บทที่ ยี่สิบเจ็ด
คราวแรกพบครั้งนั้นสายลมพัดต้องปลายหลิวริมน้ำในสวนใหญ่ของจวนตระกูลเหยียนเสียงใบไผ่เสียดสีกันเบาๆ ชวนให้นึกถึงท่วงทำนองโบราณที่ขับขานด้วยขลุ่ยไม้ไผ่เมฆบางลอยเรี่ยผ่านยอดเขียวชอุ่มของต้นหลิววาดเงาไหววูบลงบนพื้นดินชื้นเย็นหลังฝนใหม่หยุดโปรย
ภายในสวนด้านหลังเรือนหลักของตระกูลเหยียนความสงบร่มรื่นแผ่คลุมทั่วบริเวณดอกบัวในสระแย้มกลีบรับแดดอ่อน มีผีเสื้อหลากสีบินวนอยู่เหนือดอกไม้หอมเหยียนปี้เจินสวมอาภรณ์แพรบางสีม่วงอ่อนปักลายบุปผาแย้มบานประณีตนางก้าวย่างเนิบนาบเข้าพื้นที่สวน มือขาวเรียวถือถาดชาไปยังศาลากลางน้ำตามคำสั่งของบิดาที่ให้มารับรองแขกผู้หนึ่งก่อนเพราะบิดานางจำเป็นต้องเข้าพบไหลอ๋องทำให้ติดธุระที่รัดตัวด่วนส่วนพี่ชายของนางก็ไปทำภารกิจนอกเมืองจึงเป็นนางที่ออกมารับรองแขกด้วยตัวเอง
ครั้นก้าวเข้าใกล้ศาลาร่างสูงในชุดยาวสีขาวสลับดิ้นเงินดึงดูดสายตาของนางโดยพลันแขกผู้นั้นยืนหันหลังให้นัยน์ตาเขากวาดมองทิวไม้ใบหญ้าเบื้องหน้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “สวนของตระกูลเหยียน ร่มรื่นงดงามนักมีกลิ่นไอของบทกวีอยู่ในสายลมเสียด้วยสิ”
เหยียนปี้เจินชะงักฝีเท้าเล็กน้อยใบหน้างามละมุนแฝงรอยสงสัยเมื่อฟังคำกล่าวนั้น นางวางถาดชาลงบนโต๊ะหินในศาลาพลางโค้งคำนับเรียบร้อย “ท่านคือแขกของท่านพ่อหรือเจ้าคะ?” เสียงนางหวานนุ่มนวลมารยาทงามไร้ที่ติ
บุรุษผู้นั้นผินหน้าอย่างสงบชั่วขณะเมื่อนางเห็นใบหน้าเขาเต็มตาใจพลันสะท้านเล็กน้อยดวงหน้าของเขาคล้ายจิตรกรรมฝีมือดีรูปหน้าเรียวยาวดวงตาเข้มลึกดุจเหยี่ยวใต้คิ้วโก่งคมสันจมูกได้รูปความนิ่งสงบในท่าทีแฝงกลิ่นอายของอำนาจแผ่วเบา
“อืม..แต่ข้าไม่ชอบความวุ่นวายในเรือนใหญ่จึงขอรบกวนคุณหนูเหยียนแล้วที่ทำให้ต้องเดินเข้ามาถึงในสวนเช่นนี้”
เหยียนปี้เจินรีบส่ายหน้า“หาใช่เช่นนั้นไม่เจ้าค่ะ เพียงแต่..ท่านเป็นใคร ข้าหาเคยเห็นมาก่อนไม่”
บุรุษผู้นั้นยิ้มน้อยๆในสีหน้าไม่เปิดเผย “เพียงคนธรรมดาผู้หนึ่งมีธุระต้องมาปรึกษาบิดาคุณหนูเหยียนเรื่องทั่วไปเล็กน้อย เรียกข้าว่าพี่เหลียงเถิด”
เขาไม่กล่าวยศหรือแซ่และน้ำเสียงยามออกนามก็ชวนให้เชื่อว่าเรียบง่ายเช่นนั้นจริงแต่คำว่าพี่เหลียง..ออกจะสนิทสนมไปเสียหน่อย
เหยียนปี้เจินมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนหลบใบหน้าที่เกิดความรู้สึกบางอย่างพลางก้มลงรินชาให้ ชายหนุ่มจึงนั่งลงตามมารยาท แสงแดดยามสายลอดผ่านผนังศาลาทาบลงใบหน้างามของนางเป็นเงาอ่อนตาชายหนุ่มก็อดมองตามหญิงสาวไม่ได้
“ยิ่งท่านไม่เปิดเผยท่าทางของท่านยิ่งหาให้ได้รู้สึกธรรมดา”
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบาๆพลางหันสบตานางโดยตรง “คุณหนูช่างสังเกตเช่นนี้เหมาะแก่การเป็นนักกวีคุณหนูเหยียนชอบบทกวีหรือไม่”
เหยียนปี้เจินเลิกคิ้วเล็กน้อยนางชอบบทกวีอยู่แล้ว ยามว่างนางก็ศึกษาบทประพันธ์บ่อยๆเพียงแต่ไม่เคยมีบุรุษใดกล่าวชมเรื่องนี้และเอ่ยถามนางมาก่อน “เพียงศึกษาเล็กน้อย แต่ไร้ความสามารถแล้วท่านเคยแต่งกวีใดไว้หรือไม่?”
