“เสี่ยวถง ฉันคิดไม่ออกจริงๆ คนที่เข้าข่ายผู้ต้องสงสัยถูกกำจัดออกหมด ตอนนี้ฉันเหมือนเดินมาถึงทางตันแล้วจริงๆ ” หวังย่าหนานนั่งอยู่บนขอบเตียงชันสูตรที่อยู่ข้างๆ จางถง แกว่างขาสลับไปมา ปากบ่นพึมพำ สีหน้าเคร่งเครียด ดูเหมือนทั้งกรมตำรวจเมืองเทียนฉางจะมีแค่หวังย่าหนานคนเดียวที่กล้าเอาเตียงชันสูตรในห้องนิติเวชมานั่งเป็เก้าอี้
จางถงพอเห็นท่าแบบนี้ ก็อดฝืนยิ้มออกมาเงียบๆ ไม่ได้ น้อยครั้งนักที่จะมีเื่ให้หวังย่าหนานกังวลจนพูดไม่หยุด ดูท่าว่าคดีนี้จะเจอของแข็งเข้าให้แล้ว
“เฮ้อ...” จางถงถอนหายใจยาว
“นี่ย่าหนาน ฉันก็ช่วยเธอไม่ได้จริงๆ ถ้าเธอถามถึงสาเหตุการตาย นั่นคงไม่เป็ปัญหา แต่ถ้าต้องถกกันเื่ไขคดี ฉันไม่ได้เก่งเหมือนเธอนะ”
หวังย่าหนานอดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่จางถง “หรือเธอไม่เคยได้ยินที่เขาพูดกัน ‘หลายหัวดีกว่าหัวเดียว’ คนเขาอุตส่าห์มาขอความเห็นเธอถึงที่เลยนะ!”
“ฉันจะพูดอะไรดีล่ะ”
“งั้นก็พูดถึงเื่เหยื่อทั้งสองรายก็แล้วกัน เธอเป็คนรับผิดชอบผ่าเองทั้งนั้น นึกอะไรได้ก็พูดออกมา!”
หวังย่าหนานเริ่มหมดความอดทน “นี่เป็อาชีพของเธอ ฉันว่าเธอก็ต้องมีอะไรพูดบ้างแหละ”
จางถงถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ก็ได้ ฉันจะเปรียบเทียบศพทั้งสองศพก็แล้วกัน แต่ก็เป็แค่ความเห็นส่วนตัวของฉันนะ”
หวังย่าหนานมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที หล่อนไถลตัวลงมาจากเตียงชันสูตร แล้วเดินมาที่หน้าโต๊ะทำงานของจางถง คว้ากระดาษและปากกาขึ้นมาจากโต๊ะ “ค่อยๆ ว่ามา ฉันจดอยู่!”
“เริ่มจากผู้ตายทั้งสองต่างก็เป็เพศหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน อายุห่างกันมาก คนหนึ่งสิบเก้า ส่วนอีกคนสามสิบหก จุดที่สอง ทั้งสองคนมาจากคนละที่กัน คนหนึ่งมาจากหลิ่งหนาน อีกคนเป็คนเมืองเทียนฉางของพวกเรา”
“เื่พวกนี้พวกเรารู้กันอยู่แล้ว! ” หวังย่าหนานอดบ่นออกมาไม่ได้
จางถงขมวดคิ้ว “ถ้างั้นฉันเข้าเื่เลยก็แล้วกัน บอกตามตรง ฉันรู้สึกตลอดว่ามันแปลกๆ ตอนที่ฆาตกรลงมือกับเหยื่อรายแรก เขาดูมีน้ำอดน้ำทนมาก เหยื่อโดนวางยาพิษ แล้วโดนแยกชิ้นส่วนหลังจากเสียชีวิตแล้ว ฆาตกรปฏิบัติต่อร่างของเหยื่อราวกับเป็ผลงานศิลปะ ความหนาของเนื้อทุกชิ้นแทบจะเท่ากันทั้งหมด บอกได้เลยว่าเขาใส่ใจกับร่างของเหยื่อมาก