“นี่คือวิชาไม้ตายของท่านเหรอ?” เด็กหนุ่มถามขึ้นอย่างตื่นเต้น
“ไอ้หนู นี่เพิ่งจะเป็นแค่ท่าพื้นฐานเท่านั้น”
“บ้าน่า ถ้าหากนี้เป็นแค่ท่าพื้นฐาน นี่มันก็ไม่ต่างกับพลังของเซียนแล้วนะ!!” ซาทูรอสเบิกตาออกกว้างด้วยความตื่นตะลึง เขาเคยเห็นพวกศิษย์ในสำนักเซียนมาก่อน และรู้ดีว่าพลังของพวกเขานั้นเป็นเช่นใด
ภายในหัวของเด็กหนุ่มอดใจคิดไม่ได้ว่า ถ้าหากเขาสามารถฝึกเคล็ดวิชานี้สำเร็จ เช่นนั้นเขาก็มีพลังไม่ต่างกับพวกเซียนแม้แต่น้อย เขาพอจะคาดเดาได้ถึงพลังทำลายของมัน จากลูกหลงของกระแสน้ำที่พัดมาใส่ตนเองเมื่อครู่ แม้จะเป็นเพียงระลอกคลื่นที่เกิดจากผลกระทบของวิชาโดยอ้อม แต่ความแรงของน้ำกระแทกอกจนเขาจุก จนเกือบจะอ้วกออกมาเสียแล้ว
ชายชราเห็นสีหน้าเด็กหนุ่มก็พอจะคาดเดาความคิดได้ จึงเอ่ยสำทับขึ้น“สำหรับเจ้าน่ะ ท่าไม้ตายยังเร็วเกินไปที่จะเรียนรู้ แต่ข้าจะบอกให้เอาบุญก็ได้ว่า ท่าไม้ตายของวิชานี้สามารถอัญเชิญมังกรวารีออกมาโจมตีศัตรูได้เลย แต่ถ้าข้าขืนใช้ให้เจ้าดู สถานที่แห่งนี้คงไม่เหลือซากแล้ว”
“นี่มันวิชาอะไรกันแน่?” ซาทูรอสถามออกอย่างโง่งม
“เคล็ดวิชานี้มีชื่อว่า หัวใจแห่งสมุทร เวลานิ่งก็สงบเหมือนน้ำ เวลาบุกก็โหมทำลายล้างดั่งทะเลพิโรธ พื้นฐานวิชาทั้งหมดที่ข้าจะสอน ล้วนแล้วแต่มาจากต้นกำเนิดของจิต ดังนั้นเจ้าจำเป็นที่จะต้องฝึกถึงขั้นสัมผัสจิตให้ได้ก่อน ถึงจะฝึกกระบวนท่าเหล่านี้ได้” ชายชราตอบด้วยสีหน้าจริงจัง พลางกล่าวอธิบายต่อว่า
“เอาล่ะ เมื่อครู่นั้นเป็นเพียงเคล็ดวิชากระบวนท่า ส่วนเคล็ดวิชาที่เป็นรากฐานทั้งปวงและขาดไม่ได้เลยก็คือเคล็ดวิชาที่ใช้ฝึกจิต.... เพราะว่าคนเราทุกคน มีจิตเป็นของตน แท้และแน่นอน ส่วนร่างกายเป็นเพียงภาชนะชนิดหนึ่งเท่านั้น และพาชนะนี้เองทำให้คนเรามีความรู้สึกที่ขุ่นมัวจนหลงลืมที่จะฝึกสัมผัสจิตที่แท้จริงของตนเอง”
“ระดับขั้นของจิตนั้นมีทั้งหมด 2 ขั้นใหญ่ ขั้นแรกคือระดับฌาณมนุษย์ ระดับนี้ทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกล้วนแต่สามารถสัมผัสถึงมันได้ และมันจะถูกแบ่งออกเป็นขั้นย่อยทั้งหมด 11 ขั้น ได้แก่ปฐมฌานขั้นหยาบ ขั้นกลาง ขั้นละเอียด ในขั้นนี้เป็นขั้นพื้นฐาน มีความสามารถเทียบเท่ากับเซียนในระดับ สำเร็จวิชาขั้นต่อไปคือขั้น ทุติยฌานขั้นหยาบ ขั้นกลาง ขั้นละเอียด มีพลังเทียบเท่าเซียนในระดับ ยอดฝีมือ (ทุติยะชาน)และในขั้นต่อไปของผู้ฝึกจิตเช่นเรานี้แหละถึงจะเรียกว่าเหนือล้ำกว่าเทพเซียนเหล่านั้นโดยแท้จริง เพราะเพียงพลัง 1 ขั้นย่อยของผู้ฝึกฌาณจะมีพลังเทียบเท่า 1 ขั้นใหญ่ของสายเซียน ซึ่งขั้นต่อไปจะถูกเรียกว่าขั้น ตติยฌาน (ตะติยะชาน)ตติยฌานขั้นหยาบ มีพลังเทียบเท่าเซียนในระดับ ปรมาจารย์ตติยฌานขั้นกลาง มีพลังเทียบเท่าเซียนในระดับ ผู้ยิ่งใหญ่ตติยฌานขั้นละเอียด มีพลังเทียบเท่าเซียนในระดับ ราชันย์ ซึ่งในปัจจุบันจะถือว่าเป็นขั้นสูงสุดในโลกของมนุษย์แล้ว”
เด็กหนุ่มนั่งฟังชายชราอธิบายทั้งหมดอย่างตั้งใจ ก่อนจะถามขึ้นว่า “ถ้าเช่นนั้น...ตอนนี้เซียนในขั้นสูงสุดคือระดับไหนเหรอครับ?”
ชายชราหันมาตอบแบบไม่อ้อมค้อมเลยว่า “....เทพเซียน เป็นขั้นที่สูงถัดจากราชันย์”“เช่นนั้นผู้ฝึกฌานแบบเราก็มีพลังต่ำกว่าเทพเซียนน่ะสิ..?” เด็กหนุ่มสงสัยถามขึ้นชายชราหัวเราะร่วนก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ผิดแล้ว เราผู้ฝึกฌาณยังมีเหนือล้ำขึ้นไปอีก 2 ขั้น”ชายชราชำเลืองตามองอีกฝ่ายที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก ก่อนจะเอ่ยอธิบายต่อว่า“ในระดับของผู้ฝึกฌาณจะยังมีอีก 2 ขั้นย่อย ที่เรียกว่า จัตตุถฌาน (จัดตุถะชาน) ซึ่งจะเหนือล้ำลึกซึ้งยิ่งกว่าเทพเซียน และในระดับนี้จะมีเพียงขั้นหยาบและขั้นละเอียดเท่านั้นโดย จัตตุถฌานขั้นหยาบ นี้ โดยปกติแล้วจะมีพลังเทียบเท่ากับเซียนระดับล่าง หรือเซียนขั้น ปฐพี หรืออีกชื่อเรียกหนึ่งก็คือ ครึ่งก้าวสู่เซียนแท้จริง ส่วน จัตตุถฌานขั้นละเอียด จะมีพลังเทียบเท่าเซียนระดับสูงหรือเซียนระดับ นภา หรืออีกชื่อเรียกหนึ่งก็คือ เทพเซียน ที่เป็นเซียนขั้นสมบูรณ์ และนี่ก็คือระดับขั้นมนุษย์ทั้งหมดของสายผู้ฝึกฌาณ ต่อไปคือระดับเทวะสำหรับผู้ฝึกฌาณ…”
ชายชราเอ่ยไม่ทันจบ เด็กหนุ่มก็รีบกล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงตกใจว่า“เดี๋ยวนะ เมื่อครู่ท่านเพิ่งบอกว่าระดับ จัตตุถฌาน คือขั้นที่เหนือล้ำผู้ฝึกตนสายเซียนไปแล้ว นี่ท่านยังบอกว่ามีอีกงั้นเหรอ?”
