ตอนที่แปด
“เห้อะ พวกเธอจะเอากันอย่างนี้ใช่มั้ย” ครูพละถามขึ้นอย่างโมโห เมื่อครูให้พวกเขาแบ่งเป็สองทีม เพื่อเล่นปาบอลกัน แต่กลับเหลือคนหนึ่งที่เป็เศษไม่มีฝั่งไหนอยากให้เข้าทีมด้วยและคนนั้นจะเป็ใครไปได้ถ้าไม่ใช่ผมที่ยืนก้มหน้าก้มตาอยู่ข้างๆ ครู
“เื่มาก ก็ไม่ให้มันเล่นก็จบ” เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจครู แล้วจ้องมาที่ผมอย่างเหยียดๆ
“เลือกหัวหน้าทีมออกมา ทั้งสองทีม” ครูไม่ได้สนใจสิ่งที่เธอพูด ผมหันหลังเพื่อจะเดินออกไปจากตรงนี้ แต่ครูกลับจับแขนผมไว้แน่น
“เป่ายิ้งฉุบกัน ทีมไหนแพ้ก็ให้เพื่อนไปอยู่ด้วย” ครูพูดจบทุกคนต่างเสียงดังขึ้น ทั้งเชียร์เพื่อนและด่าเพื่อไม่ให้เพื่อนแพ้ เพราะมันจะทำให้ผมได้เข้าทีม
ผมจ้องหน้าครูส่งสายตาเชิงขอร้องให้ปล่อยผมไปจากตรงนี้สักที เมื่อเพื่อนทั้งสองทีมต่างไม่มีใครยอมแพ้ ออกเหมือนกันแทบทุกรอบ
ถ้าการให้ ผมเข้าร่วมทีมมันยากขนาดนั้นครูก็แค่ปล่อยผมไป ผมยอมโดดก็ได้ ดีกว่าต้องมารู้สึกแย่เพราะไม่มีใคร้าแบบนี้
ผมเดินเข้าไปร่วมกลุ่มกับฝั่งที่แพ้ ถึงเพื่อนในทีมจะมองมาด้วยสายตาที่ไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พอเข้าไปในสนามผมก็เลือกที่จะอยู่ขอบๆ ไม่กล้าที่จะเข้าใกล้มากกว่านั้น กลัวเพื่อนจะหมดสนุกเอา
ครูปล่อยให้พวกเขาเล่นกันเองแล้วเดินออกจากยิมไป ไม่มีครูคอยคุมแบบนี้รู้สึกไม่ดีเลย
การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นโดยที่ทีมของเขาต้องเป็ฝ่ายวิ่งหลบบอลและอีกทีมเป็คนปา ทีมปาบอลเล็งใส่อีกทีมอย่างสนุกสนาน ส่วนทีมที่ต้องหลบก็ต่างช่วยกันเพื่อไม่ให้โดนบอล เล่นสลับกันไปมาเรื่อยๆ
ส่วนผมได้แต่ยืนอยู่ที่เดิมตลอดการเล่น ไม่ว่าจะเป็ฝ่ายวิ่งหลบบอลหรือเป็ฝ่ายปาบอล เพราะถึงยังไงก็แทบไม่มีใครสนใจผมอยู่แล้ว จนการแข่งขันมาถึง่สุดท้ายที่ยังเหลือผม เหนือและเพื่อนผู้หญิงอีกคนอยู่ในสนาม
ผมเบือนหน้ามองไปที่เหนือแล้วเผลอยิ้มให้ ระหว่างผมกับเธอเหนือจะเลือกวิ่งไปช่วยใครกันนะ เพราะมันอยู่ตรงกลางระหว่างผมกับเธอพอดี แล้วถ้าผมแอบคิดไปว่าเหนือจะเลือกวิ่งมาบังลูกบอลให้ จะเป็การคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า