ซึ่งผิดกับเหยื่อรายที่สองที่รีบร้อนลงมือ ระยะเวลาั้แ่ถูกลักพาตัวจนถึงถูกทำร้ายไม่ได้กินเวลานานมากนัก และที่สำคัญก็คือวิธีการที่เขาจัดการกับเหยื่อ แผลเดียวถึงฆาต! ปากแผลของเหยื่อชี้ชัดว่าเหยื่อถูกปาดคออย่างโหดร้ายขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ถึงแม้ศพจะถูกทำความสะอาดอย่างดีหลังจากเสียชีวิตแล้ว แต่พอเปรียบเทียบกับเหยื่อรายแรกก็ยังดูหยาบกว่าอยู่ดี ฉันเคยคิดว่าอะไรกันแน่นะที่ทำให้ฆาตกรเปลี่ยนวิธีการจัดการกับศพไปอย่างสิ้นเชิงแบบนี้ หรือว่าเขามีเวลาไม่พอ จากประสบการณ์ของฉันศพแรกฆาตกรต้องเสียเวลาอย่างน้อยเก้าชั่วโมง แต่ศพที่สองใช้เวลาแค่ไม่เท่าไหร่ ถ้าเป็บุรุษพยาบาลมืออาชีพ ใช้เวลาแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงก็จัดการทำความสะอาดศพให้เสร็จเรียบร้อยได้ ย่าหนาน เธอเคยคิดบ้างไหมว่าบางทีคดีแรกถึงจะเป็เป้าหมายที่แท้จริงของเขา ส่วนเหยื่อรายที่สองเกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้เตรียมการไว้ อาจเพื่อสร้างความสับสนให้แก่ตำรวจหรือเพื่อระบายความแค้น แต่เพราะไม่ทันได้วางแผนล่วงหน้าถึงได้ต้องรีบลงมือขนาดนี้”
หวังย่าหนานคิ้วขมวด หน้าซีด แต่อยู่ๆ เธอก็ลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งออกจากห้องชันสูตรไปอย่างรวดเร็วโดยไม่บอกลาสักคำ
จางถงชินเสียแล้วกับการไปไม่ลาอย่างกะทันหันของหวังย่าหนาน เธอไม่รู้สึกโกรธ ในทางกลับกันเธอรู้สึกเหมือนได้ยกูเาออกจากอก เพราะเธอรู้ว่าบางทีคำพูดของตัวเองทำให้หวังย่าหนานเห็นอะไรบางอย่าง ในฐานะที่เป็เพื่อนสนิทกัน เพียงเท่านี้จางถงก็พอใจแล้ว
“จ้าวหยุน รีบไปหาข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเหยื่อรายแรกมาเดี๋ยวนี้ ั้แ่วันที่หล่อนเกิดจนถึงวันที่หล่อนตาย สักอันก็ห้ามขาด ไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย” ทันทีที่เดินมาถึงประตูห้องทำงาน หวังย่าหนานก็ะโเสียงดังหาจ้าวหยุนผู้ช่วยของตัวเอง
“้าเดี๋ยวนี้เลยเหรอครับ” จ้าวหยุนงงอยู่นิดหน่อย “ข้อมูลคนหนึ่งคนมีเยอะนะครับ”
หวังย่าหนานถลึงตาใส่ “เื่สำคัญ รวมถึงเื่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของหล่อนด้วยนะ ฉันอยากรู้เหลือเกินว่าทำไมฆาตกรถึงได้เลือกเด็กสาวที่แสนจะธรรมดาคนนี้!”
