ตอนที่ 28 – อัมพร
พันธกรกำลังกัดเล็บตัวเองขณะทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์อยู่ เขารู้ดีว่ากิริยาแบบนี้ไม่เหมาะสม แต่เขาก็เลิกมันไม่ได้ เขากำลังใช้ความคิดในการแก้โจทย์เลขข้อหนึ่งอยู่ ซึ่งแก้อย่างไรก็ไม่ได้คำตอบเสียที
“ไอ้พัน” พสุที่นั่งห่างจากเขาไปหนึ่งที่กระซิบเบาๆ ก่อนจะส่งโพยให้ พันธกรรีบรับมาอย่างรวดเร็ว เขารีบเปิดกระดาษดูก็พบคำตอบของพสุ ซึ่งเขาสามารถตอบได้ทั้งหมด พันธกรเลยถือโอกาสลอกเสียเลย
แล้วพอหมดเวลาสอบ เด็กนักเรียนชั้นม.สี่แต่ละคนก็เดินเอาใบคำตอบไปส่งอาจารย์ ตอนนั้นก็เที่ยงพอดี ได้เวลากินข้าว พันธกรเดินออกมาพร้อมกับพสุพลางกล่าวขอบคุณเื่ที่เขาให้โพย ถ้าไม่ได้พสุ เขาก็คงทำโจทย์เลขข้อนั้นไม่ได้
“เออ ไม่เป็ไรหรอก” พสุบอกอย่างไม่ใส่ใจ “ว่าแต่อาจารย์คงไม่เห็นนะ?”
“ถ้าเห็น ป่านนี้อาจารย์ก็เรียกเราสองคนไปแล้ว” พันธกรว่าแล้วก็หัวเราะร่วมไปด้วยกับพสุ โดยมีบ๊อบเฝ้ามองตามหลังอย่างเคียดแค้น แล้วพสุก็เดินลงไปทานข้าวกลางวันที่โรงอาหารอันอบอ้าว พสุสั่งก๋วยเตี๋ยวมา ส่วนพันธกรกินข้าวราดแกง พสุเอ่ยถามว่าจะไปนั่งที่อื่นไหม?
“มีที่อื่นด้วยเหรอ?” พันธกรถาม “ที่ไหนล่ะ?”
“ข้างหลังโรงเรียนมีโต๊ะม้าหินอ่อนอยู่” พสุอธิบายออกมา “ไปนั่งตรงนั้นกันเถอะ ตรงนี้ร้อน ไม่ไหว” แล้วพสุก็ทำท่าเอามือโบกพัดตัวเอง ก่อนจะพาพันธกรเดินไปหลังโรงเรียน โดยมีสายตาของบ๊อบมองตามติดอยู่ตลอดเวลา
“แล้วฝีมือการยิงธนูนายเป็ไงบ้าง?” พันธกรถามออกมา เมื่อทั้งสองมานั่งที่โต๊ะด้านหลังแล้ว พสุได้ยินอย่างนั้นก็บอกออกมาอย่างยินดี
“ดีเลยล่ะ ดีทีเดียว” แล้วเขาก็สาธยายว่าฝีมือเขาดีขึ้นแค่ไหน? พันธกรก็รับฟังอย่างสนใจ แต่ในใจจริงๆ พันธกรไม่อยากให้พสุออกไปเสี่ยงด้วยเลย แต่คงห้ามพสุไม่ได้ อย่างที่แม่เขาบอก เขาตัดสินใจแล้วไม่มีวันเปลี่ยนใจได้
“นี่ พวกเธอ” จู่ๆ ก็มีอาจารย์ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาและชี้ไปที่ทั้งสอง “ใครใช้ให้มานั่งนอกโรงอาหาร? กลับไปโรงอาหารซะ”
“เอ่อ ครับ” พสุยกมือไหว้อาจารย์ เธอจึงเดินออกไป พสุหันมาถามพันธกรว่าทำไมอาจารย์ถึงรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่นี่? พันธกรเองก็ตอบไม่ได้เช่นกัน ฝ่ายบ๊อบที่เป็คนบอกอาจารย์ก็รู้สึกสาแก่ใจ เขายินดีที่พวกพันธกรโดนอาจารย์ด่า
