บทที่ 33 การตายในอนาคต
ก่อนที่เธอจะพูดจบ เล่อเวยก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังมาแต่ไกล ไม่นานนักรถกระบะคันเล็กก็แล่นมาจากอีกฟากหนึ่งของถนน
“น้าจี่! เล่อเวย! เล่อตง!” อวี๋ฉางเซิ่งโผล่ศีรษะออกมานอกหน้าต่างรถ “ฉันไปส่งให้เอง!”
หลิ่วไถเฉิงเดินเข้ามาหาเล่อเวยพร้อมกับรอยยิ้มก่อนจะพูดว่า “พวกเรากำลังจะกลับกวางโจว ระหว่างทางแวะส่งพวกเธอที่ฉางผิงได้”
จี่เฟิ่งยิ้มด้วยท่าทางลำบากใจ “จะเป็การรบกวนพวกเธอมากเกินไปหรือเปล่า”
“โอ๊ย พี่หลิ่วเขาชอบให้รบกวนครับ ไม่อย่างนั้นคงไม่ขอให้เ้าของรถม้ากลับไป แล้วเอารถออกมา...”
“อะแฮ่ม!” หลิ่วไถเฉิงใบหน้าแดงก่ำ เขากระแอมสองครั้งขัดจังหวะคำพูดของอวี๋ฉางเซิ่ง
อวี๋ฉางเซิ่งเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง พี่หลิ่วอยากส่งสาวน้อยเป็การตอบแทน แต่อายเกินกว่าจะพูดเอง เขาเข้าใจดี!
“เป็ทางผ่านอยู่แล้ว ไม่ลำบากเลยครับ” อวี๋ฉางเซิ่งรีบเปลี่ยนคำพูด แล้วลงมาเปิดประตูให้จี่เฟิ่งอย่างกระตือรือร้น “คุณน้านั่งข้างหน้าเลยครับ ให้พี่หลิ่วพาน้องๆ ไปนั่งข้างหลัง”
หลังกระบะมีโครงหลังคาผ้าใบพร้อมช่องหน้าต่างติดเอาไว้ เล่อเวยเปิดผ้าคลุมแล้วปีนเข้าไป ข้างในสะอาดสะอ้าน มีสัมภาระเพียงไม่กี่ชิ้นวางอยู่ที่มุมมุมหนึ่ง
หลิ่วไถเฉิงดันตัวเล่อตงให้ขึ้นไป ก่อนจะหยิบผ้าห่มจากกระเป๋าสัมภาระส่งให้สองพี่น้อง “เอาไว้รองนั่ง”
เล่อตงโบกมือ “ไม่ต้อง ฉันพึ่งไขมันตัวเองได้ เฮ้อ คงต้องลดน้ำหนักตอนไปถึงฉางผิงจริงๆ ซะแล้ว”
เล่อเวยรับผ้าห่มมา ก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้ม “ถึงเวลาพอพวกเรายุ่งๆ เดี๋ยวนายก็ผอมเองนั่นแหละ”
รถกระบะขับเร็วมาก ถนนค่อนข้างเป็หลุมเป็บ่อ แต่สำหรับเล่อเวย มันดีกว่าสถานการณ์ในชาติก่อนมาก
หลิ่วไถเฉิงส่งน้ำให้พวกเขาสองคน เล่อเวยรับมาจิบอย่างไม่มีพิธีรีตอง และเริ่มพูดคุยกับเขาด้วยรอยยิ้ม “พวกคุณไปกวางโจวเพื่อกลับเข้ากองทัพเหรอคะ”
หลิ่วไถเฉิงเล่าอย่างไม่ปิดบังว่า “เมื่อต้นปีผู้บังคับบัญชาแจ้งว่าจะมีการลดจำนวนทหาร ฉันเลยลาออกมาก่อน ที่บ้านอยากให้ฉันกลับไปทำธุรกิจ แต่ฉันอยากลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยดู”
อวี๋ฉางเซิ่งกล่าวเสริมมาจากที่นั่งคนขับ “คะแนนสมัยมัธยมของพี่หลิ่วยอดเยี่ยมมากเลยแหละ!”
“แล้วทำไมถึงเลือกเข้ากองทัพล่ะคะ” เล่อเวยต่อบทสนทนา “ฉันจำได้ว่าเขาเริ่มให้มีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้งเมื่อปี 1977”
แปลว่าหลิ่วไถเฉิงน่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยทันในปี 1980 หรือ 1981 ได้
อวี๋ฉางเซิ่งชิงตอบแทนอย่างรวดเร็วว่า “ก็ครอบครัวของพี่หลิ่วเขาเป็ทหารยศสูง จะไม่อยากให้หลานชายคนโตเจริญรอยตามได้ยังไง! น่าเสียดายที่ตระกูลเจียงยืนกรานว่า...”
