บทที่15 ภายใต้ชะตากรรมยังมีวาสนา
ฮุ่ยจวินตรากตรำและฝืนทนต่ออาการเ็ปที่กัดกินไปทั่วสรรพางค์กายพาฮุ่ยไป๋ระหกระเหไปตามทุ่งร้างที่ไร้จุดสิ้นสุดมันเข้ามาทุ่งร้างแห่งนี้ผ่านทางประตูค่ายกล จึงไม่ทราบตำแหน่งทิศที่ตั้งของทุ่งร้างที่พวกมันอยู่อย่างแน่ชัดพวกมันจึงทำได้แต่มุ่งตะวันออกไปเรื่อยๆ เผื่อเจอขุนเขาเถาิซานที่กั้นขวางแผ่นดินใหญ่แต่เดินทางในทุ่งร้างหลายวันแล้ว แม้แต่ขุนเขาขนาดเล็กเพียงแห่งเดียวก็ไม่พานพบ ทุ่งร้างที่ไร้จุดสิ้นสุดแห่งนี้จึงนับว่าเหมือนจิตใจของมันบางวันก็ร้อนลุ่ม บางคืนก็หนาวเหน็บ มองไปทางใดก็มิเห็นทางออกของชีวิต มีแต่ความสิ้นหวังว้าเหว่รอคอยอยู่
แร้งในทุ่งร้างมากมายนักพวกมันส่งเสียงขับขานแลบินว่อนเหนือฟากฟ้า้าศีรษะของคนทั้งสอง แร้งเหล่านี้เวียนวนอยู่นานแล้วไล่ก็ไม่ไปคล้ายดังว่าพวกมันกำลังรอคอยวาสนาชิ้นใหญ่ เหยื่ออันโอชะที่จะตายวันตายพรุ่งของมนุษย์ทั้งสองดูจะเป็สิ่งที่์ประทานแก่พวกมันเป็อย่างดี
ทว่าหินก้อนหนึ่งที่พุ่งมาอย่างรวดเร็วได้เปลี่ยนสิ่งที่์ประทานเป็ชะตากรรมให้แก่มันแร้งตัวหนึ่งที่กรีดร้องดีใจกำลังจะได้กินซากมนุษย์ มันกลับถูกหินก้อนนั้นซัดใส่จุดตายเสียงร้องดีใจจึงกลับกลายเป็ความเ็ป วาสนาฟ้าประทานกลับกลายเป็ชะตากรรมสุดท้ายของชีวิตส่งให้แร้งตัวอื่นๆ ต่างตื่นตระหนกแลโผบินหลบหนีไปไกล พวกมันคิดว่าได้รับของขวัญฟ้าประทานแต่พวกมันโชคร้ายที่ของขวัญฟ้าประทานนั้นคือบุรุษผู้ซึ่งมีความคิดที่จะฝืน์!
หินก้อนนั้นฮุ่ยจวินใช้แทนอาวุธลับมีดบินที่มันถนัดมันซัดใส่แร้งบนฟ้ามิใช่เพื่อ้าขับไล่ แต่เป็เพราะหลายวันมานี้พวกมันทั้งสองล้วนไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยดีที่ได้สมุนไพรที่ขโมยมาบางตัวพอกินเข้าไปทำให้มีพลังชีวิตทดแทนพลังงานสารอาหารไปได้บ้างวันนี้ได้แร้งตัวเท่าแม่ไก่มาหนึ่งตัว ก็เท่ากับว่าพวกมันได้อาหารมื้อใหญ่แล้ว
เดินทางมุ่งตะวันออกอีกเพียงลี้เศษโชคดีที่ตรงหน้ามีแอ่งน้ำปรากฏอยู่ เมื่อมีแอ่งน้ำก็มีพืชพรรณต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์กว่าที่อื่นฮุ่ยจวินจึงตัดสินใจที่จะปักหลักอยู่ที่นี่ไปซักพัก จึงวางร่างที่พึ่งหลับไปของฮุ่ยไป๋ลงทิ้งกองสัมภาระจำนวนมากที่มันหอบมา