คืนที่ดาวพราวฟ้า [ บุรามฉัตร ]

    บทที่ 9 [ 2 ]

    จอมพธูคิดไว้ไม่ผิดทีเดียวแม้ขณะอยู่ในร้านอาหารฝรั่งเศส จันทร์เจ้าจะ ‘นิ่ง’ ผิวเผินเหมือนแค่ทักทายทุกคนบนโต๊ะอาหารในฐานะที่เป็นน้องสาวของหล่อน แต่อย่างไรน้ำตาลก็คือน้ำตาลวันยังค่ำ ความหวานทางสายตาไม่อาจแปรเป็นความเค็มของเกลือหรือความขมของยาไปได้

                อัมพุชินีเองแสดงความไม่พอใจออกนอกหน้าด้วยไม่ชอบขี้หน้าจอมพธูอยู่ก่อนเป็นทุนเดิมดังนั้นจันทร์เจ้าซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องสาวแท้ๆแม้ไม่ได้แสดงออกทางวาจาว่าพึงใจคุณนาม แต่ด้วยสัญชาตญาณบางอย่างของลูกผู้หญิงด้วยกันจึงทำให้อัมพุชินีพูดขึ้นเสียงเรียบเป็นการตัดบท

                ‘กลับเถอะค่ะนาม...อิ่มแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องนั่งคอยธุระของคนอื่น’

                    ไม่เสียเวลาไปกว่าคำพูดจะจบลงเมื่ออัมพุชินีฉุดแขนคุณนามซึ่งตั้งแต่มาก็นั่งเงียบไม่มีปากมีเสียงพอกันกับจอมพธู ให้ลุกตาม โดยที่เขาเพียงค้อมศีรษะเป็นเชิงลาเช่นเดียวกับชุมสายจอมพธูจึงพูดคุยกับน้องสาวอีกเล็กน้อย

                ‘เดี๋ยวพี่กลับก่อนนะ...ว่าแต่จันทร์มากับใครกันมาคนเดียวหรือ’

                    ที่ถามเช่นนั้นเพราะไม่เห็นเงาของผู้ชายชื่อโอม ซึ่งบัดนี้น่าจะอยู่เป็นคู่ควงมาด้วยกันแล้วก็ต้องแปลกใจ เมื่อจันทร์เจ้าไม่ได้ตอบทันที กลับลงนั่งที่เก้าอี้แล้วควานข้างในกระเป๋า หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอย่างหน้าตาเฉยพ่นควันออกทางจมูกและปาก ราวกับเป็นของคุ้นเคยเมื่อจอมพธูมัวแต่ตื่นตะลึงกับพฤติกรรมเช่นนี้ของน้องสาว ฝ่ายนั้นก็หัวเราะ

                ‘ตกใจอะไรกันคะใครๆเขาก็สูบบุหรี่กันเป็นเรื่องธรรมดา’

                    ‘พี่เพิ่งรู้...ไม่เคยเห็นเลยสักครั้งหัดสูบมาตั้งนานแล้วหรือ แล้วนี่พ่อรู้รึเปล่า...พี่ว่าจันทร์เลิกเถอะถ้าเพิ่งจะริสูบไม่นาน เพราะมันไม่ดีต่อสุขภาพตัวเอง แล้วก็ถ้าแม่เห็น บางที...’

                    จอมพธูตักเตือนด้วยความเป็นห่วงอย่างเคยชินแต่ผู้ถูกติงหน้าหงิกอย่างขัดใจมือคว้าที่เขี่ยบุหรี่อีกโต๊ะแล้วกดบุหรี่ดับควันลงอย่างนึกฉุน พูดตะคอก ‘ทำไมต้องพูดเหมือนตัวเองเป็นแม่ของจันทร์อยู่เรื่อย’

                    ‘พี่ก็แค่หวังดี’ เมื่อนึกได้ว่าขณะนี้อยู่นอกบ้านจอมพธูจึงหยุดที่จะต่อความกับน้องสาว ถามคำเดิมอีกรอบ ‘แล้วตกลงมากับใครกัน’

                    ‘เดี๋ยวคุณโอมเขาจะตามมา’

                    เสียงจันทร์เจ้าข่มความแข็งกระด้างเต็มที่พลางหลบตา และจอมพธูก็ไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกตินั้น ‘อย่ากลับดึกนักล่ะถึงบ้านแล้วแวะไปหาพี่ที่ห้องบ้าง พี่มีเรื่องอยากจะคุยด้วย’

