ตอนที่ 20 สนทนา (2)
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดเรื่องนี้อย่างชัดเจนกับคนภายนอก ความเย็นชาในคำพูดทำให้แม้แต่ตัวเขาเองยังอดตัวสั่นไม่ได้ ซ่งจื่อเฉินมองดวงตาของเผิงเฟยกุยที่ฉายแววตกใจปราดหนึ่ง แต่กลับเปลี่ยนเป็นครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็กลับมานิ่งสงบ ปฏิกิริยาเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกว่าน่าสนใจ เลิกคิ้วอย่างนึกสนุก นั่งอยู่หลังโต๊ะของแม่ทัพอย่างสุขุม “เป็นอย่างไร มีความคิดอะไรหรือไม่”
“มิแปลกใจพ่ะย่ะค่ะ”
เผิงเฟยกุยตอบอย่างไม่อ้อมค้อม ทิ้งมือแนบลำตัว แววตาราวกับกำลังคิดหนัก ซ่งจื่อเฉินอดสงสัยไม่ได้ เคาะโต๊ะพลางเอ่ย “นั่งสิ ข้าชักอยากรู้ว่าเพราะเหตุใดท่านถึงมิแปลกใจ หรือว่าพวกเราสองคนดูมีศัตรูมากอย่างเห็นได้ชัดในสายคนอื่นอย่างนั้นรึ”
“ทูลท่านแม่ทัพตามตรง เมื่อครู่ตอนอยู่หน้ากระโจม กระหม่อมลองนึกถึงองค์ชายทุกพระองค์ กลับมีเพียงองค์ชายสามพระองค์เดียวที่ไม่ได้นึกถึง”
เผิงเฟยกุยตอบ จากนั้นก็โค้งตัวแสดงความขอบคุณแล้วดึงเก้าอี้ไปนั่งด้านข้าง “ทุกคนต่างรู้ว่าท่านแม่ทัพกับองค์ชายสามมีพระมารดาคนเดียวกัน มีความใกล้ชิดกันมาแต่ไหนแต่ไร หากจะบอกว่าคนในเมืองหลวงที่ไม่มีทางทำร้ายท่านแม่ทัพมากที่สุดนอกจากองครักษ์มู่ที่อยู่ข้างกายพระองค์ ก็คงเหลือเพียงองค์ชายสามแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านก็รู้เยอะเหมือนกันนะ” ซ่งจื่อเฉินเคาะโต๊ะเบาๆ พยักหน้าบอกให้เผิงเฟยกุยพูดต่อ “ถ้าเช่นนั้นเพราะอะไร ท่านบอกว่ามิแปลกใจ หรือว่าพวกท่านสกุลเผิงยังมีมุมมองอื่นกับเรื่องนี้”
“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”
เผิงเฟยกุยส่ายหน้า ตอบอย่างหนักแน่น สักพักถึงพูดขึ้นมาอีก “ทว่าจิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง ยิ่งเป็นคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดยิ่งเป็นการยากที่จะป้องกันการถูกเล่นงานจากอีกฝ่าย ต่อให้เป็นพี่น้องแท้ๆ ก็ลงไม้ลงมือกันได้เพื่อทองก้อนเดียว แล้วนับประสาอะไรกับท่านแม่ทัพที่ต้องแย่งชิงราชบัลลังก์กับองค์ชายสาม ต้องมาเป็นศัตรูกันเองเพื่อราชบัลลังก์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”
“ท่านมองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง”
ซ่งจื่อเฉินแค่นเสียงเยาะหยัน หลุบตามองป้ายคำสั่งที่เอามาหมุนเล่นอยู่บนโต๊ะแต่กลับไม่รู้สึกสนุกอะไร ก่อนจะโยนกลับเข้ากระบอกไม้ “แต่ว่า...ท่านพูดผิดอยู่เรื่อง อันที่จริงข้าไม่ได้สนใจเรื่องราชบัลลังก์เลยสักนิด อย่างน้อยก็จนถึงตอนนี้ ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ ข้าแค่อยากทำการรบครั้งนี้ให้ดี คิดหาทางรักษามู่ชิวให้หาย จากนั้นจะเก็บตัวอยู่ในป่าเขาก็ดี ออกไปท่องยุทธภพก็ช่าง เอาเป็นว่าพวกเขาอยากแย่งชิงอะไรก็ทำไป ตำแหน่งนั้นเดิมทีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับข้า ข้าเองก็คร้านจะสนใจด้วย”
นี่เป็นความคิดที่เดิมทีก็อยู่ในใจของเขา ยามนี้จึงพูดออกมาได้อย่างไม่เคอะเขิน ไร้ความเสแสร้งปะปนอยู่แม้แต่น้อย ดูเหมือนเผิงเฟยกุยจะนึกไม่ถึงว่าเขาจะพูดเช่นนี้ออกมา เงยหน้ามองซ่งจื่อเฉินด้วยความตกใจเล็กน้อย ผ่านไปสักพักถึงพูดขึ้น “แต่ว่า...ท่านอ๋องหนีไม่พ้น นี่เป็นโชคชะตาของพระองค์”
“ว่าไงนะ”
ซ่งจื่อเฉินอดนั่งตัวตรงไม่ได้ และก็ไม่มีเวลาสนใจที่อยู่ๆ เผิงเฟยกุยก็เปลี่ยนคำเรียก เขาขมวดคิ้วแน่นมองเผิงเฟยกุย พลันรู้สึกกระวนกระวายอย่างไร้สาเหตุ “ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ในเมื่อข้าตั้งใจจะหนี เพราะเหตุใดถึงหนีไม่พ้น”