แล้วนำแร้งที่พึ่งสังหารทิ้งลงบนพื้น คนเดินไปล้างหน้าล้างตาในแอ่งน้ำดื่มกินน้ำจนร่างกายกระปี้กระเปร่าขึ้น ค่อยกอบน้ำขึ้นมาหยอดใส่ปากของฮุ่ยไป๋ที่ละนิดพร้อมกับใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบโลหิตบนใบหน้าและเช็ดทำความสะอาดร่างกายของนาง เมื่อถูกความเย็นและความสดชื่นของน้ำฮุ่ยไป๋ที่ดูอิดโรยซูบเซียวเป็อย่างมากก็รู้สึกตัวแลลืมตาขึ้น
“ที่นี่ที่ไหน"
“ทุ่งร้าง"
“ยังออกไปไม่ได้อีกหรือ"
“อืม"
“งั้นข้าของีบเอาแรงอีกซักพัก"
เสมอมาฮุ่ยไป๋เป็เด็กร่าเริงและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาแต่นานวันเข้านางก็เริ่มที่จะเฉื่อยชามากขึ้น นอนเยอะขึ้น นั่นยิ่งทำให้จิตใจของฮุ่ยจวินบีบรัดแน่นมันไม่อยากคิด แต่ความเป็จริงมิเคยโกหกมัน เวลาของนางที่จะอยู่บนโลกแห่งนี้เหลือน้อยลงในทุกทีแล้ว
ฮุ่ยจวินสลัดความคิดอันฟุ้งซ่านในหัวแล้วรีบเดินไปเก็บไม้แห้งและเศษหญ้าแห้งมาวางไว้มิไกลจากตำแหน่งที่ฮุ่ยไป๋หลับอยู่ใช้ไม้สองท่อนหมุนจี้ัักันอย่างรวดเร็วจนเกิดความร้อนและประกายไฟขึ้น จากนั้นชายหนุ่มก็นำเศษหญ้ามาปกคลุมจนเกิดเปลวไฟก่อนใส่ท่อนไม้แห้งก่อกองไฟขึ้นมาเพื่อให้ความอบอุ่นในทุ่งร้างยามกลางคืนที่หนาวเหน็บแห่งนี้เมื่อได้กองไฟมันก็เดินไปหยิบแร้งตัวใหญ่มาถอนขนแล้วย่างบนกองไฟอย่างพิถีพิถัน เนื้อจากที่อมชมพูก็เริ่มมีสีเหลืองปนน้ำตาลไหม้น้ำมันบนผิวเนื้อไหลเยิ้มเป็สาย เมื่อหยดลงบนกองไฟทำให้ไฟลุกซู่พร้อมกับกลิ่นหอมหวนที่อบอวลไปทั่วบริเวณฮุ่ยจวินทำการย่างแร้งจนสุกได้ที่จากนั้นก็ไปปลุกฮุ่ยไป๋ขึ้นมารับประทาน หลังจากกินมื้อค่ำที่มิได้กินมาหลายวันเสร็จสรรพฮุ่ยจวินก็นำผ้าคลุมโต๊ะที่มันหอบติดมาพร้อมกับตำราแพทย์มาคลุมร่างให้ฮุ่ยไปก่อนท่องกวีบทนั้นบทกวีที่มันก็มิทราบว่าได้ยินมาจากที่ใด แต่เป็บทกวีที่มันใช้กล่อมฮุ่ยไป๋แทนนิทานก่อนนอนมาั้แ่ยังเล็ก
“เถาิซานขวางกั้นหมื่นลี้ยังมีเขาสูงเคียงคู่ไม่…
...จันทราสาดกระทบสุริยันส่องต้อง มองมิเห็นความงาม
...เดือนดับ อาทิตย์ตกผสานตามความวิลาสนั้นจึงปรากฏ”
ฮุ่ยไป๋หลับไปแล้วนางไม่ได้หลับเพราะเคลิบเคลิ้มในบทกวีที่ชวนขัดหู แต่เป็เพราะความเหนื่อยล้าแลาเ็สะสมส่วนฮุ่ยจวินยังคงจ้องมองใบหน้าที่ขาวซีดไร้สีเืของนางอยู่ แล้วประกายตาของชายหนุ่มก็ทอแววมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวพร้อมกับเดินไปนั่งลงยังกองตำราและคัมภีร์แพทย์ชั้นสูงเ่าั้ฮุ่ยจวินหยิบตำราขึ้นมาเล่มหนึ่ง
