หลังจากที่พ่อเฒ่าจูพูดจบทุกคนต่างหน้าซีดเผือด ในกฎของหมู่บ้านเขียนเอาไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าผู้ใดที่ให้ความใส่ร้ายผู้อื่น จนก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและเดือดร้อน จะต้องถูกปรับหลังคาเรือนละ 1 ตำลึง ซึ่งเป็เงินที่มากเลยทีเดียว เพราะกฎของหมู่บ้านร้ายแรงถึงไม่มีใครกล้าที่จะฝ่าฝืน ครั้งนี้จึงถือว่าเป็ครั้งแรกที่จะเป็บทเรียนแก่คนเ่าั้
“ในฐานะที่เ้าเป็ผู้นำหมู่บ้าน ยังจำกฎของหมู่บ้านป่าของเราได้ทั้งหมดหรือไม่” ผู้เฒ่าจูพูดขึ้น พร้อมทั้งกวาดสายตามองชาวบ้านทุกคน จากนั้นก็หยุดสายตาอยู่ที่ผู้นำของหมู่บ้าน
“จำได้ขอรับ” ท่านผู้นำของหมู่บ้านกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ถ้าเช่นนั้นเ้าลองพูดกฎของหมู่บ้านป่าข้อที่ 13 ให้ข้าฟังได้หรือไม่” ผู้เฒ่าจูพูดขึ้น
“กฎข้อที่ 13 ห้ามพูดจายุยง ใส่ร้ายผู้อื่นจนเกิดความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง หากผู้ใดฝ่าฝืนให้ปรับหลังคาละ 1 ตำลึงขอรับ”
“แล้วกฎข้อที่ 14 เล่า” ผู้เฒ่าจูพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง หากเป็เื่ของหมู่บ้านท่านผู้เฒ่าผู้นี้ไม่มีความสงสารเลยแม้แต่น้อย ผิดย่อมว่ากันไปตามผิด
“กฎข้อที่ 14 ห้ามผู้ใดให้ความใส่ร้ายผู้อื่น จนก่อให้เกิดความเข้าใจผิด อับอายและเดือดร้อน ถูกปรับหลังคาเรือนละ 1 ตำลึงขอรับ” ผู้นำหมู่บ้านพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา ด้วยรู้ดีว่าเงิน 1 ตำลึงไม่ใช่น้อยๆ ชาวบ้านบางคนหาของป่าไปขายในแต่ละวันได้ไม่ถึง 100 อีแปะเลยด้วยซ้ำ แล้วจะหาเงินจากไหนให้ครบ 2000 อีแปะ เพื่อมาจ่ายค่าปรับ
“กฎอันใดกันข้าไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อน” ท่านลุงเยี่ยนพูดขึ้น เขาคิดว่าหากทำเป็ไม่รู้กฎก็น่าจะเพียงแค่ถูกว่ากล่าวตักเตือน หรือไม่ก็เพียงคาดโทษเอาไว้เท่านั้น
“เ้าอยู่หมู่บ้านป่านี้มาั้แ่เกิด เหตุใดถึงไม่รู้กฎของหมู่บ้านป่า รบกวนผู้นำหมู่บ้านบอกกฎข้อสุดท้ายให้กับนายเยี่ยนผู้นี้ฟังด้วยเถิด” ผู้เฒ่าจูใช้ไม้เท้าชี้ไปทางท่านลุงเยี่ยน หากว่าเขาไม่โยกตัวหลบเกรงว่าไม้เท้าอาจจะทิ่มเข้าไปที่ตาก็เป็ได้
