ย้อนอดีตกลับมาเป็นคนรวย

    ตอนที่21 nightmare

    กรุงโซล เกาหลีใต้ ที่ฟิสเนสแห่งหนึ่งย่านธุรกิจ หญิงสาวร่างใหญ่เหมือนช้างน้ำกำลังออกกำลังด้วยท่าทางทุลักทุเล คิม ยูอิน ต้องทำให้ร่างกายของตัวเองสมบูรณ์พร้อม คราวแรกเธอไม่ยินยอม แต่พอเห็นสภาพของบริษัทเป็นอย่างนั้นก็ทนไม่ได้
    ชิปเซ็ตที่ล้าหลัง ถูกคู่แข่งกดดัน ผลกำไรที่ได้ในปีนี้แทบจะไม่มี ดีที่ยังพอมีเงินทุนหมุนบ้าง หากไม่งั้นแล้วบริษัทคงล้มละลาย เนื่องจากการเป็นผู้บริหารต้องมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดี อย่างแรกเลยคือเธอต้องออกกำลังกาย ใช่ออกกำลังกาย เพราะงั้นตอนนี้จะเห็นได้ว่าคิม ยูอิน ออกกำลังกายอย่างเอาเป็นเอาตายยังไงล่ะ
    เธอซับเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนจะเปิดปากเสียงดังอย่างไม่อายชาวบ้าน
    “เหนื่อยจังโว๊ย รู้สึกหิวจนหัวมันหมุนไปหมุนมา อย่างกับลูกข่างเเน่ะ...”
    ถึงปากจะพูดอย่างนั้นแต่ยูอิน ก็รู้ว่าไม่สามารถกลับไปกินได้อย่างเก่า ไม่งั้นแล้วที่ทำมาทั้งหมดคงสูญเปล่า
    “พี่คะ ตอนนี้ฉันคงไม่มีเวลาว่างอย่างเมื่อก่อนแล้ว ไว้ฉันนำบริษัทของพ่อกลับมาได้ คงมีเวลามากขึ้น ถึงตอนนั้นพี่เลี้ยง...ข้าวด้วยนะ”
    โดยปกติเธอมักคุยกับเขาผ่านทางข้อความ มันเป็นอย่างนั้นเสมอมา และเมื่อเธอกลับมาถึงเกาหลี มันก็เป็นอย่างนั้น
    ชีวิตในหลังลูกกรงเป็นอย่างไร ไม่มีใครอยากรู้ ดิวเองก็ไม่อยากรู้ แล้วไม่อยากรู้ด้วยว่าคลอดลูกในนั้นเป็นยังไง
    ส่วนเปรี้ยว คงเห็นว่าเขาอ่อนประสบการณ์ เข้ามาในวงการได้ไม่ถึงปีคงหลงติดกลับแน่ แต่น่าเศร้า มันอาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ด้วยหลักฐานที่มีอยู่ทำให้แบงค์ชนะการฟ้องร้อง ชื่อเสียงของเขาในฐานะคนที่อยู่ในวงการนี้จึงเพิ่มขึ้นมาอีก
    ทางด้านโซเชียล เหล่านักเลงคีย์บอร์ดต่างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? พวกเขาล้อเล่นกันหรือเปล่า แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ เพราะคนที่ถูกจับน่ะจับจริง ไม่ได้ใช้ตัวแสดงแทน
    ทำให้ชื่อเสียงของดิวที่เกือบดับ ยิ่งโหมแรง กลับมาผงาดขึ้นอีกครั้งโดยไม่ต้องโปรโมท
    Kanokwan “เห็นมั้ยล่ะ ไอ้พวกบ้า ก็บอกแล้วว่าพี่เขาไม่ได้เป็นคนอย่างนั้น!”
    อนุชิด “ว้าว นึกแล้วว่ามันต้องเอาอย่างนี้ พวกแกนะเป็นไงล่ะ!”
    “ฮ่าฮ่า ดูเพจพวกนั้นสิ ไหงตอนนี้ถึงปลิวแล้ว? หรือว่าหมดเงินไปกับขึ้นศาล!”
