Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 21 ภัยร้ายกล้ำกราย

         ขนตาของชายหนุ่มบนเตียงขยับขึ้นเล็กน้อยก่อนที่เขาจะได้ลืมตาตื่นขึ้นมาหลังจากที่สลบไสลไปนานหลายต่อหลายวัน บนร่างท่อนบนอันเปลือยเปล่าของเขาถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลจำนวนมากที่ปกปิดรอยแผลทั้งหลายจากการต่อสู้ อีกทั้งแขนอีกข้างหนึ่งถูกห่อพันไปด้วยผ้าพันแผลจำนวนหลายชั้นอีกทั้งยังผูกติดไว้กับแผ่นไม้หนึ่งไว้เพื่อประคองไม่ให้แขนข้างนี้ขยับมากนัก
         “อากัง เจ้าฟื้นแล้วเหรอ? ลูกแม่! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เจ้ายังเจ็บแผลอยู่หรือไม่ เจ้าอย่าได้ทำแบบนี้อีกนะ แม่หัวใจจะขาดอยู่รอมร่ออยู่ ฮือๆ” จิวซูฉีร้องห่มร้องไห้อย่างหนักเมื่อพบเห็นว่าบุตรชายของต้นฟื้นสติขึ้นมาแล้ว นางหันไปกล่าวกับบ่าวรับใช้ที่อยู่ติดกับประตูห้องในทันที “เร็วเข้า รีบไปแจ้งต่อท่านพี่ว่าอากังฟื้นแล้ว!”
         “ขอรับนายหญิง” บ่าวผู้นั้นตอบรับในทันทีก่อนที่จะรีบวิ่งไปแจ้งข่าวอันน่ายินดีนี้ให้แก่เจ้าเมือง พอดีกับคุณหนูรองฉวี่ซูฮวาได้ผ่านทางมาพอดีจึงได้ทราบข่าวคราวของพี่ชายตน รีบตรงดิ่งไปอยู่ข้างเตียงของฉวี่กังในทันที
         ครึ่งชั่วยามต่อมานั้น ฉวี่ฮุ่ยได้ตรงจากศาลกลับมายังจวนของตนเพื่อพบหน้าลูกชายคนโตของตนเองในทันที ครอบครัวทั้งสี่คนได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่ดีใจที่สุดคงหนีไม่พ้นฮูหยินฉวี่ นางกอดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไว้อย่างแน่นจนบางทีฉวี่กังก็ถึงกับรู้สึกเจ็บแผลขึ้นมาทันที
         “จริงสิอากัง เจ้าได้สติขึ้นมาก็ดีแล้ว” ฉวี่ฮุ่ยหันไปกล่าวกับบุตรชายของตนเอง “เกิดเรื่องอันใดขึ้นในป่าอสูรกันแน่ พวกเจ้าได้พบเจอพวกพรรคอสูรจริงหรือไม่ ตนเหตุของพิษทั้งหมดมาจากพวกมัน?” ฉวี่ฮุ่ยถามด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
         “ท่านพี่...นี่ไม่เร็วไปหรือ ลูกของพวกเราพึ่งได้สติเองนะ” จินซูฉีเอ่ยโต้แย้ง แต่กลับถูกฉวี่ฮุ่ยยกมือขึ้นมาห้ามปรามเอาไว้ “ฮูหยิน...เรื่องสำคัญเกี่ยวพันธ์ต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมาก...เราไม่อาจช้าได้”
         “ถูกของท่านพ่อ ขอให้ท่านแม่อย่าเป็นห่วงข้าเลย ข้าเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง..ชีวิตของประชาชนนั้นจำต้องมาก่อน” ฉวี่กังพยายามชันกายให้ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงของตนเอง “พวกเจ้าที่ไม่เกี่ยวข้องจงออกไปสะ” ฉวี่กังหันไปกล่าวกับบ่าวไพร่ที่อยู่ภายในห้อง
         “ขอรับ” บ่าวไพร่ทั้งหลายต่างประสานมือคาราวะตอบรับคำสั่งและเดินออกไปยังด้านนอกโดยไม่ลืมที่จะลงกลอนปิดประตูนั้นไว้
