ตอนที่ 4 หนทางการแก้แค้น
พุบ! ฉึก! โฮกกกกกกกกกกกก
พลันสายลมเย็นะเืจิตสังหารที่มากล้นได้โผล่ด้านหลังของชายหนุ่มลึกลับ ก่อนที่เขาจะทันได้ตอบโต้สิ่งใดแขนซ้ายของเขาที่รวบรวมเปลวเพลิงนั้นก็ได้ขาดกระจุยก่อนที่เปลวเพลิงจะสลายหายไป
อ๊ากกกกกกกกกกกก!
ด้วยความเ็ปทำให้ชายหนุ่มลึกลับต้องร้องออกมา เขาจึงหันกลับมามองสิ่งที่มันทำให้แขนของเขาต้องขาด
เมื่อหันมามองเขาก็ต้องตกอยู่ในภวังค์ของความหวาดกลัวเนื่องจากสิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็สิงโตขนาดมหึมาดวงตาของมันจับจ้องมายังเขา ทำให้เขาต้องตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวเหงื่อที่ไหลออกมาจนชุ่มฝ่ามือ
โฮกกกกกกกกก! โฮกกกกกกก!
ขณะนั้นเสียงร้องของความเจ็บอีกสายได้ดังขึ้น เมื่อสิงโตตัวมหึมาหันไปทางต้นเสียงมันก็พบกับร่างของสิงโตเพลิงเมฆาที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิง ด้วยการที่มันเ็ปจากการโจมตีของแมวป่าขนดำและความรุนแรงของเปลวเพลิงขอผู้ฝึกตนฝึกปราณขั้นที่สองแล้วนั้นมากล้นเกินกว่าที่มันจะรับได้ ทำให้มันส่งเสียงร้องโหยหวนร่างกายกระตุกดิ้นรนครั้งสุดท้ายก่อนที่มันจะแน่นิ่งไป
โฮกกกกกกกกกกกก! กรรรรร!
เมื่อเห็นสิงโตเพลิงเมฆาที่ถูกไฟลุกไหม้แน่นิ่งไปก็ทำให้สิงโตขนาดมหึมาพลันเกิดจิตสังหารขึ้นมหาศาล ตัวมันออกไปหาอาหารแต่กลับต้องมาเห็นคู่รักของมันจากไปต่อหน้าต่อตาด้วยน้ำมือของมนุษย์ มันจึงเริ่มมองไปยังเทียนเฟิงที่อยู่ห่างไม่ไกลจากร่างสิงโตเพลิงเมฆา แต่มันกลับมองเห็นพลังของเขาไม่ต่างจากมดปลวก มันจึงเลิกที่จะสนใจเขาก่อนที่จะหันมาสนใจชายหนุ่มลึกลับเนื่อกจากชายหนุ่มนั้นพลังไม่ต่างจากสิงโตเพลิงเมฆามากนัก สิงโตขนาดมหึมาได้เริ่มเคลื่อนไหวทันที
พุบ!
ร่างกายอันใหญ่โตของมันหายไปต่อหน้าต่อตาของชายหนุ่มลึกลับ ก่อนที่จะปรากฏตำแหน่งของแขนที่ขาดออกไป
มันก้มหน้าลงก่อนที่จะเขมือบแขนข้างนั้นไป ก่อนที่เงยหน้าด้วยจิตสังหารสายลมพลันกระโชกอย่างรุนแรงเนื่องจากพลังปราณที่มันแผ่ออกมา
“สัตว์อสูรฝึกปราณขั้นที่สาม”
“บัดซบ เหตุใดข้าจึงซวยเช่นนี้ ข้าต้องหนี ต้องหนี.”ชายหนุ่มลึกลับเห็นท่าไม่เห็นเขาจึงตั้งท่าที่จะเผ่นให้ไวที่สุด ขณะที่เขาเริ่มที่จะถอยห่างนั้นสายตาพลันไปเทียนเฟิงที่ยืนไม่ไกลจากร่างของสิงโตเพลิงเมฆาเขาจึงตัดสินใจจะสังหารเทียนเฟิงให้ได้
“เพราะเ้า ข้าเสียเวลาเพราะเ้าไม่งั้นข้าคงจะได้แกนสัตว์ฝึกปราณขั้นที่สองแล้ว”เขาคำรามลั่นก่อนจะกระโจนใส่
เทียนเฟิง ด้านเทียนเฟิงที่เห็นชายหนุ่มกระโจนเข้ามาเขาก็เผยรอยยิ้มเหยียดยามออกมา ก่อนที่ร่างกายจะปลดปล่อย
สายลมออกมาก่อนที่ร่างของเขาจะหายไปปรากฏห่างจากชายหนุ่มหลายสิบก้าว
“บัดซบ ร่างธาตุสายลม!.”แม้เขาจะไล่ตามเทียนเฟิงไม่ทันแต่เขาก็ไล่ตามหมายจะสังหารให้ได้ โดยเขาได้ลืมไปเลยว่าสิงโตขนาดมหึมานั้นจับตามองเขาอยู่ เขาได้ไล่ห่างออกมาหลายสิบลี้แต่กระนั้นกลับไม่มีวี่แววที่จะไล่ตามเทียนเฟิงทัน
เขาจึงคิดจะงัดไม้ตายออกมา เขาหยุดชะงักก่อนจะเค้นพลังปราณออกมาจำนวนมากออกมา ขณะที่อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะเริ่มมีกลุ่มก้อนเปลวขนาดเล็ก ขนาดน้อยออกมาจำนวนมาก
“ตายซะเ้าหนู!.”
