อธิปปิดร้านซ่อมนาฬิกาของเขาในวันอังคาร
ไม่ใช่วันดี
ไม่ใช่วันร้าย
แค่วันอังคารธรรมดาที่ฝนไม่ตก แดดไม่แรง และลูกค้าคนสุดท้ายมารับนาฬิกาข้อมือเรือนเงินไปตอนบ่ายสามโมงสิบสอง
"ลุงจะเลิกจริง ๆ เหรอครับ"
ลูกค้าถามขณะนับธนบัตร
อธิปยิ้ม
"มือมันไม่เหมือนเดิมแล้ว"
"เสียดายนะครับ ร้านลุงอยู่มาั้แ่ผมเด็ก ๆ"
"ของบางอย่างอยู่มานาน ก็ไม่ได้แปลว่าต้องอยู่ต่อ"
เขาพูดประโยคนั้นได้เรียบมาก
เรียบจนลูกค้าพยักหน้าอย่างเชื่อว่าเขาปล่อยวางแล้วจริง ๆ
อธิปเองก็เกือบเชื่อ
หลังลูกค้ากลับ เขาดึงประตูเหล็กลงครึ่งหนึ่ง พลิกป้ายหน้าร้านจาก "เปิด" เป็ "ปิด" แล้วเดินกลับไปหลังเคาน์เตอร์
ร้านแคบ ๆ ของเขามีกลิ่นน้ำมันจักร กลิ่นโลหะเก่า และกลิ่นผ้ากำมะหยี่ในกล่องนาฬิกา
บนผนังมีนาฬิกาหลายสิบเรือน
บางเรือนเดินตรง
บางเรือนช้า
บางเรือนหยุดอยู่ที่เวลาของตัวเองมาหลายปี
เขาเคยบอกลูกค้าว่า นาฬิกาที่หยุดไม่ได้ตายเสมอไป
บางเรือนแค่รอมือที่ใจเย็นพอ
หลังจากมาลินีเสีย อธิปเลิกพูดประโยคนั้น
---
มาลินีเป็ภรรยาของเขา
เธอสอนคณิตศาสตร์ในโรงเรียนประถม
ชอบปลูกต้นกะเพราในกระถางแตก
และใส่นาฬิกาข้อมือเรือนเล็กที่สายหนังสีน้ำตาลจนหนังนิ่มเหมือนผ้า
นาฬิกาเรือนนั้นเสียก่อนเธอเสียสามเดือน
"ซ่อมให้หน่อยสิ" เธอพูดวันหนึ่ง ขณะวางมันบนโต๊ะกินข้าว "มันเดินช้ากว่าคนอื่นเขาแล้ว"
อธิปหยิบขึ้นมาฟัง
"ไม่มาก"
"แค่ไม่มากก็พอทำให้ไปสายได้"
"ครูมาลินีเคยไปสายด้วยเหรอ"
เธอหัวเราะ
"ถ้าฉันไปสาย นักเรียนคงดีใจ"
เขาบอกว่าจะซ่อมให้วันเสาร์
วันเสาร์นั้นมีลูกค้านำนาฬิกาตั้งโต๊ะโบราณมาซ่อมด่วน
วันอาทิตย์มาลินีไอหนัก
วันจันทร์ไปโรงพยาบาล
หลังจากนั้น เวลาของบ้านเขาไม่เคยเดินตามปฏิทินอีกเลย
นาฬิกาของมาลินียังอยู่ในลิ้นชักโต๊ะซ่อม
อธิปหยิบออกมาบ่อย
เปิดฝาหลัง
ถอดจักร
เช็ดฝุ่น
ประกอบกลับ
แล้วหยุด
ไม่ใช่เพราะซ่อมไม่ได้
เขาซ่อมได้
อย่างน้อยเขาก็เชื่อว่าเขาซ่อมได้
แต่ถ้ามันเดินอีกครั้ง งานสุดท้ายที่มาลินีฝากไว้กับเขาจะจบลง
และอธิปไม่รู้ว่าถ้าหน้าที่สุดท้ายจบลง เขาจะเหลือสถานะอะไรในชีวิตของผู้หญิงที่ไม่อยู่แล้ว
สามปีหลังงานศพ เขาจึงบอกทุกคนว่าไม่มีอะไรค้างคา
และพกนาฬิกาเรือนนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อทุกวัน
ใกล้หัวใจพอดี
---
วันที่ปิดร้าน อธิปเก็บของอย่างเป็ระเบียบ
กล่องอะไหล่แยกตามขนาด
ไขควงเล็กเรียงจากด้ามสั้นไปด้ามยาว
แว่นขยายห่อผ้านุ่ม
สมุดบัญชีใส่ถุงพลาสติก
เขาไม่ได้ร้องไห้
ไม่ใช่เพราะไม่เศร้า
แต่เพราะน้ำตาเป็ของที่ใช้แรง และเขาใช้แรงกับความเศร้ามานานจนเหนื่อย
่เย็น หลานสาวโทรมา
"ลุงอธิป เก็บร้านเสร็จไหมคะ"
"ใกล้แล้ว"
"ให้หนูไปช่วยไหม"
"ไม่ต้องหรอก"
"แน่ใจนะ"
"แน่ใจ"
"แล้วเื่นาฬิกาของป้า..."