         “เอาละข้าจะบอกเล่าต่อพวกท่านว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ภายในป่าอสูรนั้น ข้าและเหล่ามือปราบในสังกัดได้เข้าไปถึงยังส่วนลึกที่สุดของป่าอสูร เราได้พบกับบ่อน้ำขนาดใหญ่ในที่แห่งนั้น...แต่บ่อน้ำนี้ถูกทำให้ปนเปื้อนไปหมด ในบ่อน้ำนั้นได้กลายเป็นที่อาศัยของสัตว์อสูรตนหนึ่ง...พวกเราคิดว่ามันเป็นงูยักษ์ตนหนึ่งที่มีผิวกายดํามะเมื่อม น้ำในบ่อถูกปนเปื้อนก็เพราะมันไปแช่ตัวอยู่ในนั้น มันนี่ละเป็นต้นเหตุของพิษร้าย!” ฉวี่ฮุ่ยกล่าวด้วยใบหน้าถมึงทึง ส่วนผู้คนรอบด้านนั้นก็มีสีหน้าไม่ต่างกันนัก
         ฉวี่ฮุ่ยได้กล่าวต่อไป “ในคราแรกที่พวกเราได้พบเห็นมัน...เจ้าสัตว์ร้ายนั้นได้เข้าจู่โจมพวกเราด้วยพิษอันร้ายกาจ มันเก่งกาจเป็นอย่างมาก ต่อมาพวกเราจึงได้รับรู้ว่ามันนั้นไม่ใช่สัตว์อสูรอย่างที่พวกเราเข้าใจ แต่มันกลับเป็นทาสอสูรตนหนึ่ง ในตอนที่เจ้านายของมันโผล่หัวออกมาก็แทบทำให้พวกเราตายกันจนเกือบหมด ข้าจึงได้ตัดสินใจสั่งให้ถอยกลับไปยังเมืองเพื่อตั้งหลักก่อน”
         “อากัง...เจ้านายของมันคือใครกัน?” ฉวี่ฮุ่ยเอ่ยถามออกไป
         “ข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่พวกที่ใส่ผ้าคลุมดำปกปิดร่างกายทั้งหมดแบบนั้นน่าจะเป็นพวกพรรคอสูรไม่ผิดอย่างแน่นอน ในพรรคอสูรนั้นต่างก็มีลูกศิษย์ทั้งหมดเป็นพวกอสูรร้ายซีเซี่ย พวกมันคงไม่กล้าเปิดเผยร่างกายให้มนุษย์อย่างเราได้พบเห็น”
         “งั้นก็คงเป็นพรรคอสูรอย่างที่คาดไว้จริงๆ” ฉวี่ฮุ่ยกล่าวขึ้นมาเมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากบุตรชายของตน เอาลูบคางไปพลางคบคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อไป “กำลังพลของพวกเรานั้นคงมีไม่มากพอ มือปราบทั้งหมดต่างก็ตกตายเพราะเจ้าชั่วพรรคอสูรนั่น พวกเราคงทำอะไรไม่ได้สินะ” ฉวี่ฮุ่ยใบหน้าเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก แม้เขาจะสามารถขอกำลังพลจากราชสำนักมาได้ก็ตาม แต่การทำแบบนั้นได้จำต้องมีเหตุผลที่สมควรพอ และหากแจ้งไปโดยตรงว่าเป็นฝีมือของพรรคอสูรหรือให้คนของทางการมาตรวจสอบจนรู้ความจริงแล้วละก็ คงหนีไม่พ้นความพิโรธของจูเชว่อ๋องที่จะทำลายเมืองฟูเจี้ยนจนไม่เหลือซาก หากเทียบกันแล้วอาจจะมีคนตายมากเสียกว่าฝีมือของพวกพรรคอสูรสะอีก
         “...ท่านพ่อ” ฉวี่ซูฮวาเอ่ยขึ้นมาเรียกความสนใจจากทุกคนไป “หากกำลังของทางการไม่อาจใช้หยิบยืมได้...ทำไมพวกเราไม่ใช้ประโยชน์จากพวกชาววยุทธ์ในเมืองละ พวกเขาต่างก็โลภโมโทสัน หากเราปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับทาสอสูรตนนี้ออกไปว่ามันเฝ้าสมบัติล้ำค่าไว้...เชื่อว่ามีผู้คนจำนวนมากที่ต้องการจะจัดการมัน รวมถึงตระกูลอันดับสองอย่างตระกูลถัง...ข้าได้รู้มาว่าพวกเขาใช้พิษเพื่อสร้างบ่อพิษอันเป็นสมบัติประจำตระกูล” ฉวี่ซูฮวาเอ่ยความคิดเห็นของตนเองออกมา
         “ซูฮวา! เจ้าฉลาดมาก! สมกับเป็นลูกพ่อ” ฉวี่ฮุ่ยดีใจจนกอดบุตรสาวไว้ในอ้อมอก
