เฉกเช่นเดียวกับซูหว่านซีที่ไม่รู้ควรต่อประโยคเช่นไรต่อไปเช่นกันรอยยิ้มนางแข็งทื่อ จดจ้องเฉินจิ้งเจียค้างอยู่อย่างนั้น
เมื่อครู่นางเพิ่งคิดว่าในที่สุดเฉินจิ้งเจียได้สติเบิกเนตรแล้วแค่กลับไม่คาดคิดว่านางตั้งใจหักหน้าตนเช่นนี้
เมื่อเห็นท่าทีซูหว่านซีเฉินจิ้งเจียพลันรู้สึกจนปัญญาขึ้นทันใด
ก่อนหน้านี้ตนสร้างความทรงจำเช่นไรไว้ให้พวกเขากันถึงได้ทำให้ซูหว่านซีคิดว่าคำพูดเล่นของนางคือเรื่องจริงได้
“พี่หญิงใหญ่พี่หญิงแค่พลั้งเผลอพูดเท่านั้น ท่านอย่าได้ใส่ใจเลยเจ้าค่ะ”เฉินจิ้งโหรวที่ทนรอเจียนไม่ไหว พุ่งพรวดเอ่ยแทรกทันที
หากซูหว่านซีสนใจศักดิ์ศรีหน้าตาของตนย่อมปูทางตามน้ำให้เฉินจิ้งโหรวได้เฉิดฉายแต่น่าเสียดายที่ซูหว่านซีมิใช่คนเช่นนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าคนในครอบครัว
นางหันกลับมาปราดมองเฉินจิ้งโหรวครู่หนึ่ง “คนไหนหรือ พี่หญิงใหญ่ของเจ้า?”
ประโยคนี้ทำเอาเฉินจิ้งโหรวหน้าม้านแดงก่ำทันใดนางก้มหน้าเล็กน้อย ขยับขืนด้านข้างอย่างทำตัวไม่ถูกสองมือกุมประสานกันอย่างอยู่ไม่สุข ท่าทางน้อยอกน้อยใจเต็มที
แม้นไม่ชื่นชอบเฉินจิ้งโหรวแต่จงชื่อกลับไม่เห็นด้วยที่บุตรสาวตนทำเช่นนี้
ต่อให้เฉินจิ้งโหรวจะพูดอย่างไรแต่ก็เป็นถึงคุณหนูรองของจวนป๋อชางโหว และเป็นน้องสาวเฉินจิ้งเจียอยู่ดี
ยามนี้พวกนางไม่ให้เกียรตินางใครจะรู้ว่าหลังจวนป๋อชางโหวพวกเขาจะทำเช่นไรกับเฉินจิ้งเจีย?
ก่อนจงชื่อจะออกเรือนก็มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นอย่างดีกับซูชื่อเสมอมาทว่าซูชื่อไม่เคยคิดเจ้าเล่ห์เพทุบายกับผู้อื่น และไม่เคยใส่ใจในคำพูดนางเสียที
แล้วท้ายที่สุดเป็นอย่างไร?
ยามร่างกายนางอ่อนแอจ้าวอี๋เหนียงเริ่มใช้ร้อยแปดกลอุบายทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเฉินจิ้งเจียกับพวกนางยามนี้ซูชื่อจากไปแล้ว ไม่ช้าต้องชูโรงให้เฉินจิ้งโหรวออกมาแน่
ใครอื่นไม่เข้าใจแต่ตัวนางหรือจะมองไม่ออก?
เห็นอยู่ชัดๆว่าต้องการให้เฉินจิ้งโหรวแก่งแย่งชิงดีกับเฉินจิ้งเจีย
หากแต่น่าสงสารเฉินจิ้งเจียที่ต้องเสียมารดาไปทั้งอายุยังน้อย มิหนำซ้ำคนข้างกายยังเจ้าเล่ห์สามานย์อีกด้วย
ในเรื่องกิจธุระของบ้านเมืองป๋อชางโหวล้วนจัดการฉะฉานชัดเจน ทว่าเมื่อเผชิญกับเรื่องราวในบ้านตัวเองกลับกลายเป็นคนใจอ่อนเสียอย่างนั้น
และมีเพียงเฉินอี้เหอเท่านั้นที่มีหัวคิดอยู่บ้างกระนั้นอย่างไรเสียเฉินอี้เหอก็เป็นบุตรชาย มิอาจขังตัวอยู่หลังเรือนได้ทั้งวันยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่เขาเป็นแม่ทัพชายแดนเลยยามนี้เป็นเพราะซูชื่อล่วงลับถึงกลับมาได้แต่ใครเล่าจะรู้ว่าหลังจากนี้ไม่รู้เมื่อไร เขาต้องกลับไปประจำการรบอีก
ใครหลายคนเริ่มใจอ่อนแต่กลับไม่มีผู้ใดสนใจเฉินจิ้งโหรวสักนิด ปล่อยนางยืนน้อยใจอยู่ข้างๆ เนิ่นนานไม่มีใครถามนางแม้แต่คำเดียวหรือช่วยนางพูดเลยแม้แต่น้อย
“พี่หญิงใหญ่ท่านยังพูดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย เจียเอ๋อร์ละอิจฉาจริงๆเมื่อไรจะเป็นเหมือนพี่หญิงใหญ่ได้บ้างเจ้าคะ!”
