เหล่าผู้คนต่างพากันเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ ทั่วทั้งเมืองเงียบสงัดทั้งที่เป็กลางวันแสกๆ แต่ยิ่งเงียบเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เหล่าผู้อพยพต่างเกร็งมากเท่านั้น ทุกคนต่างเดินตัวแข็งทื่อแม้แต่หายใจก็ยังพยายามให้เบาที่สุด
แกร๊ก!
ทุกคนสะดุ้งโหยงหันไปทางต้นเสียงทันที ก่อนจะเห็นท่าทางขอโทษขอโพยจากชายถือปืนคนหนึ่งที่คุ้มกันอยู่รอบนอก
ชายถือปืนได้แต่ยิ้มเจื่อนไม่กล้าเอ่ยแก้ตัวแม้แต่น้อย ได้แต่รับสายตาทิ่มแทงจากผู้คนทั้งหมดไว้อย่างกล้ำกลืน
วาสพ่นลมหายใจเบาๆอย่างโล่งอก เหงื่อเม็ดโป้งไหลผ่านขมับที่เกร็งแน่นอย่างตื่นตัว มือทั้งสองข้างคลายจากปืนคู่กายสีดำวาวเล็กน้อย เมื่อครู่นี้หากเขายั้งใจไว้ไม่ทันเขาอาจจะเหนี่ยวไกเป่าหัวชายถือปืนที่ประมาทไปส่งเสียงดังเข้าให้แล้ว
“ไอ้งี่เง่าเอ้ย!”แม้แต่คนอย่างบาร์นก็ยังใไปอย่างคนอื่นเขาจนเผลอสบถอย่างลืมตัว
เมื่อทุกอย่างปกติแล้วทุกคนต่างเดินทางต่อเพื่อที่จะได้ออกไปจากเมืองนี้เร็วๆ วาสก็เช่นกัน แต่ขณะที่จะก้าวเดินต่อไปนั้นเขาก็รู้สึกมีบางอย่างมาดึงชายเสื้อไว้
ซึ่งคนที่ดึงชายเสื้อเขาไว้คือร่างในชุดคลุมที่เผลอสะดุ้งใจนเผลอมากำเสื้อวาสแน่นจนเขาไม่รู้ตัว
“ไปต่อได้แล้ว”วาสกระซิบเสียงค่อย หญิงสาวคลายจากอาการตื่นตระหนกพยักหน้าอย่างช้าๆก่อนจะเดินตามวาสไปเงียบๆโดยที่มือยังไม่ยอมปล่อย ซึ่งวาสก็ไม่ได้ว่าอะไร
เสียงฝีเท้าดังขึ้นเบาๆแต่ต่อเนื่อง ฝูงชนต่างค่อยๆเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า เวลาค่อยๆผ่านไป
10นาที...
15นาที...
30นาที...
45นาที...
1ชั่วโมง...
ภายในหนึ่งชั่วโมงในที่สุดพวกเขาก็เดินมาถึงสุดขอบทิศตะวันออกของเมือง เบื้องหน้าของพวกเขาคือถนนโล่งกว้างขนาดใหญ่ที่แตกระแหงผุพังทอดยาวไปจนสุดลูกตา สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสนสูงใหญ่เต็มไปหมด
“ในที่สุดเราก็จะสามารถออกจากเมืองได้”เจคเอ่ยอย่างภาคภูมิใจราวกับทั้งหมดเป็ฝีมือของเขา ผู้คนรอบๆต่างมองเขาราวกับประกายแห่งความหวัง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่เป็เช่นนั้น
วาสสบตากับบาร์นที่ยืนอยู่ข้างๆ พวกเขาไม่ได้รู้สึกยินดีสักนิดที่สามารถออกจากเมืองได้ราวกลับมีอะไรมาคอยสะกดข่มความรู้สึกยินดีนั้นไว้
