เสียงของอาเฟิ่งเบายิ่งนักนอกจากอารมณ์ความชั่วร้ายที่แฝงเอาไว้ ก็มิมีสิ่งใดที่สามารถทำให้สัมผัสถึงจิตใจของเขาได้อีก
“ข้าเสียค่าใช้จ่ายมากมายให้คนเหล่านั้นนำตัวนางมาแต่มิได้คิดจะนำนางที่สมบูรณ์แบบไร้รอยขีดข่วนเพื่อแลกตัวคน และยังมิรู้ว่าคนที่ไปแลกมาจะมีความภักดีหรือไม่เหตุใดจึงต้องหาหนังจากเสือ [1] เช่นนั้นด้วย”
“ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราทำการลักพาตัวนางมาแล้วได้ผูกอาฆาตกับคนเหล่านั้นไปแล้ว แล้วเหตุใดถึงต้องใช้นางไปแลกคนด้วยเล่า ในเมื่อหากรักษาเอาไว้ไม่ได้ตนก็คงจะเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดสูญเสียสิ้นทุกอย่าง”
นายท่านนั่งที่เก้าอี้มีพนักแขนด้านหนึ่งด้วยท่าทีผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง
เขาไม่เห็นด้วยกับความคิดของอาเฟิ่ง
นายท่านมิอยากฟัง อาเฟิ่งก็มิได้ชักชวนต่อทำเพียงหรี่ตาลงแล้วกล่าวว่า “นายท่านเป็นเจ้านาย แน่นอนว่าต้องฟังนายท่านอยู่แล้ว”
“ดีมาก”นายท่านรู้สึกพอใจที่อาเฟิ่งเชื่อฟัง เขานั่งดื่มชาบนเก้าอี้มีพนักแขนและเงียบไปครู่หนึ่ง
นายท่านมิพูดอะไร อาเฟิ่งเองก็มิได้พูดอะไรต่อ
เขาอยากกล่าวว่าอย่าดูถูกสถานะในตระกูลเหลียงของเยี่ยนเจาเจาเชียวมิว่าจะเป็นการแลกคนกับองค์ฮ่องเต้หญิง หรือเป็นการแลกคนกับหนานหมิงเหอที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นอยู่เบื้องหลัง มิว่าสิ่งที่ได้รับจะเป็นเงินหรือคน สิ่งที่แลกมาได้ย่อมเป็นสิ่งที่ดีมากกว่ายามนี้อย่างแน่นอนแล้วเหตุใดถึงมิใช้มันมาแก้เรื่องจวนตัวที่เกิดในตอนนี้เล่า
แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนนายท่านจะไม่พอใจฟังเรื่องเหล่านี้ดังนั้นอาเฟิ่งจึงทำได้เพียงกลืนประโยคนี้ลงคอไป
อันที่จริงเพียงหันไปเห็นหนานหมิงเหอที่คลุ้มคลั่งจนขึ้นสมองก็จะรู้ได้ทันทีว่าสำหรับเขาแล้วเยี่ยนเจาเจามีความสำคัญมากเพียงใด
แน่นอนว่าองค์ฮ่องเต้หญิงและองค์หญิงล้วนเป็นคนในราชวงศ์เหลียงแต่การคาดเดาเกี่ยวกับหนานหมิงเหอของอาเฟิ่ง สำหรับเขาเยี่ยนเจาเจาจะต้องสำคัญมากกว่าราชวงศ์เหลียง
มิฉะนั้นคงมิเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการต่อสู้กันในครั้งนี้ตึงเครียดเพียงใดอีกอย่างมันก็ชัดเจนแล้วว่าในมือของหนานหมิงเหอมีคนอยู่ทั้งยังใช้กำลังส่วนมากเพื่อไล่ตามพวกเขามา รอเพียงโอกาสที่จะแย่งตัวเยี่ยนเจาเจาจากมือของพวกเขาไป
นี่ทำให้เห็นความสำคัญของเยี่ยนเจาเจาอย่างประจักษ์
เพียงพวกเขารับประกันได้ว่าเยี่ยนเจาเจายังคงอยู่ในมือของตนแล้วเหตุใดจะมิอาจดึงจำนวนคนและเงินทองมาจากมือของหนานหมิงเหอได้ ซึ่งจะสามารถเป็นตัวช่วยสำหรับเรื่องที่ดูเร่งด่วนในยามนี้ได้
วิธีนี้ใช้ได้จริงยิ่งกว่าเรื่องเพ้อฝันอย่างสลักกุญแจเชียนจีที่จะนำไปเปิดคลังสมบัติของตระกูลเหลียงเสียอีกแต่น่าเสียดายที่นายท่านคิดว่าสมบัติตระกูลเหลียงมีอยู่จริง... แต่ว่าของเช่นนั้นแม้จะมีอยู่จริงและนำมันมาไว้ในมือได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้ความพยายามไปมากเพียงใด
สิ่งใหญ่โตอย่างตระกูลเหลียงอาศัยแค่ลมปากก็จะสามารถหาเจอได้อย่างง่ายดายอย่างนั้นหรือ?