แล้ววันนั้นก็ถึงเวลาเลิกเรียน พันธกรแวะไปบ้านพสุอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ค่อยมั่นใจว่าแม่ของพสุจะมองเขาอย่างไร? ครั้งล่าสุดที่เจอกัน แม่เขาก็ยิ้มให้เขาหรอก แต่วันนี้แม่ของพสุจะยิ้มให้เขาอีกครั้งหรือเปล่า? เขาไม่แน่ใจเลย
“สวัสดีครับ แม่” พสุยกมือไหว้แม่ แม่ของเขาก็รับไหว้และไม่พูดอะไร พันธกรเลยสวัสดีทักทายบ้าง แต่แม่ของพสุไม่ได้สนใจจะมองเขาเลย เขาถอนหายใจ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องรับแขกของบ้านพสุ พสุเองก็เปิดตู้เย็น รินน้ำชาเขียวเย็นๆ ใส่แก้วน้ำแล้วให้พันธกรเช่นเคย พันธกรก็รับมาดื่ม เขารู้สึกสดชื่นขึ้นทันที เมื่อดื่มเข้าไป
“นี่” พันธกรเอ่ยกับพสุเบาๆ เพราะกลัวแม่ของเขาที่กำลังขายขนมด้านนอกได้ยิน “แม่นายดูจะไม่พอใจฉันเลยนะ”
“ช่างเขาเหอะ เขาคงโทษนายล่ะสิว่าเป็สาเหตุให้ฉันต้องออกาด้วย?” พสุถามพันธกรขึ้นมา “ไม่ต้องสนใจหรอก เขาจะว่ายังไงก็ช่างเขา”
“แต่มันเสี่ยงจริงๆ นะเว้ย” พันธกรพยายามหว่านล้อมพสุ ตามสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ของพสุ “ฉันไม่อยากให้นายเป็อะไร ขืนนายเป็อะไรขึ้นมา ฉันจะทำยังไง?”
“ฉันตัดสินใจแล้ว” พสุบอกเสียงเข้ม “แล้วก็จะไม่มีวันเปลี่ยนใจด้วย ฉันอยากปกป้องอาณาเขตด้วยมือตัวเองเหมือนกัน นายช่วยเข้าใจด้วยนะ”
“เข้าใจน่ะเข้าใจ” พันธกรบอกอย่างเหนื่อยใจ “แต่นายไม่กลัวแม่จะอยู่คนเดียวเลยเหรอ? ถ้านายตายไป?”
“ถึงฉันจะตาย ก็ต้องมีธงชาติคลุมศพของฉัน ฉันรู้” พสุกล่าวออกมาจริงจัง “แค่นั้นฉันก็พอใจแล้ว ตายตาหลับแล้ว เมื่อคิดว่าได้ออกต่อสู้กับพวกเอไอ”
พันธกรถอนหายใจออกมาดังเฮือก ทำเอาพสุต้องตบบ่าเขา “จะถอนหายใจทำไม? ทำอย่างกับฉันน่ารำคาญอย่างนั้นแหละ”
“ก็มันน่ารำคาญจริงๆ นี่หว่า ตื๊ออยู่ได้” พันธกรตัดสินใจพูดออกมาเลย ฝ่ายพสุพอได้ยินดังนั้น เขาก็เลยลุกออกจากเก้าอี้ พันธกรคิดว่าเขาคงจะโกรธ แต่ไม่ใช่ พสุเดินไปหยิบคันศรและลูกดอกออกมา แล้วให้พันธกรดู
“มาดูฝีมือฉันไหมล่ะ?” พสุถามขึ้น “แล้วนายจะรู้ว่าฉันไม่ใช่ตัวถ่วงแน่นอน”
หลังจากพสุฝึกการซ้อมยิงธนูให้พันธกรดูแล้ว พันธกรก็พบว่าเขาทำได้ดีมาก ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วันก็ทำได้ถึงขนาดนี้แล้ว เก่งกว่าเขาเสียอีก พอพสุเห็นว่าถึงเวลาเย็นแล้ว เขาเลยบอกให้พันธกรกลับบ้านของชานนท์ไป เพราะยุงตอนค่ำมันเยอะ อาจจะถูกกัดเอาได้
