บทที่สาม
ซื้อตัวสาวใช้
ในเมื่อบิดาอนุญาตด้วยตัวเอง ให้ฟ่านหนิงนำพาบ่าวไพร่คนรับใช้คนเข้าเมืองไปเดินเล่นคลายอารมณ์แทนที่จะต้องอุดอู้อยู่แต่ในจวน ไม่มีเหตุผลที่จะไม่รับฟ่านหนิงรู้สึกเหมือนได้หายใจเต็มปอดอีกครั้งที่ได้กลับมาอยู่ฐานะเดิมลมปลายฤดูเหมันต์ต้นวสันต์แม้จะยังเย็นแต่ก็ไม่ทำให้นางสะท้านได้ กลิ่นดอกเหมยเริ่มแห้งลอยเจือในอากาศเป็่สุดท้ายก่อนจะร่วงโรยผู้คนเดินขวักไขว่สองฟากถนนเสียงเจรจาซื้อขายร้านรวงเปิดประดับลวดลายงดงามชวนให้เมืองคึกคักต้อนรับความมีชีวิตชีวาของความอบอุ่นที่กำลังมาขึ้นหลายส่วน
ฟ่านหนิงสวมอาภรณ์ไหมปักดิ้นสีชาดสดโดยมีหมวกผ้าแพรโปร่งบางสีขาวลายเมฆม้วนปิดบังใบหน้าขณะอยู่กลางตลาดพอเดินไปตามตลาดก็ดึงดูดสายตาผู้คนไม่น้อยว่าคุณหนูบ้านใดที่มาเดินเล่นกลางเมืองแต่บ่าวไพร่ที่ติดตามก็กันผู้คนไม่ให้เข้ามาใกล้เกินควรนางเลือกก้าวเท้าเข้าสู่ร้านเครื่องประดับใหญ่ร้านหนึ่ง เมื่อเข้ามาในร้านนางจึงปลดหมวกผ้าแพรออกหลงจู๊ของร้านเห็นก็รีบออกมาต้อนรับอย่างนอบน้อม “คุณหนูใหญ่ฟ่านมาถึงร้านข้าน้อยเป็เกียรติยิ่งนัก เชิญคุณหนูเลือกดูของเถิดขอรับ”
บนโต๊ะไม้หอมภายในร้านวางเครื่องประดับมากมายปิ่นทองปิ่นหยกหลากสี ทั้งประดับด้วยเพชรพลอยที่ขัดจนส่องแสง กำไลเงินสลักลายอ่อนช้อยสร้อยไข่มุกนำเข้าจากแดนไกล และต่างหูหยกขาวเนียนดุจหิมะ
ฟ่านหนิงหยิบปิ่นทองลายหงส์ขึ้นมาพลิกดูแล้วแย้มรอยยิ้มบาง“ปิ่นนี้เหมาะจะมอบให้ท่านแม่ ท่านคงพอใจไม่น้อย” นางว่าพลางลองยกขึ้นทาบเส้นผมของตนเองในกระจกทองเหลือง
หลงจู๊รีบเอ่ยเสริมทันควัน “คุณหนูใหญ่ฟ่านถือปิ่นนั้นแล้วดูดุจเทพธิดาลงมาโปรดบรรดาเครื่องประดับในร้านข้าน้อยเกรงว่าจะไร้ค่าทันตา”
ฟ่านหนิงหัวเราะเบาๆ พอใจในถ้อยคำแต่ก็ไม่ได้หลงใหลจนเสียท่านางยังเลือกกำไลหยกอีกคู่ที่แกะสลักเป็ลายเถาไม้วนรอบอย่างประณีต และยังมีกล่องไม้เล็กที่บรรจุต่างหูทองประดับพลอยแดงที่นางตั้งใจซื้อกลับไปให้เป็ของฝากเพื่อทำให้มารดามีรอยยิ้ม
ขณะที่กำลังชี้บอกสาวใช้ให้จดรายการซึ่งด้านหลังก็มีผู้มาใหม่ คุณหนูอีกนางหนึ่งก้าวเข้ามาในร้านเสียงหัวเราะสดใสคล้ายจะปลุกบรรยากาศให้สว่างขึ้นทันใด ฟ่านหนิงหันไปมองต้นเสียงเมื่อเห็นใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้ม นางกลับรู้สึกเหมือนมีคมมีดกรีดลึกลงกลางใจคุณหนูสามแห่งตระกูลเซี่ย...เซี่ยสุ่ยจวี้
