เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไปจับปลาไหลอันซิ่วเอ๋อร์ก็ง่วนอยู่กับการค้นหาถังและจอบในบ้านก่อนจะนำพาเหล่าหัวไชเท้าตัวน้อยทั้งสามมุ่งหน้าไปยังทุ่งนารวมของหมู่บ้าน
ปลาไหลในนาแถบนี้เป็นปลาไหลธรรมชาติตราบใดที่ไม่ทำลายต้นข้าวหรือคันนา ใครๆ ก็สามารถลงไปจับได้อย่างอิสระแม้แต่เจ้าของนาก็ไม่อาจว่ากล่าวอันใดได้
โดยปกติแล้วผู้ใหญ่ไม่ค่อยมีใครมาจับปลาไหลในช่วงเวลานี้ด้วยเป็นช่วงเก็บเกี่ยวที่ทุกคนต่างยุ่งวุ่นวายอีกทั้งการจับปลาไหลก็เป็นเรื่องที่เด็กๆ ทำได้การจะส่งแรงงานผู้ใหญ่มาทำจึงดูเป็นการสิ้นเปลืองกำลังคนโดยใช่เหตุแต่สำหรับอันซิ่วเอ๋อร์ผู้ว่างเว้นจากภารกิจใดๆ ในหมู่บ้านคงมีเพียงนางเท่านั้นที่มีทั้งอารมณ์และเวลาว่างพอจะทำเช่นนี้
ขณะที่นางพาอันหรงเหอและเด็กๆ ไปถึงลุงหนิวกับครอบครัวกำลังเก็บเกี่ยวข้าวในนาไปได้กว่าครึ่งแล้วอันซิ่วเอ๋อร์ก้าวลงไปในผืนนา ทักทายครอบครัวลุงหนิวอย่างเป็นกันเอง"ลุงหนิว ป้าหนิว ยังยุ่งกันอยู่หรือเจ้าคะ? พอดีเลย มาพักดื่มน้ำกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ"
อันซิ่วเอ๋อร์คิดว่าตนเองจะมารบกวนจับปลาไหลในนาของผู้อื่นก็รู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง จึงตั้งใจต้มน้ำเย็นๆ มาฝากเป็นพิเศษครอบครัวลุงหนิวทำงานกลางแดดมาตั้งแต่เช้าตรู่ กำลังกระหายน้ำพอดีเมื่อเห็นอันซิ่วเอ๋อร์ยื่นน้ำมาให้ พวกเขาก็ไม่ได้เกรงใจ รับไปดื่มแก้กระหาย"ขอบใจมากนะ แม่หนูซิ่วเอ๋อร์"
"เรื่องเล็กน้อยเจ้าค่ะ"เมื่อทุกคนดื่มน้ำเสร็จ นางก็รับหม้อคืนมาพลางกล่าว "ข้าได้ยินมาว่าในนาของท่านมีปลาไหลเยอะแยะ เลยตั้งใจพาหลานๆมาจับไปทำกับข้าวกินสักหน่อยเจ้าค่ะ"
"แหมบ้านเจ้าตอนนี้ยังขัดสนอยู่อีกรึ? อยากกินปลาไหลก็น่าจะไปซื้อที่ตลาดในเมืองก็ได้นี่ได้ยินว่าตอนสร้างบ้านยังจ้างคนงานค่าแรงสองเท่าไม่ใช่รึไง? สามีเจ้าช่างมีอนาคตก้าวหน้าจริงๆได้ข่าวว่าเข้าเมืองไปทำงานอีกแล้วมิใช่หรือ?"