“อะแฮ่ม!” หลิ่วไถเฉิงกระแอมสองครั้งขัดอวี๋ฉางเซิ่งอีกครั้ง “ขับรถดีๆ”
เล่อเวยที่ได้ยินคำพูดนั้นอย่างชัดเจน เลยถามออกไปว่า
“ตระกูลเจียง ใช่ตระกูลเจียงแห่งกวางโจวหรือเปล่าคะ”
“เธอรู้จักด้วยเหรอ” อวี๋ฉางเซิ่งพูดไม่หยุดปาก “สมกับเป็ตระกูลเจียง ไม่ว่าจะในจะนอกประเทศ ก็รู้จักกันหมด!”
แน่นอนสิ
สมัยที่เล่อเวยทำธุรกิจ เธอมักจะได้ร่วมงานกับบริษัทสาขาต่างประเทศของตระกูลเจียงอยู่เสมอ
ตระกูลเจียงคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในโลกธุรกิจของกวางโจว ท่าเรือหลายแห่งที่ทอดไปสู่ต่างประเทศล้วนอยู่ในมือของตระกูลเจียงทั้งสิ้น และอาจกล่าวได้ว่าบรรดาผู้ทำธุรกิจขนาดใหญ่ในเมืองกวางโจว เซินเจิ้นและฮ่องกง ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงตระกูลเจียงได้
ถึงแม้จะมีอำนาจ แต่ตระกูลเจียงก็ไม่เคยรังแกใคร ในยุคที่กฎหมายยังไม่สมบูรณ์พร้อม พวกเขารักษาความยุติธรรมด้วยหลักเมตตาและความชอบธรรม ทั้งยังอยู่เื้ัคอยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของกวางโจวอีกด้วย
เมื่อกฎหมายค่อยๆ ดีขึ้น กวางโจวและเซินเจิ้นจึงกลายเป็ศูนย์กลางทางการค้า แต่ตระกูลเจียงกลับถูกลอบสังหาร!
เจียงอิ่ง ประธานหญิงแห่งกวางโจวของเจียงกรุ๊ป ลูกชาย ลูกสาว ลูกเขยและหลานสองคนถูกลอบสังหารในชั่วข้ามคืน!
โศกนาฏกรรมครั้งนี้เขย่าขวัญคนทั้งประเทศ ในเวลานั้นทั้งสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ต่างก็รายงานข่าวการสังหารหมู่ตระกูลเจียง
ว่ากันว่าผนังในสถานที่เกิดเหตุถูกย้อมด้วยสีแดงฉานของเืที่ไหลซึมออกมา น่าเวทนายิ่งนัก!
ก่อนเธอจะเสียชีวิต คดีก็ยังไม่คลี่คลาย มีข่าวลือว่าฆาตกรไปมาอย่างไร้ร่องรอย ไม่ทิ้งหลักฐานใดเอาไว้เลย!
และเพื่อเป็การปกป้องผู้เสียหาย นอกจากเจียงอิ่งแล้ว ชื่อของเหยื่อรายอื่นๆ เลยไม่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณชน
เล่อเวยจึงไม่รู้ชื่อของพวกเขา เพราะเธอไม่เคยติดต่อโดยตรงกับผู้บริหาราุโของตระกูลเจียง
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า หลิ่วไถเฉิงจะมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเจียงจริงๆ เล่อเวยจำได้ว่าตระกูลนั้นมีหลายสาย เธอเลยอดถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของเจียงอิ่งไม่ได้
ในชาตินี้ เธออาจจะพอมีโอกาส หยุดยั้งโศกนาฏกรรมฆ่าล้างครอบครัวนั้นได้
เพราะตระกูลเจียงสร้างคุณูปการมากมายให้กับเศรษฐกิจในเมืองกวางโจว สำหรับนักธุรกิจอย่างเธอ เล่อเวยทนเห็นจุดจบของเจียงอิ่ง ผู้นำหญิงแห่งยุคไม่ได้
ด้วยความอาลัยอาวรณ์และความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ เธอจึงพยายามกดความรู้สึก กลั้นใจ แสร้งมองหลิ่วไถเฉิงเหมือนคนไม่ได้คิดอะไรก่อนจะถามว่า “ฉันเคยอ่านหนังสือพิมพ์ที่โรงเรียน คุณมาจากตระกูลเจียงเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นความสัมพันธ์ของคุณกับเจียงอิ่งคือ...”