    หนูส้ม ใจร้าย “ชาวโคนันโซเชียลทั้งหลายมีเงิบสิครับงานนี้”
    วันวัน อยู่กับวัว “ดูก็รู้แล้วว่าถูกจัดฉากขึ้น!”
    ความรัก ก็เหมือนดอกไม้ “ฉันทำงานอยู่กับนังฝ้าย จะบอกให้นะผัวมันน่ะเป็นพนักงานที่นี่เหมือนกันแหละ!”
    ด.ญ. ปาลิตา “รู้สึกดีจริงๆ ที่เห็นอีฝ้ายถูกจับ!”
    โซเชียลกลับมาระเบิดอีกครั้ง แต่มันยังกำจัดวงอยู่ไม่ใช่ทุกคนที่เข้ามามีส่วนร่วม แต่ยังไงก็ถือเป็นผลดี ทำให้ชื่อเสียงของดิวดังขึ้นไปอีกระดับ
    “คุณดิว มีงานติดต่อเข้ามาหลายที่เลยครับ จนผมรับแทบไม่ทัน กลัวว่าจะไปเล่นไม่ไหว” ช้างรู้สึกดีใจ เขาไม่คิดเลยว่าฝันร้ายที่เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อน จะกลับกลายเป็นดีได้
    ดิวที่เอนหลังกับเก้าอี้อยู่ ค่อยๆเปิดเปลือกตาอย่างช้าๆ เขามองออกไปยังผ้าม่านสีเทา มองเห็นหน้าบ้านที่เงียบสงบ ไม่มีนักข่าวมารุมล้อม
    สำหรับรายการแฉยันบ่าย เมื่อจ่ายค่าเสียหายให้กับดิวรายการก็ถูกถอดออกจากผัง พิธีกรหรือผู้จัดจะเป็นยังไงดิวไม่ทราบ ส่วนทางเพจ คงไม่ต่างกันนัก ไม่ว่าฝ้ายไหนในตอนนี้คงเกลียดเขากันหมด
    เนิ่นนานดิวจึงถอนหายใจ เขาไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับใครหรืออยากทำอย่างนี้ แต่ที่ทำไปเพราะต้องรักษาความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง กับสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
    “แคนเซิลมันไปให้หมด ไม่ว่าจะร้านไหนๆ ก็ตาม”
    “หา...?” ช้างอ้าปากหวอ คล้ายกับไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน
    “ผมบอกให้ปฏิเสธพวกเขาไง ตอนนี้ผมมีอย่างอื่นที่ต้องทำ คงไม่มีเวลาไปเล่นเพลงอีกแล้วแหละ...”
    สำหรับดิว การเป็นศิลปินยังไม่ถึงจุดสูงสุดด้วยซ้ำ เรียกว่าเพิ่งจะก้าวเข้าสู่เส้นทาง แต่เขากลับเลือกที่จะเดินออกไป ทำอย่างอื่นเมื่อเห็นว่าพร้อมแล้ว
    “แล้วแบบนี้ ผมก็ต้องตกงานสิครับ...” เห็นว่าดิวเอาจริงช่วยไม่ได้ที่ช้างจะคอตก งานที่นี่ดีจริงๆ ดิวดีกับเขามาก อาหารก็ได้กินไม่ขาด ไม่อยากตกงานเลย
    “ใครบอกว่าผมจะไล่คุณออก ที่บอกไม่ใช่ไม่รับแต่เดือนนึงอาจจะรับสักครั้งหนึ่ง เพราะผมต้องทำธุรกิจอย่างอื่นน่ะ” เห็นว่าช้างคอตก ดิวจึงบอกเหตุผลให้เข้าใจ
    “คุณจะทำอะไรเหรอครับ เกี่ยวกับธุรกิจที่ว่า?” ช้างเกาหัวแกรกๆ รู้สึกงุนงงจริงๆ ถ้าหากเป็นนักร้องคนอื่นในสถานการณ์อย่างนี้ เขาเรียกว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก แต่ดิวกลับไม่คิดงั้น เขาคิดว่าด้วยเงินที่ได้มาจากการชนะคดีความก็เพียงพอแล้ว พอที่จะก้าวเข้าสู่ธุรกิจทำเงิน