ป้าหนิวรูปร่างท้วมตันนิสัยค่อนข้างโผงผางตรงไปตรงมา ไม่เหมือนพวกป้าๆปากตลาดที่ชอบนินทาว่าร้ายหรือแช่งชักให้คนอื่นเจอแต่เรื่องไม่ดีเมื่อนางเอ่ยเช่นนี้ ใบหน้าที่กร้านแดดก็ปรากฏรอยยิ้มอันซิ่วเอ๋อร์จึงยิ้มตอบอย่างสบายใจ
"ท่านไปฟังมาจากไหนกันเจ้าคะบ้านข้าเพิ่งสร้างเสร็จ ตอนนี้ขัดสนแทบไม่มีอะไรจะกินอยู่แล้วข้าหน้าบางเสียจนไม่กล้ากลับไปพึ่งบ้านเดิม จะกล้าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้อย่างไรปลาไหลน่ะหรือ? ของที่มีให้จับทั่วไปในนาแบบนี้ข้าเสียดายเงินแย่สิเจ้าคะ แต่ถ้าท่านจับขายให้ข้า ข้าถึงจะซื้อ"
"พอๆๆ ข้าไม่เถียงกับเจ้าแล้วแม่หนูนี่ มองเผินๆ ดูอ่อนแอนุ่มนิ่ม แต่ฝีปากคมกริบเชียวนะป้าพูดสู้เจ้าไม่ได้หรอก อยากจะจับก็รีบไปจับเข้าเถอะ ประเดี๋ยวสายกว่านี้คนอาจจะแห่กันมาเยอะแยะก็ได้" ป้าหนิวกล่าวอย่างระอาแต่ก็เจือรอยยิ้ม
"ถ้าเช่นนั้น พอคนอื่นมาท่านต้องช่วยข้ากันพวกเขาไว้นะเจ้าคะ" อันซิ่วเอ๋อร์ยังคงยิ้มแย้มอย่างมีเลศนัย
"ข้าจะไปกันได้อย่างไร" ป้าหนิวยิ้ม พูดคุยกับอันซิ่วเอ๋อร์อีกสองสามคำก่อนจะยกฟ่อนข้าวขึ้นมาฟาดลงบนถังไม้เสียงดังตุ้บ
"ข้าวในนาของท่านปีนี้งามจริงๆเจ้าค่ะ ดูสิ แต่ละเม็ดอวบอิ่มเชียว" สายตาของอันซิ่วเอ๋อร์กวาดมองรวงข้าวสีทองเหลืองอร่าม
"ก็งั้นๆ แหละแต่ก็ดีกว่าปีที่แล้วหน่อย ถือว่าปีนี้ฟ้าฝนเป็นใจ" เมื่อพูดถึงเรื่องข้าวลุงหนิวก็ไม่ได้ถ่อมตน ปีนี้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลน่าจะเป็นปีที่ได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์
"อืมหวังว่าฟ้าฝนจะเป็นใจทุกปีนะเจ้าคะ" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้ารับก่อนจะมุ่งหน้าไปยังมุมหนึ่งของนา ที่ตรงนั้น อันหรงเหอ ต้ายา และเอ้อร์ยากำลังใช้มือก้มๆ เงยๆ คุ้ยเขี่ยหาปลาไหลกันอยู่
"ท่านอาหญิงเมื่อครู่ข้าเห็นปลาไหลตัวหนึ่งมุดเข้าไปในรูนี้ พวกเรากำลังใช้มือขุดอยู่ขอรับ"อันหรงเหอรีบรายงานอันซิ่วเอ๋อร์เป็นคนแรก
"ดีมาก พวกเจ้าถอยไป ข้าจัดการเอง"อันซิ่วเอ๋อร์ยกจอบขึ้นฟาดลงไปฉับเดียวก็ขุดเอาดินโคลนขึ้นมากองหนึ่งอันหรงเหอรีบยื่นมือทั้งสองข้างเข้าไปควานหาในกองดินนั้น ทันใดนั้นมือของเขาก็สัมผัสกับบางสิ่งที่ลื่นๆ ดิ้นได้
เมื่อเห็นเขาหยุดชะงักทุกคนจึงจับจ้องไปที่สีหน้าของเขาอย่างใจจดใจจ่อ อันหรงเหอก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเขาชักมือออกจากกองโคลนชูปลาไหลตัวเขื่องที่กำลังดิ้นรนอย่างสุดกำลังขึ้นมาพลางร้องบอกทุกคนว่า"ข้าจับได้แล้ว!"