“ข้าก็ศึกษาเพียงเล็กน้อย หากมิรังเกียจจะช่วยวิจารณ์บทกวีของเข้าได้หรือไม่?” เมื่อหญิงสาวพยักหน้าเขาก็ก้มหน้าครุ่นคิดสักครู่ก่อนมือขวาจะหยิบกิ่งไผ่เขียนลงบนผิวโต๊ะหิน วาดเป็นอักษรสวยงามพลิ้วไหว
“พฤกษาพลิ้วกลางลมแผ่วสายธารแวววับน้ำใส หญิงงามนั่งรินชาให้ ยอดใจฤาใช่เพียงฝัน”
เสียงของเขาทุ้มนุ่มเอ่ยบทกวีของตนออกมาช้าๆ ถ้อยคำเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งทว่าภายใต้ถ้อยคำเหล่านั้นคือความลุ่มลึกในจิตใจของเขาที่ไม่อาจเข้าใจได้ง่ายๆ
เหยียนปี้เจินนิ่งไปชั่วครู่ใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ดวงหน้าแดงซ่านโดยไม่รู้ตัว “บทกวีนี้ท่านเคยแต่งไว้ก่อนแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?”
บุรุษผู้นั้นยิ้มบางอย่างไม่รู้ว่าปฏิเสธหรือยอมรับจนต้องเอ่ยตอบ “แต่งเมื่อครู่..”
สายลมพัดชายแขนเสื้อของทั้งสองพลิ้วไหวกลิ่นหอมดอกไม้นานาพรรณที่ตกลงจากต้นไม้ในสวนนั้นคล้ายจะซึมซับอยู่ในห้วงใจของเหยียนปี้เจินอย่างแนบแน่นนางมองเขาด้วยสายตาที่แปรเปลี่ยนจากความสงสัยเป็นสนใจความรู้สึกบางอย่างก่อเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบราวสายน้ำในลำธารที่ไม่มีเสียงแต่เย็นลึกและยากลืมเลือน
ในวันนั้นนางหาได้รู้ไม่ว่า ‘พี่เหลียง’ บุรุษผู้แต่งกวีในศาลากลางสวนแท้จริงคือ เหลียงฉีซ่านที่เป็นนามแฝง แท้จริงคือเซี่ยอ๋องแห่งซีเป่ยผู้มาพบกับบิดาเพื่อต่อรองผลประโยชน์ของแผ่นดิน..