                    แววตาของจันทร์เจ้าเกิดความใคร่รู้แต่ก็ไม่ได้ซักถาม เมื่อชุมสายโผล่หน้าเข้ามา ‘โทษทีนะครับคุณจอมผมแค่จะแวะมาบอกว่าเดี๋ยวคุณจอมขับรถกลับบ้านเลยละกัน พอดีผมจะแวะไปหาเพื่อนต่อคงไม่ต้องรบกวนคุณไปส่ง’

                    ‘แล้วคุณชุมจะไปยังไงคะ’

                    ‘ไปแท็กซี่ครับ...ส่วนเจ้านามออกไปแล้วคงจะแวะไปส่งคุณบัวที่บ้านก่อน’

                    เมื่อถึงบ้านความคิดอันต่อยอดถึงคุณนามกับอัมพุชินียังคงก่อกวนเป็นระยะนึกแปลกใจถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ ว่าเป็นอย่างไรกันแน่ไฉนเลยจึงดูเหมือนฝ่ายหญิงปรบมืออยู่ข้างเดียว มิได้รับการเอาอกเอาใจจากฝ่ายชายถ้าไม่ได้คิดเข้าข้างตนเองนัก ก็คงสรุปได้ว่าคุณนามมิได้ตอบรับความสัมพันธ์นั้นจากอีกฝ่าย

                ภายในบ้านค่อนข้างเงียบสนิททุกคนในบ้านคงจะเข้านอนแล้วจอมพธูจึงรีบอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดนอนแบบเรียบง่ายกำลังนั่งหวีผมอยู่ที่กระจก...จู่ๆภาพเหตุการณ์เมื่อตอนถ่ายแบบช่วงกลางวันก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งในความคิดสิ่งที่นึกกลัวมีอยู่ไม่กี่อย่างหนึ่งในนั้นคือกลัวว่าภาพที่ถ่ายออกมาจะเกินขอบเขตอย่างที่ตกลงกันไว้แม้เสื้อผ้าจะไม่เน้นโชว์ส่วนสัด แต่วิธีการโพสต์ท่าในทุกชุดล้วนจงใจขายความเซ็กซี่

                เมื่อตอนตรวจภาพสไลด์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ในสตูดิโอฯดูครบทุกภาพ แม้ไม่เห็นว่าจะมีภาพไหนอุจาดตาด้วยเทคนิคความล้ำสมัยของเทคโนโลยีปัจจุบัน จึงเกรงว่าภาพอาจดูหมิ่นเหม่โดยเฉพาะชุดแรกที่หล่อนสวม...มือของอัมพุชินียามล้วงเข้าไปในขลิบเสื้อมันช่างน่าขยะแขยง ถึงจะไม่ใช่มือของผู้ชายก็ตามที

                หากหนังสือวางแผงสิ่งที่หล่อนนึกกลัวเป็นลำดับถัดมา ก็คือมารดาจะเห็นภาพเหล่านั้น...ถ้าอยู่ในช่วงที่ท่านจำอะไรไม่ได้เลยก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเกิดเวลานั้น ท่านยังมีความทรงจำดี ร้อยทั้งร้อยท่านคงจะต้องเรียกหล่อนไปตำหนิด้วยคำพูดเตือนสติ เหมือนครั้งหนึ่งที่ผ่านมา

                ‘แม่ไม่ชอบเห็นลูกของแม่เป็นขี้ปากใครหญิงสาวอย่างเราๆ ความสวยไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ที่ผู้ชายจะเห็นค่าแต่มันจะเป็นอันดับแรกที่ผู้ชายจะมองแล้วมันก็จะเป็นอันดับสุดท้ายที่ผู้ชายจะใช้เลือกไว้เป็นคู่ครองไว้เป็นแม่ของลูก...ฉะนั้นเกิดเป็นผู้หญิง ต้องรู้จักสร้างคุณค่าให้กับตัวเองนะลูกอะไรที่สร้างความเสื่อมเสีย ไม่ว่าจะด้วยวาจา กายหรือจิตใจก็ตามหากเลี่ยงได้ก็เลี่ยงซะ’

                    มารดาบอกแก่หล่อนเมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยและครั้งนั้นหล่อนก็เพิ่งจะคบกลุ่มเพื่อนเป็นผู้ชายไปมาหาสู่...สิ่งที่มารดาเตือนก็คงเกี่ยวเนื่องไปถึงให้ระวังตัว รู้จักทิ้งระยะ หรือเลือกที่จะใกล้กับผู้ชายด้วยความเหมาะสม