         “ความคิดของซูฮวานับว่าดีเป็นอย่างมาก” ฉวี่กังเอ่ยสนับสนุนน้องสาว “หากจะให้ดีคงต้องส่งคนออกไปปล่อยข่าวจากหลายๆแหล่ง ทางที่ดีที่สุดจำจะต้องมีพยานรู้เห็น ผู้คนถึงจะเชื่อคำโกหกคำโตของพวกเรา”
         ครอบครัวสกุลฉวี่ต่างก็ได้วางแผนการณ์ครั้งใหญ่โตในการช่วยเมืองนี้ไว้โดยพวกเขาพยายามวางแผนที่รัดกุมที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยฉวี่กังได้ใช้ให้เจ้าหน้าที่ศาลปลอมตัวชาวยุทธ์และปะปนไปกับผู้คนภายในเมือง จากนั้นก็ให้พวกเขาต่างพูดคุยถกเถียงกันเรื่องความลับหรือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าภายในป่าอสูร อีกทั้งยังให้ผู้คนเตรียมเกี้ยวเพื่อพาฉวี่กังออกไปรักษายังร้านหมอชื่อดังภายในเมืองเพื่อให้ผู้คนพบเห็นว่าเขาบาดเจ็บจริงๆ และเขาได้กำชับให้คนหามเกี้ยวทั้งสี่นั้นไปพูดคุยกับผู้คนโดยรอบโดยพยายามกระจายข่าวว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากสัตว์อสูรลึกลับภายในป่าลึกซึ่งเป็นอสรพิษยักษ์ตนหนึ่ง
         ข่าวเรื่องสัตว์อสูรอสรพิษยักษ์ทำร้ายหัวหน้ามือปราบฉวี่กังจนบาดเจ็บนั้นแพร่กระจายไปรวดเร็วดุจไฟลามทุ่ง ไม่นานนักผู้คนทั้งเมืองก็ได้ทราบเรื่องนี้ ผนวกกับมีการพูดคุยเรื่องราวทรัพยากรล้ำค่าภายในป่าอสูรนั้น เรื่องราวทั้งหมดจึงได้ผูกรวมกันไปมา เมื่อข่าวสารพูดออกไปปากต่อปาก ข่าวสารทั้งหลายก็ผิดเพี้ยนไปจนแยกไม่ออกว่าเรื่องราวจริงเท็จแค่ไหน แต่อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ได้คือสัตว์อสูรอสรพิษนั้นมีตัวตนจริงๆเพราะได้รับการยืนยันจากคนหามเกี้ยวของทางการเอง
         ไม่นานนักเมื่อหมดวันนั้นลง ตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดต่างก็ทราบเรื่องราวข่าวลือนี้กันหมดสิ้น พวกเขาต่างก็มีการเคลื่อนไหวที่ต่างกันออกไป แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดนั้นคงจะหนีไม่พ้นตระกูลถังที่ถูกขโมยบ่อหมื่นพิษไป พวกเขานั้นต้องการพิษจำนวนมหาศาลเพื่อมาสร้างบ่อหมื่นพิษขึ้นมาใหม่ หากขาดสิ่งนี้ไปมันจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อผู้เยาว์จำนวนมากภายในตระกูล หากขาดของวิเศษนี้ไปแล้ว ก็คงมีน้อยคนมากที่จะพัฒนาจิตวิญญาณเข้าสู่ระดับสูง
         หากโอกาสจากสวรรค์ครั้งนี้มารออยู่ตรงหน้าแล้วไม่คว้ามันเอาไว้ ตระกูลถังคงจะต้องหลุดออกจากตระกูลอันดับสองภายในเมืองและไม่อาจเทียบชั้นตระกูลระดับสูงอื่นๆได้ในรุ่นถัดไป พวกเขาใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้นก็รวบรวมกำลังคนรุ่นเยาว์จำนวนมากจากภายในตระกูลโดยการนำของสี่สรพิษ ถังชิง ถังเหยียน ถังหลิว ถังฝู โดยไม่มีผู้อาวุโสคนใดในตระกูลที่ออกไปด้วยเลยแม้แต่คนเดียว โดยแต่ละตระกูลต่างก็ไม่ต้องการให้ก่อเกิดสงครามขึ้นโดนคนระดับสูงของแต่ละตระกูลจึงได้สงวนท่าทีไว้และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เยาว์ในตระกูลแทน