“เออ ว่าแต่ไม่ค่อยเห็นคุณนนท์เลยที่บ้าน” พันธกรบอกออกมา พสุเลยอธิบายออกไป
“ผู้นำอาณาเขตเรามักจะประชุมและนอนกันที่สภากลางหมู่บ้านน่ะ บ้านก็เลยไม่ค่อยได้กลับ” พสุว่าออกมา “นายรีบกลับบ้านไปเถอะ ไม่ได้ไล่นะ แต่กลัวยุงจะกัดนายเอา”
“เออ ขอบใจมาก ทั้งเื่พามาบ้าน ทั้งเื่โพยข้อสอบ” พันธกรที่พูดออกมาเสียงดัง พอรู้ตัว เขาก็พูดเงียบๆ “เออ ขอบใจมาก”
“ไม่เป็ไร เพื่อน เื่แค่นี้เอง” พสุกล่าวออกมาอย่างไม่ได้ว่าอะไร “รีบกลับเถอะ พระอาทิตย์จะตกดินอยู่แล้ว”
พันธกรจึงออกมาจากบ้านของพสุ ก็พบแม่ของเขากำลังจัดการเก็บร้านอยู่ พันธกรตัดสินใจไม่ทักทายแม่ของพสุอีกแล้ว เพราะอีกฝ่ายคงจะไม่พอใจเขา แต่จู่ๆ แม่ของพสุก็ถามเขาขึ้นมา
“คงเปลี่ยนความคิดของดินไม่ได้สินะ?” แม่ของพสุถามพันธกร พันธกรอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ
“เฮ้อ ลูกคนนี้” เธอถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย “ช่างเหมือนพ่อจริงๆ ตัดสินใจอะไรแล้ว ไม่มีวันคืนคำพูดหรือเปลี่ยนแปลงอะไรเลย”
“หรือครับ?” พันธกรที่เพิ่งได้ยินก็แอบใเหมือนกัน “ผมได้ยินว่าพ่อของไอ้ดินตายในา...” เขาพูดไม่ทันจบ แม่ของพสุก็สวนขึ้นมาก่อน
“นั่นแหละ แม่ถึงไม่อยากให้ดินออกไปเสี่ยงไง” แม่ของเขาถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่ “แต่คงเปลี่ยนความคิดเขาไม่ได้แล้วล่ะ เธอเองก็ทำไม่ได้ใช่ไหม? เป็เพื่อนสนิทกันแท้ๆ”
“เอ่อ...” พันธกรไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ฝ่ายแม่ของพสุก็พยักหน้า แล้วบอกให้เขารีบกลับไปที่บ้านของชานนท์เถอะ ตัว พันธกรจึงยกมือไหว้แล้วก็เดินกลับบ้านที่ตัวเองอยู่อาศัยไป
แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงสัญญาณดังไปทั่วอาณาเขต ทำเอาพันธกรใ พวกเอไอบุกอีกแล้วอย่างงั้นหรือ? เขารีบวิ่งกลับไปยังบ้านของชานนท์ ซึ่งตอนนั้นเอง พวกปฏิคมกับคนอื่นๆ ก็ไปหยิบอาวุธส่วนตัวของตัวเองออกมาแล้ว
“เอ้า ไอ้พัน มาพอดีเลย” ปฏิคมโยนปืนพกของพันธกรให้พันธกร เขารับมาพลางขอบคุณ แล้วก็รีบวิ่งตรงไปกับพรรคพวก ไปทางด้านหน้าประตูบานเลื่อนที่ซ่อมแซมแล้ว ซึ่งเป็ทางเข้าออกของอาณาเขตนั่นเอง พวกผู้ใหญ่ในอาณาเขตะโขึ้นใส่คนที่ดูศัตรูอยู่บนหอคอยทางด้านขวาว่าพวกเอไอมาหรือ?
