อารองจิ่งชะงักไป ส่วนอาสามจิ่งกลับกระโดดโหยง “อะไรนะ? หย่าเหรอ? สมองแกมีปัญหาแล้วรึไง! ถึงได้คิดจะหย่า! ผัวเมียทะเลาะกันก็แค่หัวเตียงชนกัน เดี๋ยวท้ายเตียงก็คืนดีกัน ถึงจูจินหลงจะเลวทรามไปหน่อย แต่แกจะหย่าไม่ได้!”
“ถ้าแกหย่า พวกเราก็จะกลายเป็นตัวตลกของคนในหมู่บ้าน! ไม่ได้ ฉันไม่เห็นด้วย!”
หยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้ก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน หยางหว่านซิ่วจึงพูดกับอาหญิงเล็กจิ่งว่า “หงจวง การหย่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะ คิดดีแล้วเหรอ?”
อาหญิงเล็กยังไม่ทันพูด อาสามก็เริ่มบ่นพึมพำแล้ว “หล่อนคงพูดไปเรื่อยเปื่อย หย่าอะไรกัน! สภาพแบบนี้ใครจะอยากได้! แถมถ้าหย่าแล้วจะกินอะไร ดื่มอะไร นอนที่ไหน? บ้านเราไม่มีที่ให้หล่อนอยู่หรอก!”
แม้การหย่าร้างในยุคนี้จะมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับกันเท่าไหร่ หากพูดออกไป ก็จะถูกคนนินทา
สำหรับคนในตระกูลจิ่งแล้ว พวกเขาอาจจะเข้าข้างอาหญิงเล็ก แต่คงมีไม่กี่คนที่จะสนับสนุนให้เธอหย่า
สีหน้าของอาหญิงเล็กจิ่งจึงย่ำแย่ทันที จิ่งเยี่ยนกุยจึงพูดขึ้นว่า “อาสามคะ อาถูกตระกูลจูรังแกถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่หย่า เดี๋ยวคนตระกูลนู้นได้บีบบังคับจนตายแน่ๆ!”
อาสามตวัดสายตามองอาหญิงเล็กจิ่งแล้วพูดว่า “นั่นก็เป็นเพราะหล่อนไม่เอาไหนเอง แต่งไปตั้งหลายปีไม่เคยมีลูกสักคน! เรื่องนี้จะโทษจูจินหลงฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ถ้าหล่อนมีลูก จะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้เหรอ!”
เขาพูดจบก็ชี้หน้าด่าจิ่งเยี่ยนกุย “เมื่อกี้ตอนพวกเราจะไป อาหญิงเล็กแกก็ไม่ได้พูดว่าจะหย่า พอแกอยู่ด้วยแป๊บเดียวกลับบอกว่าจะหย่า ฉันว่าเรื่องนี้แกยุยงส่งเสริมแน่ๆ! จิ่งเยี่ยนกุย แกมันตัวซวย! ที่นี่แกไม่มีสิทธิ์พูด ถ้าแกยังพูดมากอีก ระวังฉันจะไล่แกออกจากตระกูลจิ่ง!”
อาสามมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจิ่งเจี้ยนกั๋ว เขาไม่ค่อยพอใจที่จิ่งเยี่ยนกุยออกจากบ้านไปอยู่ที่บ้านเก่าของตระกูล แต่เรื่องนี้ถูกหยางหว่านซิ่วปรามไว้ เขาจึงไม่กล้าพูดอะไรมาก
วันนี้พอคิดว่าจิ่งเยี่ยนกุยยุอาหญิงเล็กจิ่งให้หย่า เขาก็ระเบิดออกมาทันที
“หุบปาก!” หยางหว่านซิ่วตะโกนเสียงดัง “เยี่ยนกุยเป็นหลานของฉัน ใครก็ไม่มีสิทธิ์ไล่เธอไป!”
คำพูดนั้นทำให้อาสามไม่พอใจ เขาเชิดหน้าขึ้นแล้วพูดว่า “จิ่งเยี่ยนกุยเป็นใครมาจากไหน ก่อนหน้านี้ปกปิดไม่ยอมพูดก็ช่างมัน แต่ตอนนี้คนทั้งหมู่บ้านรู้กันหมดแล้วว่าเธอเป็นแค่เด็กที่พี่ใหญ่เก็บมาเลี้ยง ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกับพวกเราด้วยซ้ำ!”
“พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้เลี้ยงดูแกมาจนโต แค่ตีแกไปครั้งเดียว แกก็ย้ายชื่อออกจากบ้านของพี่ใหญ่ ทำตัวเหมือนพวกเนรคุณ! อีกอย่างเด็กผู้หญิงก็เป็นแค่ตัวถ่วง ไม่เชื่อฟังก็ต้องตี! ทำมาเป็นเรื่องมาก!”
“ที่แกมาอยู่กับแม่ก็เพราะเห็นว่าแม่ใจดี เดี๋ยวพอเจอคนที่ดีกว่า ก็คงย้ายหนีไปอีก!”
“แม่หวังพึ่งให้หล่อนเลี้ยงดูงั้นเหรอ ช่างน่าขันจริงๆ! ถ้าหล่อนเห็นแก่ตระกูลจิ่งจริง พอมีช่องทางทำเงิน ก็คงจะคิดถึงพวกเราก่อน ไม่ใช่ให้หลิวหงอิงมาช่วยงานที่บ้านแบบนี้!”
จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินดังนั้นก็เข้าใจแจ่มแจ้ง อาสามไม่พอใจที่เธอให้หลิวหงอิงมาช่วยหั่นยาสมุนไพร เพราะเขาอยากให้คนในตระกูลได้งานนี้มากกว่า
จริงๆ แล้ว ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยให้หลิวหงอิงมาช่วย เธอเองก็เคยคิดถึงอาสะใภ้ทั้งสองคนของตระกูลจิ่ง แต่สะใภ้คนที่สองเป็นคนอ่อนโยน บอบบาง ถือของหนักสิบจินไม่ไหว งานหั่นยาสมุนไพรจึงไม่เหมาะ
ส่วนสะใภ้คนที่สามเป็นคนที่ขี้เกียจและชอบใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ถ้าให้มาช่วย ก็มีแต่ทำให้ปวดหัวเปล่าๆ!
หยางหว่านซิ่วโมโหขึ้นมาทันที “พูดจาอะไรกัน! หลิวชุนฮวาพาเยี่ยนกุยมาอยู่ตระกูลจิ่ง เธอก็ต้องแซ่จิ่ง! ถึงแม้เธอจะไม่มีสายเลือดเดียวกับฉัน ฉันก็รับเธอเป็นหลาน! เธอไปกิน ไปดื่ม หรือไปนอนที่บ้านของแกเหรอยังไง?”
“แล้วเด็กผู้หญิงมันทำไม? ฉันก็เป็นผู้หญิง! ถ้าเมื่อก่อนฉันไม่คลอดแกมา ป่านนี้แกก็ไม่ได้เกิดมาแล้ว! ไอ้ความคิดที่ว่าเด็กผู้หญิงต้องโดนตีต้องโดนรังแกเนี่ย แกไปเอามาจากไหน?”
เมื่อได้ฟังคำพูดเหล่านี้ อาสามก็อ่อนลงทันทีและได้แต่พูดว่า “แม่ ที่พ่อกับแม่กินอยู่ทุกวันนี้ ก็มาจากพวกเราทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ?”
“แกให้อะไรฉัน?” หยางหว่านซิ่วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ปีหนึ่งแกให้ฉันแค่ข้าวเปลือกสามร้อยจิน ที่ดินของฉันกับปู่แกรวมกันได้หนึ่งหมู่สี่เฟิน ข้าวนาปีกับข้าวนาปรังรวมกันก็ประมาณแปดร้อยจินต่อหมู่ ที่ดินหนึ่งหมู่สี่ส่วน ปีหนึ่งก็ได้ข้าวเปลือกสองพันจิน”
“ถ้าแกไม่อยากทำ ฉันให้คนอื่นเช่าปลูกก็ได้ ค่าเช่าปีหนึ่งก็หกร้อยจิน! ทำไมพอมาถึงแก ถึงได้กลายเป็นว่าฉันกินของแกดื่มของแกไปได้ล่ะ!”