"มา รีบใส่ลงในถังเร็วเข้า"ต้ายายื่นถังเข้าไปรับอย่างรู้งาน
"ดีมาก พวกเราทำกันต่อ ข้าจะขุดพอเจอตัวปลาไหล พวกเจ้ารีบช่วยกันจับใส่ถัง รู้ไหม?" อันซิ่วเอ๋อร์ออกคำสั่ง
"ขอรับ/เจ้าค่ะ" เด็กทั้งสามขานรับพร้อมเพรียงกันแล้วจ้องมองอันซิ่วเอ๋อร์ขุดดินในนาตาไม่กะพริบ
ปลาไหลในนาของลุงหนิวมีชุกชุมจริงๆแทบจะทุกครั้งที่อันซิ่วเอ๋อร์ลงจอบ ก็จะเจอตัวปลาไหลหนึ่งหรือสองตัวเสมอพวกมันพอถูกขุดขึ้นมา ก็รีบมุดหนีลงไปในดินโคลนอย่างรวดเร็ว ตัวมันลื่นไหลแต่ด้วยความช่วยเหลือของเด็กๆ ทั้งสาม พวกมันจึงหนีไปไหนไม่รอด
อันซิ่วเอ๋อร์เห็นปลาไหลมากมายเช่นนี้ก็ยิ่งมีกำลังใจออกแรงเหวี่ยงจอบอย่างขะมักเขม้น ผ่านไปราวครึ่งชั่วยามถังใบเล็กของพวกเขาก็เต็มไปด้วยปลาไหลจำนวนไม่น้อยพอให้คนทั้งครอบครัวได้กินกันอย่างเอร็ดอร่อยมื้อใหญ่
"พอแล้วล่ะ แดดเริ่มแรงแล้วพวกเรากลับกันเถอะ" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวพลางปาดเหงื่อ
แต่เด็กน้อยทั้งสามกลับส่ายหน้าพร้อมกันอ้อนวอนว่า "ท่านอาหญิงยังมีปลาไหลอีกตั้งเยอะที่ยังไม่ได้จับ พวกเราจับกันอีกสักหน่อยนะขอรับ/นะเจ้าคะ"
"ก็ได้ๆ" อันซิ่วเอ๋อร์เอ็นดูหลานๆทั้งสามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้ยินพวกเขาอ้อนวอน นางจึงลงมือขุดต่อไปเพียงแต่ว่าการเคลื่อนไหวของนางช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
นางซึ่งไม่ค่อยได้ทำงานไร่นาหนักๆเพียงแค่เหวี่ยงจอบไม่กี่ครั้ง ก็รู้สึกเมื่อยล้าไปทั้งแขนแล้ว
ต้ายาเห็นอันซิ่วเอ๋อร์เคลื่อนไหวช้าลงจึงเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างกระตือรือร้น "ท่านอาหญิงให้ข้าลองถือจอบขุดดูบ้างได้ไหมเจ้าคะ?"
ต้ายาแสดงสีหน้าคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมอันซิ่วเอ๋อร์หรือจะทนปฏิเสธได้ลงคอ จึงตอบตกลงทันที"ได้สิ" ว่าพลางยื่นจอบในมือให้ต้ายาส่วนนางก็ขึ้นไปนั่งพักผ่อนอยู่บนคันนา
พอนั่งลงบนคันนาก็พลันสังเกตเห็นทากตัวหนึ่งเกาะดูดเลือดอยู่บนน่อง อันซิ่วเอ๋อร์ตบเบาๆลงบนน่องอย่างใจเย็น ไม่นานทากตัวนั้นก็หดตัวกลม ตกลงมาจากขาของนางนางหยิบก้อนหินใกล้ๆ มาทุบเจ้าทากน่ารังเกียจนั่นจนตายสนิทเกลียดที่สุดก็เจ้าตัวดูดเลือดนี่แหละ!