         เมื่อตระกูลถังเกิดการเคลื่อนไหวจึงทำให้เกิดผลกระทบไปทั่วทั้งเมือง ทุกตระกูลต่างก็เคลื่อนไหวตามเพราะไม่ต้องการให้เนื้อชิ้นโตนี้หลุดไปอยู่ในมือผู้อื่นที่ไม่ใช่ตนเอง รวมไปถึงดาบทองสกุลหลิวตระกูลอันดับหนึ่งแห่งเมืองฟูเจี้ยนยังไม่วายต้องเตรียมการเป็นการใหญ่ตามไปด้วย ในมุมมองของคนนอกนั้นอาจมองเห็นว่าตระกูลถังต้องการสัตว์อสูรที่มีพิษร้ายนี้มาส่งเสริมผู้คนในตระกูลเพื่อขยับขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่หากมองในมุมมองคนในของตระกูลถังแล้วละก็ มันกลับเป็นการเอาตัวรอดอย่างสุดชีวิต หากไม่ได้รับพิษร้ายนี้มาครอบครอง อนาคตของตระกูลถังก็คงจะจบในมือของคนรุ่นหลัง
         ในอีกวันต่อมานั้นการค้าของหอหงส์แดงนับว่ารุ่งเรืองที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ถูกก่อตั้งขึ้นในเมืองฟูเจี้ยน ทุกตระกูลต่างก็ซ่องสุมกำลังและยาวิเศษจำนวนมากสำหรับการล่าสัตว์อสูรลึกลับในป่าอสูร โดยทั้งเมืองนั้นต่างก็ตื่นตระหนกกันไปหมดยกเว้นก็เพียงแต่ถังเฟยหู่และครอบครัวเท่านั้นที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรเลยแม้แต่น้อย
         กรงเล็บมารกระดูกขาว มารเจาะกะโหลก
         นิ้วทั้งห้าของชายหนุ่มตาสองสีงองุ่มเป็นกรงเล็บเปล่งรัศมีลมปราณสีแดงเพราะถูกใช้ออกด้วยลมปราณประจำตระกูลถังนามว่าอำมหิต เมื่อขับเคลื่อนปราณพร้อมกับสำแดงวิชากรงเล็บมารกระดูกขาวไปด้วยนั้น ลมปราณที่ถูกรวบรวมอยู่ที่ปลายนิ้วนั้นแหลมคมและยืดยาวออกมาประมาณหนึ่งชุ่นดุจดั่งเล็บมือของมารร้าย
         ถังเฟยหู่แทงนิ้วทั้งห้าลงบนก้อนหินขนาดใหญ่ในลานกว้างหลังบ้าน นิ้วของชายหนุ่มนั้นแทรกผ่านเข้าไปในเนื้อหินได้โดยไม่มีการติดขัดใดๆทั้งสิ้น ราวกับนิ้วมือทั้งห้าของชายหนุ่มแทงทะลุลงไปในก้อนเต้าหู้แทนที่จะเป็นก้อนหิน ถังเฟยหู่มองผลงานตรงหน้าแล้วยิ้มอย่างพอใจ ไม่ทราบว่าทำไมเขาถึงได้ฝึกฝนวิชานี้ที่อสูรทมิฬมอบให้ได้ลื่นไหลถึงเพียงนี้ เพียงแค่ชั่วข้ามวันก็ได้ผลที่น่าประทับใจขนาดนี้แล้ว
         หากเปลี่ยนก้อนหินนี้เป็นกะโหลกศีรษะของคนผู้หนึ่งแล้วคงคิดได้แต่เพียงว่าคนผู้นั้นจะต้องตายอย่างแน่นอน อีกหลากหลายกระบวนท่าในวิชากรงเล็บมารกระดูกขาวถูกใช้ออกมาอย่างต่อเนื่องและลื่นไหลโดยถังเฟยหู่ เคล็ดวิชานี้ราวกับมีอำนาจลึกลับบางอย่างที่ดึงดูดสติของชายหนุ่มให้เข้าสู่สภาวะที่ไม่รับรู้สิ่งใดนอกจากการฝึกฝน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ใช่พลังระดับปราณขั้นห้าอย่างชายหนุ่มจะเข้าถึง โดยทั่วไปสภาวะนี้จะเริ่มบังเกิดในช่วงปราณขั้นสิบสองระดับสุดยอดจนถึงครึ่งก้าวก่อเกิด สภาวะนี้ของผู้ฝึกตนจะถูกเรียกขานกันว่าฌานฝึกตน ถังเฟยหู่นั้นบ้าคลั่งกับการฝึกฝนวิชากรงเล็บมารกระดูกขาวในฌานสมาธิราวกับเป็นคนเสียสติที่ไม่รับรู้สิ่งใดราวกับเขาเป็นมารตนหนึ่งที่บ้าฝึกวิชา ในดวงตาของเขามีเส้นเลือดสีแดงขึ้นอยู่ภายใน
         “เฟยหู่!”