“วิชาฝังเข็มไล่ลมปราณ"
ตำราเล่มนี้นับว่ามีความน่าสนใจต่อฮุ่ยจวินมิน้อยเพราะสมัยที่ยังเป็เด็ก ท่านหมอฮั่วที่เคยฝังเข็มยืดชีวิตให้แก่ฮุ่ยไป๋ ท่านเคยบอกว่าวิธีเดียวที่จะขับพิษนี้คือการฝังเข็มขั้นสูงที่มีแต่เทพดาเร้นกายเท่านั้นที่ทำได้เช่นนั้นเพียงมันลองหยิบเล่มแรกก็บังเอิญต้องใจของมันพอดี ฮุ่ยจวินจึงใช้เวลาอ่านตำราเล่มนี้ด้วยสติปัญญาของมันเพียงไม่นานก็จดจำแทบทุกตัวอักษรในตำราได้สิ้น ทว่าตำราแพทย์ขั้นสูงจดดำได้หมดแล้วนับเป็สิ่งใดเพราะรายละเอียดเนื้อหากลับลึกลับซับซ้อนยิ่ง จุดชีพจรต่างๆ ที่เอ่ยมา ความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับพลังชีวิตล้วนสร้างประเด็นความสงสัยแก่มันมากมายยิ่งแม้มันจะอ่านวิธีฟังเข็มไล่ลมปราณอีกสิบรอบ ก็ทำให้มันรู้ได้เพียงวิธีแต่มันไม่สามารถบอกได้ว่าจุดชีพจรนั้นฝังอยู่ที่ใดซ่อนอยู่ใต้กล้ามเนื้อท่อนใด ต้องปักเข็มลึกขนาดไหนจึงจะไปถึง หรือความสัมพันธ์ของแต่ละจุดชีพจรเชื่อมโยงกันอย่างไรผลดีผลเสียของแต่ละขั้นตอนจะส่งไปที่อวัยวะใดบ้างนี่คือสิ่งที่มันไม่รู้ มันมิอาจรู้ซึ้งในร่างกายของคนทั้งคนไหนจะต้องควบคู่ไปกับความจำเพาะของตัวยาที่ใช้ในแต่ละชนิดอีก!
“การจะฝังเข็มได้มิใช่เื่ง่ายจริงๆ"
จากนั้นชายหนุ่มก็รื้อค้นกองตำราที่มันแอบขโมยมาในใจบังเกิดความร้อนลุ่ม เป็เพราะไม่มีความรู้ในการแพทย์เบื้องต้น มันจึงไม่รู้ว่าควรจะหยิบตำราและคัมภีร์แพทย์เล่มใดมาบ้างทว่าตอนนี้มันได้อ่านตำราแพทย์ฝังเข็มไปแล้วหลายรอบจบ ทั้งยังจดจำขึ้นใจ เช่นนั้นมันจึงพอทราบแล้วว่าสิ่งสำคัญในด้านการแพทย์ควรรู้อะไรเป็พื้นฐานเช่นนั้นในใจมันจึงได้แต่ภาวนาให้ในจำนวนกองตำราเหล่านี้ มีตำราที่มัน้าปรากฏอยู่
“นี่ไม่ใช่”
“นี่ก็ไม่ใช่"
“นี่ก็ยังไม่ได้"
ยิ่งกองตำราร่อยหรอจิตใจของฮุ่ยจวินก็ยิ่งตรึงเครียด จนกระทั่งตำราเหลือเพียงสองเล่มสุดท้ายที่วางอยู่ใจของมันก็พลันหนักอึ้งขึ้นมาในทันใด มือของมันยื่นออกไปอย่างยากลำบากก่อนที่จะหยิบจับตำราสองเล่มขึ้นมาพร้อมกัน
“ตำรากายมนุษย์…ตำราแพทย์โอสถ!”
