บทที่ 32 พี่โย่วเวย ข้ามาแล้ว!
ค่ำคืนในทุ่งร้างอันแสนหนาวเย็น ภายในค่ายจุดกองไฟหลายกองเพื่อให้ความอบอุ่น
หลี่จื่อเย่นั่งอยู่หน้ากองไฟ มองเปลวไฟที่เต้นระบำอย่างเงียบ ๆ
เมื่อเห็นดังนั้น จางซอมซ่อจึงโยนไหสุรามาให้พลางกล่าวว่า “ดื่มสุราสักอึกเถิด ขับไล่ความหนาว”
“ขอบคุณ”
หลี่จื่อเย่รับสุรามา เงยหน้าดื่มอึกหนึ่ง มือซ้ายกำแน่น ดวงตาวาบขึ้นด้วยแววเ็าเป็ครั้งคราว
“เมื่อถึงเมืองหลวง เ้าต้องระมัดระวังในการกระทำให้มากหน่อย ที่นั่นเต็มไปด้วยเสือซ่อนเล็บและัซ่อนกาย ไม่เหมือนเมืองอวี๋โจวที่เ้าจะทำอะไรตามใจชอบได้” จางซอมซ่อเตือน
“ข้ารู้แล้ว”
หลี่จื่อเย่จิบสุราอีกอึก รู้สึกถึงไอร้อนในท้อง แล้วกล่าวว่า “สุรานี้ไม่เลว”
“สุราลิง” จางซอมซ่อพูดอย่างสงบ “ดื่มอย่างประหยัดล่ะ ข้าก็มีไม่มาก”
“ไม่คิดว่าท่านจะซ่อนของดีเช่นนี้ไว้”
หลี่จื่อเย่ยกขึ้นดื่มอีกอึก จากนั้นเช็ดปาก แล้วโยนสุราที่เหลือคืนไป พลางกล่าวว่า “ไม่ดื่มแล้ว อีกครู่ข้าต้องฝึกกระบี่”
“จริง ๆ แล้ว เ้าไม่จำเป็ต้องรีบร้อนเช่นนี้ก็ได้” จางซอมซ่อเตือนว่า “ทุกสิ่งต้องมีขอบเขต มากเกินไปก็ไม่ดี ฝึกหนักเกินไปร่างกายของเ้าอาจทนไม่ไหว”
“ข้าเข้าใจ ข้าจะระวัง” หลี่จื่อเย่พยักหน้าพลางกล่าวว่า “ท่านลุงจาง ด้วยวรยุทธ์ของข้าในตอนนี้ หากต้องเผชิญหน้ากับนักยุทธ์ระดับองค์ชายสามอีกครั้ง ข้าจะมีโอกาสชนะสักเท่าไร”
“ไร้โอกาสชนะโดยสิ้นเชิง” จางซอมซ่อพูดตามตรงว่า “องค์ชายสาม ได้เปิดจุดเทพซ่อนจุดที่สองแล้ว สูงกว่าเ้าถึงหนึ่งระดับใหญ่ ในเส้นทางแห่งวิถียุทธ์ต่างกันเพียงหนึ่งระดับ ก็มากโขราวกับฟ้ากับดิน ดังนั้นโอกาสที่เ้าจะชนะจึงมีน้อยมาก”
พูดถึงตรงนี้ จางซอมซ่อหยุดชั่วครู่แล้วพูดต่อว่า “เ้าเริ่มต้นช้ากว่าอยู่แล้ว อีกทั้งพร์ก็ไม่ได้เปรียบ การตามหลังองค์ชายสามและคนอื่น ๆ ก็เป็เื่ปกติ ค่อย ๆ ทำไป ขอเพียงเ้าสามารถฝึกวิชาเซียนเหินเวหาได้สำเร็จ อนาคตวรยุทธ์ของเ้าจะไม่แพ้ผู้ใด”
“ข้ากลัวว่าจะรอไม่ไหวแล้ว… ไม่พูดแล้ว ข้าไปฝึกกระบี่ก่อน”
หลี่จื่อเย่พูดเบา ๆ ประโยคหนึ่ง แล้วหยิบกระบี่ชุนจวินข้างกายขึ้นมา ฝึกกระบวนท่าที่สองของวิชาเซียนเหินเวหาต่อ
หน้ากองไฟ จางซอมซ่อมองดูเด็กหนุ่มที่กำลังฝึกกระบี่อยู่บนทุ่งร้าง ในดวงตาอันเหี่ยวย่นมีประกายแปลก ๆ วาบผ่าน
ตอนนี้ไปเมืองหลวงก็เร็วเกินไปหน่อย
แต่เขาเห็นแววดีในเด็กคนนี้
เพราะเ้าหนูนี่โเี้พอ ไม่เพียงโเี้กับคนอื่น แต่ยังโเี้กับตัวเองยิ่งกว่า
พูดตรง ๆ ก็คือเ้าเด็กคนนี้มันบ้าดี ๆ นี่เอง
“ตูม!”