จ้าวหยุนไม่พูดอะไรต่อ
หวังย่าหนานเดินเข้าไปในห้องเล็กๆ ของตัวเอง ถอนหายใจเดินคิ้วขมวดไปที่โต๊ะทำงาน แล้วเปิดคอมพิวเตอร์
หนึ่งชั่วโมงกว่าหลังจากนั้น หวังย่าหนานจอดรถที่หน้าประตูวิทยาลัยตงซาน มองดูนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาหกโมงสามสิบนาที หล่อนรออยู่อีกอึดใจ พอเข็มนาทีเลื่อนไปที่เวลาสามสิบสองนาที หล่อนก็เปิดประตูลงจากรถทันที แล้วเดินตรงไปทางถนนไห่เทียนซึ่งเป็เส้นทางที่หวังย่าจิงผู้ตายใช้ตามภาพที่เห็นจากกล้องวงจรปิด
หล่อนเดินไปตาก็สังเกตกล้องวงจรปิดตามรายทางไปด้วย หลังเกิดคดีตำรวจได้ลองเดินตามเส้นทางนี้แล้ว แต่ว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกัน หวังย่าหนานมักจะคิดอยู่ตลอดว่าตนเองพลาดอะไรไป เธอมีคำถามที่รบกวนจิตใจเธอมาตลอดว่าทำไมผู้ตายถึงได้เลือกเดินมาทางนี้ ตามรายทางจะมีคนจำหล่อนได้บ้างไหม
พอถึงเวลาหกโมงสี่สิบหกนาที หวังย่าหนานก็เลี้ยวเข้าถนนจ้าผู่ เธอเดินตามเวลาที่ปรากฏในกล้องวงจรปิดอย่างเคร่งครัดทุกฝีก้าว
เพราะว่าถนนจ้าผู่อยู่ติดกับวิทยาลัยตงซานและชุมชนใหญ่อีกสองชุมชน ดังนั้นบนถนนเล็กๆ สายนี้จึงเต็มแน่นไปด้วยร้านค้าเล็กๆ และใน่เวลานี้ของทุกวันจะเป็เวลาที่คนแออัดที่สุด
หูของหวังย่าหนานอื้ออึงไปด้วยเสียงเรียกลูกค้าของบรรดาแม่ค้าตามแผงขายของ เสียงแตรรถมอเตอร์ไซด์ เสียงเด็กร้องไห้งอแง แล้วยังเสียงหึ่งๆ อีกสารพัดที่แยกไม่ออกว่าเป็เสียงอะไร ตลาดขนาดไม่ใหญ่มากแห่งหนึ่งตรงหัวมุมถนนจ้าผู่กินพื้นที่ไปแล้วถึงสองในสาม ทำไมหวังย่าจิงถึงได้เจาะจงเลือกถนนเส้นนี้
เวลาหกโมงห้าสิบเก้านาทีเจ็ดวินาที ซึ่งเป็เวลาที่หวังย่าจิงรับโทรศัพท์ หวังย่าหนานยืนอยู่ในตำแหน่งสุดท้ายที่เด็กสาวผู้เสียชีวิตยืนอยู่ตามภาพที่เห็นจากกล้องวงจรปิด เธอมองไปรอบๆ ตัว หรือว่าที่นี่จะเป็ปลายทางของเบาะแสทั้งหมด ท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมาบนถนนเล็กๆ สายนี้อยู่ทุกวันจะไม่มีใครเคยสังเกตเห็นเด็กสาวผู้น่าสงสารคนนี้กันเลยเหรอ เธอยืนอยู่ที่เดิมแล้วมองสำรวจรอบตัวอย่างละเอียด
แผงขายของ ป้ายโฆษณา คนเดินถนน เสียงดนตรีที่ดังกระหึ่ม กลิ่นหอมยั่วยวนของโหยวเจียนลอยเตะจมูก แต่สักพักก็ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นเผ็ดร้อนแสบจมูกของพริกจากร้านอาหารเสฉวน
หวังย่าหนานค่อยๆ หลับตาลง จัดระเบียบสิ่งของและคนที่ผ่านเข้ามาในสายตาของตัวเองอย่างละเอียด ที่นี่คือสถานที่ที่หวังย่าจิงปรากฏตัวเป็ครั้งสุดท้าย หวังย่าหนานไม่เชื่อว่าเด็กสาวจะไม่ทิ้งอะไรไว้ให้เลย
เสียงเหยียบเบรกแสบแก้วหูดังขึ้นข้างหู หวังย่าหนานรีบลืมตาทันที ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเธอก็คือใบหน้าที่เต็มไปโทสะ “ทำอะไรน่ะฮะ ไม่มีอะไรทำเหรอไงถึงไปยืนเซ่ออยู่กลางถนน อยากตายนักเหรอ!”