    “เกมมือถือ!” ดิวลุกขึ้นยืน เขามองออกไปนอกหน้าต่าง วาดฝันถึงบริษัทใหญ่ที่ตัวเองเป็นเจ้าของ
    สำหรับเกมมือถือนั้นมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย มูลค่าของมันมหาศาลกว่าการเป็นศิลปินซะอีก อาจฟังดูบ้าแต่มันคือความจริง แต่นั่นหมายถึงเกมต้องเป็นที่นิยม ติดตลาดด้วยนะ ถ้าไม่งั้นแล้วการเป็นศิลปินหาเช้ากินค่ำ คงดีกว่า
    ดาวเรืองกับไผ่ไม่ได้อยู่ต่อ เนื่องจากดิวรับงานแค่เดือนละครั้ง พวกเขาไม่เหมือนกับช้าง จึงต้องออกไปเป็นแบ็คอัพให้คนอื่น ไปตามเส้นทางของตัวเอง
    ด้วยการกระทำของดิว ทำให้คนอื่นมองว่าเขาเป็นคนที่หยิ่ง รับงานแค่เดือนละงานเหรอ? จะหยิ่งเกินไปแล้ว คิดว่าดังนักหรอไง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพลงของเขาเพราะจริงๆ ยอดวิวรวมห้าเพลงก็ปาไปสามร้อยล้านแล้ว!
    “เฮ้อ ทำไมกูต้องมาตกงานก่อนปีใหม่ด้วยวะ...” ไม่นึกเลยว่าระหว่างนั่งเขียนเกมมือถือ จะถูกมอสเรียกออกมาฟังเรื่องไร้สาระ
    มอสถูกไล่ออกจากงาน ไม่สิ หากพูดให้ถูกคืออยู่ไม่ได้ต่างหาก พวกหัวหน้าและหนุ่มล้วนมีพรรคมีพวก ตั้งแต่ดิวออกจากโรงงานมามอสก็ไม่ค่อยมีใคร แถมยังโดนกีดกันในที่ทำงาน
    งานไม่ได้ยากอะไรเลย แต่คนที่ร่วมงานด้วยกันต่างหากล่ะที่ยาก มันน่าเหนื่อยใจนะที่มีเพื่อนร่วมงานแบบนี้
    “ไม่เอาเว้ย มึงมีประสบการณ์ ยังไงไงก็หางานได้หลังจากปีใหม่อยู่แล้ว” ดิวปลอบมอสจากใจจริง นี่ใกล้สิ้นปีแล้ว ที่บ้านโทรมาหาเขาเหมือนกันว่าจะกลับบ้านไปมั้ย ดิวยังไม่ให้คำตอบ เพราะยังมีเรื่องที่ต้องจัดการ
    พ่อแม่ไม่รู้ว่าดิวคือศิลปิน ยกเว้นน้องๆ สองคน แต่ถึงอย่างนั้นพวกเธอก็ไม่ได้บอกพ่อแม่ เพราะดิวขอไว้เซอร์ไพรส์เอง จะได้ตื่นเต้นไง
    “กูอยากเป็นแบบมึงจัง มีสาวๆ มากรี๊ด จะอึ๊บกับใครก็ได้ ไม่ต้องเข้าไปจีบ...” มอสเมาแล้ว เขาพูดอะไรไม่เข้าท่าอย่างเรื่องเซ็กส์ มีผู้หญิงเข้ามาขอนอนกับดิวจริง เธอเป็นแฟนคลับที่ติดตามคลั่งไคล้ แต่ดิวไม่นอนด้วยหรอก
    มันอาจจะสนุกก็จริง แต่เมื่อนึกถึงผลที่ตามมา คงไม่ดีต่อชื่อเสียงเท่าไหร่นัก
    “มึงก็ไม่เห็นต้องจีบนะ สาวๆ ในร้านก็น่ารัก เห็นว่าเสร็จมึงเกือบหมดแล้วใช่มั้ย?” ดิวรู้ทันมอสหรอก หมอนี่มันร้ายเห็นว่าเอาสาวๆ ในร้านของอีฟเกือบทุกคน ได้ป้องกันบ้างหรือเปล่านะ รู้สึกเป็นห่วงจัง
    “เหอะๆ ก็จริงของมึง แต่หากเทียบกับมึงแล้ว ไม่เท่าไหร่หรอก” มอสหมุนแก้วในมือ ปากก็ถามไปเรื่อยเปื่อยว่า “แล้วตอนนี้มึงเป็นไง งานก็ไม่ค่อยรับ อยู่แต่บ้านเฉยๆ ตกลงมึงทำอะไรอยู่กันแน่วะ”
    “มึงอยากรู้จริงเหรอ?”