ในเมื่อไม่มีใครเอ่ยปากเช่นนั้นนางก็ตีมึนเอ่ยทำลายบรรยากาศแสนอึดอัดนี้เองเฉินจิ้งเจียพูดพลางมองซูหว่านซีด้วยรอยยิ้มสดใส จนแทบสาดแสงประกายใส่ซูหว่านซี
เอ๋? เฉินจิ้งเจียนิสัยเปลี่ยนไปจริงๆ แล้วใช่หรือไม่?
“พี่หญิงท่านอย่าโต้ตอบพี่หญิงใหญ่เพราะข้าเลยเจ้าค่ะ”เฉินจิ้งโหรวแทรกขึ้นได้เวลาเหมาะเจาะความหมายสองแง่สองง่ามนี้ล้วนกำลังบอกว่าเฉินจิ้งเจียโต้เถียงซูหว่านซีเพื่อนาง
เฉินจิ้งเจียที่เพิ่งยกยิ้มให้ซูหว่านซีได้ยินประโยคเมื่อครู่เข้าก็อดที่จะขมวดคิ้วเสียมิได้นางหันมองเฉินจิ้งโหรวที่ทำท่าลำบากใจระคนน้อยในเต็มประดาด้วยสีหน้าเยือกเย็น
“น้องโหรวเอ๋อร์ครานี้เจ้าผิดแล้ว”
ครั้นเอ่ยคำนี้ออกมาฝูงชนก็เป็นเผยสีหน้าเหลือเชื่อขีดสุด วันนี้เฉินจิ้งเจียเป็นอะไรไป? ไฉนถึงไม่ช่วยตนพูดเล่า?
“พี่หญิงใหญ่พูดผิดหรือ? นางคือลูกพี่ลูกน้องของข้า หาใช่ลูกพี่ลูกน้องเจ้าหากเจ้ารู้จักมารยาทก็ควรเรียกนางว่าคุณหนูซู”
วาจาเฉินจิ้งเจียไร้ซึ่งความเกรงใจใจความไม่มีการช่วยเหลือเฉินจิ้งโหรวแม้แต่น้อยกระทั่งว่าเดิมทีเจ้าตัวก็อับอายมากพอแล้ว ยามนี้ยังทวีคูณลามไปถึงสองหูอีกด้วย
“พี่หญิงท่าน ไฉนท่านถึงพูดเช่นนี้กับข้าเจ้าคะ?” เฉินจิ้งโหรวกระบอกตารื้นน้ำตาอย่างรวดเร็วแม้แต่ตัวยังสั่นระริกโงนเงน ราวกับทนรับต่อไปไม่ไหวแล้ว
เฉินจิ้งเจียมองรอบด้านจากนั้นแสยะยิ้มหัวเราะ การแสดงของเฉินจิ้งโหรวนี้กำลังแสดงให้ใครดูกัน? ทุกคนที่นี่คงไม่มีใครเชื่อนางใช่หรือไม่?
คิดในใจเช่นนั้นสีหน้านางพลันจริงจังขึ้นมา “วันนี้สร้างความอัปยศต่อหน้าท่านป้าและพี่หญิงใหญ่ข้าไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่หากจากนี้ไปยังทำเช่นนี้ต่อหน้าคนนอกอีกใครอื่นจะไม่ติฉินนินทาเอาหรือว่าจวนป๋อชางโหวไร้กฎไร้เกณฑ์?”
นางถึงขั้นยกจวนป๋อชางโหวขึ้นมาพูดแล้วไม่เชื่อหรอกว่าเฉินจิ้งโหรวจะไม่กลัว!