สตรีนางนี้ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นมักวางท่าเป็กันเองยิ่งนักแม้จะไม่ได้สนิทแต่ก็ไม่ได้ห่างเหิน แต่ฟ่านหนิงจดจำได้อย่างไม่อาจลืมเลือนในวันที่นางสิ้นไร้ที่พึ่งถูกผู้คนเหยียบย่ำซ้ำเติม คุณหนูสามเซี่ยก็คือหนึ่งในคนเ่าั้เซี่ยสุ่ยจวี้สู้อุตส่าห์ที่ไปเยาะเย้ยนางที่โรงน้ำชาเล็กๆ ด้วยตนเองกล่าวถ้อยคำเสียดแทงจนนางแทบอยากหายไปจากโลก ‘คงจะจริงเช่นคำสอน คลื่นน้ำมีวันขึ้นก็มีวันลง เช่นฐานะขึ้นสูงส่งได้ก็ตกลงต่ำต้อยได้ วันนี้เ้าแสดงให้ข้าดูเป็ตัวอย่างคำกล่าวนี้ได้จริงๆ’วาจาและเสียงหัวเราะแ่วันนั้นหากนางไม่หมดสิ้นเรี่ยวแรงอ่อนล้าเป็ทุนเดิมคงได้ลุกขึ้นลงมือโต้ตอบด้วยตัวเองไปแล้ว
ทว่าเวลานี้สถานการณ์กลับตาลปัตรฟ่านหนิงกลับคืนสู่ฐานะคุณหนูใหญ่อีกครั้ง ทุกสายตาเลยจับจ้องอย่างให้เกียรติคุณหนูสามเซี่ยตรงเข้ามาด้วยท่าทีสนิทสนมดังเคย “อ้าว! ที่แท้ก็คุณหนูใหญ่ฟ่านนี่เองข้าเห็นเพียงด้านหลังก็ยังคุ้นตาอยู่บ้าง เพียงแต่..อาภรณ์วันนี้สีจัดจ้าดปกติคุณหนูฟ่านหาได้สวมใส่ไม่ จึงไม่ทันได้คิดจริงๆ”
ฟ่านหนิงปรายตามองด้วยรอยยิ้มแฝงความเยาะหยันใบหน้าภายใต้วาจาเป็กันเองนั้นนางอยากฉีกหน้ากากให้หลุดลงทว่าก็รู้ดีว่ายังไม่ถึงเวลา แม้ไม่อยากเอ่ยถ้อยคำกับอีกฝ่ายแม้แต่ครึ่งคำแต่บทบาทที่ฟ่านหนิงต้องแสดงในตอนนี้คือคุณหนูใหญ่ที่มอบความเป็มิตรตอบกลับเช่นกันในเมื่ออีกฝ่ายเสแสร้งได้ เหตุใดนางจะเสแสร้งบ้างมิได้เล่า
“คุณหนูเซี่ยช่างตาดีนัก แม้เพียงด้านหลังก็ยังจำได้ข้าก็เพียงอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศบ้างเท่านั้น” ฟ่านหนิงยกยิ้มสุภาพั์ตาดำลึกลับดุจบ่อน้ำกลางคืน
คุณหนูสามเซี่ยหัวเราะน้อยๆ “เช่นนั้นก็ดีนัก หากคุณหนูใหญ่ฟ่านเปลี่ยนอาภรณ์ที่สวมใส่เห็นที่คงเป็กระแสให้เมืองหลวงกันมาใส่ผ้าสีสดเช่นนี้บ้างต้องทำให้ชื่อเสียงเพิ่มพูนยิ่งกว่าเดิมแน่ๆ”
“คำชมของคุณหนูเซี่ย ข้าย่อมรับไว้ด้วยความซาบซึ้ง” ฟ่านหนิงตอบอย่างราบเรียบ ในเมื่อจะชมข้า ข้าก็รับไว้แล้วกันแต่ข้าคงไม่ปริปากเอ่ยชมเ้าให้เสียวาจา
จากนั้นอีกฝ่ายก็เหลือบมองเครื่องประดับที่ฟ่านหนิงเลือกไว้แล้วเอ่ยต่อ“ปิ่นหงส์นั้นงดงามจริงๆ สมกับจะมอบให้สตรีสูงศักดิ์ข้าเองยังอยากได้เช่นนั้น หากแต่เกรงว่าใส่แล้วจะถูกใครนินทาเป็สตรีล้ำหน้าเกินงาม”