คราวนี้ หลิ่วไถเฉิงพูดขึ้นก่อนที่อวี๋ฉางเซิ่งจะชิงบอก “เธอเป็แม่ของฉันเอง”
บทที่ 34 ควรไปอยู่ใต้ท้องรถ
ทันใดนั้น เล่อเวยก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัว ั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า
เขาเป็ลูกชายของเจียงอิ่ง?!
นั่นหมายความว่า เมื่อชาติที่แล้ว หลิ่วไถเฉิงถูกฆ่าตายตอนอายุสามสิบหกงั้นเหรอ!
เล่อเวยไม่กล้าคิดไปไกลกว่านั้น เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครฆ่าครอบครัวของหลิ่วไถเฉิง จึงไม่ต้องพูดถึงการเตือนเขา
เธออดมองหลิ่วไถเฉิงอีกครั้งไม่ได้
ชายคนนี้รูปงาม ผมสีดำหยักศกเล็กน้อย ผิวขาวสะอาด คิ้วคมเหมือนดาบ และดวงตาเป็ประกายดุจดวงดาว เวลาเขายิ้ม จะปรากฏลักยิ้มเล็กๆ บนแก้มทั้งสองข้าง
จากการพูดคุย เห็นได้ชัดว่าเขามีการศึกษาดี สุภาพอ่อนโยน ทั้งยังมีความกล้าหาญและรักความยุติธรรมเฉกเช่นชายชาติทหาร
เล่อเวยไม่สามารถปะติดปะต่อเชื่อมโยงภาพหลิ่วไถเฉิงที่ยังหนุ่มยังแน่นและมีชีวิตที่ดีพร้อมกับศพอันน่าสยดสยองในข่าวนั้นได้เลยจริงๆ!
เธอรู้สึกคัดจมูก อึดอัดจนพาลน้ำตาจะไหล เล่อเวยกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว รู้สึกโกรธแค้นเ็ปขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เธอต้องหาทางหยุดยั้งการสังหารหมู่นี้ มีเวลาสิบหกปี จะรอช้าไม่ได้!
“เป็อะไรไป” เมื่อเห็นเล่อเวยสีหน้าไม่สู้ดี หลิ่วไถเฉิงก็เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง “เมารถหรือเปล่า ฉางเซิ่งขับช้าลงหน่อย”
เขาไม่ได้สงสัยว่าเล่อเวยมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับเจียงอิ่ง เพราะจากมุมมองของหลิ่วไถเฉิง เล่อเวยเป็เด็กสาวธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่แปลกหากเธอจะอ่านบทความเกี่ยวกับเจียงอิ่งจากหนังสือพิมพ์มาบ้าง
อวี๋ฉางเซิ่งตอบรับและขับให้ช้าลง
หลิ่วไถเฉิงหยิบผ้าขนหนูสะอาดๆ อีกผืนออกมายื่นให้ “อีกสักพักน่าจะถึงเมืองชีหลี่ ไว้พวกเราแวะพักที่นั่นก่อน แล้วหาอะไรกินกัน”
เล่อเวยพยักหน้าอย่างแกนๆ
เธอคิดไม่ออกว่าใครที่มีความเกลียดชังต่อตระกูลเจียงได้มากขนาดนี้
แม้ว่าเธอจะไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับเจียงอิ่ง แต่ในแวดวงธุรกิจ ทุกคนต่างชื่นชมผู้หญิงคนนั้น ไม่ใช่เื่เกินจริงเลยหากจะบอกว่า เจียงอิ่งเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมและมีเมตตา
ในโลกธุรกิจ การมีข้อพิพาทหรือความแค้นส่วนตัวถือเป็เื่ธรรมดา แต่การกำจัดคนทั้งครอบครัวนั้นไม่น่าจะเกิดจากเื่ไม่ลงรอยกันทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว
เล่อเวยนั่งแทบไม่ติด ยิ่งคิด ก็ยิ่งปวดหัว
หลิ่วไถเฉิงเป็ห่วงเธอมากแต่ก็ทำตัวไม่ถูก เขาลองคลำมือไปตามตัวก่อนจะเจอลูกอมสองสามเม็ดห่อด้วยกระดาษแก้วสีสด
เขาเอื้อมมือออกไป ยื่นลูกอมให้เล่อเวย แต่เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็รีบแกะกระดาษแก้ว จับลูกอมด้วยปลายนิ้วก่อนจะแตะลูกอมที่ริมฝีปากของเธอ
