บทที่ 7
ความเหงาเป็เหตุ
เสวี่ยฮุ่ยิ่ยิ้มค้างสายตามองตามการเคลื่อนไหวของหวงตี้หนุ่มซึ่งเดินมานั่งลงข้างกาย การมาของลี่กุนจวิ้นเฉินนับว่าแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนแต่เดิมชายหนุ่มมักจะอยู่ในที่ของตัวเองเสมอ ถ้าไม่มีคำเชิญให้มาวังหลังโดยเฉพาะยิ่งกับพวกงานเลี้ยง น้อยครั้งนักที่เขาจะเข้าร่วม
ความกังวลของเสวี่ยฮุ่ยิ่จึงไม่ใช่แค่เพราะเื่การปรากฏตัวของลี่กุนจวิ้นเฉินนางกลัวว่าเขาจะมาขัดขวางแผนการของนางเสียมากกว่าดูได้จากคำขอครั้งก่อนที่เขาปฏิเสธ
“ฝ่าาอย่าได้น้อยพระทัยไปเลยเพคะหม่อมฉันแค่เกรงว่าจะทรงยุ่งอยู่กับงานบริหารบ้านเมือง จึงมิกล้าเข้าไปรบกวน”เสวี่ยฮุ่ยิ่ยิ้มโปรยเสน่ห์ ขณะเอ่ยตอบเสียงใส
ลี่กุนจวิ้นเฉินเลิกคิ้วขึ้นสูงราวกับจะถามว่า‘เ้าเคยมิกล้าด้วยหรือ’
“สำหรับหวงโฮ่วไม่มีคำว่าไม่ว่างสำหรับเจิ้น”
เสวี่ยฮุ่ยิ่ยิ้มจนตาหยีในใจอยากจะเถียงบุรุษตรงหน้าใจจะขาดแต่สิ่งที่นางทำได้มีเพียงแค่ยิ้มแล้วกล้ำกลืนคำพูดกลับลงท้องไปจากนั้นเอื้อมมือไปหยิบถ้วยน้ำชามาให้อีกฝ่ายจิบดับกระหายแสร้งสวมหน้ากากเป็ภรรยาที่ดีแทน
“ฝ่าากล่าวเช่นนั้นหม่อมฉันก็ดีใจ”
“ว่าแต่เ้าจัดงานเลี้ยงวันนี้ด้วยจุดประสงค์ใดกัน”
เมื่อหวงตี้ถามถึงเหล่านางสนมที่พากันชมนกชมไม้รอเวลาเสวี่ยฮุ่ยิ่ต่างก็พากันหันกลับมาสนใจนางอีกครั้ง เพราะทุกคนต่างได้เทียบเชิญให้มางานเลี้ยงแต่ไม่รู้ว่าเนื่องในโอกาสอะไร และคนอย่างหวงโฮ่วย่อมไม่มีทางจัดงานเลี้ยงขึ้นเล่น ๆ เป็แน่
“อาหารจานหลักยังมิทันยกออกมาฝ่าาก็อยากจะทานของหวานแล้วหรือเพคะ” เสวี่ยฮุ่ยิ่ยังคงยิ้มแม้แววตาของนางจะเริ่มปรากฏร่องรอยความไม่พอใจ
“เ้าจะบอกเจิ้นสักหน่อยมิได้เลยหรือ”ดวงตาสีดำคมกล้าแฝงแววขี้เล่นยามพูดจาหยอกล้อเสวี่ยฮุ่ยิ่
“ท่านนี่นะ”นางหัวเราะในลำคอแ่เบา ก่อนจะตัดสินใจเผชิญหน้ากับทุกคน
ว่าด้วยนางสนมในที่แห่งนี้ทุกคนต่างเรียกได้ว่างดงามเหมือนกันหมด และนั่นคือปัญหาหลักเนื่องจากทุกคนสวยเหมือนกัน จึงแทบหาความโดดเด่นไม่ได้ ทั้ง ๆที่นางสนมทุกนางที่เสวี่ยฮุ่ยิ่เลือกเข้ามาในวังล้วนแล้วแต่มีความงามโดดเด่นในแบบของตนเอง ทว่าด้วยเื่ของสังคมนิยมพวกนางต่างพากันแต่งตัว แต่งหน้าเลียนแบบกันจนคล้ายหลุดมาจากพิมพ์เดียวมองแล้วก็เหมือนทุ่งดอกไม้ป่าหายาก สวยงามแต่ไม่น่าสนใจ
แทนที่เสวี่ยฮุ่ยิ่จะได้ชื่นชมดอกไม้แต่ละดอกด้วยความสุขใจนางกลับต้องเห็นอะไรเดิม ๆจนเริ่มเบื่อหน่าย
ถึงเวลาที่ต้องแก้ไข...