“ละอองธุลีโลกันตร์”ขณะที่กำลังจะปลดปล่อยเคล็ดวิชานั้น สายลมะเืได้ปรากฏด้านหลังเขาอีกครั้งทำให้เขารู้สึกถึงความตายที่เข้ามาเยือน
โฮกกกก!
สิงโตเพลิงเมฆาขนาดมหึมาปรากฏด้านหลังของเขาคำรามลั่น ก่อนที่เปลวไฟสีฟ้าครามจำนวนมหาศาลจะปรากฏที่แผงคอของมันลุกไหม้ทั่วขนแผงคอความร้อนแรงที่ปลดปล่อยมานั้นทำให้เคล็ดวิชาของเขาดูเป็ของเด็กเล่นไปเลย สิงโตเพลิงเมฆาขนาดมหึมารวบรวมเปลวไปยังบนหัวของมันเป็ดั่งเขาดาบก่อนที่มันจะพุ่งด้วยความรวดเร็วเข้าชนปะทะร่างของชายหนุ่มทำให้ร่างของเขากระเด็นผ่านเทียนเฟิงที่กำลังวิ่งหนีอยู่ ร่างของเขาเด็นไปหลายสิบลี้ก่อนที่จะกลิ้งตลบไปกับพื้นดิน
อั่ก! แค่กๆ!
ชายหนุ่มกระอักเืมา เสื้อผ้าด้านหลังของเขาขาดวิ่นจนเผยเกราะอ่อนด้านใน
ฮ่ะๆ ฮ่าๆ
แม้จะถูกโจมตีปางตายเขาก็หัวเราะออกมา เขารู้สึกว่าการที่เขาสามารถรอดจากการโจมตีของสัตว์อสูรฝึกปราณขั้นที่สามได้เพราะโชคดีที่เขาใส่เกราะอ่อนที่ตระกูลมอบให้ไว้ ไม่งั้นแล้วเขาคงได้ทิ้งชื่อไว้ที่นี้เป็แน่ เขามองไปยังเทียนเฟิงที่อยู่ด้านหลังที่ตกอยู่ในอาการตกตะลึงก่อนจะกล่าวออกมา
“ครั้งถือว่าเข้าโชคดีเพราะมีสัตว์อสูรฝึกปราณขั้นที่สามมาเสียก่อน”
เขากล่าวออกมาเช่นเพราะเขารู้สึกว่าเทียนเฟิงนั้นโชคดีอย่างยิ่งไม่งั้นแล้ว ถ้าสิงโตเพลิงเมฆาขนาดมหึมาไม่กลับมาเขาคงจะสังหารเทียนเฟิงและได้แกนอสูรของสิงโตเพลิงเมฆาตัวนั้นด้วย
“เจอครั้งหน้า ข้าจะสังหารเ้าให้ได้”ชายหนุ่มลึกลับเผยจิตสังหารออกมาก่อนที่ร่างกายของเขาจะกลายเป็เปลวเพลิง
“อัคคีธุลีคืนถิ่น”ชายหนุ่มลึกลับกล่าวก่อนที่ร่างกายที่กลายเป็เปลวเพลิงจะเริ่มสลายเป็ดวงไฟเล็กๆน้อยกระจายไปทั่วทิศทาง
โฮกกกกกกกกก!