“เจ้าเด็กโง่ ข้าจะบอกให้เจ้าฟังนะ เคล็ดวิชาที่ข้าสอนเจ้านี้มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สมบัติทั้งปวงบนโลกนี้ด้วยซ้ำ แต่ความสำคัญก็คือ เคล็ดวิชานี้เลือกผู้ฝึก หาใช่ผู้ฝึกเลือกเคล็ดวิชา ดังนั้นในขั้นต่อไปนี้คือขั้นที่ข้าเองก็ไม่เคยไปถึงเช่นกัน ถึงแม้จะรู้วิธีฝึกก็ตาม”
ซาทูรอสได้ยินเช่นนั้นก็ตาลุกวาว เหมือนเด็กได้พบเห็นของเล่นที่ถูกใจก็ไม่ปาน ชายชราส่ายหน้าขำคราหนึ่งก่อนจะบอกเขาไปว่า“ระดับ เทวะ สำหรับผู้ฝึกฌาณ เทียบเท่ากับเทพแท้จริงสมัยบรรพกาล เป็นพลังที่เหนือล้ำสามัญสำนึกไปไกลโข สามารถชี้เป็นชี้ตายให้กับผู้คนบนโลกใบนี้ได้เลย แต่ว่าสำหรับเจ้าถึงรู้ไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด.. ดังนั้นเราควรมาเริ่มตั้งแต่พื้นฐาน……….”
ซาทูรอสลงมือนั่งทำสมาธิเหมือนเมื่อวาน โดยที่มีชายชราคอยพูดสอนเคล็ดวิชาแก่เขาอย่างต่อเนื่องว่า“ก่อนที่จะฝึกจิต เจ้าจำเป็นที่จะต้องรู้จักตัวตนอย่างถ่องแท้ รู้จักธรรมชาติอย่างถ่องแท้ และสุดท้ายเจ้าก็ต้องรู้จักแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ให้ชัดแจ้ง หลังจากนั้นเจ้าถึงจะสัมผัสกับจิตได้ และเมื่อใดที่เจ้าสามารถเพาะพันธุ์เมล็ดแห่งจิตได้ เมื่อนั้นมันก็จะติดกับเจ้าไปตลอดกาล ยกเว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเข้าสู่ระดับ สุญญัตตา”
จบประโยคนี้ ชายชราก็รายยาวต่อ แม้บางประโยคเขาจะไม่ได้เข้าใจมันเลยก็ตาม แต่สิ่งที่ชายชราบอกก็คือ ให้จำไว้ขึ้นใจก็พอ ถึงเวลาเขาจะเข้าใจเอง
ในระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังนั่งสมาธิจดจ่อกับการท่องเคล็ดวิชาและทดลองทำตามไปนั่นเอง เขานั้นไม่ได้รู้ตัวเลยว่า บัดนี้รอบกายของเขามีพลังงานสีดำบางอย่าง เหลื่อนตัวใหลเวียนเข้ามาหาเขาอยู่เรื่อย ๆ เปรียบเหมือนร่างกายของเขากำลังดูดซับไอหยินอันเข้มข้นเข้าไป กักเก็บเอาไว้ภายในห้วงจิตอย่างเงียบเชียบ
ชายชราที่คอยเฝ้าดูอยู่ ก็ลอบตื่นตกใจไม่น้อย เขาไม่คิดเลยว่าภายในเวลาไม่นาน หลังจากที่ฟังเคล็ดวิชาจากปากของเขา เด็กหนุ่มคนนี้ถึงกับสามารถฝึกถึงขั้นสัมผัสจิตได้แล้ว
ต้องบอกก่อนว่าการสัมผัสจิตได้ หากเทียบกับผู้ฝึกตนสายเซียน ก็คือผู้ที่สัมผัสได้ถึงลมปราณและพลังแห่งธรรมชาติได้ เป็นขั้นเริ่มแรกก่อนที่จะเรียนรู้วิธีดึงพลังเหล่านั้นมาใช้
แต่ทว่าการฝึกจิตนั่นต่างออกไปจากสายเซียนเป็นอย่างมาก เพราะโดยปกติแล้วคนที่ฝึกตนสายเซียนนั้นจะต้องเริ่มต้นจากการบ่มเพาะร่างกายและจุดชีพจรดังกล่าวให้แข็งแกร่ง ก่อนที่จะชักนำหรือดูดซัพพลังจากฟ้าดินและธรรมชาติ เข้ามากักเก็บเอาไว้ใช้งาน หลังจากนั้นผู้ฝึกเซียนจะเริ่มเรียนรู้กฏเกณฑ์ฟ้าดินและสำนึกรู้ธาตุต่าง ๆ ในธรรมชาติ เพื่อให้สามารถใช้งานธาตุต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ส่วนการวิชาฝึกจิตหรือฝึกฌาณ เป็นการขัดเกลาและฝึกฝนจิตโดยตรง ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้กฏเกณฑ์แห่งธรรมชาติหรือดูดซับพลังต่าง ๆ มาเก็บไว้ในชีพจรของตน แต่เป็นการบังคับใช้พลังของจิตโดยตรง เพื่อควบคุมหรือจัดการทุกอย่างดั่งใจนึก เป็นพลังที่เหนือระดับกฏเกณฑ์ของธรรมชาติและจักรวาลไปอีกระดับ