ที่ด่าตัวเองอยู่ก็คือหญิงวัยกลางคนที่ขี่จักรยานไฟฟ้าคนหนึ่ง มีถุงผักวางอยู่ในตะกร้าหน้ารถ ดูท่าทางแล้วเหมือนกำลังจะรีบกลับบ้าน
หวังย่าหนานกำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่ทันใดนั้นโรงรับจำนำที่ไม่สะดุดตาแห่งหนึ่งที่อยู่ด้านหลังหญิงวัยกลางคนไปไม่ถึงยี่สิบเมตรก็ดึงดูดความสนใจของเธอ ตรงมุมของหน้าต่างด้านในของโรงรับจำนำมีเงาสีดำเล็กๆ อยู่ แถมยังมีไฟสีแดงเล็กๆ กระพริบอย่างต่อเนื่อง! หวังย่าหนานอดดีใจไม่ได้ เธอคุ้นเคยกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้เป็อย่างดี!
จางถงกำลังจะเข้านอน แต่อยู่ๆ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เธอกวาดตามองนาฬิกาปลุกตรงหัวเตียงโดยอัตโนมัติ จะห้าทุ่มอยู่แล้ว โทรมาในเวลาแบบนี้จะต้องไม่ใช่เื่ดีแน่นอน จางถงรับโทรศัพท์ พลางเปิดตู้เสื้อผ้าหาเสื้อโค้ทเตรียมพร้อมออกไปข้างนอก
“เสี่ยวถง ฉันถามอะไรเธอหน่อย ผู้ร้ายที่ก่อคดีจะมีโอกาสเป็ผู้หญิงได้ไหม” เสียงหวังย่าหนานในสายฟังดูผิดปกติเล็กน้อย
จางถงอดที่จะตกตะลึงไม่ได้ มือขวาหยุดค้างอยู่บนประตูตู้เสื้อผ้า เธอคิ้วขมวด “ผู้หญิง ย่าหนาน ทำไมอยู่ๆ เธอถึงได้ถามเื่นี้ล่ะ”
“ฉันจำได้ว่าเธอเคยพูดว่า ที่คดีนี้ผู้ต้องสงสัยถูกจำกัดว่าเป็ผู้ชายก็เพราะว่าร่างของเหยื่อรายแรก ในระยะเวลาสั้นขนาดนี้ การที่จะต้องแล่ศพให้เป็ชิ้นบางๆ ถ้าไม่มีแรงพอก็ไม่สามารถทำสำเร็จ ถูกต้องไหม ดังนั้นเธอเลยตั้งข้อสันนิษฐานว่าอีกฝ่ายจะต้องเป็เพศชาย ”
“ใช่ ฉันพูดแบบนั้น” จางถงนั่งลงบนโซฟาข้างตู้เสื้อผ้า “ถ้าสันนิษฐานจากส่วนสูงและน้ำหนักของผู้ตาย จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยเก้าชั่วโมง ผู้หญิงธรรมดาไม่มีเรี่ยวแรงขนาดนั้น”
พอพูดมาถึงตรงนี้ อยู่ๆ จางถงก็ตระหนักถึงอะไรบางอย่าง พูดเสียงต่ำ “หรือว่าเธอเจอหลักฐานใหม่เข้าให้แล้ว”
“เธอมาที่กรมตำรวจดีกว่า ฉันอยู่ที่ห้องประชุม!”