“แปลก”บาร์นกล่าวเสียงเรียบซึ่งวาสก็พยักหน้ารับ
“ใช่ครับแปลกมาก พวกเรายังไม่เห็นพวกมันเลยแม้แต่ตัวเดียวราวกลับว่าพวกมันไม่เคยมีอยู่จริง”วาสหน้าเครียดเขากำลังรู้สึกไม่สบายใจอย่างแรง
“แต่เราคงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเดินต่อไป”บาร์นเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะโดนคำพูดของเจคดึงความสนใจไป
“เอาละ ต่อไปผมว่าเราควรจะเดินทางต่อโดยใช้เส้นทางในป่าครับ เนื่องจากถนนนั้นโล่งกว้างเกินไปอาจจะตกเป็เป้าสายตาจากสิ่งต่างๆที่จะนำอันตรายมาสู่เราได้”เจคพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ แค่ทันใดนั้น
“ฉันไม่เห็นด้วย!”บาร์นเอ่ยขัดขึ้นมาเสียงเฉียบ เจคคิ้วกระตุกก่อนจะพยายามเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวลว่า
“ไม่ทราบว่าทำไมคุณถึงไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของผมครับคุณบาร์น”
“เดินทางในป่าเราจะเสียเปรียบเกินไป ถ้าหากเราเจอพวกหมาป่าในนั้นโอกาสรอดของพวกเราจะต่ำมากเพราะพวกมันจะอาศัยต้นไม้หลบะุจากพวกเราเพราะฉะนั้นฉันขอเสนอให้เดินทางไปบนถนนแทน”บาร์นพยายามเอ่ยโดยใช้หลักเหตุผล แต่เจคกลับแค่นเสียงแล้วเอ่ยว่า
“อาจจะจริงอย่างที่คุณว่า แต่ป่าสนพวกนี้กว้างใหญ่มากอีกทั้งยังสลับซับซ้อนหากเราเข้าไปเดินในนั้นโอกาสที่พวกมันจะเจอกับเราก็ยิ่งน้อยลงด้วย กลับกันหากพวกเราเดินบนถนนก็จะยิ่งง่ายต่อการมองเห็น เช่นนั้นจะไม่เป็อันตรายกว่าหรือครับ”บาร์นขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า
“ถ้าเป็อย่างที่นายว่าหากพวกเราเข้าไปในป่าจะยิ่งไม่หลงไปใหญ่หรอในเมื่อป่ามันสลับซับซ้อนมาก”เจคฉีกยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะผายมือไปด้านข้างเขาซึ่งเป็1ใน2มือปืนที่คอยคุ้มกันเขาอยู่
“ชายคนนี้เป็คนรู้จักผมเอง เขาเป็นายพรานมาก่อนและชำนาญในเส้นทางสายนี้เป็อย่างดีเพราะอย่างนั้นพวกเราก็ไม่ต้องกังวลเื่หลงป่าอีกต่อไป”
“แต่ยังไงฉันก็ยังยืนยันที่จะให้เดินทางไปตามถนนอยู่ดี”บาร์นกล่าวเสียงเข้ม ทำให้เจคไม่พอใจก่อนจะฉีกยิ้ม
“ถ้างั้นทำไมเราไม่ใช้หลักประชาธิปไตยละครับ?”เจคฉีกยิ้มเย็นก่อนพูดต่อว่า
“เอาละใครจะทำตามที่ผมบอกบ้าง!”
พรึ่บ!
ฝูงชนส่วนใหญ่ต่างพากันยกมือกันอย่างพร้อมเพรียง
“แล้วใครจะทำตามที่คุณบาร์นบอกบ้าง!”