“ปามันเลยๆ” เพื่อนๆ ต่างเชียร์กันอย่างสนุกสนานแล้วยังชี้ไปที่เพื่อนอีกคน
“ปาอีกคนก็ชนะแล้วนะเว้ย”
ผมมองไปที่คนถือบอลอยู่ในมือสายตามันเล็งไปที่เพื่อนอีกคน เหนือเองก็กำลังเล็งไปที่เธอไม่ต่างกัน นี่ผมกำลังคิดอะไรบ้าอยู่ ตลอดทั้งเกมส์ที่ผ่านมาพวกมันแทบจะไม่มีใครปาบอลใส่หรือส่งบอลให้ผมเล่นด้วยซ้ำ ให้ผมยืนอยู่ในสนามด้วยก็เพราะครูสั่ง แล้วยังคิดว่าพวกมันจะปาบอลใส่จนเหนือต้องวิ่งมากันบอลให้อีกเหรอ ที่เหนือจะเล็งไปที่เธอก็ไม่แปลกเพราะยังไงพวกมันก็ปาไปที่เธออยู่ดี
ผมละสายตาจากเหนือหันกลับไปมองเพื่อนฝั่งที่ถือบอลอยู่ในมืออีกครั้ง พอรู้ตัวอีกทีตัวผมก็ร่วงลงไปที่พื้นแล้ว เพราะโดนบอลอัดเข้าเต็มหน้า ภาพสุดท้ายที่เห็นคือเป้กำลังแสยะยิ้มออกมาอย่างสะใจเหมือนว่ารอจังหวะนี้มานาน
ผมไม่รู้ว่าผมนอนอยู่ท่านั้นนานแค่ไหน ลืมตาขึ้นอีกที เพื่อนๆ ต่างหายออกจากยิมไปหมดแล้ว พอจะยันตัวเองลุกขึ้นกลับรู้สึกมึนหัวจนต้องนอนลงท่าเดิม
อยู่ๆ ผมก็อยากร้องไห้ขึ้นมา ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลยจริงๆ ผมพยายามไม่สนใจไม่ว่าจะโดนอะไร พยายามคิดในแง่บวกมาตลอด แต่ครั้งนี้มันไม่ไหวแล้วจริงๆ
ผมยกมือขึ้นจับจมูกตัวเองเมื่อรู้สึกว่ามันเคืองๆ คิดว่าตัวเองร้องไห้จนน้ำมูกไหล แต่มันกลับเป็เืที่ไหลออกมา
ผมเช็ดเืออกอย่างลวกๆ แล้วหลับตาลงอีกครั้ง ในเมื่อมันลุกไม่ไหวก็นอนมันอยู่ตรงนี้แหละ รอดูสิว่าจะมีใครสักคนที่นึกถึงผมแล้วกลับมาหาผมสักคนมั้ย
ยิมสามขึ้นชื่อว่าถ้าไม่มีเรียนก็แทบไม่มีใครอยากมาเหยียบ จะบอกว่าเป็โชคดีของผมหรือเปล่า หลังจากห้องผมเรียนแล้วก็ไม่มีห้องไหนมาเรียนต่อ ทำให้ผมสามารถนอนรอต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการจะดีขึ้น
แต่โชคร้ายคือถ้าอาการผมไม่ดีขึ้นก่อนเลิกเรียนผมอาจจะโดนขังอยู่ในนี้ เพราะประตูยิมจะเปิดปิดอัตโนมัติตามเวลาเข้าเรียนและเลิกเรียน ที่แย่ไปกว่านั้นคือถ้าจะเปิดประตูเองต้องเปิดเข้ามาจากด้านนอกเท่านั้น ไม่สามารถเปิดออกจากด้านในได้
“ไม่เป็ไรนะแทน ไม่เป็ไร” ผมทำได้แค่พึมพำปลอบตัวเองไปอย่างนั้น ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความกลัว
...