“กฎข้อสุดท้าย หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎข้อใดข้อหนึ่ง หรือทำผิดแต่ไม่ยอมรับผิด ให้ขับไล่ออกจากหมู่บ้านยึดทรัพย์สินที่มีทั้งหมดเป็ส่วนกลางของหมู่บ้านขอรับ” ท่านผู้นำพูดจบชาวบ้านต่างพากันลอบกลืนน้ำลายกันถ้วนหน้า ด้วยแต่ละคนนั้นย่อมรู้ดีเกี่ยวกับกฎของหมู่บ้านอยู่แล้ว เนื่องจากว่าท่องจำั้แ่เด็ก
“ตามความคิดเห็นของท่านผู้นำ คนเหล่านี้มีความผิดข้อใดกันบ้างหรือ” ผู้เฒ่าจูถามความคิดเห็นผู้นำหมู่บ้าน เดิมทีเขาตั้งใจจะช่วยลูกบ้านให้ต้องโทษเพียงแค่กฎข้อที่ 13 เท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่าท่านผู้เฒ่าาุโผู้นี้กลับมีความจำเป็เลิศจำได้แม้กระทั่งว่าอยู่ในข้อใดบ้าง
“ตามความเห็นของข้าคือข้อ 13 และ 14 ที่ท่านผู้เฒ่าสอบถามมาขอรับ” ท่านผู้นำหมู่บ้านพูดขึ้นตามเนื้อผ้า ในเมื่อเื่ดำเนินมาจนถึงเพียงนี้แล้วจะหลบเลี่ยงก็หาทำได้ไม่
“ท่านผู้เฒ่า พวกเราผู้น้อยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้โปรดท่านผู้เฒ่าอย่าถือสาพวกเราเลยเ้าค่ะ” ชาวบ้านนางหนึ่งเอ่ยขึ้น เสียค่าปรับ 2 ตำลึงเชียวหรือบ้าไปแล้ว จริงอยู่ที่พวกนางจำกฎของหมู่บ้านได้ แต่ใครจะไปยอมเสียเงินเพียงเพราะเื่แค่นี้กัน
“ผู้นำหมู่บ้านกฎข้อสุดท้าย” ท่านผู้เฒ่าจูกระทืบไม้เท้าอย่างแรง ทุกคนต่างสะดุ้งไปตามๆ กัน ไม่เว้นแม้กระทั่งเซี่ยซูมี่ที่ยืนชื่นชมท่านปู่าุโผู้นี้อยู่เงียบๆ
“ยอมแล้วเ้าค่ะ ยอมแล้ว” หญิงชาวบ้านคนเดิมพูดขึ้น พร้อมทั้งยกมือเหนือหัว ยอมเสียเงิน 2 ตำลึงก็ยังดีกว่าต้องเร่ร่อนไปอยู่ที่อื่น หมู่บ้านไหนจะอุดมสมบูรณ์เท่าหมู่บ้านป่าของพวกนางหาไม่ได้อีกแล้วล่ะ
“ถ้าเป็เช่นนั้นแล้วก็รบกวนผู้นำหมู่บ้านจัดการให้หลานชายข้าด้วย หวังว่าพวกเขาจะได้รับความเป็ธรรม อีกอย่างเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ข้าหวังว่าจะเป็บทเรียนแก่พวกเ้าทุกๆ คน จะพรานป่าหรือชาวนาเช่นพวกเ้าก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน อาชีพพรานใช่ว่าใครจะเป็ก็เป็ได้ เฉกเช่นอาชีพชาวนาหากให้บัณฑิตมาทำนาก็หาทำได้ไม่ พวกเ้าเองยังภูมิใจในอาชีพของตัวเอง สมควรแล้วหรือที่มาดูถูกอาชีพผู้อื่น” ผู้เฒ่าจูถือโอกาสสั่งสอนหัวหงอกหัวดำที่ยืนกันอยู่ในที่แห่งนี้