“เจ้าไปรับตัวนางมา”
จู่ๆนายท่านก็กล่าวออกมา
“มิได้ขอรับนายท่าน!”
อาเฟิ่งรู้ได้ในทันทีว่า “นาง”ที่ว่านั้นเป็นใคร เขารู้ดีว่านายท่านรู้สึกไม่พอใจที่เยี่ยนเจาเจาต้องการพักผ่อนในช่วงเวลานี้แต่หากไม่ปล่อยให้เยี่ยนเจาเจาได้ฟื้นฟูร่างกายระยะหนึ่ง เรื่องราวต้องยุ่งยากเป็นพันเท่าอย่างแน่นอน
น้ำเสียงของอาเฟิ่งสูงขึ้นหลายเท่าดูแหลมขึ้นเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด
การห้ามปรามของอาเฟิ่งทำให้นายท่านรู้สึกไม่พอใจ
อาเฟิ่งเองก็รู้สึกปวดศีรษะมากเช่นกัน
เขาเตือนไปแล้วหลายครั้งแล้วว่าจะให้เยี่ยนเจาเจาได้รับบาดเจ็บมิได้มิใช่เพราะต้องการใช้นางเพื่อแลกคนหรือเงินทอง แต่เป็นเพราะสาเหตุที่ว่าหนานหมิงเหอตามหลังมาอย่างติดๆ
ครั้งนี้พวกเขามีฝีมือดีทำให้หนานหมิงเหอล่าช้าออกไปได้แต่คนผู้นั้นบ้าคลั่งยิ่งกว่าที่เขาคิดเอาไว้มากหากพวกเขาล้มเหลวแล้วเยี่ยนเจาเจาถูกเขาช่วยไปได้ และเยี่ยนเจาเจาได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเกรงว่าการต่อต้านของพวกเขาคงร้ายกาจยิ่งกว่านี้เป็นแน่
คนที่อยู่เบื้องหลังเป็นอย่างไรมิใช่เขาไม่เข้าใจข่าวที่ส่งมาบอกว่าหญิงสาวบอบบางและอ่อนแอจำเป็นต้องรับการพักผ่อน ซึ่งแท้จริงแปดจากสิบส่วนมีแนวโน้มว่าร่างกายของเยี่ยนเจาเจาจะทนรับไม่ไหวแล้ว
พวกเขามิกล้านำนางออกมายังเบื้องหน้าตอนนี้จำเป็นต้องทำการบำรุงอย่างเร่งด่วน มิอาจส่งตัวมาและจะนำตัวมาไม่ได้อย่างเด็ดขาด
“อะไรอีก?”ความอดทนของนายท่านค่อยๆ หมดลง
นายท่านเป็นคนอวดดีหลักการเหล่านั้นที่เอ่ยออกมาแน่นอนว่าเขามิอาจเข้าใจ และยังรู้สึกอีกว่าความทะเยอทะยานของผู้อื่นมันทำลายความน่าเกรงขามของตนทำให้อาเฟิ่งอดรู้สึกปวดหัวไม่ได้
“ร่างกายของนางอ่อนแอมากขอรับข้าเกรงว่านายท่านเองก็คงได้ยินเรื่องนี้มาบ้างแล้วในเมื่อมีคนมารายงานว่านางต้องการพักผ่อน หากยังบังคับเอาตัวนางมาอีก การปล่อยให้นางตายก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนัก
ค้นตัวนางแล้วไม่พบสลักกุญแจเชียนจีพลิกร่างของนางเพื่อค้นทุกส่วน ดูของติดตัวทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังไม่พบ... เห็นได้ชัดว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสลักกุญแจเชียนจีซ่อนอยู่
ตอนนี้ก็มิอาจรู้ได้ว่าสลักกุญแจเชียนจีอยู่บนร่างของนางจริงหรือไม่ยิ่งมิต้องพูดถึงการถามหาตำแหน่งที่ตั้งของสลักกุญแจเชียนจีจากปากนาง