ขณะที่จางถงรีบร้อนไปยังห้องประชุมกรมตำรวจก็เป็เวลาใกล้เที่ยงคืนแล้ว แม้จะเป็เวลาแบบนี้แต่ในห้องประชุมกลับไม่ได้มีแค่หวังย่าหนาน นอกจากรองหัวหน้าหลี่ที่ดูแลฝ่ายสืบสวนแล้ว จางถงยังเห็นจ้าวหยุนและหลิวชุนเสี่ยวอีกด้วย แถมข้างกายหลิวชุนเสี่ยวยังมีนักข่าวจ้าวที่เอาแต่เดินไปเดินมาในตอนกลางวันนั่งอยู่อีก ไม่มีความง่วงปรากฏบนใบหน้าของทุกคนเลยสักนิด นั่นก็เพราะว่าทุกคนในที่นี้ต่างรู้ดีถึงสาเหตุที่ถูกเรียกให้มาประชุมในเวลาแบบนี้ นั่นก็คือคดีมีความคืบหน้า
“ครบทุกคนแล้ว เสี่ยวหวัง เริ่มกันเลยเถอะ!” รองหัวหน้าหลี่หันไปพยักหน้าให้หวังย่าหนาน
“คือเื่เป็แบบนี้ค่ะ ทุกท่านลองดูรูปถ่ายชุดนี้กันก่อน รูปเหล่านี้เป็รูปที่ได้จากกล้องวงจรปิดหน้าโรงรับจำนำ และสถานที่ตั้งของโรงรับจำนำก็คือบนถนนจ้าผู่ซึ่งเป็ที่ที่เหยื่อรายแรกหวังย่าจิงปรากฏตัวให้เห็นเป็ครั้งสุดท้าย”
ขณะที่พูดหวังย่าหนานได้ส่งรูปถ่ายขยายใหญ่ปึกหนึ่งให้แก่หลิวชุนเสี่ยว ระหว่างที่ทุกคนทยอยส่งรูปถ่ายไปรอบๆ เธอก็อธิบายต่อ
“เวลาเป็่เวลาเดียวกับวันที่ผู้ตายหายตัวไป ฉันเจอกล้องวงจรปิดที่ซ่อนอยู่ในที่ลับตานี้เข้าโดยบังเอิญเหมือนกัน เนื่องจากเ้าของร้านถูกขโมยขึ้นหลายรอบ เลยยอมเสียเงินซื้อกล้องวงจรปิดนำเข้าจากต่างประเทศชุดนี้มาติดตั้ง ดังนั้นคุณภาพของภาพที่ได้จึงชัดเจนมาก แถมยังเก็บบันทึกข้อมูลได้ถึงหนึ่งเดือน กล้องนี้ทำงานทุกห้าวินาที สามารถบันทึกทุกสิ่งที่มันเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงใบหน้าของคนด้วย!”
รูปถ่ายถูกส่งมาถึงมือจางถง ในที่สุดตอนนี้เธอก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อครู่หวังย่าหนานถึงได้ถามตนทางโทรศัพท์ว่าฆาตกรมีโอกาสที่จะเป็ผู้หญิงได้ไหม ในรูปถ่ายผู้ตายยืนอยู่ข้างรถเก๋งซานทาน่าสีดำปีสองพัน กำลังเปิดประตูรถด้านหลังคนขับแล้วมุดตัวเข้าไป ส่วนตรงตำแหน่งคนขับ เผยให้เห็นมือของผู้หญิงอย่างชัดเจน รูปถ่ายทั้งหมดมีแปดใบ แม้ว่าคนขับรถจะจงใจปกปิดหน้าตาตัวเองและไม่ได้ลงจากรถ แต่จากเบาะแสที่มากมายนี้สามารถยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคนที่มารับผู้ตายขึ้นรถในเย็นวันนั้นเป็ผู้หญิง!
จางถงถูกภาพบางส่วนในรูปภาพนั้นดึงดูด เธอคิดแล้วคิดอีก จึงเงยหน้ามองหวังย่าหนาน “ขยายรูปถ่ายมือขวาของคนขับรถให้ใหญ่ขึ้นอีกได้ไหม จะให้ดีขยายให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้!”