วังหลังคือสถานที่ของหวงโฮ่วและหวงโฮ่วคือกฎ
“หม่อมฉันเห็นว่าพักหลังมานี้เหล่าน้องสาวของหม่อมฉันดูจะเหงาและเปล่าเปลี่ยว อยู่เฉย ๆ ในวังหลังไม่ได้พบปะสังสรรค์กันอีกไม่นานคงได้เฉาตายกันไปหมดจึงจัดงานเลี้ยงขึ้นมาให้ทุกคนได้พูดคุยกระชับมิตรกัน แล้วก็...”
เสวี่ยฮุ่ยิ่ลากเสียงยาวพร้อมแย้มยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่ไม่ว่าใคร ๆ ต่างก็พากันหวั่นใจ
“แล้วก็?”
ลี่กุนจวิ้นเฉินทวนถามพลางเลิกคิ้วขึ้นสูงเขากล้าสาบานต่อป้ายชื่อบรรพบุรุษเลยว่าเสวี่ยฮุ่ยิ่ไม่ได้มีแผนแค่ชวนทุกคนมาสังสรรค์พบหน้ากันแน่นอน
“หม่อมฉันเห็นน้องสาวทุกคนของหม่อมฉันล้วนงดงามคล้ายกันหมดแต่ไม่เห็นผู้ใดที่งดงามโดดเด่นต้องตามาสักพักแล้วจึงอยากจะให้ทุกคนมาประกวดความงามกันด้วยการแต่งตัวที่บ่งบอกความเป็ตัวเองผู้ใดที่หม่อมฉันเห็นว่าแตกต่างมากที่สุดหม่อมฉันจะทูลขอฝ่าาให้มอบตำแหน่งซูเฟยให้เพคะ”
หลังเสวี่ยฮุ่ยิ่กล่าวจบทุกสายตาก็เงยขึ้นมองนางอย่างไม่ปิดบัง เสียเสียนเฟยไปไม่ทันถึงเดือนหวงโฮ่วคนงามก็คิดจะหาคนใหม่มาแทนที่ แล้วยังเป็ตำแหน่งที่สูงกว่าข้ามหน้าข้ามตาเต๋อเฟยไปอย่างไม่เหลียวแล ด้วยการให้ทุกคนมาแข่งเื่รูปโฉมกัน
พูดถึงหน้าตาเหล่านางสนมแต่ละคนต่างพากันเชิดหน้าขึ้น พยายามอวดโฉมกันแบบลับ ๆ โดยยังไม่รู้ว่าเื่ไม่จบเพียงเท่านี้
“และนอกจากเื่รูปโฉมแล้วเปิ่นกงอยากจะให้พวกเ้ารังสรรค์สิ่งที่ตนเองถนัดขึ้นมา จะเป็ภาพวาด กลอนงานเขียนหรือสิ่งของใด ๆ ก็ได้”
“ช้าก่อนหวงโฮ่วยอดรักหากให้แข่งขันกันเพื่อ่ชิงตำแหน่งซูเฟยเช่นนั้นแล้วกุ้ยเฟยก็ไม่ได้เข้าร่วมน่ะสิ”
หวงตี้หยิบกุ้ยเฟยขึ้นมาพูดโดยผู้ที่ถูกกล่าวถึงกำลังนั่งเงียบสงบเสงี่ยมไม่มีท่าทีตื่นใใด ๆ
“กุ้ยเฟยจะเป็กรรมการกับหม่อมฉันเพคะ”เสวี่ยฮุ่ยิ่ตอบไปแบบไม่ต้องคิด
“ได้อย่างไรกันจะแต่งตั้งผู้หญิงของเจิ้น เช่นนั้นเจิ้นก็ต้องได้ร่วมตัดสินด้วยสิ”
ตาซ้ายของเสวี่ยฮุ่ยิ่เริ่มกระตุกแต่ยังคงรักษาสีหน้ายิ้มแย้มเอาไว้ได้อยู่ส่วนสองมือซึ่งกุมอยู่ที่หน้าตักเริ่มกำแน่นเข้าหากันเบา ๆ
ครั้นหันไปทางกุ้ยเฟยซึ่งเดิมทีเคยนั่งฟังอย่างสงบพอได้ยินว่าหวงตี้จะร่วมในแผนการด้วย นางก็หน้าถอดสีฉับพลันเพราะหากเป็เช่นนั้นก็หมายความว่านางกลายเป็คนกลาง หากเข้าข้างหวงโฮ่วมากเกินไปฝ่าาอาจจะไม่พอใจ แต่หากเข้าข้างฝ่าามากเกินไปแน่นอนว่าหวงโฮ่วจะต้องโกรธที่นางหักหลังเป็แน่