ผู้คนพากันหดมือลงอย่างรวดเร็วที่ยกไว้มีเพียงคนของบาร์นที่เชื่อมั่นในผู้นำของพวกเขาและวาสที่ยกอย่างไม่ลังเลโดยมีไป๋ฟางยกมืออย่างกล้าๆกลัวๆตามวาส แต่ถึงอย่างนั้นจำนวนเสียงก็ยังน้อยกว่าจำนวนคนที่ยกให้เจคอย่างเห็นได้ชัด
“ดูเหมือนคนส่วนมากจะเลือกผมนะครับคุณบาร์ณ”เจคยิ้มเยาะอย่างสะใจ บาร์นกัดฟันกรอดสบถอย่างหัวเสีย
“บัดซบ!”ใจหนึ่งบาร์นอยากจะแยกเอาคนของเขาเดินไปบนถนนเพียงลำพังแต่เขารู้ว่ายิ่งคนน้อยก็ยิ่งเสี่ยง จึงต้องจำใจตามเจคไป
“พวกมันไม่เคยเจอหมาป่าพวกนั้น ถึงได้ไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันบอก”บาร์นเอ่ยอย่างหงุดหงิด
วาสย่นคิ้วเขาคิดอยู่แล้วว่ามันจะต้องเป็แบบนี้ ใครใช้ให้คนส่วนใหญ่ไม่ชอบขี้หน้าบาร์นกันละ ดูท่าต่อจากนี้อะไรๆจะลำบากขึ้นมากแล้ว
วาสกำลังลังเลใจว่าจะแยกตัวจากบาร์นดีหรือไม่หากอยู่กับบาร์นต่อไปก็รังแต่จะทำให้คนอื่นไม่ชอบหน้าเขามากขึ้นเท่านั้น แต่คิดไปคิดมาสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะอยู่กับบาร์นต่อ เนื่องจากบาร์นในตอนนี้มีทั้งเสบียง กำลังคนและอาวุธอย่างครบครันยังพอที่จะฝากความหวังไว้ได้
เหล่าผู้อพยพต่างเดินหายเข้าไปในป่าสนสูงใหญ่ข้างทางอย่างช้าๆโดยมีคนของเจคคอยนำทาง
การเดินทางต่อจากนี้ผู้คนคลายการระมัดระวังไปมาก ไม่เดินต่อแข็งทื่อเช่นก่อนหน้า มีเพียงคนคุ้มกันรอบข้างเท่านั้นที่คอยสอดส่องมองไปรอบๆแต่ก็มองเพียงผ่านๆไม่ได้ตั้งใจอะไรทั้งนั้น
มีเพียงกลุ่มของบาร์นเท่านั้นที่ยังมองรอบข้างอย่างหวาดระแวงเนื่องจากบาร์นได้สั่งไว้ รวมถึงบางคนในพวกเขายังเคยประจันหน้ากับหมาป่าพวกนั้นมาแล้วจึงเข้าใจความอันตรายของพวกมันเป็อย่างดี
เดินทางนานเข้าจากที่เคยระแวดระวังก็กลายเป็หละหลวม ในขบวนเริ่มมีเสียงคุยกันทีละเล็กทีละน้อย ก่อนที่ส่วนใหญ่จะเริ่มหันหน้าคุยกันอย่างสนุกสนานราวกับกำลังมาเดินปิกนิกกัน
ใบหน้าของบาร์นเริ่มบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อยๆ เขาหันไปมองหน้าเจคอย่างหงุดหงิดก่อนจะพบว่าเจคก็เป็อีกหนึ่งคนที่กำลังพูดคุยกับคนอื่นอย่างสนุกสนานไม่ได้มีความคิดที่จะห้ามปรามคนอื่นแม้แต่น้อย บาร์นกัดฟันแน่นจนขมับบวมปูดแค่นเสียงดัง
วาสก็รู้สึกไม่สบายใจกับสถานการณ์ตอนนี้เช่นกัน คนพวกนี้ทำตัวราวกับว่ากำลังจะไปพบสิ่งใหม่ที่ดีกว่าทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าข้างหน้าจะมีอะไรรอพวกเขาอยู่ ในห้วงความคิดวาสคิดอยากจะเป่าหัวใครหลายๆคนในที่นี้แต่ก็ต้องยั้งใจไว้เพื่อไม่ให้อะไรมันแย่กว่าเดิม
“เราแยกไปดีกว่ามั้ยครับ”วาสหันหน้าไปคุยกับบาร์น
“เหอะ! สายไปแล้วไอ้หนู ตอนนี้พวกเราเข้ามาลึกเกินไปขืนแยกไปตอนนี้ก็มีแต่จะหลงทางเปล่าๆ มีทางเดียวคือต้องตามพวกมันไปเท่านั้น”
วาสพ่นลมหายใจอย่างแรง ก่อนที่ความคิดหนึ่งจะแวบเข้ามาในหัวสมอง