แต่ในห้วงใจของเหยียนปี้เจินวันนั้นกลับเป็นวันที่เงาสลัวของสวนและบทกวีท่อนนั้นสลักไว้ในใจนางชั่วนิรันดร์
เข้าต้นฤดูใบไม้ผลิลมพัดเอื่อยพากลิ่นใบไม้ร่วงโรยปลิวคลุ้งไปทั่วตรอกย่านการค้าเมืองซุ่ยหยวนในวันนี้คลาคล่ำด้วยผู้คนเสียงเจรจาซื้อขายและเสียงหัวเราะของเด็กน้อยแว่วกังวานดั่งปกติ
เหยียนปี้เจินเดินมากับสาวใช้คนสนิทใบหน้าของนางเรียบนิ่งหากงามละมุนดุจภาพวาดดวงตาราวหยกใสเจือแววรักสนุกสมวัยสาวมองเหล่าร้านค้ามากมายเรียงรายสองฝั่งถนน
“คุณหนูเจ้าคะชาเหมยเซียงจากเมืองหลวงที่นายท่านชอบดูเหมือนเพิ่งมาส่งเจ้าค่ะ” สาวใช้เร่งรัดแผ่วเบาพลางชี้ไปยังแผงขายชาฝั่งขวา
เหยียนปี้เจินพยักหน้าเบาๆพลางก้าวย่างกิริยาสมดั่งเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่เข้าไปร้านขายใบชาแต่อีกฝั่งหนึ่งกลับมีชายหนุ่มก้าวเร่งฝีเท้ากำลังจะผ่านไปหากไปชนเข้ากับกลุ่มเด็กที่กำลังวิ่งเล่นเสียก่อนทันใดนั้นก็เกิดแรงกระทบจากด้านหลังเบาๆที่ทำให้นางเซไปครึ่งก้าวพร้อมกับเสียงของตกพื้นดังขึ้น
ร่างสูงของบุรุษผู้หนึ่งผินหน้ามามองทันที“ขออภัย..ข้าหาได้ตั้งใจไม่”
เสียงทุ้มนุ่มทว่าเร่งร้อนในทีดังขึ้นบุรุษผู้นั้นรีบก้มลงเก็บสิ่งที่หล่นแล้วพลันชะงักเมื่อเห็นเป็นปิ่นหยกแท้เนื้อดีที่แตกหักไปครึ่งชิ้นดวงตาเขาสะท้อนแววรู้สึกผิดชัดเจน
เหยียนปี้เจินนิ่งงันดวงตาเบิกเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าเขาเต็มตา‘พี่เหลียง’ ที่พบกันวันนั้นในสวนของจวนตระกูลเหยียน“เป็นท่าน..” น้ำเสียงนางแผ่วเบาทว่าชัดเจน
ชายคนนั้นวางปิ่นหยกในมือบางของหญิงสาวพลางประสานมือลงคำนับอย่างจริงจัง“ข้าต้องขออภัยคุณหนูเหยียนอย่างถึงที่สุดหากข้าไม่ได้เร่งหลบกลุ่มเด็กน้อยเมื่อครู่คงไม่ได้ทำของคุณหนูเหยียนตก”
นัยน์ตานางทอดมองปิ่นที่แตกแล้วถอนหายใจเงียบๆ โทสะที่ควรมีถูกพัดหาย “สิ่งนี้ข้ามิได้อยากยึดถือมากแต่ก็ตัดใจไม่ง่ายมัน..เป็นของที่มารดาเคยมอบให้ก่อนจากไป”
บุรุษหนุ่มชะงักไปชั่วครู่ใบหน้าเรียบสงบแปรเป็นเคร่งขรึมลมร้อนในย่านการค้าพลันเย็นลงในความรู้สึก “เช่นนั้นยิ่งไม่อาจปล่อยผ่าน”เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาทอประกายแน่วแน่“ให้ข้าไถ่โทษสักครั้งเถิดคุณหนูเหยียน”
“ไถ่โทษ?” นางขมวดคิ้วเบา ๆ
“ที่ไม่ไกลจากนี้..มีบึงลู่เซวียนเป็นบึงที่ธรรมชาติสงบงาม บัวกำลังผลิบานงดงามก่อนสิ้นฤดูร้อนข้าขออนุญาตพาท่านล่องเรือชมทิวทัศน์สักครู่ หากคุณหนูเหยียนเห็นว่าข้าไม่สมควรข้าจะยอมรับคำตำหนิ”
