หลังฟังจบเถี่ยิกันแสยะยิ้มเ็าทั้งยังมีจิตสังหารอ่อนๆแผ่ออกมาจากตัวของเขา
จนซูหยางรู้สึกหวั่นใจจึงพูดออกไปด้วยเสียงสั่นๆเล็กน้อย
“เถี่ยิกันเ้าอายุมากกว่าข้าอย่างน้อยก็3ปี เ้ามันไร้ยางอายนักที่รังแกคนอ่อนแอกว่าตน
เหอะ หากว่าข้าอายุเท่ากับเ้า คงแข็งแกร่งมากกว่าเ้าเสียอีก”
“ฮ่า น่าหัวเราะ! บุคคลเช่นเ้ามันน่าสมเพช...เพราะเมื่อไม่นานมานี้ข้าเห็นเื่สนุกเื่หนึ่ง
และเื่มันมีอยู่ว่ามีพี่น้องตระกูลซูกำลังรังแกคนๆหนึ่งที่ยังไม่ได้เริ่มต้นบ่มเพาะอยู่ในเมือง
พวกมันทั้งคู่ทั้งพูดจาเหยียดหยามทั้งทำร้ายร่างกาย...”
“นี่เ้า! เถี่ยิกันเ้าหุบปากเดี๋ยวนี้”
“ก็ได้ๆ ข้าเข้าใจว่าเ้าชอบรังแกคนอ่อนแอแต่หวาดกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า แต่ว่าเถอะ...
เ้ายังอยากค้นตัวไป๋หลงอยู่หรือไม่ หากว่าเ้าไม่มีความกล้าเดิมพัน ดังนั้นจงออกไปซะ”
ซูหยางขบฟัน เขาย่อมรู้ว่าไป๋หลงไม่มีสมบัติใดๆอยู่
แต่ในเมื่อพูดออกไปจนเื่มาถึงขนาดนี้แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมเสียหน้าง่ายๆเด็ดขาด
“ได้! ข้าจะค้นตัวมัน” ซูหยางพูดจบจึงเดินไปหาไป๋หลง
แต่เถี่ยิกันกลับเดินเข้ามาขวางทำให้ซูหยางเริ่มทนไม่ไหว “บัดซบ! นี่เ้าจะเอายังไงกัน”
“ก็ไม่มีอะไรมากแต่ข้ากลัวว่าคนอย่างเ้าจะกลับคำ ดังนั้นส่งเงินแสนเหรียญทองมาก่อน
หากเ้าเจอสมบัติในตัวไป๋หลงข้าจะคืนเงินให้ แต่ถ้าหากเ้าไม่พบอะไร
ข้าจะให้เงินแสนแก่ไป๋หลงแทนซึ่งทุกคนที่อยู่ที่นี่สามารถเป็พยานได้ ว่าอย่างไรดีหรือไม่”
ซูหยางกำหมัดแน่นมันไม่คิดเลยว่าจะมีคนช่วยเหลือไป๋หลง “ได้! ข้าจะจดจำเื่นี้เอาไว้”
ซูหยางยื่นถุงเล็กๆให้เถี่ยิกันและเมื่อเปิดดูจึงพบเหรียญสีม่วงใสจำนวน10เหรียญในนั้น
“เยี่ยม!! เหรียญม่วง1เหรียญมีค่า10,000เหรียญทอง เช่นนั้นเชิญเ้าค้นตัวไป๋หลงได้แล้ว”
สกุลเงินที่ใช้กันอย่างกว้างขวางคือเหรียญเงิน เหรียญทอง และเหรียญม่วง
โดย100เหรียญเงินจะเท่ากับ1เหรียญทอง แต่10,000เหรียญทองจะมีค่า1เหรียญม่วง
“เข้ามาค้นตัวข้าสิ หวังว่าเ้าจะเจอสิ่งที่้านะ” ไป๋หลงพูดพลางกวักมือเรียกซูหยาง
แต่ในขณะเดียวกันร่างกายของไป๋หลงก็ตื่นตัว
เพราะเขามั่นใจว่าคนเช่นซูหยางคงไม่จบแค่ค้นตัวเขาเฉยๆเป็แน่ แล้วที่ไป๋หลงยอมเสี่ยง
ก็เพราะเขาเชื่อมั่นว่าซูหยางคงไม่แข็งแกร่งเท่าเสือดำประกายฟ้า ‘แสนเหรียญทอง ฮึ่ม!!!
