บทที่ 41 ข้อมูลของสำนักเทียนหู่เหมิน
“อ๊ะ นายจะ…”
สายตาของหวังเชียนฮัวหรี่ลง ม่านตาเบิกกว้างมองไปที่เซียวเฉิน
แต่หลังจากนั้น เขาก็ไม่มีโอกาสได้พูดอะไรออกมาอีก ผลลัพธ์คือล้มลงไปตรงนั้น คนทั้งคนสิ้นใจตาย
ส่วนเซียวเฉินที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“เฮ้อ ดื้อด้านจริง ๆ นายจะทำแบบนี้ไปทำไม”
ในสายตาของเซียวเฉิน หวังเชียนฮัวที่อยู่ตรงหน้า การกระทำแบบนี้มันไม่จำเป็นเลยจริง ๆ
แต่เซียวเฉินรู้ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ยังคงต้องจัดการหวังเชียนฮัวอยู่ดี
ดูจากหนังที่ด้านบนมือของหวังเชียนฮัวแล้ว เจ้าหมอนี่ไม่ใช่คนทั่วไปมือใหม่แน่นอน บนมือของเขาไม่รู้เปื้อนเลือดมากี่ชีวิตต่อกี่ชีวิตแล้ว
ดังนั้นการที่เซียวเฉินกำจัดเขาตอนนี้ ก็ถือว่าเป็นการกำจัดภัยให้ประชาชนแล้ว
เพียงแต่ตอนที่ เซียวเฉินกำลังจะจากไป มือของเขาก็บังเอิญไปโดนโต๊ะที่อยู่ตรงหน้า ส่งเสียงดังปัง ๆ
“แปลก โต๊ะนี้กลวงข้างใน หรือว่าจะมีอะไรซ่อนอยู่?”
จริง ๆ แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เซียวเฉินจะคิดแบบนี้ ในตอนนี้ ขอแค่มีความเป็นไปได้แม้เพียงนิดเดียว เซียวเฉินก็จะต้องพยายามคว้ามันเอาไว้ให้ได้
และในขณะนั้น เขาก็ค่อย ๆ เเงยหน้าขึ้นมองไปที่โต๊ะด้านหน้า
เมื่อเห็นแบบนั้น เซียวเฉินก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ดูเหมือนว่าหวังเชียนฮัวจะไม่ซื่อสัตย์เอาเสียเลย!”
จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ เซียวเฉินไม่ได้พูดไปเรื่อย แต่ความจริงของเรื่องราวทั้งหมดมันก็เป็นแบบนี้จริง ๆ
หวังเชียนฮัวมีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งอยู่ที่นี่ ในสมุดบันทึกเล่มนั้นได้บันทึกข้อมูลที่ซับซ้อนเอาไว้
ในนั้นมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสำนักเทียนหู่เหมิน สถานการณ์การติดต่อค้าขายของสำนักเทียนหู่เหมินในแต่ละพื้นที่ และยังมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจียงเฉิงอีกด้วย
“ตอนแรกผมยังคิดอยู่เลยว่าจะให้ฝ่ายข่าวกรองของผมเเตรียมให้หรือเปล่า ไม่คิดเลยว่านายจะรวบรวมเอาไว้ให้หมดแล้ว งั้นผมก็ไม่เกรงใจละนะ”
มุมปากของเซียวเฉินยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มจาง ๆ ออกมา
หันกลับไปมองวิลล่าที่อยู่ด้านหลัง เซียวเฉินส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
สุดท้าย เซียวเฉินก็หยิบไฟแช็กออกมาและปาไปทางด้านหลัง
ในไม่ช้า ด้านหลังของเซียวเฉินก็ถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงที่ลุกโชน
หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ จริง ๆ แล้วในใจของเซียวเฉินก็กระจ่างขึ้นมาก
และในเวลาเดียวกัน หลังจากที่สำนักเทียนหู่เหมินทราบเรื่องนี้ พวกเขาก็โกรธมาก
ชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปีคนหนึ่งกัดฟันแน่น ใบหน้าดูน่าเกลียดมาก
“น่ารังเกียจ! ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่ฉันเเอบเตรียมเอาไว้อย่างดี ตอนนี้กลับถูกไอ้เด็กนั่นทำลายทิ้งไปแบบนี้!”