เสมือนได้ยกูเาออกจากอกความตื่นเต้นยินดีทำให้มันน้ำตาซึมออกมา คนแทบอยากจะะโโห่ร้องแต่ติดที่ร่างกายาเ็สาหัสและมิอยากรบกวนฮุ่ยไป๋เช่นนั้นมันจึงพุ่งสมาธิอยู่ในตำราแพทย์โอสถอย่างเงียบๆ ใช้เวลาชั่วค่อนคืนมันก็สามารถอ่านตำราแพทย์โอสถได้อย่างละเอียดแตกฉานเพียงหยิบโอสถขึ้นมาสังเกตุแลสูดดมก็ทำให้มันรู้ว่าโอสถนี้คือยาหรือสมุนไพรชนิดใด ผสมขึ้นมาจากสิ่งใดปริมาณเท่าไหร่ และมีสรรพคุณอย่างไรบ้าง!
เมื่อรู้ตำหรับยาฮุ่ยจวินก็ได้นำสมุนไพรสามตัวที่ขโมยมาผสมรวมกันและลองใช้ทาบนาแตน ปรากฏว่ากลับได้ผลดีกว่าที่มันคาดคิดไว้อาการาเ็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมากขึ้น
ศึกษาตำราแพทย์ขั้นสูงเพียงคืนเดียวมันก็ได้รู้ทั้งวิธีการฝังเข็มและปรุงโอสถความหวังของมันจึงปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งตำราแพทย์ต่อจากนี้ก็คือตำราที่สำคัญที่สุดของผู้เป็แพทย์ต้องศึกษา
“ตำรากายมนุษย์"
ฮุ่ยจวินเปิดตำรานี้เพียงอ่านหน้าแรกก็รู้สึกถึงความซับซ้อนและยากยิ่งกว่าสองตำราที่ผ่านมา ตำรานี้กล่าวถึงระบบต่างๆในร่างกาย อันประกอบไปด้วย กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นประสาท จุดชีพจรลมปราณ อวัยวะต่างๆการไหลเวียนโลหิต รวมถึงทุกระบบในร่างกาย ราวกับว่าตำราเล่มนี้ได้นำร่างของคนทั้งคนมาใส่ไว้ก็ปาน
ด้วยความซับซ้อนด้วยระบบการทำงานของร่างกายที่มากมายนับไม่ถ้วนไล่ั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า จึงทำให้ฮุ่ยจวินที่แม้จะมีสติปัญญาฉลาดลึกล้ำเพียงใดก็มิอาจที่จะจดจำทำความเข้าใจในเวลาวันสองวันได้มันจึงง่วนอยู่แต่กับตำราเล่มนี้หลายวัน หลายสิบวัน จนเกือบจะถึงหนึ่งเดือนเต็มแล้วมันก็ยังศึกษาได้ไม่หมดแต่ใน่หนึ่งเดือนมานี้มิใช่ว่ามันจะหมกมุ่นอยู่กับตำรากายมนุษย์เพียงเล่มเดียว เมื่อรู้ว่าถึงทางตันมันก็จะหยิบตำราแพทย์เล่มอื่นขึ้นมาอ่านแทน ทำให้่หนึ่งเดือนมานี้ มันอ่านตำราแลคัมภีร์แพทย์ชั้นสูงที่ขโมยมาจนแตกฉานทั้งสิ้นยิ่งมันอ่านตำราแพทย์มากเท่าไร มันก็ยิ่งมีความรู้ด้านการแพทย์มากเท่านั้น ซึ่งความรู้ด้านการแพทย์แต่ละทางล้วนมีพื้นฐานอยู่ที่กายมนุษย์ทั้งสิ้นเช่นนั้นยิ่งมันอ่านตำราแพทย์มากมาย ก็คล้ายทำให้เข้าใจแลจดจำตำรากายมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น
ฮุ่ยจวินวางตำรากายมนุษย์ในมือลงคนบิดี้เีไปมา
“เ้าหิวแล้วหรือไม่"