นางเงยหน้ามองต้ายาขุดหาปลาไหลต่อแม้จะอายุยังน้อย แต่เอาเข้าจริงแล้ว ต้ายาทำงานหนักกว่าอันซิ่วเอ๋อร์เสียอีกท่าทางการเหวี่ยงจอบของนางจึงดูคล่องแคล่วทะมัดทะแมงทีเดียวอันซิ่วเอ๋อร์เห็นเด็กทั้งสามคนช่วยกันจับปลาไหลอย่างสนุกสนานมุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ไม่ได้เอ่ยขัดจังหวะ
จนกระทั่งเหงื่อบนร่างกายนางเริ่มแห้งไปบ้างนางจึงเอ่ยเตือนขึ้นว่า "พวกเจ้าสามคนระวังตัวหน่อยนะในนามีทาก เมื่อครู่มันเพิ่งกัดข้าด้วยตัวหนึ่ง"
"มีทาก?!" เด็กๆ ทั้งสามตกใจจนแทบสิ้นสติ เกือบจะเสียหลักล้มลงไปในนาแต่ถึงแม้จะไม่ล้ม พวกเขาก็รีบเผ่นออกจากนาแทบไม่ทันแม้แต่ถังและจอบก็ลืมคว้าติดมือมาด้วย พอปีนขึ้นมาบนคันนาได้ก็รีบถามอันซิ่วเอ๋อร์เสียงสั่น "ท่านอาหญิงทากที่กัดท่านอยู่ไหน? มันมุดเข้าไปในเนื้อท่านหรือเปล่าเจ้าคะ?"
"อยู่นี่" อันซิ่วเอ๋อร์ชี้ไปที่ซากตัวทากที่นางทุบตายคาที่อยู่บนคันนา
"โอ้..." ตัวทากเดิมทีก็ดูน่าเกลียดอยู่แล้วพอตายไปก็ยิ่งน่าขยะแขยงเข้าไปใหญ่ เด็กๆ ทั้งสามจึงรีบถอยห่างจากซากนั้น
ต้ายากล่าวเสียงอ่อย"ท่านอาหญิง ช่วยพวกเราลงไปเอาของในนาขึ้นมาได้ไหมเจ้าคะวันนี้พวกเราไม่อยากจับปลาไหลแล้ว"
แค่คิดว่าหากเอื้อมมือลงไปในโคลนหมายจะจับปลาไหล แต่กลับคว้าได้ทากตัวอ้วนๆ ลื่นๆ แทนแค่นั้นก็ขนลุกขนพองเกินพอแล้ว
"ได้สิงั้นพวกเรากลับไปหาท่านพ่อกันแต่เนิ่นๆ เถอะ ข้ายังต้องกลับไปทำอาหารอีกนะแล้วหรงเหอก็ต้องกลับไปทำการบ้านด้วยประเดี๋ยวพวกเจ้ากลับไปก็ช่วยกันทำงานบ้านก็แล้วกัน"
อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวพลางลุกขึ้นเดินลงไปยังทุ่งนาอย่างไม่สะทกสะท้านในสายตาของเด็กๆ ทั้งสาม นางดูราวกับนักรบผู้กล้าหาญ ไม่เกรงกลัวสิ่งใด
พอหยิบถังและจอบขึ้นมาได้เด็กชายอันหรงเหอและเด็กหญิงต้ายาก็แย่งกันถือ ส่วนเอ้อร์ยาไม่มีอะไรให้ถือจึงเบะปากทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อย
แต่ต้ายาก็สมกับเป็นพี่สาวคนโตเมื่อเห็นน้องสาวทำท่าไม่พอใจ นางก็ยื่นจอบในมือให้น้องสาวช่วยแบกเอ้อร์ยารับจอบไปถือ ใบหน้าก็พลันกลับมายิ้มแย้มแจ่มใส
อืม...อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ค่อยได้เห็นใครแย่งกันทำงานแบบนี้เลยแม้แต่การช่วยถือเครื่องมือการเกษตร เด็กๆเหล่านี้ก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่ายินดีและน่าสนุก
"พวกเราไปล้างเนื้อล้างตัวที่ริมแม่น้ำกันก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน" อันซิ่วเอ๋อร์เสนอ
หมู่บ้านชิงสุ่ยอาจจะขาดแคลนสิ่งอื่นแต่ไม่เคยขาดแคลนแหล่งน้ำ นอกจากแม่น้ำชิงสุ่ยสายหลักที่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์แล้วก็ยังมีแม่น้ำสายเล็กๆ อีกสาย ที่จริงแล้วควรเรียกว่าลำธารเสียมากกว่าน้ำในลำธารสายนี้ตื้น แค่พอท่วมหัวเข่า เหมาะสำหรับล้างมือล้างเท้าเป็นอย่างยิ่ง
น้ำในลำธารเย็นเฉียบอันซิ่วเอ๋อร์ยื่นเท้าลงไปแช่ รู้สึกสบายไปทั้งตัวทั้งสี่คนหัวเราะคิกคักพลางล้างมือล้างเท้าจนสะอาดหมดจด สวมรองเท้าเรียบร้อยแล้วจึงมุ่งหน้ากลับบ้าน
………………
เมืองหมิ่นเยว่ ตระกูลจาง