หึ จะชมหรือจะกล่าวว่าข้าไม่เหมาะกับของล้ำค่าหรือวาจาอ่อนด้วยนัก ฟ่านหนิงหัวเราะในลำคอแ่เบา “ของที่คู่ควรใครจะนินทาอย่างไร คุณหนูสามเซี่ยอาจจะไม่เหมาะแต่ใช้ว่าสกุลฟ่านไม่เหมาะ”
คำพูดของนางเหมือนเรียบง่าย แต่จริงแล้วแฝงหนามยิ่งนักหญิงสาวชะงักไปชั่ววูบไม่คิดว่าจะถูกตรอกกลับ ก่อนจะรีบแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน “จริงดั่งคุณหนูใหญ่ฟ่านกล่าว ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ยินดีได้พบเจอคุณหนูใหญ่ ไว้พบกันอีกวันนี้สุ่ยจวี้ต้องขอตัวก่อน”
ฟ่านหนิงยกมือขึ้นกุมกำไลหยกที่เลือกไว้พลางตอบด้วยรอยยิ้มที่ละมุนแต่ดวงตาเย็นเยียบ “แน่นอนคุณหนูสามเซี่ย หากโชคชะตาเป็ใจ วันนั้นย่อมมาถึง” เพราะข้าได้จดชื่อเ้าลงบัญชีแค้นเรียบร้อยแล้วเราได้เจอกันอีกแน่!
คำพูดแลกเปลี่ยนระหว่างสองสตรีฟังราวกับชวนสนทนาอันเป็มิตรทว่าในชั้นลึกต่างก็เก็บงำความคิดของตนไว้ใต้ใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนหวาน
หลังแยกตัวออกจากร้านเครื่องประดับฟ่านหนิงก็เดินต่อมาที่ร้านผ้ากลางเมืองหลงซวนบรรยากาศคึกคักเต็มไปด้วยสีสันของผ้าหลากหลายชนิดที่เรียงรายเป็ผืนสูงต่ำฟ่านหนิงก้าวเข้าสู่ด้านในร้านท่ามกลางเสียงเชิญชวนของคนงานของร้านและสายตาพ่อค้าที่ยกยิ้มประจบลูกค้าผู้มีฐานะย่อมได้รับการเอาใจใส่เป็พิเศษ
หญิงสาวกวาดสายตามองแถวผ้าทอด้วยสีสดจัดจ้านดวงตาคู่คมพิจารณาอย่างพอใจ ผ้าแพรเนื้อบางสีแดงสดถูกยกขึ้นพลิ้วผ่านปลายนิ้วลวดลายปักดิ้นทองเป็ดอกโบตั๋นเบ่งบาน ผ้าอีกผืนหนึ่งเป็สีแดงทับทิมลายปักเป็นกกระเรียนโผบินฟ่านหนิงให้บ่าวร้านคลี่ให้ชมเต็มผืน นางเอ่ยเพียงสั้นๆ
“เอาไว้ทั้งหมด”
จากนั้นนางเดินต่อไปยังชั้นผ้าอีกมุมหนึ่งหยิบผ้าสีส้มเหลืองอำพันลายเมฆม้วน พร้อมกับผ้าสีม่วงเข้มปักลายผีเสื้อปีกละเอียดฟ่านหนิงเลือกโดยไม่ลังเล ผ้าที่นางชี้ล้วนเป็เนื้อดี สีสดลวดลายโดดเด่นไม่ว่าจะใช้ตัดเป็ชุดหรือใช้ประดับก็ดูงามจับตา พ่อค้าร้านผ้าที่ติดตามอยู่ใกล้ๆคอยอำนวยความสะดวกตาเป็ประกายวาวสรรเสริญว่าคุณหนูใหญ่ฟ่านมีสายตาแหลมคมเลือกแต่ของวิเศษหายาก
