังจะทะลวงพลัง เลยทำให้เกิดความเคลื่อนไหวเช่นนี้ และผู้ฝึกคนนั้นอย่างน้อยพลังน่าจะอยู่ในภพพิศวง ส่วนความเป็ไปได้ที่สองคือด้านล่างมีคนกำลังฝึกฝนอยู่ จึงทำให้พลังมีการเคลื่อนไหว
ทว่าเรือนหลังเล็กเบื้องล่างกลับเงียบสงบ ไม่มีความเคลื่อนไหวเหมือนพลังกำลังจะทะลวงขึ้นไป ทุกอย่างเงียบสงบ
ไม่ใช่ทะลวงพลัง แสดงว่าต้องเป็พลังที่เคลื่อนไหวเพราะการฝึกฝน เมื่อคิดได้แบบนั้น แววตาคนชุดดำปรากฏความตะลึงแวบผ่าน ขณะฝึกฝนสามารถทำให้พลังเคลื่อนไหวขนาดนี้ได้ นี่มันต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกัน?
ที่ทุรกันดารเช่นนี้ยังมีผู้แข็งแกร่งที่พลังยุทธ์ยากแท้หยั่งถึงซ่อนอยู่หรือ!
ทว่าในแววตาเขากลับกำลังต่อสู้กันเอง ที่นี่มีแต่จวนเต็มไปหมด เป็ไปได้ว่าหญิงสาวผู้นั้นต้องซ่อนตัวอยู่แถวนี้ นี่เป็โอกาสที่หาได้ยาก นางาเ็สาหัส หากเขาเจอตัวนางคงสามารถฆ่าอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย แต่เขาก็ไม่แน่ใจในพลังของผู้แข็งแกร่งที่อยู่เบื้องล่างนั่น หากบุ่มบ่ามเข้าไปเช่นนี้ แล้วรบกวนการฝึกฝนของผู้แข็งแกร่ง อีกฝ่ายอาจจะฆ่าเขาได้ทันที
คนชุดดำลังเลอยู่สักพัก สุดท้ายเขามองดูอีกครั้ง ก่อนเงาจะหายวับ อ้อมผ่านเรือนหลังเล็ก แล้วไกลออกไปเรื่อยๆ
เยี่ยเฟิงกำลังสำรวจอยู่เงียบๆ เมื่อเห็นคนชุดดำจากไปไกล เขาจึงได้นั่งลงกับพื้น เขาเพิ่งพบว่าบนตัวเขามีแต่เหงื่อเต็มไปหมด
แต่ในใจเขายังสงสัยไม่หาย คนชุดดำกลับไม่ได้มายืนอยู่้าของเรือนหลังเล็ก แต่อยู่ห่างออกไปถึงสิบกว่าเมตร หนำซ้ำดูเหมือนไม่ได้ส่งจิตััเข้ามาสำรวจด้วย
“ให้ตายสิ อันตรายชะมัด”
เยี่ยเฟิงเช็ดเหงื่อที่อยู่บนหน้าผาก เขาเปิดประตูห้องอย่างเบามือ จากนั้นเงยหน้าดูบนท้องฟ้า เมื่อไม่เห็นความผิดปกติจึงเดินออกจากห้อง
ส่วนพวกองครักษ์ของจวนตระกูลเยี่ย เกรงว่าพวกเขาคงไม่สังเกตเห็นแขกไม่ได้รับเชิญด้วยซ้ำไป