“พวกเราขอโทษด้วยเ้าค่ะ” ทุกคนต่างพูดเป็เสียงเดียวกัน ยกเว้นท่านลุงเยี่ยนเท่านั้นเสหน้ามองไปทางอื่น คล้ายว่าฟังหูซ้ายทะลุหูขวาเพียงเท่านั้น เื่ที่เกิดขึ้นเขาอุตส่าห์ลงทุนปั้นเื่ขึ้นมาให้ดูน่าเชื่อถือ คิดไม่ถึงเลยว่าจะมาตายเพราะปากของตัวเอง น่าเจ็บใจยิ่งนัก ทั้งหมดนี้ก็เพราะตาเฒ่าจูเพียงคนเดียว แก่ไม่อยู่ส่วนแก่มายุ่งวุ่นวายคนหนุ่มสาว สักวันคงไม่ตายดี หึ
“คนที่พวกเ้าต้องขอโทษคือหลานชายของข้าซ่งเวยหลง และหลานสะใภ้ของข้านังหนูเซี่ย หาใช่ข้าตาเฒ่าจูไม่” ผู้เฒ่าจูพูดเสียงเข้ม
“ต้องขอโทษพวกท่านด้วย” ซ่งเวยหลงยืนนิ่งไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้เพียงครึ่งคำ รู้สึกว่าตนเสียเวลากับเื่ไร้สาระพวกนี้มานานพอสมควร
“หากไม่มีอะไรแล้วข้าก็จะทำหน้าที่เก็บค่าปรับมาให้อาหลงเอง คาดว่ายามเซินก็น่าจะเรียบร้อย” ท่านผู้นำหมู่บ้านเอ่ยขึ้น
“ขอบคุณขอรับ” ซ่งเวยหลงกล่าวขอบคุณท่านผู้นำ
หลังจากนั้นทุกคนต่างคอตก แยกย้ายกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวจ่ายค่าปรับ โทษฐานที่ยุ่งเื่ของคนอื่นไม่เข้าเื่ บางคนก็ไม่มีปัญหาแต่กับบางคนถึงขั้นโดนสามีทุบตีเพราะหาเื่ใส่ตัวเอง เซี่ยซูมี่มองว่าเป็เื่สมควรแล้ว สามีของนางต้องทนเป็ขี้ปากชาวบ้านนานตั้งกี่ปี วันนี้ถือว่าเขาได้ล้างมลทินให้ตัวเองสำเร็จแล้ว
“ขอบคุณท่านลุงมากขอรับที่ช่วยข้ากับภรรยา” ซ่งเวยหลงกล่าวขอบคุณผู้เฒ่าจูที่นั่งอยู่กับที่ไม่ได้แยกย้ายจากไปไหน
“หลานชายถูกรังแก มีหรือที่ลุงแก่คนนี้จะไม่เข้ามาช่วยเหลือ” ที่ต้องเรียกว่าเป็ลุงแก่ เพราะผู้เฒ่าจูอายุมากแล้ว แต่กลับเป็เพื่อนของพ่อซ่งเวยหลงที่มีลูกหลงมาตอนอายุมากแล้ว
“ซูมี่ มาทำความเคารพท่านลุงจูสิ” เป็ครั้งแรกที่ซ่งเวยหลงเรียกชื่อของเซี่ยซูมี่ ทำเอาคนที่ถูกเรียกแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
บริเวณนี้มีเพียงพวกเขาเท่านั้น ส่วนเถ้าแก่และคนงานไม่ใช่เื่ของพวกเขาจึงไม่ได้อยู่ฟังด้วย งานสร้างบ้านค่อนข้างเป็งานเร่งด่วน ต้องทำแข่งกับเวลา เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว หากชักช้ามากกว่านี้อาจไม่เสร็จตามกำหนดสัญญาเป็แน่
“ข้าน้อยเซี่ยซูมี่คารวะท่านลุงจูเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่คุกเข่าทำความเคารพผู้เฒ่าจูด้วยความนอบน้อม
“ดีๆ ลุกขึ้นเถอะหลานสะใภ้” ผู้เฒ่าจูยิ้มอ่อนโยนรู้สึกถูกชะตากับหลานสะใภ้คนนี้ไม่น้อย
“ขอบคุณเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ลุกขึ้นยืนข้างๆ สามี