อธิปเงียบ
ปลายสายก็เงียบ
หลานสาวรู้ว่าถามผิดจุด
"ลุงไม่ต้องรีบก็ได้ค่ะ"
"ไม่มีอะไรต้องรีบแล้ว"
เขาตอบเบา ๆ
หลังวางสาย อธิปยืนอยู่กลางร้านที่กำลังว่างลง
ไม่มีอะไรต้องรีบแล้ว
ประโยคนั้นควรปลอบใจ
แต่มันกลับทำให้ร้านทั้งร้านกว้างขึ้นอย่างน่ากลัว
---
คืนนั้นเขาล็อกประตูร้าน แล้วเดินโดยไม่เรียกรถ
กระเป๋าเสื้อด้านซ้ายหนักกว่าด้านขวาเล็กน้อย
นาฬิกาของมาลินีอยู่ตรงนั้น
เขาเดินผ่านร้านชำ
ร้านตัดผม
ร้านขายยา
ร้านกาแฟที่ปิดไฟแล้ว
เมืองค่อย ๆ เปลี่ยนหน้าตาโดยไม่ขออนุญาต
อาคารพาณิชย์เก่ากลายเป็เงา
ถนนที่เขาคุ้นกลายเป็ตรอกที่ไม่แน่ใจว่าเคยมีหรือไม่
อธิปไม่ใ
คนแก่บางคนไม่ได้กลัวหลงทาง
เพราะรู้ดีว่าชีวิตส่วนใหญ่ก็เป็การหลงทางอย่างสุภาพมาตลอด
เขาเดินจนถึงนครรอยต่อ
แต่ไม่มีร้านไหนเรียกเขา
ไม่มีป้ายไม้สว่างขึ้น
ไม่มีประตูเปิดเอง
ไม่มีเสียงกระดิ่ง
เขาผ่านร้านขายประโยคแรก
ผ่านร้านรับฝากของ
ผ่านร้านเช่าความฝัน
ผ่านร้านซ่อมวันที่ถูกจำผิด
ทุกบานเงียบ
เหมือนเมืองทั้งเมืองยอมรับคำพูดของเขา
ว่าเขาไม่ได้้าอะไร
อธิปเดินต่อไปจนถึงลานกลางเมือง
ลานนั้นไม่มีรูปปั้น
ไม่มีน้ำพุ
ไม่มีตลาด
มีเพียงโต๊ะไม้ตัวหนึ่งตั้งอยู่ใต้ไฟถนนสีเหลือง
บนโต๊ะมีสมุดทะเบียนเล่มหนา
เปิดค้างอยู่หน้าว่าง
และมีเก้าอี้หนึ่งตัว
เหมือนรอคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองถูกนัดไว้
---
ภาคินมาถึงก่อนที่อธิปจะนั่ง
เขาไม่ได้เดินออกมาจากร้านใด
เหมือนถูกหน้ากระดาษเรียกมา
เสื้อเชิ้ตของเขายับนิด ๆ
ใบหน้ากังวลกว่าที่ควร
"คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ"
อธิปมองเขา
"เดิน"
"ไม่มีร้านไหนเรียกคุณเหรอครับ"
"ผมไม่รู้ว่าร้านเรียกคนได้"
ภาคินมองสมุด
หน้าว่างยังว่างอยู่
แต่ความว่างนั้นไม่เหมือนกระดาษเปล่า
มันเหมือนห้องที่มีคนหายใจอยู่ก่อนเขาเปิดประตู
"คุณ้าอะไรครับ"
อธิปยิ้มบาง ๆ
"ไม่มี"
ภาคินไม่ตอบ
"ผมปิดร้านแล้ว" อธิปพูดต่อ "ภรรยาก็เสียไปแล้ว ลูกไม่มี หนี้ไม่มี งานค้างก็ส่งคืนหมดแล้ว"
"หมดจริงเหรอครับ"
"คนหนุ่มชอบถามแบบนี้"