“เปล่าครับ!” ชายที่คอยเฝ้าดูศัตรูบนหอคอยะโกลับลงมา ทำเอาชานนท์ ผู้นำอาณาเขตถึงกับยืนเท้าเอวทันที แล้วะโขึ้นไป
“แล้วเปิดสัญญาณเตือนทำไม?”
“เอ่อ คือ...” ชายที่เฝ้าบนหอคอยทำท่าอึกอัก ก่อนจะะโกลับลงมาอีกครั้ง “มีคนรอดชีวิตครับ! อยู่ด้านหน้าประตูนี่เอง!”
“หา?” พันธกรได้ยินเข้าก็แปลกใจ ใครกันที่รอดชีวิต? ชานนท์เลยสั่งให้รีบเปิดประตูบานเลื่อนทันที พอประตูบานเลื่อนถูกไถออกไป พวกกลุ่มเด็กม.ปลายทุกคนต่างก็พากันใ เมื่อเห็นผู้รอดชีวิตที่อยู่หน้าประตูอาณาเขตว่าเป็ใคร?
“พี่พร!!” พันธกรร้องขึ้นมา ปรากฏว่าคนที่มีชีวิตรอดมานั้นคืออัมพรนั่นเอง เธอเดินเขยกๆ เข้ามาภายในอาณาเขตแล้วด้วยชุดเครื่องแบบทหารเหมือนเดิม แล้วจู่ๆ ก็ล้มลงไปกับพื้นเลย สลบไสลไม่ได้สติ ทำเอาทรัพย์สินต้องรีบวิ่งเข้ามาประคองร่างเธอเอาไว้ พบว่าอัมพรมีาแเต็มตัวไปหมด เขารีบหันไปหาวรรณสา
“น้องสา!” ทรัพย์สินเรียกเธอ วรรณสาก็เข้าใจทันที เธอรีบวิ่งเข้าไปในบ้านของชานนท์แล้วเอาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลของเธอออกมา ก่อนจะวิ่งมาหาอัมพรที่สลบไปแล้ว วรรณสาลงมือรักษาาแให้อัมพรอย่างเร่งด่วน อัมพรมีาแทั่วตัว แล้ววรรณสาก็จัดการรักษาให้กับอัมพร พันผ้าพันแผลจนหมด
“รีบเอาเธอเข้าไปในบ้านคุณนนท์เร็ว!” ทรัพย์สินสั่ง ชัชชัยและภัทรจึงร่วมมือกัน ช่วยกันแบกร่างของอัมพรเข้าไปไว้ในบ้านของชานนท์และณปภา ฝ่ายณปภาพอเห็นว่าภัทรกับชัชชัยกำลังขนร่างที่ไม่ได้สติของอัมพรเข้ามา เธอก็ถามว่าพวกเอไอบุกเข้ามาอย่างงั้นหรือ?
“เปล่าครับ” ภัทรเป็คนบอก “ไม่ใช่พวกเอไอบุกเข้ามา แต่มีคนรอดชีวิต เป็พวกของเรานี่เอง เรานึกว่าเขาจะตายไปแล้วเสียอีก”
“ตายแล้ว” ณปภายกมือกุมอกอย่างหวั่นใจพลางมองร่างที่ไม่ได้สติของอัมพร ก่อนจะบอก “เอาเธอขึ้นไปพักบนชั้นสองก่อนสิ แล้ว้าอะไรไหม? ยาหรือน้ำหรืออาหาร?”
“ไม่เป็ไรหรอกครับ” ภัทรบอกออกมาอีกครั้ง ก่อนที่จะช่วยกับชัชชัยพาร่างของอัมพรขึ้นไปไว้บนห้องพวกผู้หญิง ทั้งสองค่อยๆ วางร่างของอัมพรลงบนเตียงอย่างค่อยๆ ภัทรถึงกับปาดเหงื่อที่ไหลออกมาเต็มหน้าผาก ชัชชัยก็ปาดเหงื่อเหมือนกัน
“พี่พร” ภัทรเอ่ยออกมาอย่างยินดี “นึกว่าจะตายไปแล้วเสียอีก?”