    “เออดิ”
    “แล้วทำไมมึงไม่มาเป็นพนักงานให้กูละ สำหรับเงินเดือนสตาร์ท กูให้สองหมื่นห้า”
    มอสที่กำลังกระดกเหล้าเข้าปากเกือบจะสำลักออกมา เขามองหน้าดิวด้วยสายตาฉงน รู้สึกอย่างกับว่าฝันไป
    “มึงพูดจริง?”
    “ใช่ แต่วิธีการพูดของเราคงต้องเปลี่ยน ในฐานะเจ้านาย...”
    ในองค์กรไม่ว่าที่ใดก็ตาม หากมาใช้คำว่ากูมึงอย่างในวงเหล้าคงไม่ดีเท่าไหร่นัก ลูกน้องจะไม่เคารพ จะเอาตีนมาลูบหัวเราตอนไหนก็ยังไม่รู้ เพราะงั้นถึงแม้ทั้งสองจะเป็นเพื่อนกัน แต่งานต้องมาก่อน การเคารพกันเป็นสิ่งสำคัญต่อเจ้านายและลูกน้อง
    “ก็ได้ก็ได้ครับ ว่าแต่จะบอกได้ยังล่ะครับจ้านาย ว่างานที่ว่าหมายถึงอะไร? คงไม่ใช่บอดี้การ์ดหรอกใช้มั้ย” มอสเปลี่ยนวิธีการพูดอย่างรวดเร็ว เขาเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายปรับตัวได้เร็ว แต่บางครั้งหากเกลียดคนคนนั้นเกินไป ก็จะไม่เข้าหา อย่างหัวหน้าในโรงงานเก่า
    ในวันต่อมามอสไปที่บ้านของดิวตามที่นัดแนะกันไว้ เข้ามาก็พบกับช้างที่นอนขึ้นอืดตรงโต๊ะอาหาร หมอนี่กินพิซซ่าไปสองถาดก่อนจะหลับทั้งอย่างนั้น
    มอสนึกสนุก เขียนหน้าช้างเล่นด้วยปากกาสักหน่อย ก่อนจะเข้าไปในห้องนั่งเล่นที่เมื่อก่อนเอาไว้รับแขก แต่ตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็นออฟฟิศเล็กๆ
    “ว๊าว เจ๋งไปเลยว่ะ คอมที่อยู่ในนี้ สุดๆ ทั้งนั้น!” ดวงตาของมอสเป็นประกายทันทีที่เห็นชุดคอมในห้อง
    เขาเป็นช่างโรงงานไฟฟ้า แน่นอนเวลาว่างจะเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เขาอยู่ในสาขาวงการนี้ จึงรู้ดีว่าสเปคราคาคอมที่อยู่ในห้อง อย่างต่ำก็เครื่องละสี่แสนแล้ว!
    “มาแล้วเหรอ ยินดีต้อนรับสู่บริษัท nightmare” ดิวที่กำลังเขียนบางอย่างลงบนคีย์บอร์ดลุกขึ้นมา ก่อนจะยิ้มมุมปากเล็กๆ ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวในออฟฟิศนี้ ยังมีชายหนุ่มสวมแว่นอีกคน ที่ดูเหมือนกำลังสร้างโมเดลบางอย่าง
    “nightmare? ทำไมชื่อไม่เป็นมงคลเลยวะ” มอสถาม เพราะชื่อบริษัทนี้ ฟังยังไงก็ไม่ลื่นหูเอาซะเลย