เหยียนปี้เจินนิ่งคิดเล็กน้อยอย่างไรนางก็รู้สึกได้ถึงความจริงใจของบุรุษตรงหน้าขณะเดียวกันก็ไม่เห็นว่าเป็นอันตรายอันใด อีกทั้งสาวใช้คนสนิทอยู่เคียงข้างนางจึงพยักหน้าช้าๆ “เช่นนั้นข้าจะถือว่าเป็นน้ำใจของท่านก็แล้วกัน”
แม้ห่างจากตัวเมืองเพียงครึ่งชั่วยามบึงลู่เซวียนกลับสงบเงียบราวโลกอีกฟาก ดอกบัวที่ปลูกเรียงริมฝั่งล้วนผลิบานรับแดดลมเย็นพัดผ่านผิวน้ำไหวเป็นริ้วระลอก แสงสะท้อนในบึงวาววับดุจกระจกแก้ว เรือไม้ลำหนึ่งจอดรออยู่เหลียงฉีซ่านขยับไปก่อนพลางหันกลับมา เมื่อเห็นนางก้าวย่างช้าๆเขายื่นมือออกมาอย่างสุภาพ
“ระวังเรือโคลง คุณหนูเหยียนคงไม่ชิน”
เหยียนปี้เจินชะงักเล็กน้อยสาวใช้คนสนิทอยู่ถัดไปห่างราวก้าวหนึ่ง นางลังเลครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือวางลงบนมือเขาเบาๆเพียงพอให้ประคองขึ้นเรือ ร่างสูงของเขายืนมั่นคงช่วยพยุงอย่างระวังไม่แตะต้องมากเกินขอบเขตแต่อย่างใด
ยามล่องเรือไปในบึงเสียงน้ำแผ่วๆ และเสียงนกน้อยบนกิ่งไม้ช่วยขับกล่อมให้ใจสงบเรือไหลเอื่อยท่ามกลางดอกบัวบานไสว ทิวไม้เรียงรายในเงาน้ำนางนั่งพินิจสายลมที่พัดเอาใบไม้สีสันต่างๆ ร่วงหล่นลงผิวน้ำนึกถึงวันที่ได้ฟังบทกวีของเขาในศาลาไม้กลางสวน
“วันนี้..ไม่มีบทกวีหรือเจ้าคะ?” เหยียนปี้เจินเอ่ยขึ้นเบา ๆ
เขายิ้มน้อยๆส่งกลับให้หญิงสาวดวงตาสะท้อนแววอ่อนโยน “ข้ากลัวคุณหนูจะเบื่อบทกวีของข้าเสียก่อน”
“หากข้าเบื่อ..ข้าคงไม่กล่าวถามหากระมัง”
เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนกล่าวบทหนึ่ง “บัวขาวลอยกลางบึงไสว มอบหยั่งใครยืนเคียงน้ำสะท้อนดวงหน้าใสแผ่วเอียง ใจข้าเอนเพียงพร่ำเพียกหา”
เหยียนปี้เจินก้มหน้าลงมองสายน้ำริมฝีปากระเรื่อมีรอยยิ้มจางๆรู้สึกหัวใจพลันอบอุ่นขึ้น
ชั่วยามต่อมาบุรุษนักกวีก็พาคุณหนูเหยียนกลับมาส่งที่ย่านการค้าบรรยากาศยามเย็นคลี่คลุม แสงสีทองเรื่อจับปลายฟ้าอ่อนราวผืนแพร จู่ๆเขาหยิบสิ่งหนึ่งจากแขนเสื้อส่งมาถึงมือนางมันคือหยกห้อยสีเขียวอ่อนสลักลายนกกระเรียนมีสายผูกไหมทองอ่อนงามจับตา
“แม้มิใช่ปิ่นหยก แต่หยกห้อยนี้..ข้าพกติดตัวมาตลอดโปรดคุณหนูเหยียนรับไว้แทนการไถ่โทษ”
เหยียนปี้เจินมองหยกในมือเขาดวงตาหลุบต่ำก่อนเอ่ยช้าๆ “ข้าไม่คิดติดใจแล้วท่านเหลียงโปรดเก็บหยกของท่านไปเจ้าค่ะ”