“สะใจเป็บ้าเลยเว้ย” เป้เอ่ยขึ้นอย่างพอใจ หลังจากเดินกลับมาถึงห้องเรียน
“มึงทำดีมากเดป กูคิดว่าไอ้เป้มันจะเป็คนทำเองสะอีก” บีนตบไปที่บ่าเดปอย่างชอบใจกับสิ่งที่เพื่อนทำลงไป
“มึงไม่ต้องชมมันไป ที่กูส่งบอลให้ กูคิดว่ามันน่าจะแรงเยอะกว่าและมันก็เป็แบบที่กูคิดไม่ผิด”
“ทำอะไรก็ระวัง เดี๋ยวถึงหูครูอีกจะแย่เอานะ” อายเอ่ยขึ้นอย่างเป็ห่วง เพราะที่เพื่อนๆ ทำกับแทนมันเริ่มหนักขึ้นทุกวัน ถ้าเื่ถึงหูครูเข้าคงไม่ดีแน่
“ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกอาย ครูไม่ยื่นมือเข้ามาแน่” ซันเดินมาร่วมกลุ่มแล้วเอ่ยขึ้น
“มึงดูมั่นใจจังเลยนะ ถ้ามันไม่เป็แบบนั้นล่ะ” บีนเลิกหน้าถามขึ้นอย่างสงสัย
“เถอะน้า เว้นแต่ว่าคนในกลุ่มเรา เพื่อนในห้องเราไม่ยื่นเข้าไปยุ่ง พวกมึงก็วางใจได้” ซันพูดพร้อมกับเหล่ตามองไปที่เหนือเป็ระยะ
“กูก็หวังว่าจะเป็อย่างนั้น ใช่มั้ยเหมือ แต่ก็คงไม่มีอะไรต้องแคร์อีกไม่กี่เดือนก็จะจบกันอยู่แล้ว ขอแค่กูได้เอาคืนก็พอ” เป้เอ่ยขึ้นแล้วหันมองไปที่เหนืออีกคน
“อะไรของพวกมึง มองกูหน้าแบบนี้หมายความว่าไง” เหนือแกล้งทำเป็ถามออกไป ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แก่ใจ
“ก็ไม่ได้หมายความว่าไง มึงก็น่าจะรู้ว่ากูไม่ชอบไอ้แทนและมึงก็น่าจะไม่ลืมคำพูดตัวเอง” เป้จ้องหน้าเหนืออย่างไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่เหนือเคยพูดออกมาเท่าไหร่
“กูไม่ลืม พวกมึงก็เห็นไม่ใช่เหรอว่ากูไม่ได้ยุ่งกับมันตามที่พวกมึง้าแล้วไง พวกมึงจะเอาอะไรอีก”
“มึงไม่ยุ่งกับมันก็จริง แต่สายตาที่มึงมองมัน ใครๆ เขาก็ดูออกไม่คิดอย่างนั้นเหรอว่ะ” เดปกอดอกเลิกหน้ามองเหนือแล้วถามในสิ่งที่เขาเห็นมาตลอด
“แล้วจะให้กูทำยังไง พวกมึงถึงจะเลิกเอากูไปโยงกับมันสักที ในเมื่อกูอยู่กับพวกมึงตลอดขนาดนี้แล้ว พวกมึงก็ยังยัดเยียดมันให้กู” เหนือเลิกหน้าถามกลับ ในเมื่อตัวเขาตัดสินใจที่จะหันหลังให้แทนตามที่พวกมัน้าแล้ว แต่กลับเป็พวกมันเองที่ยัดเยียดเื่แทนใส่เขาทุกวัน
“อะไรกันเหนือ มึงเปลี่ยนไปนะรู้ตัวบ้างหรือเปล่า ถึงปากมึงจะบอกว่าไม่ยุ่ง ไม่สนใจมันแล้ว แต่ทำไมกูกลับรู้สึกว่าที่มึงทำอยู่ มึงกำลังปกป้องมัน” ก็จริงอย่างที่บีนพูด ที่เขาต้องทำแบบนี้ก็เพื่อปกป้องแทนจริงๆ และมันเป็สิ่งเดียวที่พอจะทำเพื่อแทนได้ ถึงใจจริงแล้วเขาแทบอยากเข้าไปรับทุกสิ่งที่แทนเผชิญอยู่ด้วยตัวเองด้วยซ้ำ