‘หากฉันแอบใช้ยาสลบที่ได้มากับคนพวกนี้ จากนั้นก็แย่งเอาปืนและเสบียงไปทั้งหมดละ’ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งวาสก็ได้แต่ส่ายหน้า
กลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าเขานี้มีเยอะกันเกินไป เขาไม่แน่ใจว่ายาสลบที่มีจะเพียงพอหรือเปล่า รวมทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะโดนรุมกระทืบจากคนหมู่มากซึ่งภายในนั้นยังมือมือปืนหลายคนอีกด้วย
วาสเหล่ตามองบาร์นแวบหนึ่ง หรือว่าเขาจะขอความช่วยเหลือจากบาร์นดี แต่สุดท้ายเขาก็ตัดใจหากบาร์นรู้ว่าตัวเขามีของจำพวกยาสลบสุดท้ายอาจจะเค้นคอเขาเอาของอย่างอื่นไปอีกก็ได้
‘คงไม่มีทางเลือกอื่นสินะ นอกจากตามไปเรื่อยๆ’
การเดินทางเป็ไปอย่างเงียบสงบ ทั่วทั้งป่ามีแต่เสียงพูดคุยของเหล่าผู้อพยพตอนนี้พวกเขาคงได้ลืมเลือนเื่ต่างๆที่เคยประสบในอดีตไปแล้ว
ในที่สุด่เวลาของแสงตะวันก็เริ่มหมดไป อีกทั้งตอนนี้ผู้คนที่เดินทางมาตลอดทั้งวันมีเวลาพักกินอาหารเพียงน้อยนิดก็เริ่มที่จะเหนื่อยล้าแล้ว เจคที่หันมองรอบๆก็ฉีกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยอย่างอารมณ์ดีว่า
“เอาละครับ ตอนนี้ก็ใกล้มืดแล้ว ผมว่าพวกเรามาตั้งแคมป์พักผ่อนกันเถอะ”สิ้นคำก็ตามมาด้วยเสียงเฮจากรอบข้าง ก่อนที่แต่ละคนจะแยกกันไปจับจองทำเลต่างๆ
วาสเลือกที่จะไปพักใกล้ๆกลุ่มของบาร์น เพราะเขาไม่รู้จักใครแล้วนอกจากพวกของบาร์น วาสเลือกที่จะเอาเศษผ้ามาปูลงบนพื้นและใช้กะเป๋าเป้ต่างหมอน
สายตามองไปบนฟากฟ้าสมองขบคิดถึงเื่ต่างๆรวมถึงอดีตที่ผ่านมาทั้งเื่ที่เคยโดนหักหลังจากคนที่ไว้ใจ ทั้งเื่เพื่อนสนิทอย่างไทสันที่เขากำลังห่วงอยู่ตอนนี้
‘ต่อไปจะเป็ยังไงต่อนะ?’วาสตั้งคำถามในใจเงียบๆ
“วาส พวกเราจะก่อไฟบ้างหรือเปล่า”เสียงของไป๋ฟางปลุกเขาขึ้นจากภวังค์ สายตาของเขามองไปรอบๆก่อนจะเห็นกองไฟมากมายที่ถูกจุดขึ้น
ไฟในตอนกลางคืนเป็ได้ทั้งประโยชน์และโทษ มันอาจจะเป็แหล่งให้ความอบอุ่นกับหลายๆคน แต่ในทางตรงข้ามมันก็เป็เหมือนแสงนำทางให้กับศัตรูของพวกเขาเช่นกัน
วาสเคยอ่านบทความในอินเตอร์เน็ตซึ่งผู้โพสคือนายทหารคนหนึ่งที่เคยบอกว่า แสงไฟในป่าที่มืดมิดนั้นอาจจะถูกมองเห็นได้ไกลถึงสิบไมล์เลยทีเดียว
‘กับคนพวกนี้ถึงเตือนไปก็เท่านั้น’ในเมื่อมีคนจุดมากขนาดนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่วาสจะไม่จุดบ้าง
“เธอไปหาฟืนมา ฉันจะเฝ้าของอยู่ที่นี้”วาสเอ่ยเสียงเรียบ
“นี้ฉันเป็ผู้หญิงนะ นายจะให้ฉันไปทำอะไรอย่างนั้นหรอ”ไป๋ฟางบ่นกระปอดประแปด
“แล้วถ้ามีคนมายุ่งกับของของพวกเราเธอจะปกป้องมันไหวหรือเปล่า?”ไป๋ฟางได้ยินเช่นนั้นก็สะอึก ก่อนจะสะบัดหน้าหนีลุกขึ้นเดินไปหาฟืนอย่างว่าง่าย
ในที่สุดดวงอาทิตย์ก็ลับฟ้าและถูกแทนที่ด้วยดวงจันทร์กลมโตเต็มดวง แสงไฟมากมายถูกจุดขึ้นโดยผีมือของเหล่ามนุษย์ผู้ที่ยังรอดชีวิตอยู่ท่ามกลางโลกอันโหดร้าย
วาสและไป๋ฟางกำลังกินอาหารอย่างช้าๆรอบกองไฟของพวกเขา วาสกวาดสายตามองไปรอบๆสำรวจจำนาวนผู้คน