พวกเราอยู่ที่เซียงซีเพื่อค้นหามันมากว่าครึ่งปีแล้วแม้แต่เงาของสมบัติตระกูลเหลียงก็ไม่เคยได้เห็นมาก่อน เมื่อไม่มีสลักกุญแจเชียนจีทุกสิ่งที่พวกเราทำลงไปล้วนไร้ประโยชน์
นางกำเนิดจากชนชั้นสูงหยิ่งยโสในตนเอง ซ่อนตัวนางไว้ในเมืองเซียงซีเพื่อฟื้นฟูร่างกาย แล้วพวกเราก็ทำการสืบหาที่ตั้งของคลังสมบัติและสลักกุญแจเชียนจีนายท่านคิดเห็นว่าอย่างไรบ้างขอรับ?”
อาเฟิ่งพูดได้เพียงเท่านี้
น้อยครั้งที่เขาจะได้พูดยาวๆในหนึ่งลมหายใจ หลังจากที่กล่าวเสร็จก็รู้สึกหอบเล็กน้อย มือหนากดลงที่หน้าอกตนเองโดยมิรู้ตัว
ดูแล้วร่างกายของเขามิได้แข็งแรงเท่าไรนัก
นายท่านมิค่อยพอใจกับคำตอบของเขาแต่เขารู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าร่างกายของอาเฟิ่งไม่แข็งแรงซึ่งการยืนกรานแสดงความขัดแย้งกับอาเฟิ่ง ความจริงแล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร
รอก็รอแล้วกัน ใช่ว่าจะรอไม่ไหวเช่นนั้นรอต่อไปก็พอ
“เช่นนั้นครึ่งเดือนก็แล้วกันหากเกินครึ่งเดือน ข้า... ข้าเกรงว่าคงทนต่อไม่ไหวแล้ว”
แต่นายท่านก็ให้เวลาเยี่ยนเจาเจาเพียงครึ่งเดือน
นายท่านลุกขึ้นมิได้มองว่าบนแผนผังทรายมีอะไรอยู่
ในใจของอาเฟิ่งที่สวมหมวกคลุมใบหน้าคิดสิ่งใดอยู่มิอาจมีผู้ใดล่วงรู้เขาลุกขึ้นยืนเพื่อส่งผู้เป็นนายออกไป มองเข้าไปในแววตาที่นิ่งลึกของนายท่าน ช่างเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าจะตัดสินได้
ครั้งนี้พวกเขาแยกย้ายกันไปแบบไม่สบอารมณ์ด้านโน้นก็ยังวุ่นวายกับการตามหาหมอมารักษาอาการของเยี่ยนเจาเจาแต่น่าเสียดายที่การค้นหาไม่เป็นผล
ทว่ามีหมู่บ้านหนึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่ซ่อนตัวของเยี่ยนเจาเจาเท่าไรมีคาราวานกลุ่มหนึ่งเพิ่งมาถึงเมืองเซียงซีพร้อมความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไปทั่ว
ผู้นำขี่ม้าเร็วไปบนทางแคบบนภูเขาด้วยความเร่งรีบด้านหลังตามมาด้วยองครักษ์กว่าสิบนายที่แต่งกายด้วยชุดสีดำ พวกเขาเดินทางอย่างรวดเร็วในความมืดทว่าไม่ได้มีท่าทีของความกังวลอยู่แม้แต่น้อย
เสื้อคลุมสีดำปลิวไปตามสายลมราวกับเป็นความโกรธเกรี้ยวของอัสนีและยังแฝงความบ้าคลั่งและความกังวลเอาไว้
เพียงครู่เดียวเขาก็เข้าไปยังเขตอารามเก่าที่ดูไม่สะดุดตาบนภูเขาคิดไม่ถึงเลยว่าวัดที่ดูทรุดโทรมมากมายเช่นนี้ ทว่าด้านในกลับเป็นเหมือนอีกดินแดนหนึ่ง
ด้านหลังของอารามเก่ามีพื้นที่กว้างเปิดโล่งยามนี้มีเหล่าทหารกว่าร้อยนายมารวมตัวกัน ผู้ที่เพิ่งเดินทางมาถึงลงจากหลังม้าทหารที่อยู่ตรงหน้าเมื่อเห็นเขาก็คุกเข่าลงที่พื้น
“มีข่าวของคุณหนูหรือไม่?”