ถ้าหากอธิบายให้เห็นภาพก็คือ เวลาเซียนจะปล่อยลูกเพลิงออกมาสักลูก เซียนจะต้องดึงพลังธาตุอัคคีที่ตนสะสมและเรียนรู้มา เพื่อนำมันออกมาใช้งาน ในขณะเดียวกันหากเป็นผู้ฝึกฌาณจะใช้เพียงแค่จิตสังการบังคับให้เพลิงถือกำเนิดขึ้นมาแทน ไม่จำเป็นต้องหยิบยืมพลังจากธรรมชาติ ทำให้การใช้ออกนั่นลื่นไหลและสะดวกกว่ามากนัก
แต่ทว่าการฝึกฌาณก็ย่อมยากลำบากกว่าเซียนหลายสิบเท่าเช่นกัน เพราะการฝึกจิตนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าใจได้โดยง่าย มันคือกฏเกณฑ์เดียวที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคนพูดให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านกระจ่างแจ้งได้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุที่ว่า ขึ้นอยู่กับสติปัญญาและวาสนาของผู้ฝึกฝนล้วน ๆ เพราะมันเป็นกฏเกณฑ์ที่แม้แต่ผู้สร้างจักรวาล ยังไม่ต้องการให้ผู้ใดล่วงรู้แม้แต่น้อย………
หลังจากที่ซาทูรอสฝึกเสร็จ เขาก็ลาชายชราและรีบวิ่งกลับบ้านในทันที เพราะเขามัวแต่ฝึกจนลืมเวลา ทำให้ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะค่ำมืดเสียแล้ว“ดูเหมือนมันใกล้จะตื่นขึ้นแล้วสินะ...” ชายชรายืนยิ้มอย่างเบิกบาน จ้องมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่วิ่งจากไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ
ซาทูรอสเดินกลับมาถึงบ้าน พบว่าทุกคนนั่งรอกันที่โต๊ะอาหารแล้วเรียบร้อย สายตาของป้าทีม่ามองค้อนมาที่เขาและค่อนข้างดุ ส่วนพิเทร่าก็ทำเพียงแค่เอ่ยไล่ให้รีบไปล้างมือและเท้าให้สะอาดแล้วมากินข้าว
ยกเว้นก็เพียงแต่สายตาของชาร์ลที่เบิกตากว้างทันที เพราะเขาพลันสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างจากตัวของเด็กหนุ่ม ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นเดินเขาไปตะปบไหล่ซ้ายของซาทูรอสแล้วบิดหันมาอย่างรุนแรง
“เจ้าไปทำอะไรมา?” ชาร์ลเอ่ยถามด้วยสายตาคาดคั้น ทำเอาทุกคนต่างก็ประหลาดใจกันหมด เพราะสีหน้าของชาร์ลในตอนนี้นั้น ทำให้ทั้งทีม่าและพิเทร่าเย็นวาบไปถึงสันหลัง
“ข้า ข้า..ไปออกกำลังก็เท่านั้น” สีหน้าของซาทูรอสนั้นเจ็บปวดเป็นอย่างมากเพราะแรงบีบของชาร์ลนั่นไม่ใช่เล่น ๆ เลย
ชาร์ลมีท่าทีเงียบขรึมอย่างชัดเจน เพราะแรงบีบที่เขาส่งผ่านไปนั้น หากเป็นทหารชนชั้นต่ำสุด ถูกเขาบีบไหล่ขนาดนี้จะต้องต้องร้องโอดครวญและคุกเขาลงไปนั่งกับพื้นหมดแล้ว
แต่ทว่านี่เป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มอายุ 11 ปีเท่านั้น!!