         ในตอนนั้นเองที่มีบางอย่างมาทำให้ชายหนุ่มได้สติขึ้นมา มันเป็นเสียงเรียกขานชื่อของเขาเองด้วยเสียงที่คุ้นเคย เมื่อเขาหันกลับไปมองก็พบกับท่านตาของตนเองมองกลับมายังตนเองด้วยสายตาแปลกประหลาด ถังเฟยหู่กลับสู่สภาวะปกติ เส้นเลือดในดวงตาลดน้อยถอยลงจนกลับเป็นปกติ
         “ท่านตา” ถังเฟยหู่เอ่ยทักท่านตาของตน
         “ข้าเรียกเจ้าหลายครั้งแล้วเจ้ากลับไม่ได้ยิน เจ้าคงพยายามอย่างหนักสินะเฟยหู่ หากไม่ชนะก็ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยเจ้าก็ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อแม่ของเจ้า” ถังหยางหลิวเอ่ยอย่างจริงใจต่อหลานชายของตนเองด้วยความรู้สึกห่วงใย
         ในหัวใจของถังเฟยหู่ราวกับเป็นแผ่นดินแห้งแล้งที่ได้รับน้ำบริสุทธิ์หล่อเลี้ยงจิตใจ เพียงแค่คำพูดปลอบโยนจากญาติผู้มีไม่กี่คนของตนเองกลับทำให้ความลำบากที่ทนมานานหลายต่อหลายเดือนกลับหายไปเพียงด้วยคำพูดไม่กี่คำ เขายิ้มตอบรับให้กับคำพูดของท่านตาด้วยสีหน้าอ่อนโยนเช่นกัน
         “ข้าทราบแล้ว”
         “อ่อจริงสิ ข้าจะมาบอกต่อเจ้าว่าคนของหอหงส์แดงได้นำหญ้ามังกรจากแคว้นซีเปยมาส่งให้แล้ว ตาได้นำส่วนนึงมาทำยาให้แม่เจ้าเรียบร้อยแล้ว อาการของนางนับว่าทุเลาเบาบางลงไปมากนัก”
         “เรื่องนี้ช่างน่ายินดียิ่งนัก งั้นข้าขอตัวไปดูท่านแม่ก่อน” เมื่อกล่าวเสร็จถังเฟยหู่ก็หายไปในทีทิ้งภาพติดตาแสงสีเขียวดุจดั่งงูสีเขียวตัวใหญ่เลื้อยหายเข้าไปในตัวบ้าน เมื่อถังหยางหลิวเห็นภาพนี้ในคลองจักษุแล้วนั้นเขากลับยิ้มออกมาด้วยความสุข หลานชายของเขานับว่าพยายามอย่างหนักเพื่อมาถึงจุดนี้ได้ในไม่กี่เดือนทั้งๆที่ผู้อื่นใช้เวลามานานหลายปีตั้งแต่ยังเยาว์วัย เมื่อถังเฟยหู่กลับเข้าไปในบ้านแล้วก็รีบตรงดิ่งไปหามารดาของตนเองในทันที เขาพบเห็นถังมู่หลิวนั่งอยู่ตรงโต๊ะภายในห้องของนางก็รีบตรงดิ่งเข้าไปสวมกอดมารดาของตนด้วยความรัก ทั้งคู่ตามสารทุกข์สุขดิบของกันและกันด้วยความเป็นห่วงที่มากล้น ความสัมพันธ์ของมารดาและบุตรชายนั้นยังไงก็นับเป็นความรักที่บริสุทธิ์ที่สุดตั้งแต่กำเนิดเกิดมา เป็นความรักที่ไม่มีเงื้อนไขใดๆ
         ในตอนเย็นวันนั้นหลังจากการรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาสามคนครอบครัวแล้ว ถังเฟยหู่จึงได้ออกไปฝึกฝนกระบวนของตนต่อไปในลานกว้างจนถึงกลางดึก ซึ่งเขาได้พบเห็นความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นภายในสกุลถัง เขาพบเห็นการเคลื่อนไหวของผู้คนจำนวนมากที่ได้เคลื่อนตัวออกไปจากตระกูลในกลางดึก ถังเฟยหู่นึกสนใจจึงได้ลอบตามไปอย่างเงียบๆตามหลังไป