"คนที่เข้ามานครรอยต่อมักมีของค้างอยู่"
"งั้นผมคงเดินผิดเมือง"
อธิปพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ไม่ได้ประชด
ไม่ได้โกรธ
แค่เหนื่อยเกินกว่าจะเล่นเกมกับคำถาม
ภาคินกำลังจะปิดสมุด
แต่หน้ากระดาษไม่ขยับ
เขาใช้มืออีกข้างกดปกลง
สมุดยังเปิดอยู่หน้าเดิม
ว่าง
หนัก
ดื้อ
อธิปมองภาพนั้น
"สมุดของคุณไม่อยากปิด"
ภาคินถอนหายใจ
"่นี้มันเป็แบบนั้นบ่อยขึ้น"
"นาฬิกาก็เป็"
"อะไรนะครับ"
"บางเรือนเหมือนเสียเพราะไม่เดิน" อธิปพูด "แต่จริง ๆ แล้วมันแค่ไม่ยอมรับคำสั่งจากมือเรา"
ภาคินมองชายชรา
เขาเพิ่งรู้สึกว่าอธิปไม่ได้เป็แค่ผู้มาเยือน
แต่เป็คนที่เข้าใจของที่มีระบบของตัวเอง
---
ชายชราเ้าของร้านรุ่นก่อนมาถึงทีหลัง
เขาถือถ้วยชา
เหมือนลานกลางเมืองตอนกลางคืนเป็ห้องหลังร้านอีกห้องหนึ่ง
"คืนนี้ไม่มีร้าน" ภาคินพูด
ชายชรามองสมุด
"มีสมุด"
"สมุดไม่ใช่ร้าน"
"แน่ใจหรือ"
ภาคินไม่ชอบคำถามนั้น
อธิปนั่งลงบนเก้าอี้
ช้า ๆ
เหมือนเข่าแต่ละข้างต้องเจรจากับแรงโน้มถ่วงก่อน
"ผมไม่ได้จะซื้ออะไร" เขาบอก
"ครับ" ชายชราตอบ
"ไม่ได้อยากย้อนเวลา"
"ครับ"
"ไม่ได้อยากให้เมียกลับมา"
ครั้งนี้ไม่มีใครตอบทันที
อธิปมองไฟถนน
"คนเราควรรู้ว่าอะไรเป็ไปไม่ได้"
ภาคินยืนเงียบ
เขาเคยได้ยินประโยคทำนองนี้จากผู้มาเยือนหลายคน
แต่น้ำเสียงของอธิปต่างออกไป
คนส่วนใหญ่พูดว่าไม่้า เพราะยังกลัวว่าตัวเอง้า
อธิปพูดเหมือนเขาใช้ความไม่้าเป็ผ้าห่มผืนสุดท้าย
บาง
เก่า
แต่ยังคลุมตัวไว้ได้
ชายชราวางถ้วยชาบนโต๊ะ
"แล้วอะไรอยู่ในกระเป๋าเสื้อครับ"
มือของอธิปแตะกระเป๋าด้านซ้ายทันที
เร็วเกินกว่าจะโกหก
"ของเก่า"
"ของเก่าบางอย่างไม่เดินทางเอง"
อธิปหัวเราะเบา ๆ
"คุณพูดเหมือนคนขายของ"
"คืนนี้ไม่มีร้าน" ชายชราพูด "เลยไม่มีใครขาย"
ภาคินมองเขา
ประโยคนั้นทำให้หน้าว่างในสมุดเย็นลงอย่างประหลาด
เหมือนมันรอฟังเช่นกัน
---
อธิปหยิบนาฬิกาข้อมือออกมา
เรือนเล็ก
สายหนังสีน้ำตาลเก่า
หน้าปัดมีรอยร้าวบางมากตรงเลขเจ็ด
เขาวางมันบนฝ่ามือ ไม่ใช่บนโต๊ะ
"ของภรรยาผม"
ไม่มีใครถามชื่อ
แต่เขาพูดเอง