เหลียงฉีซ่านยิ้มบางดวงตาเปล่งประกายอบอุ่นสื่อความหมายบางอย่าง“เช่นนั้นก็เป็นของที่ข้ามอบให้หากคุณหนูระลึกถึงข้า..เท่านั้นพอได้หรือไม่”
สายลมยามเย็นพัดกลิ่นหอมอ่อนๆของบุปผาและน้ำในบึงยังติดปลายผมของนางไม่จางหาย หยกห้อยในมือนั้น..เย็นชุ่มช่ำลงกลางใจนางในยามนั้นเอง
ค่ำคืนฤดูหนาววันหนึ่งหิมะขาวโปรยปรายจากฟ้าคล้ายม่านแพรบางที่เบื้องบนปล่อยลงมาอย่างแผ่วเบาตลอดแนวเขาที่ทอดยาวปกคลุมด้วยสีขาวนวล
วัดชิงหลงซึ่งตั้งอยู่บนไหล่เขาถูกห่มด้วยหิมะจนงามราวแดนสวรรค์แสงจันทร์ลอยเด่นเหนือกิ่งไม้เปลือยไร้ใบ สะท้อนผิวหิมะเป็นเงางามเย็นเยียบยามค่ำคืนเช่นนี้แม้เพียงเสียงลมหายใจยังชัดเจน
ภายในห้องพักแขกเหยียนปี้เจินนั่งสงบอยู่ริมหน้าต่างปลายนิ้วบางกุมกาน้ำชาอุ่นไว้แนบฝ่ามือนัยน์ตาเรียวยาวทอดมองเกล็ดหิมะขาวนอกหน้าต่างอย่างครุ่นคิด
เสียงลมหอบพัดม่านแพรพลิ้วไหวเหมือนเร่งเร้าใจที่เต้นถี่ดวงหน้างามสะท้อนจันทร์นวลอ่อนเหม่อหวนคิดถึงใครคนหนึ่งคืนหิมะตกเช่นนี้เขาจะมาตามที่สัญญาไว้หรือไม่?
ทันใดนั้นประตูไม้แง้มเบาราวไร้เสียงเสียงฝีเท้าชายชุดคลุมสีดำสนิทแผ่วเบามาถึงดวงตาคมลึกดุจเหยี่ยวทอดมองร่างบางที่นั่งสงบอยู่ รอยยิ้มบางปรากฏที่ริมฝีปาก
“เจ้ารอข้านานหรือไม่?” เสียงทุ้มต่ำแฝงความห่วงใยลอดผ่านความเงียบมาอย่างอ่อนโยน
เหยียนปี้เจินช้อนตาขึ้นสบสายตานั้นแล้วหัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไร้เหตุผลนางลุกขึ้นช้าๆ ก่อนส่ายหน้า “ข้าเพียงไม่แน่ใจว่าท่านจะมาในยามหิมะตกเช่นนี้”
“หากรู้ว่าเจ้ารอแม้หิมะโถมหนักกว่านี้ ข้าก็ต้องมา” เหลียงฉีซ่านก้าวเข้าหาดวงตาเขาฉายแววแน่วแน่และอบอุ่นในคราเดียว เพียงสองร่างเคียงใกล้ความเย็นยะเยือกของหิมะภายนอกกลับไม่อาจแทรกซึมความอบอุ่นราวเปลวไฟจากสองชายหญิง
ค่ำคืนนั้นเวลาคล้ายหยุดลงหิมะยังร่วงโรยเหมือนเกสรบุปผา มืออุ่นของเขาประคองมือนางไว้เบาๆสัมผัสนั้นแผ่วราวเส้นไหมไล้ผ่านจิตใจนาง
“มือของเจ้าเย็นนัก” เขากระซิบเสียงเบานางเม้มริมฝีปากก้มหน้าหลบสายตาเขาหากแต่กลับไม่อาจหลบหลีกมือที่ยังคงโอบกุมไว้แนบแน่นเสียงลมขาดหายมีเพียงใจสองดวงที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกันและแล้วระยะห่างเพียงก้าวเล็กๆก็หายไปในพริบตา
ริมฝีปากเขาแตะหน้าผากนางแผ่วเช่นกลีบบุปผาแล้วเลื่อนแผ่วลงตามแนวแก้มสวยร่างบางในอ้อมแขนพลันสั่นน้อยๆ คล้ายกลีบเหมยต้องลมหนาวปลายนิ้วเขาไล้เส้นผมนุ่มลื่นราวแพร ขณะเอ่ยเสียงพร่าข้างหู
“เจ้าหนาวหรือ?”