ผู้ที่เพิ่งมาเยือนเอ่ยด้วยอาการเหนื่อยล้าดวงตาทั้งสองข้างของเขาแดงก่ำ ร่างกายมีรอยเปื้อนจากการเดินทาง แต่ยังคงกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของเยี่ยนเจาเจา
เป็นพี่รองที่ในใจของเยี่ยนเจาเจาถวิลหาในตอนที่นางนึกถึงเขา เขาก็จะเดินตามนางอยู่ด้านหลัง
นี่เป็นคำสัญญาที่หนานหมิงเหอมีต่อเยี่ยนเจาเจาเขาจะคอยปกป้องนางตลอดไป เขาเคยผิดสัญญาไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในครั้งนี้หนานหมิงเหอจะมิทำผิดสัญญาอีก
รองผู้บัญชาการเดินมาที่ด้านหน้าแล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าและชาหอมให้หนานหมิงเหอเขารีบเติมความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปากที่แห้งแตกจากนั้นก็เรียกตัวสายลับของตนมาเบื้องหน้า
“นายท่านพวกเราไล่ตามไปตลอดเส้นทาง คุณหนูอยู่ในมือของพวกนั้นอย่างปลอดภัยเพียงแต่ช่วงสองวันนี้ที่พวกเราจับตาดู ดูเหมือนว่าพวกนั้นกำลังเรียกหาท่านหมอ”
“อากาศร้อนร่างกายของนางมิอาจทนได้”
หนานหมิงเหอรู้สถานการณ์ของเยี่ยนเจาเจาเป็นอย่างดี
หัวคิ้วของเขาขมวดขึ้นคิ้วสีเข้มค่อยๆ เติมเต็มไปด้วยร่องรอยของความโกรธ
รอบตัวของหนานหมิงเหอค่อยๆถูกปกคลุมไปด้วยไอสีดำอันเย็นยะเยือก เขาขมวดคิ้วขึ้นพร้อมกล่าวด้วยความเหนื่อยล้า “ไปดูมาบ้างหรือยัง?”
“มีการคุ้มกันอย่างหนาแน่นข้าน้อยมิกล้าเข้าไป กลัวว่าจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น”
เยี่ยนเจาเจาอยู่ในมือของพวกเขามิว่าใครก็มิกล้าทำอะไรบุ่มบ่าม ด้วยกลัวว่าเยี่ยนเจาเจาจะถูกสังหาร
“รู้แล้วเจ้าเองก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว ข้าไม่โทษเจ้า”
ความโกรธของหนานหมิงเหอไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนคู่ต่อสู้ในครั้งนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก หนานหมิงเหอรู้ถึงข้อนี้ดี
อีกฝ่ายจ่ายมาด้วยราคาอันแสนน่าเวทนาทว่าพวกเขาเองก็เช่นกัน มิได้ดีไปกว่าอีกฝ่ายสักเท่าไรเลย
หนานหมิงเหอไม่ชอบระบายความโกรธกับผู้อื่นที่ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องนี้เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตน หากต้องโทษก็คงโทษได้เพียงตัวเองเท่านั้น
เขาดื่มชาหอมอีกถ้วยราวกับต้องการใช้ความอบอุ่นจากชาไปช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นภายในหัวใจ
“แต่ข่าวที่ข้าน้อยหามาได้บอกว่าพวกเขากำลังหาซื้อยาลูกกลอนซานจา และต้องการยอดชาจากภูเขาหิมะและน้ำแข็งชั้นดีในอุโมงค์น้ำแข็งที่ซ่อนตัวมากกว่าหนึ่งปีเพื่อใช้มันร่วมกับซานจา