"มาลินี"
พอชื่อออกจากปาก อากาศรอบลานเหมือนนิ่งขึ้น
นาฬิกาทุกเรือนที่มองไม่เห็นในเมืองหยุดฟังหนึ่งจังหวะ
"เธอให้ผมซ่อมก่อนเข้าโรงพยาบาล"
อธิปใช้นิ้วโป้งลูบสายหนัง
"ผมบอกว่าวันเสาร์"
เขายิ้ม
"ช่างซ่อมนาฬิกาชอบบอกว่าทุกอย่างรอได้ เพราะเราอยู่กับของที่รอมาตลอด"
ภาคินมองนาฬิกา
"แล้วไม่ได้ซ่อม"
"ยังไม่เสร็จ"
"ต่างกันไหมครับ"
อธิปเงยหน้ามองเขา
ภาคินรู้ทันทีว่าคำถามนั้นแรงเกินไป
แต่ชายชราไม่ได้ห้าม
อธิปหลุบตากลับไปที่นาฬิกา
"ต่าง" เขาพูด "ถ้าบอกว่าไม่ได้ซ่อม แปลว่าผมผิด ถ้าบอกว่ายังไม่เสร็จ แปลว่าผมยังมีหน้าที่"
ลานกลางเมืองเงียบ
ประโยคนั้นวางลงบนหน้าว่างของสมุด แม้ยังไม่มีหมึก
"ผมปิดร้านแล้ว" อธิปพูด "แต่เรือนนี้ยังอยู่ ผมบอกตัวเองว่าต้องซ่อมให้เสร็จสักวัน"
"แล้วทำไมยังไม่ซ่อมครับ"
"เพราะถ้ามันเดิน ผมก็ไม่มีอะไรเหลือให้ทำเพื่อเธอ"
เขาหัวเราะ
ครั้งนี้เสียงแตกนิดหนึ่ง
"แปลกไหม ช่างซ่อมนาฬิกาแก่ ๆ คนหนึ่งกลัวนาฬิกาเดิน"
ภาคินไม่ตอบ
เพราะมันไม่แปลกเลย
มันเศร้าจนไม่ควรถูกเรียกว่าแปลก
---
หน้าสมุดทะเบียนขยับ
ไม่มีลม
ไม่มีมือแตะ
แต่กระดาษว่างเริ่มมีรอยกด เหมือนตัวอักษรที่มองไม่เห็นกำลังเขียนจากด้านหลัง
ภาคินก้มลง
ชายชรามองนิ่ง
อธิปยังมองนาฬิกา
บรรทัดแรกค่อย ๆ ปรากฏ
สิ่งที่ไม่ถูกซื้อ ก็อาจมีราคา
ภาคินรู้สึกเย็นที่ปลายนิ้ว
เขาไม่ได้เขียน
ไม่มีใครเขียน
แต่หมึกดำชัดอยู่บนหน้ากระดาษ
"คุณทำหรือครับ" เขาถามชายชรา
"ถ้าฉันทำ เธอคงไม่ถาม"
"สมุดไม่เคยเริ่มรายการเอง"
ชายชรามองเขา
"เธอแน่ใจว่าไม่เคย หรือเธอเพิ่งเคยเห็น"
ภาคินพูดไม่ออก
อธิปอ่านบรรทัดนั้นช้า ๆ
"ผมบอกแล้วว่าไม่ได้ซื้ออะไร"
"ครับ" ภาคินพูด
"แล้วราคาคืออะไร"
ไม่มีใครตอบทันที
นาฬิกาในมืออธิปดังขึ้นหนึ่งครั้ง
ติ๊ก
เสียงเบามาก
แต่ในลานกลางเมือง มันดังเหมือนประตูห้องหนึ่งถูกเปิด
อธิปสะดุ้ง
เขามองหน้าปัด
เข็มวินาทีขยับจากเลขสิบสองไปเลขหนึ่ง
แล้วหยุด
แค่ครั้งเดียว
ครั้งเดียวเท่านั้น
แต่พอจะทำให้ชายชราในวัยหกสิบเจ็ดต้องใช้มืออีกข้างจับขอบโต๊ะ
"มาลินี..."