ระหว่างที่นางกำลังตรวจเลือกผ้าอีกผืนก็มีเสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่งของร้านตามด้วยเสียงหวดไม้เรียวกระทบผิวเนื้อดังเพียะๆ ผสมเสียงร้องสลับเสียงดุด่ารุนแรงบรรยากาศที่สวยงามเมื่อครู่กลับปกคลุมด้วยความตึงเครียด ลูกค้าหลายคนหันไปมองแต่ส่วนใหญ่เพียงส่ายหัวแล้วก้มหน้าซื้อของต่อ ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ฟ่านหนิงชะงักหันไปตามเสียงนั้นเมื่อก้าวเข้าไปใกล้ ภาพที่เห็นทำให้นางเบิกตากว้างเล็กน้อยคนงานหญิงผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นเสื้อผ้าขาดมีรอยไม้เรียวบนแผ่นหลังและแขนที่มีเืซึมโดยมือกุมผ้าพับใหญ่ไว้แน่นราวกับกลัวจะหลุดมือไปอีกครั้ง ข้างหน้ามีชายรูปร่างอ้วนพุงพลุ้ยกำลังถือไม้เรียวฟาดลงซ้ำอีกพลางะโเสียงดัง
“นางบ่าวโง่เง่า!ของแพงเช่นนี้กลับทำเลอะเสียหายข้าจะขาดทุนเพราะเ้านี่แหละ!”
คนงานหญิงคนนั้นแม้ถูกโบยตีเ็ปแต่แววตายังคงแข็งกร้าวไม่ยอมร้องขอความเมตตาฟ่านหนิงเพียงเหลือบตามองก็จำได้ทันที คนผู้นี้คือ ‘จางไป๋ซิน’หญิงสาวที่อนาคตจะตกเป็ข่าวใหญ่ะเืเมืองเพราะพลั้งมือฆ่านายจ้างของตนเองจากการป้องกันตัวมีใบประกาศจับติดที่วาดใบหน้าของนางทุกมุมของเมืองด้วย่วัยเด็กของจางไป๋ซินนั้นเติบโตมาในโรงฝึกยุทธ์ จึงมีฝีมือไม่ธรรมดาเพียงแต่ถูกซุกซ่อนด้วยชะตากรรมที่บังคับให้นางมาเป็บ่าวต่ำต้อยหากปล่อยให้เป็ไปตามเส้นทางนั้นนางจะกลายเป็คนเร่ร่อนต้องหนีหัวซุกหัวซุนกว่าราชสำนักจะจับได้แล้วสุดท้ายก็ถูกปะา
ความคิดแล่นวาบในใจฟ่านหนิงนางหรี่ตาลงพลางยกยิ้มเย็น หากดึงคนผู้นี้มาไว้ข้างกายได้ในตอนนี้ อนาคตย่อมมีประโยชน์มหาศาลยิ่งนึกถึงฝีมือวรยุทธ์ที่นางเห็นกับตาในชาติที่แล้วตอนที่เ้าหน้าที่ทางการไล่จับจางไป๋ซินจนกล่าวขวัญไปเป็เดือน ฟ่านหนิงยิ่งคิดก็ยิ่งไม่อาจปล่อยให้หลุดมือ
เสียงโบยดังขึ้นอีกครั้งฟ่านหนิงจึงก้าวเข้าไปอย่างไม่เกรงใจ เอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงแรงกดดัน
“พอเถิด เื่ใดก็พูดกันดีๆไม่จำเป็ต้องลงไม้ลงมือรุนแรงถึงเพียงนี้”
พ่อค้าผู้เป็นายจ้างสะดุ้งหันมาเห็นว่าเป็คุณหนูสกุลใหญ่ใบหน้าที่แดงก่ำจากความโกรธพลันซีดเผือดลง เขาชะงักไม้เรียวกลางอากาศรีบค้อมศีรษะเอ่ยเสียงอ่อน “คุณหนูใหญ่ข้ามิได้ตั้งใจทำให้ท่านใเพียงเพราะบ่าวผู้นี้มือหนักนัก แม้จะแบกของได้ดีแต่กลับทำพับผ้าเสียหายนี่ถ้าปล่อยไปข้าก็ขาดทุนยับเยินรายได้ทั้งปีของนางยังไม่พอชดใช้ผ้าหนึ่งพับเสียอีก ข้าจึงต้องสั่งสอนให้หลาบจำ”