หลังจากที่เขาพูดจบ คนที่อยู่ข้าง ๆ ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่คนเดียว
หลี่เทียนหู่ถอนหายใจ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ กล้องวงจรปิดได้บันทึกภาพเอาไว้อย่างชัดเจน
และสิ่งที่หลี่เทียนหู่รู้ชัดยิ่งกว่านั้นก็คือ สมุดบัญชีเล่มนั้นที่อยู่ในมือของเซียวเฉินมีความสำคัญมากแค่ไหน
ถ้าหากปล่อยให้สมุดบัญชีเล่มนี้ออกสู่สายตาสาธารณชนจริง ๆ งั้นต่อไป ก็เตรียมรอให้สำนักเทียนหู่เหมินถูกกำลังต่าง ๆ โจมตีได้เลย
ถึงแม้ว่าสำนักเทียนหู่เหมินจะเก่งกาจ สามารถต้านทานกำลังหนึ่งสองกำลังได้ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอำนาจมหาศาลมากมายขนาดนั้น ไม่ว่าจะยืนหยัดมากแค่ไหน จริง ๆ แล้วมันก็ไร้ประโยชน์
ดังนั้น ในตอนนี้หลี่เทียนหู่จึงพูดกับคนที่อยู่ข้าง ๆ ว่า “พวกแกเตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อม พวกเราพร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ!”
หลังจากพูดจบ คนที่อยู่ข้าง ๆ ก็พยักหน้าตกลง
ในสายตาของพวกเขา พวกเขาทั้งหมดจะไม่สามารถจัดการไอ้เด็กคนนั้นได้จริง ๆ งั้นเหรอ?
“หัวหน้า พวกเขาดูเหมือนจะเป็นรปภ.ของหลินกรุ๊ป!”
ทันใดนั้น ก็มีคนที่จำเซียวเฉินได้พูดขึ้น
หลังจากที่พูดแบบนี้จบ ในตอนนี้ หลี่เทียนหู่ก็เริ่มสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว
เพราะในบรรดาเป้าหมายที่เขาต้องการจะลงมือ หลินกรุ๊ปนับว่าเป็นเป้าหมายที่สำคัญมาก
และในเมื่อเซียวเฉินเป็นรปภ.ของที่นั่น งั้นในอนาคตโอกาสที่พวกเขาจะได้เผชิญหน้ากันคงมีแต่จะมากขึ้น ไม่น้อยลงแน่นอน
แต่ ณ ที่แห่งนี้ หลี่เทียนหู่เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงพูดกับคนที่อยู่ข้างๆ ว่า “หลินกรุ๊ป เพิ่งจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ดังนั้น ฉันหวังว่าพวกแกจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อแทรกซึมเข้าไปให้ได้!”
มีแต่ต้องตั้งหลักในนั้นให้มั่นคงก่อน ถึงจะสามารถโจมตีหลินกรุ๊ปอย่างหนักได้
ยิ่งไปกว่านั้น จากข้อมูลที่หลี่เทียนหู่มีอยู่ หลินกรุ๊ปจริงๆ แล้วแข็งแกร่งมาก ถ้าหากสามารถกำราบได้ งั้นสำนักเทียนหู่เหมินก็จะขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นอันดับหนึ่งของเจียงเฉิง
“ครับหัวหน้า เรื่องนี้วางใจได้เลย มอบให้พวกเราจัดการเอง!”
คนที่อยู่ข้าง ๆ เห็นหลี่เทียนหู่เป็นแบบนี้ ก็ประสานมือคารวะพร้อมกับพูดขึ้น
เห็นคนเหล่านี้เป็นแบบนี้ หลี่เทียนหู่ก็ยิ้มออก
ถึงแม้ว่าในใจของเขาจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดถึงเรื่องพวกนี้อีกต่อไปแล้ว
ส่วนเซียวเฉิน หลังจากกลับมาถึงบริษัท เขาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงโทรหาเจิ้งไคไท่
“ไคไท่ เป็นไงบ้าง ถึงบ้านรึยัง?”