ฮุ่ยไป๋ส่ายศีรษะแล้วนางก็เอาแต่นั่งอ่านม้วนคัมภีร์ในมือต่อไป
ตลอดหนึ่งเดือนมานี้อาการของฮุ่ยไป๋ดูจะทรุดหนักลงไปอีกแต่นางก็พยายามทำตัวร่าเริงสดใสเพื่อมิให้ฮุ่ยจวินที่ขมักเขม้นอยู่กับตำราแพทย์ต้องเสียสมาธินางมิได้มีความสนใจในคัมภีร์หรือตำราแพทย์ซักเท่าใด ทว่าหนึ่งในตำราแพทย์ที่ฮุ่ยจวินขโมยมากลับมีม้วนตำราหรือคัมภีร์เล่มหนึ่งที่แตกต่างออกไป ม้วนคัมภีร์เล่มนี้ทำมาจากหนังสัตว์หยาบๆภายในเป็เนื้อหาเกี่ยวกับนิทานหลอกเด็ก อ่านแล้วรู้สึกเพลิดเพลินนางจึงอ่านแต่คัมภีร์นี้ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อฆ่าเวลาและให้ลืมความเ็ปในกายตน
คัมภีร์ทุกชนิดหากเก็บไว้นานไม่เปิดอ่านสภาพของมันจะถูกคงไว้ได้นานขึ้นแต่ถ้าจับต้อง เปิดอ่านเป็ประจำซ้ำๆเดิม โดยเฉพาะนิ้วมือที่บ้างมีเหงื่อไคล บ้างมีคราบมันจากการหยิบจับอาหารสิ่งเหล่านี้แม้กระดาษจะมีคุณภาพดีขนาดไหนก็ต้องเปื่อยยุ่ยเมื่อประสบพบ
เช่นนั้นคัมภีร์ที่มีเนื้อหานิทานหลอกเด็กในมือของฮุ่ยไป๋จึงเริ่มที่จะเปื่อยยุ่ยโดยเฉพาะตำแหน่งที่มือของฮุ่ยไปััมากและบ่อยเป็ที่สุด
ฮุ่ยไป๋แม้จะเปิดอ่านคัมภีร์เล่มนี้จนเปื่อยยุ่ยนางก็มิได้ให้ความสนใจอันใด จนกระทั่งนางเริ่มสังเกตุเห็นว่าบริเวณตำแหน่งที่เปื่อยยุ่ยเสมือนเนื้อกระดาษจะไม่เหมือนกับเนื้อของกระดาษภายนอกซึ่งเป็เนื้อกระดาษที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฮุ่ยไป๋ขมวดคิ้วเป็ไปได้อย่างไรที่กระดาษม้วนหนึ่งจะใส่เนื้อกระดาษที่แตกต่างกันสองชนิด เช่นนั้นนางจึงลองพินิจดูอย่างถี่ถ้วนใช้นิ้วสะกิดเล็กน้อยก็พบว่านี่มิใช่กระดาษแผ่นเดียวกัน แต่ทว่ามันมีกระดาษอีกแผ่นซ่อนอยู่ภายในกระดาษหนังหยาบๆแผ่นนี้!
“พี่ฮุ่ยจวินท่านมาดูอะไรนี่"
ฮุ่ยจวินวางตำรากายมนุษย์ในมือลงก่อนเขยิบลงไปนั่งข้างกายฮุ่ยไป๋
“มีอะไรหรือ"
จากนั้นฮุ่ยไป๋ก็เริ่มมองหาของมีคมมากรีดเลาะลงบนกระดาษหนังสัตว์หยาบๆแผ่นนั้น เมื่อนางกรีดกระดาษหนังอย่างแ่เบาและจรดรอบกระดาษเป็รูปสี่เหลี่ยมแล้วนางก็ลอกกระดาษแผ่นหนังหยาบๆ นั้นออกมา เผยให้เห็นด้านในซึ่งมีกระดาษเนื้อดีอีกแผ่นซุกซ่อนอยู่กระดาษแผ่นนี้มีข้อความตัวอักษรเรียงรายมากมาย แต่อักษรเหล่านี้หาได้มีเนื้อหานิทานหลอกเด็กอย่างเช่นภายนอกไม่
ทั้งฮุ่ยจวินและฮุ่ยไป๋เมื่อได้เห็นและได้อ่านเนื้อความที่อยู่บรรทัดแรกสุดพวกมันก็ต้องขมวดคิ้วแล้วอุทานออกมาอย่างพร้อมเพียง
“คัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทรา!”