‘ราวๆ150คนไม่รวมคนของบาร์นสินะ’ นับว่ามีจำนวนคนเยอะพอสมควรเมื่อเทียบกับผู้คนด้านล่าง
เมื่อกินอาหารเสร็จวาสก็ตรวจสอบสภาพของTwin Fangของเขาทั้งคู่ เพื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานที่สุด ก่อนจะหันไปบอกกับไป๋ฟางว่า
“เตรียมของทุกอย่างไว้ในสภาพพร้อมหนีทุกเมื่อเข้าใจไหม”หญิงสาวพยักหน้าหลังๆเธอเริ่มไม่ถามถึงเหตุผลกับวาสแล้ว เพราะเธอรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่วาสทำล้วนมีเหตุผลอยู่เสมอ
“เอาละ ไปนอ..”พูดยังไม่สิ้นคำสายตาของเขาก็สบเขากับั์ตาคู่หนึ่งในความมืด ก่อนที่มันจะหายไปอย่างรวดเร็ว
วาสขนลุกซู่เขามั่นใจว่าไม่ได้ตาฝาดไปอย่างแน่นอน วาสหันหน้าไปยังทิศที่แคมป์ของบาร์นตั้งอยู่ซึ่งมันไม่ไกลจากเขาเท่าไหร่นัก
“คุณบาร์น พวกมันมาแล้ว!”เสียงะโของวาสเรียกความสนใจจากรอบข้างได้เป็อย่างดี แต่วาสไม่สนใจเขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับสะพายเป้ไว้ที่หลัง
“รีบลุกขึ้นและอย่าอยู่ห่างจากฉัน”ไป๋ฟางเหมือนเข้าใจสิ่งที่วาสจะสื่อ จึงทำให้หน้าของเธอซีดลงอย่างอย่างรวดเร็วแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ทำตามที่วาสบอกอย่างว่าง่าย
“เตรียมตัวโว้ยยย ทำตามแผนที่ตกลงกันไว้”เสียงของบาร์นะโก้องไปทั่ว ก่อนที่คนของเขาจะพากันลุกพรวดเก็บข้าวของอย่างรวดเร็วพร้อมกับกระจายกันเป็วงกลม โดยมีคนที่ถือของต่างๆจำพวกมีด ขวาน กระทะ หม้อและอื่นๆอยู่รอบนอกและคนที่ใช้ปืนอยู่ถัดมา และด้านในสุดคือเด็กเละผู้หญิง
“ไอ้หนูวาสมานี้!”บาร์นะโเรียกวาสอย่างรวดเร็ว ซึ่งวาสก็ไม่ขัดรีบจับมือไป๋ฟางพรางดึงหายเข้าไปในกลุ่มของบาร์น เมื่อเข้ามาแล้ววาสก็ไปยืนอยู่ใกล้ๆกับเหล่าคนที่ถือปืน โดยมีบาร์นอยู่ข้างๆและไป๋ฟางยืนเป็เงาอยู่ด้านหลัง
“แกเห็นอะไรไอ้หนู”
“ผมเห็นดวงตาของพวกมันในมุมนู้น”วาสชี้นิ้มเข้าไปในความมืด บาร์นเพ่งสายตามอง แต่เขาไม่เห็นอะไรนอกจากต้นสนและความมืดมิด
ฝูงชนรอบๆต่างมองการกระทำของวาสและบาร์นอย่างงุนงง ด้านเจคแม้ตื่นตระหนกจนมองไปรอบข้างอย่างระแวะระวังแต่ก็ยังไม่ลืมกวักมือเรียกเหล่ามือปืนที่เป็คนของเขาให้เข้ามาคุ้มกันเขาใกล้ๆ
ผ่านไป5นาทีทั้งป่าตกอยู่ในความเงียบ จนในที่สุดก็มีชายคนหนึ่งเอ่ยปากขึ้นมาว่า
“สงสัยพวกเขากลัวจนประสาทกินแล้วละ”
ฮ่าๆๆๆ
เสียงหัวเราะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เจคถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะยิ้มเย้ยไปทางบาร์น
“โถ่เว้ย มารบกวนเวลานอนของฉันไปได้”ชายคนหนึ่งบ่นอย่างหัวเสีย ก่อนจะเดินกลับยังที่นอนของตน ขณะที่กำลังจะล้มตัวลงนอนเขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างพุ่งผ่านหน้าเขาก่อน ก่อนที่ทัศนวิสัยของเขาจะหมุนคว้างภาพที่เห็นสุดท้ายของเขาคือร่างของตนที่ไร้ศีรษะกำลังทิ้งตัวลงพื้น
กรี๊ดดดดด! เหวออออ!