พื้นหินอ่อนสีเทาขัดมันวาววับจนสะท้อนเงาได้ราวกับกระจกเสาหินแกะสลักลวดลายวิจิตรตั้งตระหง่าน ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในโทนสีเทาให้ความรู้สึกโอ่อ่าและขรึมขลัง ที่นี่คือห้องโถงสำหรับปรึกษาหารือของตระกูลจางทว่าในขณะนี้ ห้องโถงที่ควรจะเงียบสงบและเคร่งขรึม กลับเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมเสียงโต้เถียงทะเลาะเบาะแว้งดังระงมราวกับตลาดสดไม่มีผิด
ต้นเหตุของการทะเลาะวิวาทในตระกูลจางครั้งนี้สืบเนื่องมาจากความวุ่นวายภายในราชวงศ์ต้าฉี ประเด็นหลักของการโต้เถียงคือพวกเขาควรจะให้การสนับสนุนองค์ชายพระองค์ใดในการช่วงชิงบัลลังก์
ผู้นำตระกูลจางคนปัจจุบันและกลุ่มหัวรุนแรงบางส่วนเห็นควรให้การสนับสนุนในขณะที่กลุ่มอนุรักษนิยมกลับแสดงท่าทีระมัดระวังโดยเชื่อว่าตระกูลจางควรวางตัวเป็นกลางเพื่อความปลอดภัย
ปัจจุบันจักรพรรดิแห่งต้าฉีทรงชราภาพมากแล้ว ใกล้ถึงเวลาผลัดเปลี่ยนแผ่นดินสถานการณ์ทั่วหล้าจึงเริ่มปั่นป่วน ในอดีตสมัยที่ปฐมจักรพรรดิแห่งแคว้นฉีรบชนะและก่อตั้งราชวงศ์เพื่อรักษาความมั่นคงของแผ่นดิน พระองค์เคยให้สัญญาและมอบเงื่อนไขพิเศษต่างๆแก่ตระกูลใหญ่หลายตระกูล แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปและจักรพรรดิหลายพระองค์พยายามลดทอนอำนาจลงแต่ตระกูลใหญ่เหล่านี้ก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสวีโจวซึ่งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง อำนาจของราชสำนักยิ่งแผ่มาไม่ถึง ตระกูลต่างๆในแถบนี้จึงมีสถานะที่พิเศษยิ่งกว่าที่ใด
สวีโจวตั้งอยู่ในเขตเจียงหนานดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทิวทัศน์งดงาม และผู้คนมั่งคั่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีชื่อเสียงในด้านการผลิตผ้าไหม เครื่องเคลือบดินเผาและงานหัตถกรรมต่างๆ ที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด หยกมรกตเลอค่าเครื่องประดับทองเงินอันประณีตสิ่งประดิษฐ์งดงามนานาชนิดล้วนมาชุมนุมกันอยู่ที่นี่ระบบแม่น้ำที่พัฒนาอย่างดีทำให้การคมนาคมสะดวกสบายความเจริญรุ่งเรืองของสวีโจวแทบไม่แตกต่างจากเมืองหลวงเลยทีเดียว
สวีโจวประกอบด้วยสามเมือง ได้แก่เมืองเจียงอวิ๋น เมืองซือหัว และเมืองหมิ่นเยว่
เมืองเจียงอวิ๋นมีชื่อเสียงด้านการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาเมืองซือหัวโดดเด่นเรื่องผ้าไหมหลากหลายชนิด ส่วนเมืองหมิ่นเยว่นั้นเป็นศูนย์รวมความยอดเยี่ยมของทั้งสองเมืองอีกทั้งยังขึ้นชื่อลือชาในเรื่องเครื่องประดับหยกอันงดงามอีกด้วย
และตระกูลจางแห่งเมืองหมิ่นเยว่ก็เปรียบเสมือนจักรพรรดิแห่งดินแดนนี้พวกเขาครอบครองกิจการร้านค้าส่วนใหญ่ในเมืองหมิ่นเยว่ โดยมีธุรกิจหลักคือผ้าไหมเครื่องเคลือบดินเผา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องประดับหยก