นางหลับตาแน่นรับรู้ไออุ่นที่ซึมลึกผ่านผิวกายและหัวใจคำตอบไม่อาจเปล่งวาจานอกจากเสียงหัวใจที่เต้นถี่รัว
ค่ำคืนนั้นหิมะร่วงไม่ขาดสายเบื้องนอกขาวโพลนเยียบเย็น ทว่าภายในห้องพักไม้เก่าในวัดโบราณอบอุ่นด้วยไอเพลิงที่ก่อลุกขึ้นจากปลายผ้าห่มสองชั้น
เปลวไฟในเตาผิงวูบไหวแสงนั้นสะท้อนร่างสองร่างที่แนบแน่น เช่นของเงาวัยสาวที่สะพรั่งในคืนหิมะโปรย บางเบา และงดงามเกินห้ามใจ ผ้าห่มนั้นก็มิสิ่งเดียวป้องกันเพียงความหนาวของราตรีอีกต่อไปแต่กลายเป็นร่างกายของสองคนมอบให้กันและกันที่โอบรับความลับไปด้วย
เมื่อใกล้รุ่งสางมาเยือนแสงจันทร์จางไปในขณะแสงอรุณขึ้นแทนที่ เหยียนปี้เจินนั่งนิ่งใต้ผ้าห่มหนาร่างบางซบลงในอ้อมแขนของเขา
“พี่เหลียง จากนี้เราจะเป็นเช่นไร?” เสียงนางเบาราวสายลม
เขากอดร่างนางแน่นขึ้นเล็กน้อยสบตานางด้วยแววมั่นคง “ข้าก็จะไม่ปล่อยมือเจ้าไม่ว่าอย่างไร..ข้าจะทำให้เจ้าจะเป็นชายาเซี่ยอ๋อง” เสียงทุ้มกล่าวพลางจุมพิตที่หน้าผากมน
นับจากค่ำคืนนั้นวันที่ใจหนึ่งฝากไว้กับเขานางมิอาจรู้เลยว่าเวลาจะหอมหวานจะผ่านไปและความขมขื่นจะมาเร็วเช่นนี้
ร่างงามในชุดคลุมสีขาวนวลยืนสงบนิ่งใต้ชายคาศาลาลมหนาวพัดชายเสื้อของนางปลิวไหวใจในอกนั้นกลับเต็มไปด้วยความปั่นป่วนยิ่งกว่าคลื่นลมพายุ ข่าวที่ได้ยินมาฝังใจดั่งมีดปลายคม
“เซี่ยอ๋องกำลังจะแต่งงานกับธิดาไหลอ๋อง”
คำพูดนี้ประดุจค้อนหนักกระแทกใจนางได้ยินเรื่องนี้จากพี่ชายตนเองจนต้องมายืนปล่อยให้ลมหอบความหนาวมาตีกระทบใบหน้า ข่มอารมณ์ที่ปะทุกรุ่น
หากคำนี้เป็นจริงเหตุใดเขาจึงไม่บอกนางด้วยตนเอง!
พลันเสียงฝีเท้าดังเบาๆเบื้องหลัง ร่างสูงในชุดคลุมดำคลุมทับด้วยผ้าคลุมขนจิ้งจอกย่างก้าวเข้ามาแผ่วเบาดวงตาเข้มลึกสอดสายมองนางไม่ละวางเมื่อเห็นแผ่นหลังบอบบางที่ยืนนิ่งราวถูกตรึงไว้ด้วยเงาจันทร์เขาหยุดเท้าลงตรงนั้น
เหยียนปี้เจินสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเอ่ยเสียงเรียบหากสั่นไหว“เรื่องนั้นเป็นความจริงหรือไม่?”
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่ขณะดวงตาของเขามีรอยเศร้าลึกในแววสงบนิ่ง“..จริง” เขาตอบเบาๆไม่ปฏิเสธเรื่องที่ทำให้นางแทบแตกสลาย
เหยียนปี้เจินเม้มริมฝีปากแน่นไม่หันกลับมาเพียงก้มหน้ามองผืนน้ำ ดวงตาร้อนผ่าวแม้ลมหนาวจะปะทะใบหน้า “ท่านไม่แม้แต่จะปลอบโยนข้าเลยหรือ?”