“มึงคุยกับเพื่อนไอ้มินอยู่นิ คบกันเธอซะสิ กูถึงจะเชื่อว่ามึงไม่ได้คิดอะไรกับไอ้แทน” เป้เดินมานั่งลงบนโต๊ะของเหนือแล้วจ้องหน้าอย่างไม่ละสายตา คาดหวังคำตอบจากเหนือมาก เพราะรู้ดีว่าเหนือในตอนนี้พร้อมจะยื่นมือเข้าไปช่วยแทนตลอดเวลา
เป็ใครก็ต้องดูออกว่าเหนือรู้สึกยังไงกับไอ้แทน แค่มันไม่พูดออกมาเท่านั้นและเขาเองก็คงไม่มีทางยอมรับแน่ ถ้ามันกับไอ้แทนจะสนิทกัน
“เดี๋ยวก่อน มึงว่าอะไรนะ เหนือคุยกับเพื่อนมินอยู่ ไม่ใช่มึงเหรอเดป” อายถามขึ้นอย่างแปลกใจ เธอคิดว่าเพื่อนมินคนนั้นชอบเดปสะอีกเลยไม่ได้สนใจ
“กูเคยบอกเหรอ ว่ากูคุยกับเธอ” เดปถามกลับอย่างไม่ใส่ใจ
“ก็ตอนนั้นมึงบอกว่าจะจัดการ แล้วยังมองตามเธอขนานนั้น ใครจะไม่คิดบ้างล่ะ” เดปยักไหล่ให้แล้วมองไปหลังห้องแทนคำตอบ
“คนที่มันจัดการนะ ก็คนที่มันมองอยู่นั่นแหละ” ซันมองตามเดปไปแล้วพูดขึ้น อายได้ยินอย่างนั่นก็ต้องยกมือขึ้นปิดปากตัวเองอย่างใ ก่อนจะหันไปมองบีนที่มีท่าทีสลดลง
“ตกลง ถ้ามันจะทำให้พวกมึงสบายใจ” เป้ยิ้มกว้างขึ้นอย่างพอใจกับคำตอบที่ได้รับ เพราะสิ่งที่เหนือเลือกมันจะทำให้แทนเ็ปเจียนตายได้เลย
…
ทำไมการที่คน คนหนึ่งจะเป็ครูให้ดีได้มันถึงยากเย็นขนาดนี้ เริ่มเข้ามาสอนก็ทำให้เด็กโดนบูลลี่จนต้องย้ายออกจากโรงเรียนไปโดยที่ตัวเขาไม่สามารถช่วยเหลือหรือแก้ไขเื่ที่เกิดขึ้นได้เลย
พอยื่นเื่ให้โรงเรียนมีการตั้งกฏใหม่ขึ้นมา มันกลับใช้ได้แค่่แรกๆ สุดท้ายก็มีแต่เื่วนลูปอยู่แบบเดิม อีกทั้งเด็กที่มีเื่ มีปัญหาก็คล้ายจะเป็ลูกผู้มีอิทธิพลและไม่มีครูคนไหนยื่นมือเข้าไปช่วยเด็กที่โดนกระทำ ปล่อยผ่านทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หนึ่งในครูพวกนั้นก็คือผู้อำนวยการพ่อของเขาเอง ที่มักจะบอกให้เขาปล่อยผ่าน ไม่ต้องสนใจ มีหน้าที่สอนก็สอนให้ดี ส่วนเื่อื่นๆ ปล่อยให้ครูประจำชั้นหรือไม่ก็ครูปกครองจัดการไป
ถ้ามันเป็แบบนั้นก็ดีนะสิ เขาจะได้ไม่ต้องคิดมากกับสิ่งที่นักเรียนเจอแบบนี้เลย ครูประจำชั้นหรือแม้แต่ครูปกครองก็เหมือนกันไปหมด รายงานมาแต่ละครั้งก็ไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างเป็ไปตามกฏ นักเรียนปฏิบัติตามดีมาก ทั้งที่ความจริงมันมีปัญหาและต้องแก้ไขให้เร็วที่สุด เพราะมันอาจจะสร้างาแให้ตัวนักเรียนที่โดนกระทำก็ได้
“พ่อครับ พ่อจะปล่อยผ่านไปแบบนี้ได้ยังไง นักเรียนโดนเพื่อนในห้องแกล้ง จะปล่อยผ่านไปจริงๆ เหรอครับ” ทั้งๆ ที่เป็เวลาสอนนักเรียน เขากลับเลือกปล่อยให้นักเรียนเล่นตามอิสระแล้วมาที่ห้องผู้อำนวยการ เพื่อจะคุยเื่ที่นักเรียนบางคนกำลังเผชิญอยู่ แต่กว่าจะได้คุยกับคนเป็พ่อทั้งทีก็แสนยากเย็น แถมในเวลางานเท่านั้นที่จะคุยได้