“นั่นสิ ไม่น่าเชื่อเลย บังเอิญจริงๆ” ชัชชัยเองก็ถอนหายใจออกมา แล้วก็เดินออกไปจากห้อง เขาเดินลงบันไดไปด้านล่าง ก็พบพวกพันธกรกำลังเดินเข้ามาพอดี
“พี่พรอยู่ที่ไหนแล้ว?” พันธกรถามขึ้นทันทีอย่างเป็ห่วง คนอื่นๆ ก็ด้วย ภัทรจึงตอบว่าเอาเธอไปพัก้าแล้ว ที่เหลือตอนนี้คือรอให้เธอฟื้นขึ้นมาเอง
“ฟื้นขึ้นมาเอง? จะฟื้นได้เหรอ? สภาพแบบนั้น?” วรรณสาถามออกมายกใหญ่ ภัทรเลยยักไหล่อย่างไม่รู้เหมือนกัน ทำเอาวรรณสาถอนหายใจ
“งั้นเดี๋ยวสาจะไปเฝ้าให้เอง” วรรณสาออกตัวขึ้นมา “ตอนนี้ คุณนนท์ประกาศไปทั่วอาณาเขตแล้วว่าพวกเอไอไม่ได้บุกเข้ามา แต่มีคนรอดชีวิต ทุกคนเลยวางใจกันแล้ว”
“เออ ก็ดีไป” ภัทรบอกออกมา “ขืนเกิดความแตกตื่นแล้วมันจะยุ่ง”
แล้ววรรณสาก็ขึ้นบันไดไปชั้นสอง ไปยังห้องที่อัมพรนอนพักอยู่เพื่อจะคอยเฝ้าดูแลเธอ ฝ่ายปราชญาที่ถืออาวุธปืนสไนเปอร์ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ ที่พวกเอไอไม่ได้บุกเข้ามา ในตอนนั้นเอง พสุก็วิ่งมาหาพันธกรถึงบ้านของชานนท์พร้อมกับคันธนูและลูกดอกไขว้หลังเอาไว้ด้วย ท่าทางของเขาเหมือนพร้อมจะออกรบเต็มที่
“ไอ้พัน! ตกลงมีพวกเอไอบุกเข้ามาเหรอ?” พสุถามขึ้นมาก่อนเลย พันธกรเลยส่ายหน้า
“นายไม่ได้ฟังที่คุณนนท์ประกาศหรอกเหรอ?” พันธกรถามกลับ “พวกเอไอไม่ได้บุกเข้ามา แต่เราเจอผู้รอดชีวิตเพิ่มอีกหนึ่งคน ไม่น่าเชื่อเลย เป็พวกเรานี่เองแหละ หนึ่งในทหารเด็กม.ปลายเหมือนกัน”
“จริงเหรอ?” พสุออกจะสนใจขึ้นมา “เป็ใครล่ะ? ผู้หญิงหรือผู้ชาย?”
พันธกรเลยอธิบายออกไปว่าเป็อัมพร ฝ่ายพสุก็ทำท่าเสียดายที่ไม่ได้แสดงฝีมือออกมา เขาถึงกับบ่นออกมา “โธ่เอ๊ย นึกว่าจะได้แสดงฝีมือการยิงธนูเสียอีก”
ทรัพย์สินเงยหน้าขึ้นมามองพสุ เมื่อเขาพูดแบบนั้นออกมา ฝ่ายพันธรก็บอกแก่พสุว่า “นายได้แสดงฝีมือแน่ เดี๋ยวพวกมันก็ต้องบุกมาอีก” เขาถอนหายใจออกมา “เออ ตอนนี้ นายกลับไปก่อนเถอะ แม่นายคงเป็ห่วงแย่แล้ว นี่ไม่ได้ไล่นะ แต่หวังดี ไม่อยากให้แม่นายเป็ห่วง”
“โอเคครับ” พสุทำท่าเคารพแบบทหาร ก่อนจะรีบวิ่งพร้อมกับถือคันศรธนูเหล็กวิ่งกลับบ้านไป ตอนนั้นเอง ทรัพย์สินก็เดินเข้ามาถามพันธกรขึ้นมา
“นั่นเหรอ? คนชื่อพสุที่เป็เพื่อนของน้องน่ะ?” ทรัพย์สินถามขึ้นมา พันธกรก็ตอบว่าใช่ และบอกอีกด้วยว่าเขายินดีที่จะร่วมออกสนามรบไปพร้อมกับพวกเขาด้วย
“เขาอยู่ชั้นม.อะไร?” ทรัพย์สินถามอีก พันธกรก็ตอบว่าอยู่ชั้นม.สี่ ชั้นเดียวกับพันธกร
“โห กล้าหาญเนอะ” ทรัพย์สินชื่นชมพสุให้พันธกรฟัง “แต่ที่บ้านเขาไม่ว่าอะไรเหรอ? ที่ลูกของเขาออกมาเสี่ยงแบบนี้? หรือเขาอาศัยคนเดียว?”