ขณะนั้นเขาก็ก้าวเข้าหาอย่างเงียบเชียบก่อนหยุดลงห่างเพียงก้าวราวเกรงว่าเพียงแตะปลายนิ้วจะทำให้นางเปราะบางยิ่งขึ้นไปอีก“เพราะข้าจะไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น” เขาสูดลมหายใจลึกแววตาเคร่งขรึม “แม้บิดาของข้าต้องการให้ข้าแต่งงานกับธิดาไหลอ๋องเพื่อเชื่อมสัมพันธ์แต่นั่นเป็นการเมืองหาใช่ความปรารถนาข้าไม่”
“แต่ข้อตกลงเริ่มไปแล้ว..จะถอนอย่างไร” นางโพล่งด้วยเสียงแผ่วแต่ดุดันใจสะท้านสะเทือนอยู่ในอก ทั้งความแค้นความเศร้าและสับสนไหลหลาก
สุดท้ายชายหนุ่มก็ประหนึ่งห้ามใจมิได้เขาเอื้อมมือแตะไหล่นางเบาๆ “ข้าจะไม่แต่งข้าจะกลับซีเป่ย ไปเจรจากับบิดาด้วยตัวเอง แต่ก่อนอื่นเจ้าช่วยข้าเรื่องหนึ่ง” นางเบือนหน้ามาสบตาเขาเต็มตาดวงตานั้นยังคงเต็มไปด้วยคำถามและความเจ็บปวด
เขาจับมือนางไว้แน่น“ข้าขอให้เจ้าช่วยชะลอการแต่งงานนี้ไว้ก่อนขอเพียงเจ้าอยู่ที่นี่ ประวิงเวลา อย่าให้งานส่งตัวเกิดขึ้น ก่อนที่ข้าจะกลับมา”
“ท่านจะกลับมาได้หรือ?” เสียงนางแผ่วเบาไม่อาจวางใจ
เขาเพียงพยักหน้าอย่างหนักแน่น“แน่นอน เพราะตระกูลเหยียนสำคัญกว่าตระกูลเหยียนจะขึ้นเป็นผู้นำซุ่ยหยวน เจ้าก็รู้แผนการของบิดาเจ้าดีรอเพียงขนส่งอาวุธมากพอการโค่นอำนาจไหลอ๋องก็จะสำเร็จ”
ใจนางพลันเต้นแรงด้วยคำที่เขากล่าวท่าทีของเขาไม่ได้เพียงต้องการปฏิเสธงานแต่ง..แต่คือการก้าวข้ามความสัมพันธ์ของรัฐทั้งสอง
“ข้าเชื่อท่านได้ใช่หรือไม่?” น้ำเสียงนางสั่นไหวพร้อมกับลมหนาวพัดกระทบใจที่แสนเปราะบาง
เขากุมมือนางแน่นขึ้นดวงตาสบประสานมั่นคง“เจ้าต้องเชื่อข้า ข้าจะกลับมา..และเมื่อถึงวันนั้นข้าจะไม่ปล่อยให้ผู้ใดพรากเจ้าไปอีก”
เหยียนปี้เจินเบือนหน้าหลบแสงจันทร์น้ำตาหยาดหนึ่งไหลลงบนแก้มขาวราวหยก เขาค่อยๆ ยกมือซับหยาดนั้นอย่างอ่อนโยน ก่อนซบหน้าผากลงแนบหน้าผากนางเสียงลมหนาวแผ่วเบาราวร่วมรับรู้ถึงคำสัญญาที่ฝากไว้ในค่ำคืนหนึ่งซึ่งยากจะลืมเลือน..
-----------------------------------------------------
ฮ่องเต้ชอบดูละครค่าา ส่วนเหยียนปี้เจินโดนเสิร์ฟแล้ว เรียบร้อย โดนพ่อตีแน่
ทุกคนไงกันบ้างค่าาา ตอนหน้าได้รู้เรื่องของปี้เจินกันแล้ว