เมื่อกล่าวถึงหยกก็ต้องกล่าวถึงหินดิบอันเป็นแหล่งกำเนิด เมืองหมิ่นเยว่มีกองกำลังคุ้มกันของตนเองทุกปี ผู้นำตระกูลจางจะนำคนไปจัดซื้อหินดิบจากแหล่งต่างๆ เช่น เหมี่ยนเตี้ยน [1]และถู่ปอ [2] หากโชคดีเลือกหินได้ถูกต้องหินดิบที่ผ่าออกมาก็จะเป็นหยกเนื้องามช่างฝีมือชั้นครูก็จะสามารถนำไปรังสรรค์เป็นเครื่องประดับล้ำค่าได้แต่หากโชคร้ายเลือกผิด หยกที่ได้ก็จะมีคุณภาพต่ำ หรืออาจไม่มีหยกเลยซึ่งย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจหลักของตระกูลจาง ดังนั้น ความสามารถในการดูหินจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
ผู้นำตระกูลจางรุ่นก่อนเสียชีวิตไปตั้งแต่ยังหนุ่มผู้นำตระกูลรุ่นปัจจุบัน เดิมทีคือบุตรชายคนโตของตระกูลจางเขามีบุคลิกที่แข็งแกร่ง เด็ดขาด ทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบอีกทั้งยังมีสายตาเฉียบคมในการดูหินดิบ ภายใต้การนำของเขาตระกูลจางจึงสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาอันวุ่นวายหลังการเสียชีวิตของผู้นำคนก่อนและกลับมายืนหยัดอย่างมั่นคงในเมืองนี้ได้อีกครั้ง
แต่ทว่าช่วงเวลาดีๆ นั้นแสนสั้นครั้งหนึ่งขณะเดินทางไปยังถู่ปอบุตรชายคนโตผู้นี้ถูกลอบทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ดวงตา ตั้งแต่นั้นมาเขาก็สูญเสียความสามารถในการมองหินดิบไปอย่างสิ้นเชิงแต่เขาก็ไม่ได้สิ้นหวังท้อแท้ กลับใช้ความสามารถทางด้านวรยุทธ์ของตนเองผันตัวมาเป็นหัวหน้ากองกำลังคุ้มกันของตระกูลคอยปกป้องความปลอดภัยของปรมาจารย์ผู้ดูหินคนอื่นๆ ในระหว่างการเดินทางไปซื้อหินดิบ
แต่แล้วโดยไม่ทราบสาเหตุวันหนึ่งเขาก็หายตัวไปอย่างกะทันหัน และในวันรุ่งขึ้นฮูหยินผู้เฒ่าแห่งตระกูลจางก็ออกมาประกาศว่าตำแหน่งผู้นำตระกูลจะสืบทอดโดยน้องชายของเขา
ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าบุตรชายคนที่สองของตระกูลจางเป็นเพียงพวกเสเพลที่วันๆเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่งบทกวีที่ไม่สู้จะไพเราะนักและไม่ถนัดในการบริหารจัดการธุรกิจเอาเสียเลย แต่ใครบ้างเล่าจะไม่รักในอำนาจ?ภายใต้การนำของเขา ตระกูลจางก็ค่อยๆ ตกต่ำลงทุกวัน
ชั่วพริบตาการหายตัวไปของบุตรชายคนโตแห่งตระกูลจางก็ผ่านมานานถึงสองปีแล้วผู้คนแทบจะลืมเลือนเขาไปจนหมดสิ้นเพียงแต่เมื่อได้ยินข่าวว่าผู้นำตระกูลจางคนปัจจุบันคิดจะเข้าไปพัวพันกับการเมืองในราชสำนักก็อดไม่ได้ที่จะสบถในใจว่า ตระกูลจางคงจะถึงกาลอวสานในไม่ช้า
แต่ถึงกระนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยังคงหลงระเริงอยู่กับภาพฝันยังมีคนบางกลุ่มที่คิดว่าตนเองมองการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์ปรารถนาที่จะใช้อำนาจของตระกูลเพื่อแลกกับความมั่งคั่งและอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
ในขณะนี้ จางเจิ้นอันนั่งอยู่ที่ปลายแถวเขาสวมผ้าปิดตาสีดำที่หายไปนาน ดวงตาภายใต้ผ้าปิดตานั้นสงบนิ่งราวกับน้ำในบ่อโบราณไร้ระลอกคลื่นใดๆ
เมื่อเห็นว่าเสียงทะเลาะวิวาทในห้องโถงปรึกษาหารือดังระงมจนเกินควบคุมฮูหยินผู้เฒ่าจางซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานในชุดเสื้อไหมอู่ฝูสีดอกบัวก็วางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรง
"พอได้แล้ว! พวกเจ้าออกไปให้หมดทุกคนไปตกลงกันให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยกลับมารายงานข้า!"