“เขาอาศัยอยู่กับแม่ของเขาน่ะครับ และแน่นอน แม่ของเขาไม่อยากให้เขาออกไปรบเลย” พันธกรพูดพลางถอนหายใจ “แต่ก็เปลี่ยนใจมันไม่ได้ มันบอกว่าอยากปกป้องอาณาเขตของตัวเอง”
“อืม กล้าหาญดีนะ” ทรัพย์สินว่าต่อ ขณะเดียวกัน วรรณสาที่เฝ้าอัมพรที่นอนใส่เครื่องแบบทหารอยู่บนเตียง จู่ๆ อัมพรก็ลืมตาขึ้นมาและขยับตัว วรรณสาที่ได้ยินเสียง เธอก็ดีใจมากที่อัมพรฟื้นคืนสติ แล้วก็พูดกับอัมพรทันที
“พี่พร พี่ปลอดภัยแล้ว” วรรณสาว่าออกมา อัมพรกลอกตาไปมา แสดงไฟจากบนเพดานทำให้เธอแสบตา ก่อนที่เธอจะเอามือปิดตาตัวเองเอาไว้
“ที่นี่...ที่ไหน?” อัมพรเอ่ยออกมาเสียงแหบแห้งเหมือนคนขาดน้ำ วรรณสาจึงลุกไปเอาน้ำจากกระเป๋ายังชีพของตนมาให้อัมพรดื่ม พออัมพรดื่มน้ำเข้าไป เธอก็เริ่มมีเสียงขึ้นมาเล็กน้อย เธอหันไปมองวรรณสา
“น้องสา? ทำไม?” อัมพรหันมามองเธอแล้วก็ถาม “ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้?”
“เื่มันยาวน่ะค่ะ” แล้ววรรณสาก็เล่าเื่ที่ตัวเองกำลังเดินอยู่บนถนน แล้วพอดีเจอรถประกาศหาผู้รอดชีวิตจากชานนท์พอดี พวกเขาก็เลยได้พบเจอชานนท์ และได้ติดตามเข้ามาในอาณาเขตนี้และได้พักผ่อนที่บ้านหลังนี้ วรรณสาบอกด้วยว่าคนที่นี่ใจดีและเป็มิตรมากจริงๆ โดยเฉพาะคุณณปภา เ้าของบ้านที่ใจดีมาก ทำอาหารให้กินทุกวันเลย
“อย่างงั้นเหรอ?” อัมพรถอนหายใจออกมาพลางมองนอนออกไปนอกหน้าต่าง “แล้วที่นี่นอกจากน้องสา มีใครคนอื่นอีกหรือเปล่า?”
วรรณสาก็อธิบายออกไปว่ามี พันธกร ปฏิคม ภัทร ชัชชัย วาสุกรี ปราชญา ทรัพย์สิน และกมลเท่านั้น นอกจากนี้ คนอื่นๆ ก็ตามหาไม่เจอ วรรณสาไม่กล้าบอกออกมาว่า คนที่เหลือพวกนั้นอาจจะตายไปแล้วก็ได้
“แล้วพี่มาเจอที่นี่ได้ยังไงคะ?” วรรณสาซักถามต่อ “แล้วตลอดทาง พี่เจอพวกเอไอไล่ล่ามาไหม?”