สมัยเด็กๆ เวลาไม่สบาย แม่ของเขาก็จะป้อนลูกอมให้อย่างนี้เสมอ และเขาก็รู้สึกดีขึ้นหลังจากที่กินมันเข้าไป
เล่อเวยเม้มลูกอมด้วยริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว
หวานจัง
เธอดันปลายลิ้นไปแตะเพื่อเลียมัน ก่อนจะรู้สึกถึงบางสิ่งที่ทั้งนุ่มและแข็ง ัันั้นเย็นเล็กน้อย
มันคือปลายนิ้วซีดขาวของหลิ่วไถเฉิง
หลิ่วไถเฉิงรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ ก่อนจะรีบหดมือกลับอย่างรวดเร็ว
เขารู้สึกสนใจในตัวเล่อเวยเป็อย่างมาก เธอเป็คนสวย รูปหน้าเรียวเล็กเหมือนเมล็ดแตงโม ริมฝีปากสีแดงดุจผลเชอร์รี แต่สิ่งที่ทำให้เขาประทับใจมากที่สุด ก็คือดวงตากลมโตที่สุกสกาวคู่นั้น ทุกครั้งที่เขาได้สบตากับเธอตรงๆ หลิ่วไถเฉิงก็รู้สึกได้ว่าหัวใจของเขาเต้นแรงราวกับฟ้าร้อง
แต่เล่อเวยที่กำลังปวดหัวจนแทบะเิ กลับไม่มีความคิดในเชิงเสน่หาเช่นนั้น
อาการปวดนั้นคล้ายกับความเ็ปจากการกินยาเพิ่มพลังก่อนหน้านี้ เกรงว่าอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วนของเธอกับการกระตุ้นของตัวยา ทำให้ยิ่งรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว
ร่างทั้งร่างร้อนราวกับโดนไฟเผา ทั้งร้อน ทั้งเ็ป
ในขณะที่หลิ่วไถเฉิงกำลังหน้าแดง หัวใจเต้นรัวเพราะัับนปลายนิ้วจากหญิงสาวที่เขาใฝ่ฝัน ร่างทั้งร่างของเล่อเวยกำลังร้อนรุ่ม ใบหน้าแดงก่ำราวกับคนเป็ไข้เพราะฤทธิ์ยา
เหลือเพียงเล่อตงเท่านั้นที่จ้องมองพวกเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
เขาควรไปอยู่ใต้ท้องรถ มากกว่ามานั่งอยู่ตรงนี้!
ยังดีที่ใช้เวลาไม่นานก็ถึงเมืองชีหลี่
เล่อเวยรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว เธอยกมือขึ้นแตะหน้าอกของตัวเองโดยสัญชาตญาณ
รู้สึก...เหมือนว่าจะเล็กกว่าเดิมนิดหน่อย
แต่ยังยากที่จะฟันธงได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ายานี้จะออกฤทธิ์เป็ครั้งคราวเพื่อปรับเปลี่ยนสภาพร่างกายของเธอ
ตอนนี้เล่อเวยรู้สึกว่าตัวของเธอเบาขึ้นมาก ถ้าไม่ติดที่มีจี่เฟิ่งกับเล่อตง เธอคงวิ่งไปถึงเมืองฉางผิงได้ด้วยตัวเองก่อนบ่ายวันนี้
“กินกันที่นี่เถอะ!” อวี๋ฉางเซิ่งจอดรถกระบะ ก่อนจะชี้ไปยังร้านอาหารข้างทางที่ดูไม่หรูหรามากนัก แต่ลูกค้าเนืองแน่นและดูคึกคักพอสมควร “ลูกค้าเยอะเลย น่าจะอร่อย!”
จี่เฟิ่งรีบบอกว่า “มันแพงเกินไป พวกเราเอาอาหารแห้งมาเอง”
“ไม่เป็ไรครับคุณน้า พวกเราก็หิวแล้วเหมือนกัน มากินด้วยกันเถอะ” อวี๋ฉางเซิ่งบอกอย่างกระตือรือร้น แต่เขาชวนจี่เฟิ่งไม่สำเร็จ จึงหันไปหาเล่อตง “มาเลยไอ้น้อง อยากกินอะไรก็สั่ง พี่อวี๋เลี้ยงเอง!”
ไม่ใช่แค่ดึงออกจากรถ แต่ยังคว้าไหล่เล่อตง แล้วพากันเดินไปที่ร้าน
จังหวะนั้นเอง ใครคนหนึ่งก็วิ่งออกมาจากร้านอาหารข้างๆ แล้วชนเข้ากับร่างที่เต็มไปด้วยไขมันแน่นๆ ของเล่อตงก่อนจะกระเด็นล้มลงกับพื้น
เล่อเวยยิ้มเจื่อนๆ ก่อนก้มลงไปช่วยดึงคนคนนั้นให้ลุกขึ้น “ไม่เป็อะไรใช่ไหม...เอ๊ะ พี่ต่ง?”