อาสามถูกด่าจนหน้าเขียว แต่คำพูดของหยางหว่านซิ่วแย้งไม่ได้ อีกทั้งยังเป็นแม่แท้ๆ ของเขาอีก เขาเลยไม่กล้าโวยวาย
หยางหว่านซิ่วกวาดตามองทุกคนในบ้านแล้วพูดว่า “พวกแกเก็บความคิดสกปรกพวกนั้นไว้ให้ดี ถ้าฉันได้ยินใครพูดอีกว่าเยี่ยนกุยไม่ใช่คนของตระกูลจิ่ง ฉันจะหักขามัน!”
อาสามจ้องจิ่งเยี่ยนกุยอย่างโกรธแค้น แล้วพูดขึ้นมาว่า “เธอก็ต้องทำตัวให้เหมือนเป็นคนของตระกูลจิ่งด้วยสิ ไล่หลิวหงอิงไป แล้วให้ชิวเยี่ยนมาช่วยแทน”
ชิวเยี่ยนเป็นชื่อเล่นของสะใภ้คนที่สาม
หยางหว่านซิ่วหัวเราะเยาะ “ให้ชิวเยี่ยนมาช่วย? นิสัยของเมียแกเป็นยังไง คงไม่ต้องให้ฉันพูดหรอกใช่ไหม? ถ้าแกทำให้บ้านช่องไม่รกเหมือนรังหมาได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคุยเรื่องนี้กับฉัน!”
“แล้วอีกอย่าง การให้หลิวหงอิงมาช่วย เป็นความตั้งใจของฉันเอง ไม่ได้เกี่ยวกับเยี่ยนกุยเลยสักนิด ใครไม่พอใจกับเรื่องนี้ก็มาลงที่ฉัน! รังแกเด็กผู้หญิงอายุสิบกว่าปีมันน่าภูมิใจนักรึไง!”
จิ่งเยี่ยนกุยไม่คิดว่าหยางหว่านซิ่วจะรับเรื่องนี้ไว้ทั้งหมดแทน เธอก็เลยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในเมื่อหยางหว่านซิ่วพูดออกมาถึงขนาดนี้แล้ว อาสามก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก เธอจึงหันไปถามอาหญิงเล็กว่า “หงจวง คิดดีแล้วใช่ไหมว่าจะหย่ากับจูจินหลง?”
อาหญิงเล็กจิ่งพยักหน้า “คิดดีแล้วค่ะ! หลังหย่าแล้วฉันอาจจะต้องมาอยู่ที่บ้านเก่าสักพัก รอให้แผลหายดีแล้วจะออกไปทำงานข้างนอก ฉันจะไม่สร้างปัญหาให้พวกพี่แน่นอนค่ะ”
“แกเป็นลูกแท้ๆ ของแม่ ถ้าแม่ยังมีข้าวกิน แกก็ต้องมีข้าวกินด้วย เลิกคิดเรื่องไร้สาระพวกนั้นได้แล้ว” หยางหว่านซิ่วพูดถึงตรงนี้ก็เหลือบตามองอาสาม “ถึงบางคนจะเป็นลูกของฉัน แต่หัวมันกลับมีสมองเหมือนหมู”
อาสาม “…”
หยางหว่านซิ่วพูดต่อไปว่า “ถ้าคิดดีแล้ว พรุ่งนี้ก็ไปกับแม่ ไปหย่ากับบ้านตระกูลจูซะ”
อาหญิงเล็กจิ่งพยักหน้า อาสามที่โดนขัดคอก็พูดเสียงดังว่า “แม่ เรื่องนี้แม่ต้องคิดให้ดี! เลี้ยงจิ่งเยี่ยนกุยก็ช่างปะไร นี่ยังจะมาเลี้ยงน้องสาวอีก พวกเราจะให้ข้าวพ่อกับแม่ตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้เท่านั้น อย่ามาโทษพวกเราทีหลังว่าข้าวหมดแล้วมาขออีกล่ะ ไม่มีให้หรอกนะ!”