“ลุงชาร์ล ผมเจ็บ” ซาทูรอสกัดฟันพูดพร้อมทั้งน้ำตาใหล เพราะความเจ็บปวดจนทั้งแขนและไหล่ก็สั่นเทิ้มอย่างรุนแรง
“ท่านพ่อจะทำอะไรเนี่ย มันทำผิดอะไรก็พูดดี ๆ กันก็ได้ ไม่เห็นจะต้องลงมือรุนแรงขนาดนี้เลย” พิเทร่ารีบยืนมือออกมาพยายามดึงแขนของชาร์ลออกไปจากบ่าซาทูรอส แม้ว่าจะไม่อาจขยับได้เลยก็ตาม
“คุณคะ ซาทูรอสมันก็ออกไปเหลวไหลแบบนี้ทุกวันแหละค่ะ ฉันด่ามันจนชินแล้ว แต่มันก็ออกไปตลอด” ป้าทีม่าพูดเสริม
“ท่านพ่อ มันก็ออกไปเที่ยวเล่นตามประสาแบบนี้เป็นปกติ ถ้าท่านพ่อคิดว่ามันไปทำอะไรผิดมาก็พูดมาเลยสิ” พิเทร่าพูดย้ำ เพราะยิ่งสงสัยในท่าทางของบิดาตนเอง
ชาร์ลปล่อยมือออกจากบ่าของซาทูรอส ก่อนจะถามเขาขึ้นมาว่า “แกไปพบใครมาหรือเปล่า?”
ซาทูรอสได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก เขาไม่มั่นใจว่าลุงชาร์ลจะรู้เรื่องที่เขาแอบไปฝึกวิชากับชายชราหรือไม่ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขาก็เลือกที่จะโกหกไปก่อนว่า
“เปล่านะ ข้าแค่ไปเล่นออกกำลังกายตามปกติ แต่วันนี้ข้าเล่นเพลินไปหน่อยเลยกลับมาช้า”
ชาร์ลที่ฟังอยู่ สีหน้าก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไหร่ ยังคงมุ่ยหน้าขมวดคิ้วสงสัยไม่คลาย ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงดุว่า“งั้นก็รีบไปล้างมือแล้วมากินข้าวซะ”
ส่วนซาทูรอสหลังจากไปล้างมือก็กลับมานั่งทานข้าว แต่ก็ทานได้ไม่เท่าไหร่ก็ลุกขึ้น เพราะไหล่ข้างที่ถูกบีบเขาไม่สามารถยกแขนขึ้นได้อีก แม้จะใช้อีกข้างแทนก็ตามแต่ก็ยังไม่ถนัดเหมือนเก่า อีกทั้งความเจ็บปวดนี้ทำเอาเขารู้สึกไม่อยากอาหารอีกเลย
ซาทูรอสหลบออกไปอาบน้ำล้างตัวอย่างลวก ๆ เพราะตนเองไม่อาจยกแขนซ้ายขึ้นได้อีก ภายในใจก็คิดเหตุผลและคำพูดต่าง ๆ นานา เอาไว้โกหกในครั้งต่อไป และในคืนนั้นเขาก็ต้องนอนเจ็บปวดด้วยความทุกข์ทรมาน ก่อนที่เขาก็นึกถึงเคล็ดวิชาที่ชายชราเคยสอนเอาไว้ได้ เขาจึงลองทบทวนและฝึกจิตดู
ในบางช่วงเขาสัมผัสได้ว่า จิตของเขาไม่รับรู้ความเจ็บปวดไปชั่วขณะ แต่ก็ทำได้ไม่นานก็กลับมาเจ็บปวดซ้ำเดิม