สิงโตเพลิงเมฆามหึหาเห็นเช่นมันก็กระโจนใส่ร่างเปลวเพลิง แต่กลับสายไปเสียแล้วไม่เหลือร่างของอีกฝ่ายอยู่เนื่องจากสลายกลายก้อนเพลิงหมดแล้ว มันทำได้แค่เพียงคำรามร้องออกมาด้วยความไม่ยินยอมก่อนจะไล่ตามก้อนเปลวเพลิงเล็กๆน้อยๆไป โดยไม่สนใจเทียนเฟิงเลยสักนิด
เทียนเฟิงที่เห็นเช่นนั้นร่างกายก็ทรุดลงเนื่องจากแรงกดดันของสัตว์อสูรฝึกปราณขั้นสามนั้นไม่ใช่เื่เล่นๆเขานั่งลงก่อนที่จะเริ่มฟื้นฟูร่างกายด้วยกายซึบซับพลังปราณจาก์และปฐีแม้เขาจะไม่เคยดูดซับพลังปราณจาก์และปฐีแต่เขากลับทำมันได้อย่างง่ายดายราวกับร่างกายของเขานั้นเชื่อมต่อกับแหล่งพลังนั้น โดยหารู้ไม่การที่เขาสามารถดูดซับพลังปราณได้เพราะเขานั้นมีร่างธาตุสายลม ทำให้เขาสามารถดูดพลังปราณจากสายลมได้ เทียนเฟิงนั้นไม่รู้เลยว่าการที่เขาเลียนแบบท่าทางเคลื่อนไหวของแมวป่าขนดำทำให้ร่างกายของเขาค่อยๆเผยความลับออกมา
ใช้เวลาประมาณสองชั่วยามเขาก็ลุกขึ้นยืนมองไปรอบๆเมื่อแน่ใจว่าสิงโตเพลิงเมฆามหึมาไม่อยู่แถวนี้ เขาก็เผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ออกมาก่อนที่ร่างกายของเขาจะหายไป
“เจอแล้ว ฮ่ะๆ ฮ่าๆ”
เทียนเฟิงกลับมายังร่างของสิงโตเพลิงเมฆาที่ตายจากการไหม้ของเปลวเพลิง เขาเดินไปยังร่างของมันเมื่อเข้าไปใกล้เขาเดินไปยังบริเวณหัวของมัน ก่อนที่จะส่งมือเข้าไปในปากของมันและล้วงแกนสัตว์อสูรออกมา
“เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นคงได้เวลาที่ข้าต้องกลับไปแล้ว”เทียนเฟิงพยายามนึกถึงเส้นทางหน้าผาที่เขาตกลงมา เมื่อนึกออกแล้วเขาจึงเริ่มเดินทางทันที
หลังจากเดินทางมาหนึ่งชั่วยามเขาก็มาถึงหน้าผาที่เขาถูกโยนลงมา เขาเดินไปนั่งบนซากร่างสิงโตเพลิงเมฆาที่ตายไปนานแล้ว ก่อนที่จะหยิบแกนสัตว์อสูรที่ได้มาทั้งหมดออกมาวางกับพื้น หนึ่งคือสิงโตเพลิงเมฆา และสี่ชิ้นของแมวป่าขนดำ
“ข้าไม่รู้ว่าพวกมันจะเพิ่มพลังให้ข้าได้มากน้อยเพียงใดแต่ข้าต้องเตรียมพร้อมก่อนที่จะขึ้นไป”เขาเงยหน้ามองขึ้นบนหน้าผา การที่จะแก้แค้นนั้นไม่รู้จะเป็เื่ยากเย็นเพียงใด แต่เขาไม่อยากจะเสี่ยงชีวิตนัก เขาจึงหยิบแกนอสูรหนึ่งในสี่ของแมวป่าขนดำขึ้นมาก่อนจะโยนมันเข้าปากไป ทำให้เขาต้องเร่งทำสมาธิให้การซึบซับ
พึบ! พึบ!