“แม้จะแต่งเพราะสัญญาเป็ข้อผูกมัด แต่ตาเฒ่าผู้นี้เอาหัวเป็ประกันว่าหลานชายเป็คนดี ขอให้เ้าอย่าทิ้งขว้าง ดูแลรักใคร่จนชีวิตจะหาไม่ แต่งงานกันเพียงไม่นานแต่สามารถสร้างบ้านใหม่กันได้แล้ว มีใครในหมู่บ้านป่านี้ทำได้อย่างพวกเ้าบ้างเห็นทีว่าจะไม่มี หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน ผัวเมียกระทบกระทั่งกันบ้างเป็เื่ธรรมดาของชีวิตคู่เข้าใจกันหรือไม่?” ผู้เฒ่าจูถือโอกาสอวยพร เนื่องจากว่างานแต่งหลานชายตัวดีไม่ยอมแจ้งข่าวกับตนเสียนี่ น่าตียิ่งนัก
“ขอรับ/เ้าค่ะ” ทั้งสองคนรับปากอย่างไม่อิดออด คล้ายว่ายอมเปิดใจกันทั้งสองฝ่ายแล้ว หากไม่เรียกว่าเปิดใจก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรได้อีก ในเมื่อลงเรือลำเดียวกันไปแล้วถึงขั้นจะปลูกบ้านหลังใหม่ด้วยกัน ก็คงต้องช่วยกันประคับประคองชีวิตคู่ให้อยู่ไปตลอดรอดฝั่ง
ผู้เฒ่าจูอยู่พูดคุยกับทั้งสองคน เพื่อรอเวลาที่ผู้นำจะเอาเงินค่าปรับมาให้ ท่านผู้เฒ่าไม่มีทางวางใจจนกว่าจะเห็นด้วยตาตัวเองว่าหลานชายของตนได้รับความยุติธรรม
ท่านผู้นำมาตามสัญญาที่เคยบอกเอาไว้ เขามาตรงเวลาไม่ขาดไม่เกิน ในมือถือห่อผ้าใหญ่พอสมควร เนื่องจากว่าค่าปรับที่ดูเหมือนน้อยแต่กลับไม่น้อยอย่างที่คิด
“หมู่บ้านป่าของเรามีทั้งหมด 80 ครัวเรือน ที่ออกมาพูดและทำให้เสียชื่อเสียงในครั้งนี้มีมากถึง 35 ครัวเรือน แต่เป็เพราะกฎข้อที่ 14 ชาวบ้านต่างบอกว่าพูดกันทั้งหมู่บ้านจำเป็ต้องเก็บทุกหลังคาเรือนยกเว้น 4 หลังคาเรือนคือบ้านเซี่ย บ้านโจว บ้านจู แล้วก็บ้านของข้าขอรับ เงินค่าปรับ กฎข้อ 13 มี 35 ตำลึง ส่วนกฎข้อที่ 14 มีทั้งหมด 76 ตำลึง” ท่านผู้นำแจกแจงพร้อมทั้งส่งเงินให้ผู้เฒ่าจูเป็คนนับอีกรอบ เนื่องจากว่ามีถุงผ้าอยู่ 2 ใบ
“อืม ขอบใจท่านผู้นำ” ท่านผู้เฒ่าจูรับถุงผ้ามาจากนั้นก็ยื่นให้หลานชาย เขาไม่คิดที่จะนับเพราะเชื่อใจในความซื่อสัตย์ของท่านผู้นำหมู่บ้าน
“นี่ของพวกเ้า รับไปสิ” ผู้เฒ่าจูส่งถุงผ้าให้กับหลานชาย แต่ซ่งเวยหลงกลับส่งสายตาเป็เชิงบอกภรรยาให้รับถุงผ้าที่ใส่เงินนั้นมา
“ขอบคุณเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่คล้ายจะเดาใจสามีออก จึงยื่นมือไปรับถุงผ้าที่ท่านลุงจูมอบให้