ชื่อหลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ
ภาคินเกือบพูดว่า ร้านไม่ได้คืนคนตาย
แต่เขาหยุด
เพราะไม่มีร้าน
และเพราะอธิปไม่ได้ขอให้ใครคืนใคร
---
"ผมต้องจ่ายอะไร" อธิปถาม
เสียงเขาเบากว่าเดิม
ชายชราตอบ
"หน้าที่สุดท้าย"
อธิปหลับตา
เขารู้ทันทีว่าหมายถึงอะไร
บางราคาไม่ต้องอธิบาย เพราะคนถือมันมานานพอจะจำรูปทรงของมันได้ในความมืด
"ถ้าจ่ายแล้ว นาฬิกาจะเดินไหม"
"ไม่ถาวร" ภาคินพูด
"งั้นได้อะไร"
"คุณจะไม่ต้องซ่อมมันเพื่อพิสูจน์ว่ายังรักเธอ"
อธิปเปิดตา
ภาคินเองก็ดูเหมือนใที่พูดประโยคนั้นออกไป
ชายชรามองเขา
แววตาเหมือนคนเห็นบางอย่างในตัวลูกศิษย์ แต่เลือกยังไม่เรียกชื่อ
อธิปยิ้มเศร้า ๆ
"รักนี่ลำบากนะ"
"ครับ"
"ตอนเขาอยู่ เรากลัวทำไม่พอ"
"ครับ"
"พอเขาไป เรายังกลัวทำไม่พอ"
เขาวางนาฬิกาลงบนหน้าสมุดทะเบียน
ไม่ใช่เหมือนวางสินค้า
เหมือนวางเครื่องมือ
เหมือนคนงานคนหนึ่งวางค้อนหลังเสร็จงานวันสุดท้าย
"ผมไม่รู้ว่าต้องพูดอะไร"
ชายชราพูด
"พูดความจริงที่สั้นที่สุดก็พอ"
อธิปมองนาฬิกา
เขากลืนน้ำลาย
"ผมซ่อมไม่เสร็จ"
คำพูดนั้นเกือบไม่มีเสียง
แต่หน้ากระดาษรับไว้
หมึกใต้เรือนนาฬิกาซึมออกมาเป็วงกลมบาง ๆ
อธิปพูดอีกครั้ง
"ผมซ่อมไม่เสร็จ มาลินี"
ครั้งนี้เสียงชัดขึ้น
"และผมเหนื่อยแล้ว"
นาฬิกาดัง
ติ๊ก
เข็มวินาทีขยับอีกช่อง
ติ๊ก
อีกช่อง
ติ๊ก
มันเดินช้า
ไม่สม่ำเสมอ
เหมือนคนเจ็บที่ลองลุกยืน
อธิปมองมันทั้งน้ำตา
เขาไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย
น้ำตาแค่ไหลลงมาข้างแก้ม
เรียบ
เงียบ
เหมือนฝุ่นบนชั้นวางที่ยอมให้แสงเห็นในที่สุด
เข็มเดินถึงเลขห้า
แล้วหยุด
อธิปไม่ได้หยิบมันขึ้นมาเขย่า
ไม่ได้เปิดฝาหลัง
ไม่ได้เอาหูแนบฟัง
เขาเพียงวางมือไว้ข้างนาฬิกา
ไม่แตะ
เหมือนให้มันมีระยะห่างของตัวเอง
---
บนหน้าสมุด มีบรรทัดใหม่ปรากฏ
ผู้วาง: อธิป
สิ่งที่วาง: หน้าที่สุดท้ายที่ใช้ยื้อความเศร้า
ราคา: การยอมให้ของที่ซ่อมไม่เสร็จ เป็ของที่รักแล้วเสร็จ
ภาคินอ่านแล้วรู้สึกเหมือนบรรทัดสุดท้ายไม่ควรเป็ภาษาของร้าน