ตามคาดได้ยินนางพูดเช่นนี้แล้วน้ำตาเฉินจิ้งโหรวที่ใกล้ไหลเต็มทีพลันกักกลั้นกลับไปทันทีแม้แต่เนื้อตัวที่เคยสั่นระริกก็หยุดแล้ว
“ข้ามิได้หมายความเช่นนั้นพี่หญิงท่านอย่าได้เข้าใจผิดเจ้าค่ะ” เฉินจิ้งโหรวตอบกลับอย่างระมัดระวังหากแต่ในใจกลับก่นด่าเฉินจิ้งเจียอย่างเอาเป็นเอาตาย
เฉินจิ้งเจียทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่? มิใช่ว่านางไม่เข้าหน้ากับซูหว่านซีตลอดมาหรอกหรือ? ไฉนวันนี้ถึงได้มีท่าทางสนิทสนมราวกับเป็นพี่น้องแท้จริงอย่างไรอย่างนั้น
เฉินจิ้งเจียไม่ชี้แจงอันใดต่อแค่ส่งเสียงอืมรับ “ข้าเข้าใจผิดหรือไม่ ไม่สำคัญสิ่งสำคัญคือหากจากนี้เจ้ายังทำเช่นนี้อีก ใครอื่นมิได้เข้าใจเจ้าผิดแต่จะเข้าใจจวนป๋อชางโหวผิดต่างหาก”
“เจ้าค่ะพี่หญิงสั่งสอนถูกต้อง โหรวเอ๋อร์รู้ผิดแล้วเจ้าค่ะจากนี้จะจำคำสอนสั่งของพี่หญิงให้ขึ้นใจเจ้าค่ะ” เฉินจิ้งโหรวจนตรอกแล้วในที่สุดจึงทำได้เพียงยอมรับความผิดแต่โดยดี
หากแต่ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้ดวงตาหลุบต่ำของนาง กลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังและไม่ยอมจำนน
วันนี้เฉินจิ้งเจียสร้างความอัปยศแก่นางสักวันนางต้องเอาคืนเป็นร้อยเท่าอย่างแน่นอน!
เมื่อเห็นเหมือนเฉินจิ้งเจียตาสว่างแล้วซูหว่านซีก็ดีใจด้วยเช่นกัน นางลากแขนเฉินจิ้งเจียไปในห้องไม่สนใจเฉินจิ้งโหรวอีกต่อไป
แค่ลูกอนุที่พยายามโดดเด่นไม่ขึ้นไหนเลยจะมีค่าให้นางต้องสนใจ
สตรีหลายคนเดินไปข้างหน้าป๋อชางโหวและเฉินอี้เหอนั่งลง เฉินจิ้งโหรวเบนสายตา ก่อนมองไปยังป๋อชางโหว
“ท่านพ่อที่ผ่านมาพี่หญิงไม่เข้ากับพี่หญิงใหญ่บ้านสกุลซูมาโดยตลอดท่านว่าข้าควรไปดูสักนิดดีหรือไม่เจ้าคะ? ข้าห่วงพี่หญิงใหญ่บ้านท่านอัครเสนาบดีหากพี่หญิงพลั้งเผลอพูดอะไรไม่เหมาะเข้า...”
เฉินจิ้งโหรวยังไม่ทันพูดจบเสียงเย็นเยียบของใครคนหนึ่งพลันดังขึ้นข้างกาย“เจ้าจะบอกว่าฮูหยินขั้นหนึ่งอย่างข้า จะพูดจาให้ร้ายหลานตัวเองอย่างไร้ยางอายหรือ?”
เจ้าของประโยคมิใช่ใครอื่นแต่เป็นมารดาของซูหว่านซีจงชื่อนั่นเอง
นางไม่เคยชอบจ้าวอี๋เหนียงสักครั้งแม้แต่เฉินจิ้งโหรวก็ไม่ชอบพอกัน เพียงแต่ปกติมิได้แสดงออกมาทว่าครานี้เฉินจิ้งโหรวเป็นฝ่ายพุ่งเข้ามาเองเช่นนั้นอย่าได้โทษว่านางเอ่ยวาจาไม่น่าฟังเด็ดขาด
“หรือเจ้าเตรียมจะพูดว่าลูกอนุเล็กๆ อย่างเจ้ามีฝีมืออะไรพอทำให้ข้าไม่กริ้วโกรธได้อย่างนั้นหรือ?”
เฉินจิ้งโหรวไม่เคยเห็นฮูหยินท่านอัครเสนาบดีพูดบีบเค้นเช่นนี้มาก่อนมีเพียงไม่กี่ครั้งที่เคยเจอหน้า ก็ล้วนเจอในงานเลี้ยงของผู้อื่นทั้งสิ้น
ในความทรงจำของนางฮูหยินอัครเสนาบดีเป็นแค่พวกชั้นสูงแสนเย็นชาเท่านั้นดูเหมือนไม่สนใจต่อสิ่งรอบด้าน มักแค่ปรายตาเยือกเย็นมองรอบกายเท่านั้น
ไฉนวันนี้นางถึงได้พูดแทนนางโง่เฉินจิ้งเจียเสียได้เล่า?