“หมดธุระของข้าแล้วคงต้องขอตัวก่อน” ท่านผู้นำหมู่บ้านขอตัว เนื่องจากว่าเดินเคาะบ้านแต่ละหลังกว่าจะครบ รู้สึกเจ็บมือไปหมด
“รอเดี๋ยวเ้าค่ะท่านผู้นำ นี่เป็น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากข้า ที่ท่านผู้นำอุตส่าห์ทวงความยุติธรรมให้กับเราสองสามีภรรยา บุญคุณนี้ซูมี่ไม่มีวันลืมเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ยื่นเงิน 2 ตำลึงให้กับท่านผู้นำ ซึ่งเขาก็รับมันมาด้วยความเต็มใจ ถือว่าวันนี้ที่ทำมาไม่เหนื่อยเปล่า
“ขอบใจแม่นาง” ท่านผู้นำรับมาด้วยรอยยิ้มจากนั้นก็เดินจากไป
“หมดธุระของข้าแล้วคงต้องขอตัวกลับก่อน” ผู้เฒ่าจูพูดขึ้นบ้าง หลังจากที่ได้เห็นการกระทำของหลานสะใภ้ต้องบอกว่าพอใจเป็อย่างมาก น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าเช่นนี้ถึงจะถูกต้อง คิดแต่ได้ฝ่ายเดียวนั้นไม่ถูกต้อง
“ข้าไปส่ง” ซ่งเวยหลงขันอาสา
“ไม่ต้องๆ จะทิ้งเมียเ้าให้อยู่ตามลำพังได้อย่างไร” ผู้เฒ่าจูตำหนิหลานชาย ซ่งเวยหลงหน้าเสียเขาลืมเื่นี้ไปเสียสนิทเลย
“นี่ของท่านลุงเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ยื่นถุงผ้าให้ผู้เฒ่าจูในนั้นมีเงินอยู่ 5 ตำลึง หากไม่มีท่านผู้เฒ่าผู้นี้มีหรือที่เธอและสามีจะได้เงินจำนวนมากถึงเพียงนี้
“นี่แน่ะ นังเด็กเมื่อวานซืน ข้าไม่เอาเงินของพวกเ้าหรอก เก็บเอาไว้เถอะ” ท่านผู้เฒ่าจูใช้ไม้เท้าเคาะหัวหลานสะใภ้เบาๆ ด้วยความเอ็นดู
ทางด้านเซี่ยซูมี่ได้แต่ยืนยิ้มและลูบหน้าผากตัวเองเบาๆ แต่ไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด ต้องบอกว่าใมากกว่า ไม่คิดว่าท่านผู้เฒ่าจะกล้าเคาะหัวของหลานสะใภ้ที่เพิ่งรู้จักกันในวันนี้ จากนั้นก็มองเงินในมือที่มีมากถึง 1 ตำลึงทอง 9 ตำลึง ไม่เรียกว่าเศรษฐีแล้วจะเรียกว่าอย่างไรกัน เงินมากถึงเพียงนี้ ไม่คิดว่ายุคสมัยนี้จะมีเงินค่าทำขวัญเช่นนี้ด้วย เดิมทีจะเรียกคนละ 100 อีแปะ แต่ไหงกลายเป็ครอบครัวละ 1000 อีแปะไปได้
ต้องบอกว่าเซี่ยซูมี่ไม่มีความสงสารแก่ชาวบ้านพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย ทุกคนจำเป็ที่จะต้องยอมรับการกระทำของตัวเอง และผลของการกระทำที่จะตามมาด้วย ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เ็ปกับคำพูดดูถูกเหยียดหยามเ่าั้ ซึ่งสำหรับสามีของนางแล้วนั้นเขาได้รับผลกระทบเต็มๆ หากเพียงแต่เขาไม่สนใจก็เท่านั้น