ตอนที่ 14 คนรู้ใจนั้นหาได้ยาก (2)
แต่ตลอดทางที่พ่อลูกตระกูลสวี่พาสวี่เฉิงอวี๋กลับเรือนนั้น กลับนึกถึงคำพูดเหล่านั้นของนางตอนที่พูดกับเซียวหมิ่นหาง สวี่ซงซานที่เดินเข้าประตูชะลอฝีเท้าลง แม้ว่าในใจจะไม่พอใจแต่ใบหน้าก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยความรักและเมตตา “แจกันใบนั้นของคุณชายน้อยวางไว้ในห้องโถงใหญ่ของเขามานานมากแล้วจริงๆ ครั้งแรกที่ข้าไปเยี่ยมเยียนถึงที่จวนเขาก็เคยเห็นแจกันใบนั้น จนถึงตอนนี้ แม้แต่ตำแหน่งที่วางก็ยังไม่เปลี่ยนเลยด้วยซ้ำ ทำไมเจ้าถึงได้พูดกับเขาว่าแจกันใบนั้นไม่เข้ากับในห้องและเปลี่ยนที่วางจะดีกว่าล่ะ”
สวี่เฉิงอวี๋กลับไม่คิดว่ามันจะเป็นอะไรเลย อย่างไรท่าทีและปฏิกิริยาของเซียวหมิ่นหางก็ไม่เหมือนคนที่กำลังโกรธ
นางชี้ไม้ชี้มือสั่งแบบนั้น แต่เขากลับดูพออกพอใจมากหรือ
และนางก็ไม่ได้จริงใจอยากจะชี้แนะชี้นำเรือนของคนอื่นเลย แต่นางจำได้ว่าเซียวหมิ่นหางเป็นคนที่ใจกว้างมาโดยตลอด และที่รำคาญที่สุดคือพวกที่จู้จี้จุกจิกและพูดจาอึกๆ อักๆ
พวกพฤติกรรมพบคนพูดภาษาคน พบผีพูดภาษาผี หรือการพูดเพียงสามส่วนแต่แสดงเจตนาเต็มสิบเช่นนั้นล้วนแต่ใช้กับเซียวหมิ่นหางไม่ได้ หากคุยกันไม่รู้เรื่องเขาสามารถชักสีหน้าและไม่ไว้หน้าใครได้ทันที
นางรู้สึกจริงๆ ว่าแจกันใบนั้นมันไม่เหมาะที่จะวางไว้ตรงนั้น เซียวหมิ่นหางก็มองออกว่านางสนใจแจกันนั่น หากนางทำอย่างขอไปทีนั่นสิถึงจะไม่เหมาะ
เมื่อท่านพ่อถามนาง นางก็ไม่ได้รู้สึกผิดอะไร “ข้าก็ไม่ได้คิดอะไรมากเจ้าค่ะ ท่านพ่อบอกข้าไม่ใช่หรือว่าคุณชายน้อยเป็นคนใจกว้างที่สุด ให้ข้าไม่ต้องประหม่าและกลัว เขาถามข้าว่าทำไมถึงเอาแต่จ้องแจกันใบนั้นข้าก็ตอบไปตามตรง ท่านพ่อสอนสั่งข้าเสมอไม่ใช่หรือว่าคบค้าสมาคมกับวิญญูชนก็ควรจะเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่แอบแฝงและประจบสอพลอน่ะเจ้าค่ะ”
สวี่ซงซานสะอึกกับคำพูดของนางแต่ก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไม
ที่นางพูดก็ฟังดูมีเหตุผล...
เขาจึงโบกมือตัดรำคาญ “ช่างเถอะๆ เจ้าก็โตมากแล้ว พูดและทำอะไรก็ล้วนมีขอบเขต ข้าเห็นว่าคุณชายน้อยก็ไม่ได้โกรธอะไร ข้าคิดว่าเมื่อก่อนอาจจะจำกัดเจ้ามากเกินไป ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ปล่อยให้เจ้าเดินทางไปทั่ว ไม่คิดเลยว่าวิสัยทัศน์จะกว้างขึ้นกว่าเมื่อก่อนเสียอีก นี่เป็นเรื่องดี ท่าทางจะต้องให้ได้เจอคนมากหน่อย ปกติไม่ว่าข้ากับพี่ชายใหญ่ของเจ้าจะพูดคุยกับเจ้ามากเท่าไร นั่นเป็นก็แค่การวางแผนรบบนกระดาษ[1]ใช่ไหม”
สวี่เฉิงอวี๋เข้าใจได้ในทันทีว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องของหลงจู๊ซุน
สีหน้าของนางขรึมลงเล็กน้อย “แต่เรื่องของหลงจู๊ซุน ข้ากลืนความรู้สึกนี้ไม่ลงจริงๆ เจ้าค่ะ”
คิ้วของสวี่ซงซานกระตุก สีหน้าและน้ำเสียงไม่กระโตกกระตาก “แต่เจ้าก็ให้คุณชายน้อยปล่อยคนไปแล้วไม่ใช่หรือ”
“ที่เมื่อวานปล่อยคนของเขาเพราะไม่อาจทำให้เป็นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่นั่นได้ ข้าคิดเผื่อการค้าทางทะเลของตระกูลเราน่ะเจ้าค่ะ แต่โดยส่วนตัวแล้วเขาอายุอานามมากขนาดนี้ กลับเล่นลูกไม้สกปรก เล่นงานสตรีตัวเล็กๆ อย่างข้าเพียงเพื่อเงินไม่กี่พันตำลึง ช่างน่ารังเกียจจริงๆ อีกอย่าง…” สวี่เฉิงอวี๋สีหน้าไม่เป็นมิตร และพูดด้วยใบหน้าบึ้งตึงว่า “แจกันสองหูของหลงจู๊เสี่ยวฉินนั่นคุ้มค่ากับราคานั้นจริงๆ แต่เขาเปิดปากต้องการซื้อในราคาสามพันตำลึง เห็นได้ชัดว่าเป็นการกลั่นแกล้งผู้อื่น แม้จะกล่าวว่าข้าก็ไม่ควรที่จะไปออกหน้าอวดรู้อยู่ดี แต่ก็เป็นความจริงที่ว่าเขาเป็นคนที่น่ารำคาญก่อน ข้าคิดว่าคนผู้นี้เป็นคนจิตใจคับแคบ และก็ยากที่จะประสบความสำเร็จในภายภาคหน้า”
จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นในตอนนี้ก็ยากที่จะพูดมาก เมื่อมีการจำกัดทางทะเลก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยในเมืองหยางโจวนี้ที่ต้องมองสีหน้าของตระกูลซุนก่อนที่จะพูดและกระทำเลยจริงๆ
สวี่ซงซานยกมือขึ้นลูบหัวนางเบาๆ “เรื่องนี้พ่อจะจำไว้ และจะช้าหรือเร็วก็จะเอาคืนแทนเจ้าให้ได้”
เชิงอรรถ
^ หมายถึง ผู้ที่คงแก่เรียน แต่ขาดประสบการณ์การลงมือทำจริง