         แต่สิ่งที่แปลกประหลาดยิ่งกว่านั้นคือการที่เขาพบเห็นผู้เยาว์จากแทบทุกตระกูลได้ลอบออกมาเช่นกัน แม้แต่ตระกูลอันดับหนึ่งในเมืองอย่างสกุลหลิวยังมีการเคลื่อนไหวแทบจะพร้อมๆกันกับสกุลถังราวกับสกุลถังเป็นคนจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ประหลาดภายในเมืองโพ้นทะเลนี้
         ถังเฟยหู่แอบซ่อนตัวอยู่ที่มุมมืดหนึ่งภายในตรอกใกล้ๆกับประตูเมืองเพื่อลอบสังเกตตระกูลต่างๆที่ออกไปสู่ภายนอก ทางด้านตระกูลถังนั้นมีสี่อสรพิษเป็นผู้นำคนภายในตระกูล ส่วนทางด้านตระกูลหลิวนั้นมีหลิวจิวเลี่ยนเป็นผู้นำของคนสกุลหลิวโดยมีหลิวฮวนเป็นข้ารับใช้อยู่ข้างกาย ส่วนหลิวจิวฮุ่ยพี่ชายของนางที่เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งนั้นได้เดินทางล่วงหน้าไปโดยไม่รั้งรอผู้ใดในตระกูลของตน โดยหลิวจิวฮุ่ยนั้นได้ขี่จิตวิญญาณหมาป่าทองคำของตนผ่านประตูเมืองออกไปด้วยความไวดุจพายุ
         “เกิดอะไรขึ้นภายในเมืองกันแน่...” ถังเฟยหู่นั้นสงสัยเป็นอย่างมาก
         “ฮี่ๆๆ เจ้าทึ่มเอ้ย ช่างไม่รู้อะไรกับเขาบ้างเลยนะ” เสียงอันไพเราะดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยที่ด้านหลังของชายหนุ่ม เขาเองก็ตกใจเป็นอย่างมากที่มีคนอยู่ด้านหลังเขา เมื่อหันกลับไปแล้วก็พบว่าคนที่อยู่ด้านหลังนั้นเป็นสตรีที่แต่งกายเป็นบุรุษ แต่นั่นไม่อาจกลบซ่อนความงดงามของนางไว้ได้ อย่างมากก็เพียงไม่ทำให้เป็นจุดสนใจเท่าไหรนัก แต่หากมองดวงหน้าอันงดงามของนางดีๆจะรู้ว่าสตรีผู้มีดวงตาสีแดงเพลิงนี้งดงามเหนือผู้ใดจริง เมื่อถังเฟยหู่เห็นว่าเป็นนางจึงได้คลายการระวังลง
         “แม่นางหยาง เจ้าอีกแล้วเหรอ” ถังเฟยหู่เอ่ยด้วยความแปลกใจ
         “ใช่แล้วเจ้าทึ่ม ความจำเสื่อมหรือยังไงถึงได้จำข้าไม่ได้ อ่อจริงสิ นี่เจ้าก็มาตามหาเรื่องสนุกเช่นกันสินะ ฮี่ๆ เจ้านี่ก็คงสนใจเจ้าสัตว์อสูรลึกลับเหมือนกันสินะ หรือสนใจแหล่งทรัพยากรที่ร่ำลือนั่นในป่า”
         “หืม? สัตว์อสูรอันใด แหล่งทรัพยากรอันใดเหรอ?” ถังเฟยหู่ทำสีหน้ามึนงง
         “เห้ออ เจ้านี่มันทึ่มสมกับเป็นเจ้าทึ่มจริงๆ เอาละข้าจะบอกให้คนโง่อย่างเจ้าก็ได้นะเผื่อเจ้าจะได้ตามคนฉลาดๆอย่างข้าได้ทัน” หญิงสาวยิ้มอย่างพอใจด้วยความเหนือกว่า จากนั้นนางจึงได้เริ่มเล่าเรื่องราวความเป็นมาต่างๆที่เกิดขึ้นภายในเมืองรวมถึงการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดของตระกูลต่างๆ