มันอ่อนโยนเกินไป
หรือบางทีเขาไม่เคยรู้ว่าร้านอ่อนโยนได้โดยไม่ลดราคา
อธิปนั่งนิ่งอยู่นาน
"ผมต้องเอานาฬิกากลับไหม"
ชายชราถามกลับ
"อยากเอากลับไหมครับ"
อธิปมองนาฬิกา
สายหนังเก่า
หน้าปัดร้าว
เข็มหยุด
เหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง
แต่ไม่เหมือนเดิม
"อยาก"
เขาพูด
"แต่ไม่ใช่เพื่อซ่อม"
ภาคินเลื่อนนาฬิกากลับไปหาเขา
อธิปหยิบมันขึ้นมา
ใส่ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย
ที่เดิม
แต่การใส่กลับครั้งนี้ไม่เหมือนการซ่อน
เหมือนการพากลับบ้าน
"ขอบคุณ" เขาพูด
ภาคินกำลังจะบอกว่า ไม่จำเป็
แต่ชายชราพูดก่อน
"รับไว้เถอะ"
ภาคินจึงพยักหน้า
อธิปลุกขึ้นช้า ๆ
ก่อนเดินออกจากลาน เขาหันกลับมา
"สมุดของคุณเหมือนนาฬิกาบางเรือน"
"ยังไงครับ"
"ยิ่งพยายามบังคับให้เดินตามมือเรา มันยิ่งทำให้รู้ว่าเราไม่ใช่เ้าของเวลา"
เขายิ้ม
"ระวังมือของคุณด้วย"
แล้วอธิปก็เดินออกจากลานกลางเมือง
ตัวเล็กลงในแสงไฟเหลือง
เหมือนชายชราคนหนึ่งที่เพิ่งวางเครื่องมือหนักที่สุดลง แต่ยังต้องเดินกลับบ้านด้วยมือคู่เดิม
---
เช้าวันถัดมา อธิปกลับไปที่ร้านเก่า
เขาไม่ได้เปิดร้าน
ไม่ได้พลิกป้ายเป็ "เปิด"
ไม่ได้รับงานใหม่
เขาแค่ไขกุญแจ เข้าไปด้านใน แล้วเปิดหน้าต่างที่ปิดมานาน
ฝุ่นลอยขึ้นในแสงเช้า
นาฬิกาหลายเรือนบนผนังยังเดินไม่ตรงกัน
บางเรือนยังหยุด
เขาไม่รีบแก้
อธิปวางนาฬิกาของมาลินีไว้บนโต๊ะซ่อม
ข้างผ้ากำมะหยี่เก่า
ข้างไขควงเล็ก
ข้างแว่นขยาย
เขานั่งมองมัน
แล้วพูดเบา ๆ
"วันนี้ไม่ซ่อมนะ"
ไม่มีเสียงตอบ
ไม่มีปาฏิหาริย์
ไม่มีเข็มเดิน
แต่ลมจากหน้าต่างพัดเข้ามา
กระทบต้นกะเพราในกระถางแตกที่เขายังวางไว้ริมหน้าต่างหลังร้าน
ใบกะเพราสั่น
อธิปนึกถึงมาลินี
ไม่ได้เหมือนนึกถึงงานที่ยังค้าง
แต่นึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยหัวเราะใส่เขา เพราะนาฬิกาเดินช้ากว่าคนอื่น
เขานั่งอยู่ตรงนั้นนาน
ไม่ทำอะไร
และเป็ครั้งแรกในรอบสามปีที่การไม่ทำอะไรไม่เหมือนการละทิ้ง
---