ฟ่านหนิงปรายตามองจางไป๋ซินที่ยังคุกเข่าอยู่ความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ในแววตาของนางยิ่งทำให้ฟ่านหนิงตัดสินใจแน่วแน่ยิ่งขึ้นนางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “เช่นนั้นก็ได้ หากทำเสียหายไปเท่าไรเ้าจงนำพับผ้าที่เสียหายนั้นมาขายให้ข้า ข้าจะซื้อไว้เองถือว่าเป็การช่วยแบ่งเบาเ้ามิให้ต้องขาดทุน”
คำพูดนั้นทำให้พ่อค้าถึงกับตาโตวาววับเขายกมือปาดเหงื่อ ยิ้มกว้างพลางเอ่ยเสียงสั่นคล้ายเกรงใจแต่ในใจกำลังคำนวณราคา “ของเสียหายเช่นนั้น จะกล้านำไปให้คุณหนูใหญ่ได้อย่างไรขอรับเกรงว่าท่านจะเสื่อมเสียชื่อเสียง หากมีคนรู้ว่าเลือกซื้อผ้าที่ไม่สมบูรณ์”
ฟ่านหนิงเลิกคิ้วเล็กน้อยแววตาคมกริบวาบไหวนางเอ่ยตัดบททันควัน “ถ้าไม่ขายตอนนี้ ข้าจะไม่สนใจอีกเลยเ้าอย่าได้เล่นท่ามากให้เสียเวลา รีบเขียนลงบัญชีมา”
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงอำนาจทำให้พ่อค้าหมดหนทางแสร้งปฏิเสธปลอมๆได้แต่ก้มหัวรับคำเสียงเบา “ขอรับๆ เช่นนั้นจะไปจัดการทันที” แล้วรีบหันหลังหายเข้าไปหลังร้านแทบจะทันที
บรรยากาศรอบด้านเงียบลงอย่างฉับพลันลูกค้าหลายคนที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ต่างซุบซิบกันเบาๆด้วยความตื่นตะลึงที่ได้เห็นคุณหนูใหญ่ฟ่านลงมือปกป้องคนงานในร้านธรรมดาๆฟ่านหนิงยืนนิ่ง สีหน้านิ่งสงบเหมือนทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือก่อนที่จะหมุนกายเล็กน้อยเดินตรงไปยังหญิงสาวคนงานที่ก้มหน้าก้มตาอยู่ตรงมุมหนึ่งของร้านสีหน้าของจางไป๋ซินนั้นค่อนข้างสงบซึ่งฟ่านหนิงพอใจมากที่อีกฝ่ายไม่ใช่คนแสดงความรู้สึก
“เ้าชื่ออะไร?”เสียงของคุณหนูใหญ่ฟังเรียบเฉยทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันจนผู้ฟังยากปฏิเสธ
หญิงคนนั้นรีบก้มศีรษะต่ำลงยิ่งกว่าเดิมไม่สบสายตาก่อนตอบเสียงนอบน้อม “ข้าชื่อจางไป๋ซินเ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงปรายตามองสำรวจรูปร่างและท่วงท่าของอีกฝ่าย จางไป๋ซินไม่ใช่หญิงสาวผอมบางเช่นสตรีทั่วไปแต่ก็หาได้หนาใหญ่ดุดันเช่นบุรุษ หากมองโดยรวมจัดว่ามีร่างสมส่วน ท่าทางมั่นคงน่าสนใจไม่น้อย ใบหน้าของนางแม้ไม่ถึงกับงามเลิศแต่หากจับแต่งองค์ทรงเครื่องเสียหน่อยก็นับว่าสามารถจัดเข้ากลุ่มสาวใช้ในเรือนชั้นในได้อย่างไม่เสียเกียรติฟ่านหนิงขยับริมฝีปากยกขึ้นน้อยๆ คล้ายรอยยิ้ม ก่อนตั้งคำถามถัดมา “แล้วเ้าเป็คนที่ใด?”