                ความหวังดีนั้นยังเป็นที่จดจำแก่จอมพธูเรื่อยมาดังนั้นเมื่อเริ่มมีคนรัก สิ่งที่หล่อนพึงระวังมาตลอดเป็นอันดับต้นๆคือจะไม่ปล่อยเนื้อปล่อยตัว เตลิดหลงไปยังวิมานรักในอากาศด้วยการใช้เรือนกายมัดใจชายเด็ดขาด ต่อมาเมื่อมารดาเกิดอาการหลงๆลืมๆไปแล้วคำสอนนั้นซึ่งฝังจำ หล่อนจึงคิดถ่ายทอดตักเตือนน้องสาว

                แต่ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของชีวิตขีดเขียนหรือกำหนดบทบาทให้คนอื่นได้ ถ้าจันทร์เจ้าจะไม่ฟังถือเอาความเชื่อตนเองเป็นใหญ่ หล่อนก็คงจะยากเข้าไปห้ามได้

                แล้วมันก็เป็นไปแล้ว!

                เสียงรถยนต์ขับมาจอดหน้าบ้านในช่วงใกล้เที่ยงคืนเวลาอันดึกพอควร ขณะที่จอมพธูยังข่มตาไม่ลง หล่อนคิดว่าจันทร์เจ้าคงจะให้โอมมาส่งแต่เมื่อหล่อนได้ชะโงกมองทางหน้าต่างลอดผ่านต้นแสงจันทร์ซึ่งแผ่กิ่งก้านอยู่สูงตรงชั้นสอง นอกรั้วประตูเหล็กกลับเป็นเพียงรถแท็กซี่ขับมาจอดเทียบ

                ผู้ที่ลงรถมาเป็นจันทร์เจ้าจริงแต่เมื่อมองเห็น ปรากฏร่างนั้น หล่อนกลับเดินตัวเอียงกะเท่เร่ โซเซคล้ายคนเมาเหล้าเสียงจันทร์เจ้าโวยวายขึ้นแม้จับใจความไม่ได้ แต่ก็ดังพอให้ได้ยินบ้าง

                “ฉันจากินให้เมาตายไปเลย”

                รถแท็กซี่เคลื่อนตัวออกไปแล้วจอมพธูเปิดประตูห้องได้ จึงรีบก้าวลงบันไดอย่างเร็วหวังจะไปเปิดประตูให้ทันก่อนที่คนในบ้านจะตื่น

                จอมพธูควานหากุญแจบ้านและไขประตูอย่างรีบร้อน มุ่งไปยังร่างน้องสาวซึ่งซวนซบอยู่ที่ประตูรั้วทันเห็นแต่ร่างนั้นทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยสภาพที่ทรงตัวไม่อยู่

                “ทำไมถึงได้เมามายขนาดนี้ล่ะจันทร์”หล่อนพูดลอยๆโดยไม่หวังได้ยินคำตอบ

                เมื่อเปิดประตูออกไป พยุงร่างน้องสาวทุลักทุเลกว่าจะลากเท้าฝ่ายนั้นให้เดินตามแรงฉุด...พลางนึกไปว่ายังดีที่จันทร์เจ้ากลับมาถึงบ้านโดยปลอดภัย ไม่ถูกพวกคนทรามใจหยาบฉกฉวยโอกาสจากคนไร้สติ นำไปกระทำย่ำยี

                ยังไม่ทันถอนหายใจได้ทั่วท้องจันทร์เจ้าก็พูดอ้อแอ้เสียงดังไม่หยุด “มายุ่งกับฉันทำมาย...ฉันจามาวฉันเบื่อ...”

                กลิ่นเหล้าซึ่งลอยมากับลมหายใจกระทบฉุนจนต้องย่นจมูก...และหล่อนก็ติงน้องสาวเบาๆ“อย่าเสียงดังสิจันทร์เดี๋ยวทุกคนก็ตื่นกันพอดี”

                เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง จึงพบว่าผู้ที่หล่อนกลัวมากที่สุดยืนอยู่ที่ขอบประตู สายตาที่มองเห็นในเงามืดมีประกายของความผิดหวังทออยู่บนแก้วตาดำ รอยมัวมนฉายชัด จนจอมพธูยังรับรู้ได้จึงอุทานเสียงเบา

                “พ่อคะ...”แล้วคำพูดถัดไปก็จุก กลืนหายผ่านลำคอ

    ..................................................