บนทุ่งร้าง แสงกระบี่ฟาดฟันทะลุอากาศ ก้อนหินั์แตกกระจายทันที เด็กหนุ่มร่ายรำกระบี่ทีละจุด แล้วอีกจุด ค่อย ๆ ก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด
…
ยามรุ่งอรุณ หลี่จื่อเย่เหนื่อยล้าจนแทบขยับตัวไม่ได้ แต่ก็ฝืนความเหน็ดเหนื่อยนั่งขัดสมาธิ ฉวยโอกาสใน่เปลี่ยนผ่านระหว่างวันและคืน ซึ่งเป็เวลาที่พลังปราณจาก์และโลกเข้มข้นที่สุด เร่งฝึกฝนวิชาเซียนเหินเวหา
ครึ่งชั่วยามต่อมา ทุกคนเก็บข้าวของเตรียมออกเดินทาง
หลี่จื่อเย่ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ััได้อย่างชัดเจนว่าทะเลพลังปราณภายในจุดเทพซ่อนที่อกของเขาขยายใหญ่กว่าเดิมมาก
“ดูเหมือนว่าการฝึกวิชาเซียนเหินเวหายิ่งเหนื่อยล้า หมดเรี่ยวแรงเท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น”
หลี่จื่อเย่กำหมัดแน่น หากเป็เช่นนี้ เขาคงต้องโหดกับตัวเองให้มากกว่านี้
“เ้าเด็กบ้า!” จางซอมซ่อส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง แล้วก้มตัวเดินเข้าไปในรถม้า
หากสมัยก่อนเขามีความขยันแค่ครึ่งหนึ่งของเ้าหนูนี่ การประลองครั้งนั้น เขาก็คงไม่แพ้ตาแก่จอมหลอกลวงจากแดนตะวันตกหรอก
ไม่ไกลออกไป หลี่จื่อเย่ก้าวเดินมา ก่อนจะขึ้นรถม้า สายตาของเขาทอดมองไปทางทิศตะวันออก แววตาวาบไปด้วยความเ็า
พี่โย่วเวย ข้ามาแล้ว!
ผู้คนของตระกูลหลี่จะไม่ยอมให้ใครมารังแกเด็ดขาด
แม้แต่อีกฝ่ายจะเป็ราชวงศ์ก็ตาม!
…
เมืองหลวงแห่งต้าชาง
จวนหลี่ถือเป็ทรัพย์สินใหม่ที่หลี่โย่วเวยซื้อหลังจากมาถึงเมืองหลวง เป็รากฐานของตระกูลหลี่ในเมืองหลวง
จวนที่เคยสดชื่นงดงาม หลายวันมานี้กลับกลายเป็สถานที่วุ่นวายเพราะการปรากฏตัวของคนผู้หนึ่ง
เฉินอี้เฟย บุตรชายของาาเสวียนอู่
ในเมืองหลวงแห่งแคว้นต้าซางมีตระกูลที่ทรงอำนาจมากมายนับไม่ถ้วน แต่ถ้าพูดถึงผู้ที่มีอำนาจมากที่สุด คงหนีไม่พ้นสิบราชันย์นักรบ
ต้าซางเป็แคว้นที่ยกย่องความแข็งแกร่ง การได้รับการแต่งตั้งเป็ราชันย์นักรบจึงเป็เกียรติยศอย่างสูง
กล่าวได้ว่าราชันย์นักรบทั้งสิบของต้าซางนั้น กุมอำนาจครึ่งหนึ่งของราชสำนักต้าซางไว้ในมือ
และาาเสวียนอู่ก็เป็หนึ่งในสิบราชันย์นักรบที่มีอำนาจล้นฟ้า
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ น้องสาวของาาเสวียนอู่ ซึ่งก็คืออาหญิงของเฉินอี้เฟย ได้เข้าวังเป็พระสนมและให้กำเนิดบุตรชายเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งก็คือองค์ชายสามผู้ทรงอิทธิพลอยู่ในขณะนี้ นั่นจึงทำให้ตระกูลของาาเสวียนอู่ซึ่งเดิมทีก็สูงส่งอยู่แล้วยิ่งใหญ่คับฟ้า ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน
ดังนั้น สถานะของเฉินอี้เฟย แม้จะไม่เทียบเท่าองค์ชายแต่ก็ไม่ได้ห่างกันนัก
ในงานเลี้ยงที่จัดโดยองค์ชายสาม เฉินอี้เฟยได้พบกับหลี่โย่วเวยเป็ครั้งแรก และรู้สึกตกตะลึงในความงามของนาง หลายวันที่ผ่านมา เขาได้ตามรบกวนนางไม่หยุดหย่อน ถึงขนาดส่งคนมาสู่ขอนางอย่างเอิกเกริก ทำให้ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงรู้เื่นี้กันหมด
นี่มันเป็การบังคับแต่งงานอย่างชัดเจน! บุตรชายของาาเสวียนอู่แห่งแคว้นต้าซางส่งคนมาสู่ขอเช่นนี้ ใครเล่าจะกล้าปฏิเสธ!