“พระองค์เป็นองค์ชาย อีกทั้งยังเป็นสายตรง ตำแหน่งนั้นนอกจากองค์ชายสาม คนที่มีสิทธิ์นั่งมากที่สุดเดิมทีก็ควรเป็นพระองค์อยู่แล้ว”
เผิงเฟยกุยสบตากับซ่งจื่อเฉินตรงๆ ไม่หลบเลี่ยง เงยหน้าตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉยจนใกล้เคียงกับเย็นชา “ต่อให้พระองค์ไม่มีความคิดนี้ คนอื่นก็จะทำให้พระองค์มี เมื่อถึงเวลาพระองค์จะหมดทางปฏิเสธ ก็เหมือนกับ...ที่เกิดการชิงราชบัลลังก์ในวังหลวงตอนนั้น ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันถูกพระญาติของอดีตฮองเฮาสนับสนุนขึ้นครองราชย์ กำจัดพรรคพวกขององค์ชายที่เหลือจนหมดสิ้น นี่เดิมทีก็เป็นวัฏจักรที่เชื้อพระวงศ์อย่างพวกพระองค์หนีไม่พ้น ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์เป็นองค์ชายที่พาทหารมาทำสงคราม ไม่ว่าพระองค์จะยินดีหรือไม่ โชคชะตาก็ได้กำหนดไว้แล้วว่าไม่มีทางตีตัวออกหากได้พ่ะย่ะค่ะ”
ทันใดนั้นภายในอกของซ่งจื่อเฉินพลันเกิดความเย็นแผ่ซ่านอย่างห้ามไม่อยู่ คล้ายกับว่าความจริงอันโหดร้ายที่พยายามหนีมาตลอดได้ถูกเปิดออกอย่างไร้ความปรานี เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยากหนีอะไรกันแน่ ทว่านับตั้งแต่กลับชาติมาเกิดอีกครั้ง เขาก็หวั่นไหวระหว่างการแก้แค้นกับการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ร่างกายของมู่ชิวทนรับเหตุการณ์หนักๆ ไม่ได้อีกแล้ว เมื่อใดที่เขาหลุดพ้นจากการควบคุมของซ่งจื่อเซวียนอย่างแท้จริง เข้าสู่การช่วงชิงราชบัลลังก์อย่างเป็นทางการ ก็จะต้องเผชิญกับคมหอกคมดาบทั้งทางตรงและทางอ้อมจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนอย่างแน่นอน เขาเคยเห็นว่าพี่ใหญ่ที่แสนดีของเขาเล่นงานคนอื่นอย่างไร เมื่อถึงตอนนั้นวิธีที่ซ่งจื่อเซวียนใช้จะต้องโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งกว่าตอนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นเขาถึงขั้นเคยคิดจะล้มเลิกการแก้แค้น ละทิ้งความทะเยอทะยานที่ปะทุขึ้นมาเพราะการได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งและหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ขอเพียงแต่ถอนพิษในตัวมู่ชิวได้ เขายอมพามู่ชิวหนีไปจากวังหลวงที่เต็มไปด้วยการฟาดฟันทั้งต่อหน้าและลับหลังไปให้ไกลแสนไกล จะอาศัยอยู่ในป่าเขาก็ดี แฝงชื่อหลบอยู่ในหมู่ชาวบ้านก็ช่าง ขอใช้ชีวิตที่เหลืออย่างเรียบง่ายเป็นพอ
แต่...เขากลับต้องยอมรับ อันที่จริงเขารู้ดียิ่งกว่าเผิงเฟยกุยว่าตนเองหนีเรื่องทั้งหมดนี้ไปไม่พ้น
ดังนั้นเขาถึงเป็นฝ่ายเสนอตัวกับเสด็จพ่อ ขอรับพระบัญชาพาทหารออกศึก วางแผนว่าทำอย่างไรถึงจะได้ชัยชนะครั้งใหญ่อย่างสวยงามกว่าเมื่อชาติก่อน ทำตามข้อเสนอของมู่ชิว ส่งตัวซื่อจื่อในวังอ๋องไปให้เสด็จพ่อชุบเลี้ยง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำล้วนเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้แย่งชิงราชบัลลังก์ที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มขึ้นเมื่อไร และเป็นการล้ำเส้นซ่งจื่อเซวียน ด้วยเหตุนี้คนผู้นั้นถึงคิดจะฆ่าเขาในเวลานี้
“ท่านพูดถูก...ข้าหนีไม่พ้นจริงๆ”
เมื่อเห็นสายตาของเผิงเฟยกุย ซ่งจื่อเฉินก็หัวเราะขมขื่นเสียงเบา ในที่สุดก็พยักหน้าเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มจนปัญญาในดวงตาดำขลับล้ำลึกคู่นั้นกลับหายไปในชั่วพริบตา แปรเปลี่ยนเป็นสายตาเย็นชาดุดันที่แทบจะทิ่มแทงเข้าไปในใจคนได้ “เพียงแต่...ข้าก็ยังไม่เข้าใจ ท่านเป็นใครกันแน่ เพราะเหตุใดทายาทของตระกูลขุนศึกธรรมดาถึงรู้เรื่องของราชวงศ์ดีนัก ถึงขนาดพูดได้อย่างมีเหตุมีผล”