“ถ้าจะคุยเื่เดิมๆ ฉันไม่คุย โรงเรียนนี้มีมาตรฐานของมัน ในเมื่อครูประจำชั้นไม่ได้รายงานปัญหาเข้ามาก็แสดงว่ามันไม่มีปัญหาแบบที่แกคิด” คนเป็พ่อยกมือขึ้นห้าม เพราะลูกมาคุยด้วยเมื่อไหร่ ก็มักคุยแต่เื่เดิมๆ เื่ไม่เป็เื่ ความรุนแรง การบูลลี่ นักเรียนโดนแกล้ง ซึ่งมันเป็เื่ธรรมดา
ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนอยู่แล้ว บางเื่ถ้าปล่อยผ่านได้ ก็ไม่ควรเก็บมาใส่ใจ ตราบใดที่ยังไม่มีผู้ปกครองร้องเรียนเข้ามาและโรงเรียนยังอยู่ในมาตรฐาน เื่แค่นี้ก็นับว่าเป็เื่ปกติ
“แต่พ่อครับ จะปล่อยไปได้จริงๆ เหรอ ถ้าเด็กที่โดนกระทำคิดสั้นแบบเด็กคนก่อนขึ้นมาล่ะ”
“แกฟังนะภีม ในฐานะที่ฉันเป็พ่อแก ฉันไม่อยากให้แกไปยุ่ง อย่าเอาเื่พวกนั้นมาใส่ใจมากนัก แต่ในฐานะที่ฉันเป็ผู้อำนวยการที่นี่ คนไหนที่แกเป็ห่วงก็จัดการในแบบของแกไปซะ อย่าทำให้มันเกิดปัญหากระทบกับคนอื่นก็พอ เพราะมันจะทำให้แกทำงานที่นี่ยากขึ้น อีกอย่างเด็กคนก่อนที่แกพูดถึงก็ไม่ได้คิดสั้น อย่าไปพูดแบบนี้ที่ไหน มันจะเสียชื่อโรงเรียนฉัน” ภีมได้แต่มองหน้าพ่ออย่างตัดพ้อ ไม่เคยคิดเลยว่าพ่อจะเป็คนแบบนี้ ห่วงแต่ชื่อเสียงตัวเอง ไม่เคยห่วงความรู้สึกของคนเลยสินะ
“ก็ได้ครับท่าน” เขาตอบห้วนๆ กลับไปแล้วเปิดประตูเดินออกจากห้อง เพราะต่อให้พูดยังไงพ่อของเขาก็คงไม่เปลี่ยนความคิดหรือทำอะไรให้มันดีขึ้นกว่านี้แน่ นอกจากหลับหูหลับตาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่ผ่านมา
พ่อนะพ่อ ถ้าให้เขาเรียนรู้การบริหารที่นี่เลยก็คงดี คงจะจัดการเื่พวกนี้ได้ง่ายกว่านี้ นี่อะไรส่งเขาไปครูสอนพละให้เด็กทั้งๆ ที่เขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันด้วยซ้ำ ด้วยคำที่ว่าไปเรียนรู้การเป็ครูให้ดีก่อนค่อยมาเรียนรู้สิ่งอื่น เพราะยังไงก็ต้องได้ทำหน้าที่ตรงนั้นแทนอยู่แล้ว ไหนจะสั่งห้ามไม่ให้คนในโรงเรียนรู้ว่ามีความสัมพันธ์อะไรกันอีก แบบนี้เขาจะทำอะไรได้ ในเมื่อเขาแทบไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรในรั้วโรงเรียนนี้เลยด้วยซ้ำ
แล้วอย่างนี้จะมีวิธีไหนที่เขาจะสามารถช่วยเหลือเด็กคนนั้นได้ เพราะแค่การพูดคุยให้กำลังใจ เป็ที่ปรึกษาให้ มันคงไม่พอที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกดีขึ้นแน่