เรื่องเช่นนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนข้าน้อยสืบหามาแล้ว นี่ไม่ใช่ตำรับยาที่ใช้เพื่อทำยาลูกกลอนซานจาขอรับ
เรื่องนี้ดูไปแล้วก็แปลกข้าน้อยเดาว่ามีความเป็นไปได้สูงที่คุณหนูต้องการส่งข่าวให้กับพวกเราเพียงแต่ข้าน้อยเขลาเกินไป มิเข้าใจความลับที่แฝงมากับสิ่งนี้”
ยาลูกกลอนซานจาถือเป็นยาสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไปสามารถรักษาอาการอาหารไม่ย่อย และอาการเบื่ออาหารได้ ช่วงฤดูร้อนเยี่ยนเจาเจาจะไม่ชอบกินอาหารการหาซื้อเจ้าสิ่งนี้จึงถือเป็นเรื่องปกติ
ทว่าขั้นตอนการทำยาลูกกลอนซานจาไม่ได้หรูหราโอ่อ่าเกินไปเช่นนี้คนเหล่านั้นรู้ดีว่าเยี่ยนเจาเจาเป็นหัวใจพิสุทธิ์เจ็ดห้องแต่น่าเสียดายที่พวกเขามิเข้าใจความหมายของมัน ทั้งยังมิกล้าทำให้ข่าวนี้ตกหล่นหรือผิดพลาดไปเมื่อไตร่ตรองดูแล้ว เรื่องราวจึงถูกส่งมาถึงหูหนานหมิงเหอ
เมื่อหนานหมิงเหอได้ยินก็ผงะจากนั้นไอดำที่อยู่รอบๆ ตัวก็ค่อยๆ สลายไป
ในแววตาของเขาครุ่นคิดอะไรบางอย่างยืนอยู่ที่เดิมครู่หนึ่งแล้วหันกลับขึ้นไปบนหลังม้าอีกครั้ง
หนานหมิงเหอมิได้ออกคำสั่งใดทหารที่อยู่ด้านหลังของเขาก็มิกล้าบุ่มบ่ามทำสิ่งใด มีเพียงองครักษ์ลับสองคนที่มักจะติดตามหนานหมิงเหอที่พอจะมองความคิดของเขาออกเขาบอกกับคนอื่นๆ ว่าอย่าเพิ่งทำอะไรบุ่มบ่าม จากนั้นทั้งสองคนก็รีบขึ้นหลังม้าและตามไปทันที
ความจริงแล้วยาลูกกลอนซานจาเป็นสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาร้องขอ
เยี่ยนเจาเจาไม่เจริญอาหารมาเป็นเวลานานระหว่างวันนางมักดื่มแค่โจ๊กใสๆ เป็นอาหารเพียงนิดหน่อย หากว่าอาหารร้อนหรือมีกลิ่นแรงจนเกินไปนางก็จะอาเจียนออกมาทันที ทำให้ผู้คนที่อยู่ที่นั่นร้อนรนจนอยู่ไม่ติดที่
ไม่ว่าจะเป็นท่านหมอคนใดล้วนไร้ผลยาที่หวังต้าซือจัดให้ก็มิอาจป้อนเข้าไปในปากของเยี่ยนเจาเจาได้แม้ว่าจะให้คนมาจับนางอ้าปากและกรอกยาลงไป แต่ไม่ถึงครึ่งชั่วยามนางก็จะอาเจียนออกมาจนหมดกลับกันอาการของนางก็ยิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ
เยี่ยนเจาเจายิ่งนับวันยิ่งดูอ่อนแอลงในหนึ่งวันจะตื่นขึ้นมาสองสามครั้ง ปากเอาแต่พร่ำเอ่ยว่าต้องการกินยาลูกกลอนซานจา
----------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] หาหนังจากเสือหมายถึง ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ทำสิ่งที่ขัดต่อผลประโยชน์ของตนเอง