พิเทร่าออกมาจากห้องนอนและเดินมาหาซาทูรอสพร้อมกับขวดยา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกสงสารและเห็นใจ ทำได้แค่นำยามาทาให้กับซาทูรอส
“อดทนอีกหน่อยนะ พรุ่งนี้พ่อข้าก็จะต้องกลับเมืองหลวงแล้ว ข้าได้ยินว่าเขาถูกเรียกตัวกลับด่วน คงไม่มีเวลามาซักไซร้เจ้าแล้วล่ะ ต่อไปเจ้าจะออกไปเล่นก็กลับมาให้ไวหน่อยก็แล้วกัน”
ซาทูรอสยิ้มตอบไปเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะถอดเสื้อหันหลังให้พิเทร่าทายา ทำให้พิเทร่าแอบประหลาดใจไม่ได้ว่า นี่คือแผ่นหลังของเด็กอายุ 11 ปีงั้นเหรอ?
เพราะเธอไม่เคยสังเกตุมาก่อนเลยว่า รูปร่างเขาจะแลดูใหญ่โตกว่าอายุไปมากโข ด้วยกล้ามเนื้อที่อยู่บนแผ่นหลังนี้ แทบไม่ต่างไปจากแผ่นหลังของบิดาตนเองเท่าใดนัก
เธอใช้สายตาพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างลูบไล้สำรวจแผ่นหลังและต้นแขนของอีกฝ่าย พบว่าเขาเริ่มมีขนาดตัวไม่ต่างกับบุรุษที่มีอายุ 17 - 18 ปีเลย แถมในวันนี้เหมือนเธอจะรู้สึกได้ว่าซาทูรอสเริ่มดูโตเป็นผู้ใหญ่กว่าที่เคยอีกด้วย
แต่ในทันทีทีมือของเธอสัมผัสเข้ากับไหล่ที่บวมเป่งของเขา มันทำให้เธอถึงกับมือสั่นเทาเพราะกลัวว่ามันอาจจะทำให้ซาทูรอสจะเจ็บปวดไปมากกว่าเดิม
เธอรู้ได้ในทันทีว่าแผลนี่มันจะต้องเจ็บปวดเพียงใด เพราะว่าเส้นเอ็นช่วงบ่าของเขานั้นฉีกและอักเสบนั่นเอง
พิเทร่านำโอสถหายากที่เธอได้มาจากในสำนักอักษร ลงมือทายาให้กับเขาด้วยความระมัดระวัง ในเวลาเดียวกันก็กลั้นหยดน้ำตาไม่ร้องไห้ออกมา เพราะเธอนั้นรู้สึกสงสารเขาจับใจ
เธอไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดทุกคนถึงได้ทำเลวร้ายกับเด็กหนุ่มอายุแค่นี้ได้ลงคอ ทั้งที่เขาไม่เคยทำร้ายใครเลยด้วยซ้ำ ทั้งแม่และพ่อของเธอเองก็ไม่เว้น
แต่นับวันที่บิดาของซาทูรอสนำเขามาทิ้งไว้ที่นี่ มันก็ผ่านมา 5 ปีแล้ว ซาทูรอสได้แสดงให้เธอเห็นถึงความเข้มแข็งและความอ่อนโยนมาตลอด แม้ว่าซาทูรอสจะอายุน้อยกว่า แต่ในสมัยเด็กเขาก็มักจะออกหน้าคอยปกป้องเธอในทุกครั้ง เวลาที่เธอทำผิดขึ้นมา
“....ซาทูรอส พี่รู้ว่าเจ้านั้นเข้มแข็ง บางทีพี่ก็รู้สึกว่าเจ้านั้นเข้มแข็งมากกว่าบุรุษหลายคนในสำนักเสียด้วยซ้ำ หรือบางที….เจ้าเองก็เข้มแข็งจนเกินไปนะ…..”