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นต่างก็เงยหน้าขึ้นมอง เห็นสีหน้าเกรี้ยวกราดของฮูหยินผู้เฒ่าจางทุกคนก็พลันเงียบเสียงลง ไม่กล้าเอ่ยคำใดอีกต่างเชื่อฟังและทยอยเดินออกไปอย่างว่าง่ายพวกเขายังคงให้ความเคารพยำเกรงผู้เฒ่าท่านนี้อยู่ไม่น้อย
"เจิ้นอัน เจิ้นผิงพวกเจ้าสองคนอยู่ต่อ" ฮูหยินผู้เฒ่าจางกล่าวเสริมน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
จางเจิ้นอันชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปหันกลับมามองมารดาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานอย่างสงบก่อนจะทอดถอนใจอย่างเย้ยหยันตนเองอยู่ในใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าจางยังคงใช้น้ำเสียงเช่นเดิมถามเขาว่า "เจิ้นอันเรื่องนี้เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร?"
"เรียนท่านแม่ข้ากลับมาครั้งนี้เพียงเพื่อมาเยี่ยมท่านไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวใดๆ" จางเจิ้นอันกล่าวอย่างเรียบเฉย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจางก็ไม่อาจกลั้นโทสะไว้ได้อีก ตบโต๊ะเสียงดัง"เจ้าจะดื้อรั้นไปถึงเมื่อไรกัน!"
"ใช่แล้ว พี่ใหญ่ท่านอย่าทำให้ท่านแม่ต้องโมโหเลยขอรับ" จางเจิ้นผิงรีบกล่าวสนับสนุนอยู่ด้านข้าง
จางเจิ้นอันหันไปมองน้องชายแวบหนึ่งอีกฝ่ายอยู่ในชุดคลุมผ้าไหมเนื้อดี รูปร่างสูงสง่าราวกับหยก ท่วงท่าดูภูมิฐานใบหน้าหล่อเหลางดงาม
เมื่อจางเจิ้นผิงเห็นสายตาของจางเจิ้นอันมองมาแม้ว่าจะมีผ้าปิดตาบางๆ กั้นอยู่แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาโดยธรรมชาติทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลอดไม่ได้ที่จะก้มลงมองสำรวจเสื้อผ้าของตนเองสองครั้ง ตรวจสอบว่ามีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือไม่เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาเล็กน้อยเขาคิดว่า พี่ชายเป็นใครกัน? ตอนนี้ตนเองต่างหากที่เป็นผู้นำตระกูลจางเหตุใดจะต้องไปกลัวเขาด้วย!
เขากำลังจะอ้าปากพูดตอบโต้ก็พลันได้ยินน้ำเสียงที่สงบนิ่งของจางเจิ้นอันดังขึ้นมาก่อน"ฝีเท้าของเจ้าเบาหวิว ขอบตาคล้ำนั่นคืออาการของการปล่อยเนื้อปล่อยตัวมากเกินไป"
เชิงอรรถ
[1] พม่าในปัจจุบัน
[2] ทิเบตในปัจจุบัน