ทว่าไม่มีใครคาดคิดว่าหลี่โย่วเวยจะกล้าปฏิเสธ
หลี่โย่วเวยโยนของหมั้นทั้งหมดที่บุตรชายของาาเสวียนอู่ส่งมาทิ้งต่อหน้าทุกคนโดยไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย
เพราะเื่นี้เฉินอี้เฟยจึงโกรธมาก เมื่อหลี่โย่วเวยออกจากจวนไปทำธุระ เขาจึงส่งคนไปลักพาตัวนาง
หากไม่ใช่เพราะหลี่ชื่งจือแอบส่งผู้คุ้มกันมือดีมาคอยปกป้องหลี่โย่วเวยอย่างลับ ๆ เกรงว่านางคงตกอยู่ในอันตรายไปแล้ว
เหตุการณ์ยิ่งบานปลาย ผู้คนทั้งเมืองหลวงต่างรอดูว่าเื่อื้อฉาวนี้จะจบลงอย่างไร
“อี้เฟย อย่าทำอะไรเกินเลยไป ราชวงศ์กับตระกูลหลี่ยังไม่อาจแตกหักกันได้”
ภายในจวนขององค์ชายสาม มู่เหยาเอ่ยเตือนเฉินอี้เฟยผู้เป็ญาติผู้น้อง การกระทำของเฉินอี้เฟยใน่นี้มันเกินเลยไปจริง ๆ
“ท่านพี่ ก็แค่ตระกูลพ่อค้าเท่านั้น จำเป็ด้วยหรือที่ต้องยกย่องพวกเขาถึงเพียงนี้” ชายหนุ่มรูปร่างผอมบางหน้าตาหล่อเหลา แต่ใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะน้ำชา พูดด้วยน้ำเสียงดูถูก
“ตระกูลหลี่ไม่ใช่ตระกูลพ่อค้าธรรมดา ตอนนี้ธุรกิจของตระกูลหลี่แผ่ขยายไปทั่วทั้งแคว้นต้าซาง มีทรัพย์สินมหาศาล แม้แต่ราชสำนักก็ต้องเกรงใจอยู่ถึงสามส่วน” มู่เหยาเอ่ยอย่างจริงจัง
“ท่านพี่ ตระกูลหลี่จะร่ำรวยแค่ไหนก็ช่างเถิด ขอเพียงท่านพี่ได้ขึ้นครองราชย์ ทั่วหล้านี้ก็ย่อมเป็ของท่าน จะกลัวอะไรกับตระกูลหลี่เล่า” เฉินอี้เฟยพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“อย่าพูดเหลวไหล!”
มู่เหยาได้ยินดังนั้น สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มว่า “แผ่นดินนี้เป็ของท่านพ่อ ใครจะขึ้นครองราชย์ ต้องเป็ไปตามที่ท่าน พ่อตรัสเท่านั้น”
เฉินอี้เฟยสะดุ้งใเมื่อถูกพี่ชายต่อว่า เขารู้สึกตัวว่าพูดผิดไป จึงไม่กล้าพูดอะไรอีก
มู่เหยามองท่าทางหวาดกลัวของเฉินอี้เฟย ถอนหายใจเบา ๆ แล้วเเอ่ยขึ้นว่า “อี้เฟย พี่ไม่ได้ดุเ้า แต่ที่นี่คือวังหลวงทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยอันตราย หากก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียวก็อาจนำหายนะมาสู่ตนเองได้ แม้ว่าท่านแม่จะได้รับความโปรดปรานในวัง แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของฮองเฮา ไม่ได้สุขสบายอย่างที่เห็นภายนอก ดังนั้นเ้าก็อย่าไปหาเื่ใครข้างนอกเข้าใจหรือไม่?”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เฉินอี้เฟยพยักหน้า ตอบเบาๆ
มู่เหยาส่ายหัวอย่างจนใจ ยกถ้วยชาขึ้นจิบ หวังว่าญาติผู้น้องคนนี้จะฟังที่เขาพูดไม่มากก็น้อย
ครึ่งชั่วยามต่อมา เฉินอี้เฟยออกจากจวนขององค์ชายสาม ท่าทางที่เคยนอบน้อมเมื่อครู่หายวับไป สีหน้าเปลี่ยนเป็ดูแคลนทันที
“อะไรกัน อาศัยว่าเป็ลูกพี่ลูกน้อง ก็มาสั่งสอนข้า”
เฉินอี้เฟยพึมพำเบา ๆ แล้วก้าวขึ้นเกี้ยว และสั่งว่า “ไปจวนหลี่!”
ภายในจวนขององค์ชายสาม บ่าวรับใช้คนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามารายงาน “เรียนองค์ชาย ท่านเฉินอี้เฟยไปที่จวนหลี่แล้วขอรับ”
เมื่อมู่เหยาได้ยินดังนั้น ดวงตาของเขาก็หรี่ลงเล็กน้อย เ้าเด็กคนนี้ช่างไร้ยารักษาจริง ๆ
หากบีบคั้นตระกูลหลี่จนเกินไป ผลลัพธ์อาจร้ายแรงกว่าที่เ้าคิดไว้มากนัก