“เป็คนเหลียงโจวเ้าค่ะ” จางไป๋ซินตอบอย่างนอบน้อมเสียงแม้แ่แต่ชัดถ้อยชัดคำ “แต่ข้าเร่ร่อนพเนจรมาหลายปีจนได้มาทำงานเป็คนงานในเมืองหลวงหลงซวนนี้”
ฟ่านหนิงยกคิ้วเล็กน้อยหันสายตามองหญิงผู้นี้อีกครั้ง เพื่อถามคำถามสุดท้าย “แล้วอ่านหนังสือออกหรือไม่?”
จางไป๋ซินพยักหน้า “พอได้เ้าค่ะ อักษรพื้นฐานที่เรียนั้แ่ยังเล็กข้าอ่านออกเขียนได้บ้าง”
ฟ่านหนิงพยักหน้าเบาๆ “อืม เข้าใจแล้ว”
ไม่นานนักพ่อค้าก็กลับออกมาจากหลังร้านฟ่านหนิงกวาดตามองผืนผ้าใหม่ที่เขานำออกมา แล้วเอ่ยให้คนงานของตนรับไปจดบัญชีครั้นแล้วจึงหันกลับไปมองเ้าของร้านด้วยแววตาเย็นเฉียบ “คนงานหญิงผู้นี้ข้าพอใจนัก จะพานางกลับจวนสกุลฟ่าน ค่าตั๋วสัญญาซื้อตัวเท่าใด?”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งพ่อค้าและจางไป๋ซินถึงกับชะงักงันไปถ้วนหน้าแม้แต่หวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมย สองสาวใช้คู่กายก็มองหน้ากันด้วยความในึกไม่ถึงว่าคุณหนูใหญ่จะเลือกคนงานหญิงผู้นี้ไปอย่างกะทันหัน
พ่อค้าสะดุ้งเฮือก รีบโบกมือพัลวัน “มิได้ๆ คนงานนางนี้ข้าน้อยขายมิได้คุณหนูใหญ่ฟ่านโปรดอย่ากดดันร้านเล็กๆ เช่นข้าน้อยเลย”
ฟ่านหนิงกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย นางยืดอกหลังตั้งตรงดวงตาหรี่มองอีกฝ่ายผ่านหางตา เสียงเอื้อนเอ่ยแ่แต่กดหนักยิ่งกว่าคนมี่โทสะ “จะขายตั๋วสัญญาดีๆ หรือจะให้ข้ากลับไปคุยกับท่านพ่อให้จัดการเ้าลองคิดดูให้ถ้วนถี่”
พ่อค้าผู้นั้นหน้าถอดสีก้มศีรษะโขกไปมา “คุณหนูใหญ่โปรดอภัย ข้าน้อยมิได้กล้าขัดเพียงแต่..”