         เมื่อได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ชายหนุ่มจึงพอเข้าใจความคิดของตระกูลถังว่าทำไมถึงได้ทุ่มกำลังคนไปเป็นจำนวนมากขนาดนี้ เหตุความวุ่นวายทั้งหลายนั้นหากจะนับว่าเกิดจากตัวเขาที่ลอบไปขโมยของวิเศษประจำตระกูลไปว่าเป็นต้นเหตุก็ไม่นับว่าผิดอะไร ชายหนุ่มยิ้มแห้งๆออกมาเมื่อพบเห็นภาพตรงหน้านี้
         ชายหนุ่มหันกลับไปยิ้มให้กับแม่นางหยาง “แม่นางหยาง ขอโทษด้วยนะที่ข้าไม่สนใจจะไป ข้าขอตัวก่อน” เมื่อกล่าวเสร็จชายหนุ่มก็ได้ใช้ท่าเท้าอสรพิษลี้ลับหนีหายไปจนลับตาโดนที่หญิงสาวยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรเลย นางทำหน้าตาไม่พอใจกับการกระทำของถังเฟยหู่อยู่บ้างแต่ก็ไม่คิดที่จะตามไปในตอนนี้
         หญิงสาวหันกลับออกไปทางนอกเมืองแทนและพุ่งทะยานออกไปกลางอากาศจากนั้นจึงปลดปล่อยทาสอสูรตนหนึ่งออกมาจากห้วงวิญญาณของตนเอง มันเป็นสัตว์อสูรที่มีรูปร่างเป็นอีกาสองหัวที่มีขนสีดำสนิทตนหนึ่ง มันถึงกับเปล่งพลังงานลึกลับที่ทรงพลังในระดับห้าออกมา เป็นครั้งแรกที่เคยมีทาสอสูรระดับห้าปรากฎกายขึ้นมาภายในเมืองฟูเจี้ยนแห่งนี้ หญิงสาวกระโดดขึ้นขี่บนหลังของอีกาสองหัวจากนั้นอีกาสองหัวจึงได้ใช้พลังของตนเองครอบคลุมรอบกายของมันไว้ พลังของมันเป็นดุจดั่งเงาที่มีชีวิตจิตใจ หมุนวนแปรเปลี่ยนอยู่รอบกายของมันและกำบังร่างของมันให้กลืนหายไปกับห้วงราตรี พลังระดับนี้นับว่าเหนือชั้นกว่าการอำพรางกายของค้างคาวโลกันต์หลายเท่านัก หนึ่งคนหนึ่งอสูรพุ่งทะยานหายไปกับห้วงราตรีโดยทิศทางที่นางนั้นได้มุ่งไปก็คือป่าอสูรนั่นเอง
         ทางด้านถังเฟยหู่นั้นได้ตรงดิ่งไปยังบ้านของช่างตีเหล็กจางฟางจิ้งในทันที เมื่อไปถึงแล้วชายหนุ่มได้ทุบประตูบ้านเรียกลุงจางให้ออกมา แม้ในตราแรกที่โดนปลุกนั้นลุงจางจะโมโหมากก็ตาม แต่เมื่อพบว่าผู้ที่มาหาเขาในกลางดึกนั้นคือถังเฟยหู่ก็บรรเทาความโกรธจนหายไปเป็นปลิดทิ้ง
         “อ้าวหลานชาย เจ้ามาหาข้ากลางค่ำกลางคืนมีอะไรรึเปล่า”
         “ท่านลุง ข้าอยากปรึกษาท่านบางเรื่องสักหน่อย” เมื่อชายหนุ่มกล่าวเสร็จแล้วลุงจางจึงได้รีบพาให้ชายหนุ่มเข้าไปคุยกันด้านใน
         ถังเฟยหู่ทำหน้าจริงจังปรึกษากับลุงจางในบ้านของชายแก่ เขาได้พูดคุยเรื่องเกี่ยวกับการที่เขาต้องการจะไปตามล่าสัตว์อสูรลึกลับในป่าอสูรเช่นเดียวกับผู้มีอำนาจทั้งหลาย แต่ก็ติดปัญหาหลายด้านที่ว่าเมื่อเข้าไปแล้วจะต้องมีคนจดจำเขาได้อย่างแน่นอนเพราะภายในป่าอสูรขนาดนี้ได้มีกองทัพตระกูลถังเดินทางไปเพื่อล่าสัตว์อสูรนี้เช่นกัน