เสียงกรีดร้องดังไปทั่วบริเวณภาพชายหัวขาดเท่าเอาทุกคนขวัญผวา และตัวการก็คือหมาป่าตัวใหญ่ั์สีน้ำตาลที่มีรูปกะโหลกมนุษย์สีแดงประดับอยู่ทีหน้าผาก
“พะ..พวกมันเจอเราแล้ว”ชายคนหนึ่งพูดเสียงสั่น สิ้นคำฝูงชนรอบๆต่างกระจัดกระจายออกไปอย่างไร้ระเบียบ คนที่ยังมีสติต่างก็รีบมุ่งหน้าไปหาเหล่ามือปืนที่คุ้มครองเจคอยู่ แต่คนที่ไร้สตินั้นต่างวิ่งอย่างไร้ทิศทางหายเข้าไปในความมืด
อ๊ากกกกก! ปล่อยฉันนน! ช่วยด้วยยยย!
เสียงร้องโหยหวนมากมายดังมาจากความมืด ทำให้ไม่มีใครกล้าวิ่งเข้าไปในความมืดมิดอีก จึงพร้อมใจกันวิ่งไปหาเจคพลางะโว่า
“คุณเจคๆช่วยพวกเราด้วย”เสียงนับร้อยต่างพากันพูดไม่เป็ภาษา เจคหน้าตาบิดเบี้ยวไม่ทันได้เอ่ยอะไรก็มีคนหลายคนพุ่งผ่านเหล่ามือปืนที่คุ้มกันเขาเข้ามา ก่อนจะมีคนะโขึ้นมาว่า
“พวกแกที่มีอาวุธปืนก็รีบคุ้มครองพวกเราซะสิ!”เหล่ามือปืนมองหน้ากันเลิกลั่กเพียงพริบตาเดียวพวกเขาก็ถูกดันออกมานอกวงโดยมีเหล่าผู้อพยพอยู้ด้านในและมีเจคเป็จุดศูนย์กลาง
เจคตอนนี้กำลังสับสนทำอะไรไม่ถูกเมื่อหันไปมองกลุ่มของบาร์นที่อยู่ไกลจากเขาพอสมควรเนื่องจากเหม็นขี้หน้ากันทำให้พวกเขาเลือกอยู่ไกลจากกัน
“คุณบาร์นช่วยพวกเราด้วย!”เจคร้องะโขอความช่วยเหลือจากบาร์น เพราะบาร์นมีอาวุธมากกว่าพวกเขาอีกทั้งยังเป็ระเบียบมากกว่าอีกด้วย
แต่บาร์นแกล้งทำเป็หูทวนลมไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น แต่กลับหันไปถามวาสว่า
“เอาไงต่อดีไอ้หนู”บาร์นรู้ว่าวาสมีความฉลาดไหวพริบพอสมควร ไม่เช่นนั้นในภารกิจค้นหาเสบียงคราวก่อนวาสคงไม่อาจรอดมาได้ด้วยตัวคนเดียว โดยที่บาร์นไม่รู้เลยว่าเหตุผลที่วาสรอดมาได้เพราะเขาสังเวยลูกน้องของบาร์นไปเป็เหยื่อล่อ
“เราเสียเปรียบมากครับ ต้นสนพวกนี้เกะกะมากเกินไป”
“ถ้าเราตัดมันละ”บาร์นเอ่ยถามเรียบๆ
“เสียเวลามากเกินไปครับ”
“แล้วเราจะทำยังไงดี”วาสครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยอย่างเืเย็นว่า….