“แต่กระไร?”ฟ่านหนิงก้าวเข้าไปใกล้จ้องด้วยแววตาเรียบเย็นจนอีกฝ่ายสะท้าน
พ่อค้ากลืนน้ำลายก่อนอธิบายเสียงสั่น “นางผู้นี้มีแรงมากกว่าหญิงทั่วไปทำงานได้รวดเร็ว ข้าน้อยจะเสียแรงงานหากขายตั๋วสัญญาต่อ”
ฟ่านหนิงหัวเราะแ่ในลำคอเดินวนอย่างเชื่องช้าแต่กดดัน “เมื่อครู่เ้าเพิ่งว่านางทำของเสียหายมิใช่หรือ ข้าก็จ่ายค่าผ้าที่เสียหายไปแล้ว บัดนี้จะซื้อทั้งตัวนางเ้ากลับยังพูดอ้างไปอีก หรือเห็นว่าค่าตัวนางสูงนัก? เช่นนั้นข้าจ่ายให้สามเท่าของค่าตั๋วสัญญาเ้ายังจะมีปัญหาอีกหรือไม่ หากยังจะมีปัญหา เช่นนั้นข้าจะให้บิดาข้ามาพูดคุยด้วยตนเองดี!”
ชื่อเสียงของเสนาบดีฟ่านกระเดื่องไปทั่วทั้งต้าหลิงเฉิงพ่อค้าผู้เลี้ยงชีพด้วยร้านผ้าแม้จะมั่งมีในสายตาชาวบ้านแต่หากเทียบกับอำนาจเสนาบดีแล้วก็เป็เพียงหญ้าเล็กใต้ต้นไม้ใหญ่ยิ่งกับคุณหนูใหญ่ฟ่านผู้ขึ้นชื่อลือชาว่าเอาแต่ใจไม่เกรงผู้ใด หากขัดใจวันนี้ร้านผ้าอาจถึงคราวล่มจมได้
สุดท้ายพ่อค้าก็จำยอมตกลงขายตั๋วสัญญาเสียงอ่อยๆ
ฟ่านหนิงจึงก้าวออกจากร้านอย่างพอใจพร้อมพับผ้าอีกหลายพับที่บ่าวรับไปจนต้องขนถึงห้ารอบเต็มสาวใช้คู่กายสองนางเดินตามซ้ายขวา ข้างหลังยังมีหญิงสาวผู้หนึ่งเนื้อตัวมอมแมมเสื้อผ้าขาด แม้ได้รับการเรียกขานว่าบ่าวแต่ก็ยังดูไม่สมกับเกียรติคุณหนูใหญ่
ฟ่านหนิงหันมามองแล้วออกคำสั่งเสียงเฉียบ“จิ้งหยู เ้าพานางกลับจวนก่อน อาบน้ำเปลี่ยนชุดให้นางเสียใหม่อบรมกฎระเบียบและมารยาทให้ครบถ้วน จากนั้นพาไปพบท่านแม่ บอกว่านับแต่นี้ ข้าจะให้นางรับใช้ในเรือนในอีกคนหนึ่ง”
หวังจิ้งหยูรับคำอย่างเร่งรีบก้มศีรษะแล้วนำจางไป๋ซินออกไป ฟ่านหนิงจึงเปลี่ยนเส้นทางไปอีกด้านตั้งใจจะแวะร้านชาชั้นดีเพื่อเลือกใบชาให้บิดากับขนมหวานเล็กน้อยไปฝากฟ่านเฉิงน้องชายก่อนกลับ
ในขณะที่ร้านผ้าเกิดเื่ บนชั้นสองของร้านเดินหมากที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งทอดกายอยู่นิ้วเรียวยาวยกขึ้นลูบคาง มองเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยแววครุ่นคิดในดวงตาคมปลาบวิธีนั้นก็สมเป็คุณหนูใหญ่ฟ่านที่เอาแต่ใจดี ใช้เงินและอำนาจบิดาข่มผู้อื่นแต่ว่าการยื่นมือไปช่วยบ่าวคนงานดูจะไม่สมเป็นางเท่าไรเขาจึงอดมองเหตุการณ์อย่างสนใจไม่ได้
“เ้าว่า นี่เป็เื่ปกติหรือไม่?” เขาหันไปถามบ่าวชายที่ยืนอยู่ด้านหลัง
บ่าวก้มศีรษะตอบเสียงต่ำ “คล้ายว่าจะไม่ใช่เื่ปกติขอรับ..ซื่อจื่อ”
บุรุษหนุ่มเลิกคิ้วยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ แต่รอยยิ้มบางคล้ายซ่อนความสนใจที่ยากจะหยั่งรู้ในแววตา