         และแน่นอนว่าผู้ที่เกลียดเขาที่สุดในตระกูลอย่างถังชิงยังเป็นผู้นำขบวนผู้เยาว์เข้าไปอีกด้วย ภายในนั้นหากถังชิงเกิดบ้าขึ้นมาสั่งกองทัพตระกูลถังสังหารเขาภายในป่าอสูรก็ไม่สามารถมีใครขัดขวางถังชิงได้ เขาอาจจะตายไปโดยที่ไม่มีใครทราบเลยก็ได้ด้วยซ้ำไป การบุกเข้าไปตามล่าสัตว์อสูรลึกลับโดยไม่ได้หาแผนรับมือจึงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยฉลาดเท่าไหรนัก
         ซึ่งลุงจางเองแม้จะเป็นห่วงความปลอดภัยของหลานคนนี้ก็ตามที แต่เขาก็ได้รับข่าวสารมาบ้างเหมือนกันว่าสัตว์อสูรลึกลับตนนี้มีประโยชน์ต่อคนสกุลถังมากมายนัก ซึ่งตัวชายแก่เองก็ทราบถึงความสัมพันธ์อันน่าปวดหัวของสกุลถังแห่งฟูเจี้ยนและครอบครัวของถังเฟยหู่ดี แต่เขาก็ยังหวังว่าถังเฟยหู่จะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อันใดจากภายในป่าอสูรครั้งนี้ได้บ้าง อย่างน้อยหากพอลืมตาอ้าปากขึ้นมาในตระกูลก็ยังดี เมื่อเห็นดังนั้นชายแก่จึงช่วยเด็กหนุ่มผู้นี้อย่างสุดความสามารถ โดยเขาได้มอบของบางอย่างซึ่งจะทำให้ถังเฟยหู่มีโอกาสในการแย่งชิงผลประโยชน์ครั้งนี้มากขึ้น
         ลุงจางได้เดินออกมาส่งเด็กหนุ่มยังหน้าบ้านของตน “หลานชาย หนนี้ในป่าอสูรคงจะเป็นศึกที่ดุเดือนมากอย่างแน่นอน ทุกตระกูลต่างก็หวังกอบโกยผลประโยชน์นี้ไว้ในมือของตนเอง หากเจ้าได้รับสิ่งใดกลับมาก็ดี หากไม่ได้ก็ช่าง เจ้าจงอย่าลืมไว้ว่าไม่มีสิ่งใดมีค่าเท่ากับชีวิตของตัวเจ้าเอง อย่าลืมคำพูดประโยคนี้ของข้าละ” ลุงจางยิ้มให้แก่ชายหนุ่ม
         “ข้าทราบแล้ว ข้าจะจดจำคำสอนของท่านลุงให้ขึ้นใจ ขอบพระคุณท่านลุงอีกครั้งหนึ่งสำหรับของสิ่งนี้ด้วย ข้าขอตัวก่อน” ถังเฟยหู่กล่าวเสร็จก็พุ่งทะยานไปทางทิศของป่าอสูรด้วยท่าเท้าอสรพิษลี้ลับในทันที ซึ่งเมื่อหนีพ้นสายตาของผู้คนแล้วเขาจึงได้เรียกทาสอสูรค้างคาวโลกันต์ออกมาและกระโดดขึ้นไปนั่งบนตัวของมัน จากนั้นจึงค่อยสั่งให้มันพุ่งทะยานออกไปยังป่าอสูรในทันที
         ที่บนกลางฟากฟ้านั้น ชายหนุ่มได้หยิบของสิ่งหนึ่งซึ่งรับมาจากลุงจางออกมาจากภายในอกเสื้อของตนเองและมองเข้าไปในสิ่งนั้น เขามองลงไปบนฝ่ามือของตนเองก็พบเข้ากับแผ่นโลหะประหลาดหกเหลี่ยมอยู่ในมือของ ของสิ่งนี้แหละจะเป็นส่วนช่วยสำคัญที่ทำให้เขาสามารถเข้าร่วมการแย่งชิงในครั้งนี้ได้
    ==================================== ช่วงนี้อาจจะหายไปบ้างไม่ค่อยว่างเขียนนะครับ เพราะต้องเข้าๆออกโรงพยาบาล จำเป็นต้องไปเฝ้าอากงอะครับผม อย่าพึ่งหนีหายกันไปนะครับบ