เมื่อได้รับสายจากเซียวเฉิน เจิ้งไคไท่ก็ดีใจมาก
“พี่ใหญ่ นึกยังไงถึงโทรมาหาผม ผมเพิ่งถึงบ้าน ยังไม่ได้ทันจะโทรบอกคุณเลย”
เจิ้งไคไท่รู้สึกหดหู่ใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ลืมพูดกับคนที่อยู่ตรงหน้า
จริง ๆ แล้ว เจิ้งไคไท่รู้ชัดอยู่แล้วว่าเซียวเฉินจะพูดอะไร และในตอนนี้เซียวเฉินก็ยิ้มออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยจัดการเองก็ได้!”
หลังจากที่เซียวเฉินพูดจบ เจิ้งไคไท่ก็พยักหน้าเบา ๆ
เพราะเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กจริง ๆ เจิ้งไคไท่ทำตามนี้ไป จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้
แต่เซียวเฉินรู้สึกว่าแบบนี้มันไม่เหมาะ เจิ้งไคไท่ไม่มีแรงกดดันเลยสักนิด
“เอาแบบนี้ดีกว่า ไคไท่ ผมก็ไม่ได้จะทำให้ลำบากใจอะไร ถ้าเป็นคนอื่นพวกเขานำกลับมาแค่คนเดียวก็พอแล้ว แต่คุณต้องพาผู้หญิงกลับมาหนึ่งคน!”
เซียวเฉินหัวเราะพร้อมกับพูดกับเจิ้งไคไท่
เมื่อได้ยินเซียวเฉินพูดแบบนั้น เจิ้งไคไท่ที่อยู่อีกฝั่งของโทรศัพท์แทบจะอาเจียนเป็นเลือด
ทำไมคนอื่นพากลับมาแค่คนเดียวก็พอ แต่เขากลับต้องพาผู้หญิงกลับมาหนึ่งคน?
ปัญหาคือเจิ้งไคไท่ยังโสดอยู่ ค่ายฝึกเสินเหมินก็มีผู้หญิงสวย ๆ อยู่บ้าง แต่ผู้หญิงพวกนั้นทนเซียวเฉินได้ไม่ถึงสามหมัดเลย
เซียวเฉินไม่สนใจเรื่องพวกนี้ กลับวางสายไปดื้อ ๆ
เพราะในตอนนี้ หลินโหรวทำงานเสร็จแล้ว
“เรื่องงานเเก้ไขเรียบร้อยแล้วใช่ไหม ถ้ายังไม่ได้แก้ไข คุณไปจัดการก่อนเลย”
หลินโหรวทำท่าทางเอาใจใส่ พร้อมกับพูดกับเซียวเฉิน
แต่ขณะนี้เซียวเฉินกลับแสดงท่าทีไม่ใส่ใจอะไร
“จัดการเรียบร้อยแล้วสิ ต่อไปพวกเราจะออกเดินทางกันเลยใช่ไหม?”
หลังจากที่เซียวเฉินพูดจบ หลินโหรวที่อยู่ตรงหน้าก็พยักหน้าแรง ๆ
ตอนแรกยังคิดอยู่ว่าจะมีตรงไหนที่ไม่เข้าใจหรือเปล่า แต่ตอนนี้หลินโหรวก็ทำได้แค่ปลายตายเป็นเสือเท่านั้น
“ใช่แล้ว แต่ก่อนออกเดินทาง ฉันต้องแต่งตัวให้คุณอย่างดีก่อน!”
ขณะที่หลินโหรวพูด เซียวเฉินก็รู้สึกสงสัยว่าทำไม? ชุดที่เขาใส่อยู่มันไม่ได้หรอกเหรอ?
“ได้เลย จริง ๆ แล้วผมค่อนข้างอยากรู้อยู่เหมือนกัน ว่าสรุปแล้วเราจะไปทำอะไรกันแน่”