คืนนั้น ในนครรอยต่อ ลานกลางเมืองว่างเปล่า
โต๊ะไม้หายไปแล้ว
ไม่มีเก้าอี้
ไม่มีไฟถนนสีเหลือง
มีเพียงร้านต่าง ๆ ที่ปิดประตูของตัวเองตามเวลา
ภาคินกลับมาที่ร้านเดิมพร้อมสมุดทะเบียน
เขาวางมันบนเคาน์เตอร์อย่างระวังเกินจำเป็
ชายชรานั่งอยู่หลังร้าน
ไม่ได้อ่านชา
ไม่ได้เช็ดแก้ว
แค่มองสมุด
"มันเปิดเอง" ภาคินพูด
"ฉันเห็น"
ภาคินหันไปทันที
คำตอบนั้นต่างจากสามครั้งก่อน
ไม่ใช่ "เห็นอะไร"
ไม่ใช่การเลี่ยง
ฉันเห็น
แค่สองคำ แต่ทำให้หลังร้านเย็นลง
"แล้วมันหมายความว่าอะไร"
ชายชราไม่ตอบ
ภาคินเปิดสมุดไปหน้าของอธิป
หน้ากระดาษยังมีรอยวงกลมจาง ๆ จากนาฬิกา
บรรทัดแรกยังอยู่
สิ่งที่ไม่ถูกซื้อ ก็อาจมีราคา
ใต้บันทึกรายการ มีหมึกอีกบรรทัดค่อย ๆ ซึมขึ้น
ภาคินไม่ได้ถือปากกา
ชายชราก็ไม่ได้ขยับ
บรรทัดนั้นเขียนว่า
และสิ่งที่มีราคา ก็อาจไม่เคยเป็ของร้าน
ภาคินอ่านซ้ำ
ในหัวเขามีภาพจากหลายตอนซ้อนกัน
ประโยคแรกที่ไม่ใช่ประโยคแรก เวลาที่แก้แล้วกลับไปเป็เวลาเดิม ชื่อของเขาในช่องเ้าของความฝัน ผู้จำกับผู้ถูกจำที่สลับกัน
และหน้าว่างที่เปิดรอชายชราคนหนึ่งก่อนชายคนนั้นจะยอมพูดความ้าของตัวเอง
"ใครเป็คนกำหนดราคา" ภาคินถาม
เสียงเขาเบา
ชายชรามองเขานาน
"คำถามนั้นแพง"
"ผมไม่ได้ซื้อ"
ชายชรายิ้มเศร้ามาก
"นั่นแหละที่ฉันกลัว"
สมุดทะเบียนเปิดหน้าถัดไปเอง
หน้าว่าง
ไม่มีวันที่ ไม่มีช่องกรอก ไม่มีชื่อผู้มาเยือน
ภาคินถอยหลังครึ่งก้าว
หน้าว่างนั้นเหมือนมองกลับมา
ยังไม่มีตัวอักษร
แต่เขารู้สึกชัดเจนว่า มันว่างไว้เพื่อใครบางคน
อาจไม่ใช่ผู้มาเยือน
อาจไม่ใช่คืนนี้
อาจไม่ใช่คนที่คิดว่าตัวเองเป็คนดูแลร้าน
ชายชราปิดไฟดวงหนึ่ง
"พรุ่งนี้เปิดร้านตามปกติ"
ภาคินยังมองหน้าว่าง
"ปกติของร้านนี้คืออะไรครับ"
ชายชราเดินผ่านเขาไป
ก่อนออกจากห้องหลังร้าน เขาตอบ
"สิ่งที่เรายังทำเป็ว่าเข้าใจได้"
ภาคินอยู่กับสมุดตามลำพัง
เขาไม่ได้ปิดมัน
ไม่ได้เขียนอะไร
แค่ยืนฟังความว่าง
และเป็ครั้งแรกที่เขาไม่แน่ใจว่า ความเงียบของสมุดคือการรอ
หรือเป็การเริ่มนับเวลา