“โห ยิ่งกว่าเจออีก” อัมพรเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆ “พี่ต้องหลบหนีพวกเอไอที่ไล่ตามฆ่าพี่ จนได้าแเต็มไปหมด ตอนนอนก็ต้องเข้าไปนอนในร้านอาหารเอาคนเดียว” เธอเล่าให้ฟัง “แล้วพี่ก็หิวมาก กระหายน้ำด้วย โชคดีที่มาเจออาณาเขตนี้พอดี ไม่นึกว่าจะเจอพวกน้องสาด้วย”
“พี่หิวหรือคะ?” วรรณสาจะลุกไปเอาขนมปังส่วนของเธอมาให้ แต่อัมพรร้องเรียกไว้ก่อน ก่อนจะบอก
“ไม่เป็ไร แค่ได้น้ำดื่มก็พอแล้ว” อัมพรบอกออกมาพลางถอนหายใจ “พี่เกือบเอาชีวิตไม่รอด ะุปืนก็หมดไปแล้ว แต่พี่ก็ยังไม่ได้ทิ้งปืนนะ พี่เฉียดตายมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว อย่าให้เล่าเลย นึกแล้วสยอง”
“แล้วพี่ใช้ะเิมือไปแล้วหรือยังคะ?” วรรณสาถาม ฝ่ายอัมพรก็ส่ายหน้าก่อนจะบอก
“ของอันตรายพรรค์นั้น พี่ไม่กล้าใช้หรอก” เธอหันไปมองกระเป๋ายังชีพของเธอที่วางข้างเตียง “ะเิมือทั้งสามชนิดยังอยู่ในนั้น”
“เออ แต่พี่รอดมาได้ก็ถือว่าบุญแล้ว” วรรณสากล่าวอย่างโล่งอก “ตอนแรก สานึกว่าพี่จะตายไปแล้วเสียอีก เพราะหาคนอื่นๆ ไม่เจอเลย”
“แหม พี่ไม่ยอมตายง่ายๆ หรอก” อัมพรเริ่มกลับมาเป็คนเดิมแล้ว หลังจากพักเหนื่อยมาไม่นาน “ว่าแต่...ทำไมแผลหายเจ็บ น้องสาทำแผลให้พี่เหรอ?”
“ค่ะ” วรรณสาพยักหน้ารับ อัมพรจึงเอ่ยขอบคุณแล้วก็บ่นออกมาอีก
“นี่คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตพี่ พี่ไม่น่าขึ้นเวทีไปเลย หากรู้อย่างนี้” อัมพรกล่าวออกมา เธอกลับมาเป็คนเดิมแล้ว “ข้างนอกนั่นอันตรายมากจริงๆ แล้วไอ้ผู้นำของเรายังบังคับพวกเราให้ไปอีก”
วรรณสาไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอรู้ดีว่าอัมพรไม่ชอบความยากลำบาก เธอคงเคียดแค้นมากที่ผู้นำอาณาเขตเป็คนส่งเธอเข้ามาในดินแดนอันตรายภายนอกอาณาเขตแบบนี้ จนต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนจากการตามล่าของพวกเอไอมา วรรณสาจึงถามอีกทีว่าอัมพรจะอาบน้ำหรือไม่? หรือจะกินข้าวดี? แต่อัมพรส่ายหน้า และเธอก็บอกว่าอยากจะหลับสักงีบหนึ่ง เพราะตลอดคืนที่ผ่านมา เธอแทบไม่ได้นอนหลับเลย
พอได้ยินดังนั้น วรรณสาก็ไม่ตัดสินใจรบกวน แล้วก็เดินออกมาจากห้อง ปล่อยให้อัมพรนอนคนเดียวไป เธอเดินลงบันไดมาชั้นล่างก็พบพวกพันธกรกำลังนั่งรวมตัวกันที่โต๊ะอาหารอยู่ พันธกรถามขึ้นทันทีว่าอาการของอัมพรเป็อย่างไรบ้าง?