ซาทูรอสหันหน้ามายิ้มตอบแต่ไม่พูดอะไรออกมา เพราะเขารู้ดีว่าต่อให้เขายอมอ่อนแอลง มันก็ไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกพ้นทุกข์หรือรู้สึกดีขึ้นแต่อย่างใด และยิ่งเขาคิดว่าจะต้องปกป้องพิเทร่าให้ได้ การแสดงความอ่อนแอนั่นก็เหมือนกับการยอมแพ้ที่จะปกป้องเธอไปด้วย ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะแสดงความเข้มแข็งนั่นเอง
พิเทร่าที่ดูเหมือนจะเข้าใจความคิดอีกฝ่าย เธอดึงร่างของน้องชายพลิกตัวหันหน้า เข้ามากอดด้วยความสงสารไปทั้งน้ำตา โดยไม่รู้ว่าซาทูรอสนั้นได้แอบยิ้มสุขใจอย่างเงียบ ๆ
“ท่านพี่เองก็คงต้องพบเรื่องราวมากมายในสำนัก แต่กลับบ่ายเบี่ยงไม่เล่าให้ข้าฟังสักครั้ง ข้าเดาว่าที่นั่นก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ใช่ไหม?”
“...อืม” เสียงหญิงสาวตอบอย่างแผ่วเบา
“เพราะอย่างนี้ผมถึงอยากจะแข็งแกร่งไงล่ะ” จู่ ๆ ซาทูรอสก็ตัดสินใจพูดความในใจออกมา ทำให้พิเทร่ารู้สึกตกใจไม่น้อย
“เจ้ารู้? ไม่สิ ทำไมเจ้าถึง..?”
“ข้าเคยบอกท่านพี่แล้วไงว่าข้าจะปกป้องท่านพี่เอง ข้าเลยอยากจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพราะงั้นข้าจึงต้องออกไปฝึกฝนร่างกาย เผื่อว่าสักวันข้าจะสามารถปกป้องท่านพี่ได้”
“ทำไมล่ะ ทำไมถึงอยากจะปกป้องพี่ขนาดนั้น?” หญิงสาวเอ่ยถามขึ้น หวังจะรู้เหตุผลของเด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก เหมือนกันว่าเธอนั้นก็แอบหวังจะได้ยินคำบางคำจากเขาเช่นกัน
ในเวลาเดียวกัน ใบหน้าของทั้งคู่ก็จ้องมองตากันอย่างชิดใกล้ ซาทูรอสเพียงแค่ยิ้มอย่างอ่อนโยนและตอบกลับไปว่า“...ข้าอยากจะปกป้องคนที่ข้ารัก…จำเป็นต้องมีเหตุผลมากกว่านี้ด้วยเหรอ?”
“ตึกตึก ตึกตึก ตึกตึก..”
ประโยคเดียวทำเอาหัวใจของพิเทร่าเต้นระส่ำระส่าย เธอเขินอายระคนดีใจจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้ว มันทำให้เธอรู้สึกว่าหัวใจและสายตาที่มีต่อเด็กหนุ่มคนนี้ ไม่อาจกลับไปเหมือนเดิมได้อีกตลอดกาล
ภายในใจของพิเทร่าพลางคิดเตลิดไปว่า “นี่เรา...หรือว่าเราจะรักเขาเข้าแล้ว?......”