พวกมันควักเงินจำนวนนั้นออกมาง่ายๆทั้งที่พ่อของข้าจำยอมต้องขายสมบัติรัก
แต่ขายได้เพียงแค่15,000เหรียญทองเท่านั้น...’ เมื่อคิดแบบนั้นไป๋หลงค่อนข้างหงุดหงิดใจ
“หึ!...” ซูหยางแค่นเสียงขณะเริ่มค้นตัวไป๋หลง แต่เพียงแค่10อึดใจซูหยางได้หยุดการค้น
มันแอบควบลมปราณไปที่ฝ่ามือด้วยความรวดเร็ว ปัง! ซูหยางฟาดฝ่ามือใส่หลังไป๋หลง
ทำให้ผู้คนที่ดูอยู่ขมวดคิ้วเพราะการกระทำเช่นนี้มันน่ารังเกียจยิ่งนัก
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แสนเหรียญทองแล้วอย่างไรเล่า ด้วยเศษเงินเพียงเท่านั้นข้าไม่ได้สนใจเลย
แต่เ้า...ไป๋หลง!!! ฝ่ามือเมื่อครู่ของข้าถึงจะใช้ออกแบบลวกๆ
แต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้เริ่มต้นบ่มเพาะหรือบ่มเพาะไม่ได้มันสามารถปลิดชีวิตของเ้าได้...
หึ! นับั้แ่ตอนนี้ร่างกายของเ้าจะต้องเ็ปทรมานและไม่เกิน7วันเ้าจะตาย
หวังว่าเ้าจะใช้เงินที่ให้ไปได้มากเท่าที่จะมากได้เพราะมันเป็เงินที่ข้าใช้ซื้อชีวิตของเ้า”
ซูหยางพุ่งตัวออกไปพร้อมกับเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่ง
เขาไม่สนใจสายตาเหยียดหยามที่คนอื่นมองมา ส่วนเถี่ยิกันเขาเดินเข้าไปใกล้ๆไป๋หลง
พลางยื่นถุงเงินให้จากนั้นก็ส่ายหัว
“ข้าขอโทษด้วยน้องชายหลง ข้าตอบสนองไม่ทันจนทำให้เ้าต้องตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้
แต่เ้าไม่ต้องกังวลไปเพราะด้วยเงินแสนเหรียญทองนี้ เ้าอาจจะรักษาอาการาเ็ได้”
ไป๋หลงได้ยินเช่นนั้นก็ฝืนยิ้มออกมา เขารับถุงเงินแล้วพูดขึ้น “เื่นี้ข้าไม่โทษท่านเลย
กลับกันข้าขอบคุณท่านเสียมากกว่า ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่ได้รับเงินก้อนนี้มาหรอก...”
เถี่ยิกันมองไป๋หลงด้วยสายตาที่ซับซ้อนจากนั้นจึงหันหลังกลับแล้วจากไป
คนอื่นๆก็เช่นกันจนสุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครเหลืออยู่นอกจากไป๋หลง “โลกมันช่างโหดร้าย
ถึงผู้บ่มเพาะเ่าั้จะรังเกียจที่ซูหยางลอบโจมตีข้า แต่พวกมันไม่ได้ลงมืออะไร
หรือแม้แต่เถี่ยิกันก็ด้วย...เขาเองก็ไม่ได้ยื่นเข้ามาช่วยเหลือข้า เหอะ! คอยดูเถอะ!!!
ข้าจะแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งจนทุกคนได้แต่แหงนหน้ามองข้าโดยมิกล้าหายใจเสียงดัง”
เพราะไป๋หลงเห็นเถี่ยิกันจับจ้องซูหยางอยู่ตลอดเวลา
จนแม้แต่ตอนที่ซูหยางควบรวมลมปราณเถี่ยิกันก็รู้ ซึ่งตอนนั้นเถี่ยิกันขยับตัว
แต่ก็เพียงเล็กน้อยและหลังจากนั้นเขาก็นิ่งไปแล้วยืนมองเฉยๆ
ทำให้ไป๋หลงตั้งมั่นจะเป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดยิ่งกว่าเดิมและเขาจะไม่ยอมก้มหัวให้ใคร...
“การโจมตีของซูหยางช่างอ่อนแอเสียจริง ฮึ่ม!!! มันบ่มเพาะมา5ปีแต่ไม่ได้น่ากลัวเลย”
การโจมตีของซูหยางไม่สร้างอาการาเ็ใดๆแก่ไป๋หลงทำให้เขาแสยะยิ้ม จากนั้น...
ไป๋หลงหันไปมองศพงูเก้าพิษเกล็ดม่วงซึ่งบัดนี้มันสลายไปจนหมดเพราะพิษของตัวเอง
ซึ่งถ้าหากสัตว์ตัวนี้ตายใหม่ๆแล้วรีบแยกส่วนต่างๆออกมา
อย่างน้อยๆจะสามารถทำเงินได้เป็จำนวนมาก
“น่าเสียดาย...” ไป๋หลงพูดทิ้งท้ายเอาไว้
จากนั้นจึงเริ่มเดินทางออกจากป่าอสูรเพื่อกลับตระกูลแต่เนื่องจากมันเริ่มจะมืดสนิท
พรึ่บ! ไป๋หลงจึงเรียกเพลิงเหมันต์นิรันต์ออกมาซึ่งสีของเปลวเพลิงกลายเป็สีฟ้าอ่อน
และในทันทีรอบๆบริเวณก็สว่างขึ้น