“พี่พรเขาฟื้นแล้ว แต่ตอนนี้ เขา้าจะหลับพักผ่อน” วรรณสาบอก “สาก็เลยออกมาจากห้อง ไม่ตัดสินใจเข้าไปยุ่ง”
“แล้วเธอเป็อะไรมากหรือเปล่า?” ทรัพย์สินถามขึ้นมา “เห็นมีาแทั่วตัวแบบนั้น คงผ่านศึกมาอย่างทรหดเลยล่ะสินะ”
“ค่ะ” วรรณสาพยักหน้ารับ แล้วก็เล่าเื่ที่อัมพรเล่าให้เธอฟัง ว่าเธอออกไปเจอขุมนรกนอกอาณาเขตแค่ไหน? พันธกรได้ฟังแบบนั้น เขาก็ส่ายหน้าออกมา
“พวกเอไอแม่งไม่ปราณีใครจริงๆ” พันธกรพูดออกมา “ทำไมพวกมันเลวบัดซบขนาดนี้วะ?”
“ไม่ใช่แค่เลวบัดซบนะ แต่เลวระยำ” วาสุกรีพูดออกมาอย่างแค้นเคืองนิดหน่อย ก่อนจะหันไปถามวรรณสา “แล้วพรเธอไม่อาบน้ำเหรอ? คนรักษาความสะอาดอย่างเธอ คิดจะนอนทั้งแบบนั้น โดยไม่อาบน้ำเลยเหรอ?”
“แหม หนูก็บอกพี่ไปแล้วว่าพี่เขาเหนื่อยจนทำอะไรไม่ได้เลย” วรรณสาว่ากลับ “ให้เวลาเธอสักหน่อย เดี๋ยวเธอก็กลับมาเป็คนเดิมเองแหละ”
“เหอะๆ” ปฏิคมหัวเราะออกมา “คนเดิมเหรอ? ปากจัดแบบนั้น อารมณ์ร้ายแบบนั้น ไม่กลับมาเป็คนเดิมยังจะดีเสียกว่าอีกนะ”
“นี่ คม” วรรณสาหันมาดุใส่เขา “พี่พรรอดมาได้ก็บุญท่วมหัวแล้ว ยังจะไปว่าพี่เขาอีก”
“ก็มันจริงนี่สา” ปฏิคมร้องโอดครวญ “พี่พรเขาไม่ได้อยากมาร่วมลำบากกับเราหรอก เธอเป็คนบอกเองว่าจะไม่ไปออกรบกับพวกเรา”
“แต่ท้ายที่สุดเธอก็มานะ” วาสุกรีพูดขึ้น “จำไม่ได้เหรอที่เธอแต่งเครื่องแบบทหารมาด้วย?”
ปฏิคมถึงกับเงียบไปทันที เขาไม่ค่อยชอบอัมพรเท่าไหร่ ตอนที่อัมพรมาหาเื่พันธกร แค่เื่เดินชนจนน้ำก๋วยเตี๋ยวหกใส่เสื้อเท่านั้นเอง แต่กลับโวยวายกลายเป็เื่ใหญ่ เขาไม่ชอบคนพรรค์นี้เลย
“ปล่อยให้พี่พรพักผ่อนไปก่อนเถอะ” วรรณสาว่า ในตอนนั้นเอง ณปภาก็เดินมาทางครัวพร้อมกับเรียกวรรณสาด้วย
“คะ? มีอะไรคะ?” วรรณสาถามออกไป ณปภาจึงยิ้มแล้วหันมาตอบ
“ก็เตรียมอาหารให้ผู้รอดชีวิตไงล่ะ เผื่อเธอจะหิวขึ้นมา” เธอบอก “น้องสามาช่วยน้าทำอาหารด้วยสิ จะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน”
“อ๋อ ได้ค่ะ” วรรณสาตอบรับพลางเดินเข้าไปในครัวด้วย ตอนนั้น ข้างนอกบ้านก็มืดค่ำแล้ว พวกทรัพย์สินได้แต่นั่งรอรับประทานอาหารจากฝีมือของณปภา ทุกคนต่างโล่งใจที่วันนี้ ไม่ได้มีพวกเอไอบุกเข้ามา