พลังปราณจำนวนมากพรั่งพรูออกมาจากร่างกายของเทียนเฟิง ไม่เกินเวลาหนึ่งก้านธูปเทียนเฟิงก็ลืมตาขึ้น แม้จะเป็พลังจำนวนมาก แต่มันก็ไม่มากพอที่จะทำให้เขาพัฒนาไปอีกระดับได้
“มันยังคงไม่มากพอที่จำทำให้เพิ่มระดับได้”เทียนเฟิงขมวดคิ้วก่อนที่เกิดความคิดอันบ้าคลั่งออกมา
เขาหยิบแกนสัตว์อสูรของแมวป่าขนดำทั้งสามขึ้นมากก่อนที่จะโยนมันเขาปากไป การที่จะซึบซับพลังปราณจำนวนมากนั้นไม่ใช่เื่ง่าย การที่ซึบซับพลังปราณจำนวนมากขนาดนี้นั้นไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดาที่พยายามดูดซับพลังปราณจากแกนสัตว์อสูร พลังปราณมากมายพรั่งพรูออกมาจากร่างกายของเขาก่อนที่จะมีสายลมกรรโชกพัดไปทั่วทิศทางบริเวณรอบกายของเขา ร่างกายเริ่มเกิดการปริแยกแตกจากกัน แต่ไม่นานนักรอยแตกแยกก็สมานหายไป
หลังจากใช้เวลาไปแปดชั่วยามเทียนเฟิงก็ได้เริ่มตาขึ้น กลิ่นเหม็นฟุ้งไปทั่วร่างกายของเนื่องจากของเสียที่ร่างกายขับออกมา แม้จะระดับพลังปราณของเขาจะพัฒนาแล้ว แต่ตัวเขากลับไม่มีพอใช้สักเท่าไหร่นัก เทียนเฟิงจึงก้มไปมองแกนสัตว์ที่เหลืออยู่ชิ้นสุดท้าย เขาลังเลอยู่นานก่อนที่จะตัดสินใจที่หยิบมันขึ้นมาด้วยความกระหายให้พลังของเขาทำให้ไม่สนใจว่าเขาจะทรมานสักแค่ไหน เขา้าพลัง พลังในการปกป้องตัวเองรึในการแก้แค้น เมื่อคิดเช่นนั้นดวงตาของก็เกิดความแนวแน่ ก่อนที่จะโยนมันเขาปากไป
ฟุบ! พึบ!
อ๊ากกกกกกก!
เทียนเฟิงร้องออกมาด้วยความเ็ปเนื่องจากตอนนี้ได้มีเปลวเพลิงลุกไหม้ทั่วร่างของเขา เขากัดฟันแน่นพยายามข่มความเ็ปที่มากล้นนี่ พลังปราณที่แผ่ออกมาพัดเป็กระแสลมไปทั่วทิศทาง ขณะที่ร่างกายของเขาเริ่มที่จะไหม้จากิัจนถึงอวัยวะภายใน ความเ็ปนี้ทำร่างกายของเขาสั่นเทา แม้จะพยายามมากเพียงใดแต่กระนั้นร่างกายของเขาไม่สามารถรับพลังปราณที่ร้อนแรงนี้ได้เลยแม้แต่น้อย ขณะที่สติเขาเลือนลางนั้น ภาพต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีตในได้แล่นเข้ามาให้หัวของเขา ภาพตอนที่พยายามจะหาของกินในหมู่บ้าน พยายามเอาชีวิตรอดไปวันๆ ภาพที่เด็กหนุ่มชุดขาวยื่นขนมปังมาให้เขา ภาพของชายชราที่มอบยาพิษให้เขา ภาพที่ชายหนุ่มลึกลับไล่สังหารเขา
อ๊ากกกกกกกกกก!
“ข้าไม่ยอม ข้าจะไม่ยอมตาย”
ข้าจะต้องฝึกฝนตนจนไม่มีสิ่งใดคุกคามชีวิตข้าได้อีก ข้าไม่้าแล้วการที่จะใช้ชีวิตไปวันๆไม่รู้ว่าจะตายวันไหน
เขาคำรามลั่นออกมาก่อนที่ร่างกายเริ่มที่จะไม่รู้สึกถึงความร้อน โดยที่เทียนเฟิงไม่รู้ภายในร่างกายของเขานั้น ภายในตันเถียนภายในนั้นได้มีกระแสลมเบาบางอยู่ ก่อนที่จะมีกลุ่มก้อนเปลวเพลิงขนาดเล็กปรากฏขึ้นมา แม้ความรู้สึกร้อนจะจางหายไปแต่าแที่เกิดจากการลุกไหม้ของเปลวเพลิงนั้นไม่หายไป เทียนเฟิงได้แต่กัดฟัดข่มความเ็ปไว้พยายามตั้งสติไว้ไม่ให้หมดสติ
ไม่รู้ผ่านมากี่ชั่วยามแล้วกระแสพลังที่ออกมาจากเทียนเฟิงเริ่มจะเบาบางลงที่จะเริ่มสงบนิ่งดั่งทะเลสาบที่ไร้สิ่งมีชีวิต
เทียนเฟิงลืมตาขึ้นมามองร่างกายที่มอดไหม้ด้วยเปลวเพลิง ร่างกายที่เกียมไหม้ดำมองรูปลักษณ์ไม่ออกนี้ เขาตั้งใจจะไปหาปรมาจารย์ด้วยรูปลักษณ์นี้ เขาลุกขึ้นยืนก่อนที่เงยหน้ามองไปยังหน้าผาที่ล่วงหล่นลงมา
“ได้เวลาแล้วล่ะ ตาแก่เฒ่า”จิตสังหารที่แล่นผ่านสายตาของเขาก่อนที่มันจะหายไป
เทียนเฟิงเดินมายังหน้าผาที่จะเริ่มปีนมันขึ้นไปทันที หน้าผาที่สูงลิบจนมองไม่เห็นขอบหน้าผาไม่ทำให้เขาหวั่นไหวแม้แต่น้อย เขาปีนไปตามโขดหินที่โผล่ออกมาให้จับแม้จะไม่มีโขดหินให้เขาเกาะไว้เขาก็จะสร้างมันเองด้วยหมัดของเขา จิตใจที่มุ่งมันในการแก้แค้นทำให้เขาไม่สึกเน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
ใช้เวลาไปประมาณสองชั่วยามก่อนที่จะมีฝ่ามือยื่นมาแตะที่ขอบหน้าผา ที่ร่างๆหนึ่งจะะโขึ้นมาจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากเทียนเฟิง ด้วยร่างกายที่ดำไหม้เกียมและเต็มไปด้วยเศษดินเศษฝุ่น เขาจึงคิดถ้าเขาเข้าไปในหมู่บ้านตอนนี้ละก็คงทำให้ชาวบ้านแตกตื่นเป็แน่ ก่อนจะเข้าหมู่บ้านเขาจึงเอาผ้าคลุมสีดำมาคลุมร่างกายของเขาจึงได้เดินไปทางหมู่บ้าน
หมู่บ้านห่างจากหน้าผาซากอสูรไม่ไกลนัก เมื่อเขาเดินมาถึงหน้าหมู่บ้านเขาอดไม่ได้ที่จะหยุดดูป้ายชื่อหมู่บ้าน
แม้เขาจะใช้ชีวิตในหมู่บ้านนี้่มานานหลายปีแต่กลับไม่เคยก้าวออกจากหมู่สักก้าวเดียว เขาจึงอยากจะจดจำหมู่บ้านที่ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ไว้
หมู่บ้านเมฆาคราม!!
ด้วยตัวอักษรที่เด่นชัดทำให้เขาจดจำมันได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่เขาจะเดินผ่านประตูเข้าไปในหมู่บ้าน การจะแก้แค้นนั้นไม่ง่ายเขาไม่รู้สิ่งจากอีกฝ่ายเลย เขาจึงเริ่มคิดจะหาข้อมูลเสียก่อนแต่กระนั้นการจะหาข้อมูลเขาจะหามันจากไหนได้ เขาไม่รู้สิ่งใดเลยแม้แต่น้อย ความรู้พื้นฐานของผู้ฝึกตนนั้นเขายังไม่ทราบเลย
เฮ้อ!
เทียนเฟิงถอนหายใจออกด้วยความโง่เขลาของตน คงได้แต่การสอดแนมเท่านั้นเขาจึงเริ่มที่จะเดินไปยังตำหนักบุปผาพิษ
เขาได้ลักลอบเข้าไปด้านหน้าทางของตำหนักสายตาจับจ้องไปยังเบื้องหน้า เขาเห็นยามสองคนที่โยนเขาลงจากหน้าผาซากอสูร ไม่นานนักก่อนที่เขาจะเห็นเงาร่างๆหนึ่งเดินมาหน้าทางเข้าของตำหนัก
“เป็เ้านี่ หรวนตง! เ้านี่เอาข้าไปขายให้เ้าแก่นั้น งั้นข้าก็จะเริ่มจากเ้าก็แล้วกัน”หรวนตงนั้นอยากจะใช้เทียนเฟิงเป็หนทางการเป็ผู้ฝึกตนและมันก็สำเร็จด้วยเพราะเขากลายเป็ผู้ฝึกตนฝึกปราณขั้นที่หนึ่งแล้ว