เสวี่ยฮุ่ยิ่เองก็เข้าใจเื่ดังกล่าวดีเห็นได้ชัดว่าลี่กุนจวิ้นเฉินกำลังกลั่นแกล้งนางโทษฐานที่นางไปกลั่นแกล้งนางสนมคนอื่นด้วยการทำให้ตุ๊กตาตัวโปรดของนางตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
“หม่อมฉันไม่คิดว่าฝ่าาจะว่างถึงเพียงนั้นนะเพคะ”เสวี่ยฮุ่ยิ่กัดฟันตอบ
“ว่างสิ่นี้เจิ้นว่างมากเสียด้วย หรือเจิ้นทำให้หวงโฮ่วไม่สะดวกใจเช่นนั้นหรือ”ลี่กุนจวิ้นเฉินถามเสวี่ยฮุ่ยิ่กลับด้วยใบหน้านิ่งเฉย
คำพูดของเขานั้นดูน่าสงสารหากเสวี่ยฮุ่ยิ่ตอบว่าไม่สะดวกออกไปนางคงกลายเป็นางจิ้งจอกร้ายในสายตาทุกคนเป็แน่
“ฝ่าาก็กล่าวเกินไปหม่อมฉันย่อมต้องเต็มใจอยู่แล้วสิเพคะ” เสวี่ยฮุ่ยิ่ตอบด้วยเสียงหวานหยดย้อยเห็นได้ชัดว่านางจำใจตอบออกมา
หากลี่กุนจวิ้นเฉินอยากจะเข้าร่วมานี้มากนักก็ย่อมได้ แล้วมาดูว่าใครกันแน่ที่จะเป็ฝ่ายหมดความอดทนไปก่อนกัน
“ท่าน้าอะไร”
ร่างบางในชุดสีแดงซีดหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับลี่กุนจวิ้นเฉินหลังจากที่ทั้งคู่ได้อยู่กันสองต่อสองอย่างเป็ส่วนตัวเสวี่ยฮุ่ยิ่จึงเปิดประเด็นถามกับหวงตี้ตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใดยามที่เืขึ้นหน้า ยศ ตำแหน่ง ย่อมไม่มีความหมาย
“ตอนนี้เ้าเริ่มสนใจข้าแล้วอย่างนั้นสิ”
ลี่กุนจวิ้นเฉินเดินตามหลังมาเงียบ ๆ เขาเอ่ยตั้งคำถามแทนที่จะกล่าวตอบใบหน้าหล่อเหลาราบเรียบเหมือนคนที่เตรียมพร้อมมารับมือสำหรับเหตุการณ์โต้เถียงการยื่นมือเข้าไปยุ่งกับของเล่นของเสวี่ยฮุ่ยิ่ไม่ต่างอะไรจากการไปกระตุกหนวดเสือเลยสักนิด
แต่เมื่อลี่กุนจวิ้นเฉินขึ้นหลังเสือสาวนางนี้ไปแล้วเขาย่อมไม่คิดลงง่าย ๆ
“อ้อที่ท่านจะบอกก็คือท่านขาดความรัก จึงวิ่งเต้นมาวังหลังเพื่อหาความรักเช่นนั้นสิ”เสียงหวานใช้โทนสูง ความโกรธขึ้นหน้า ทำให้พลั้งปากพูดถ้อยคำไม่สมควร
“ฮุ่ยิ่”ลี่กุนจวิ้นเฉินเอ่ยปรามเสียงเข้ม
หากเป็คนอื่นกล่าวต่อว่าหวงตี้เช่นนั้นคงถูกปะาไปแล้ว แต่นี่คือเสวี่ยฮุ่ยิ่ สตรีผู้ที่หวงตี้อย่างเขาพร้อมที่จะมองข้ามทุกความผิด
เสวี่ยฮุ่ยิ่ชะงักไปชั่วขณะเสียงทุ้มเตือนจากลี่กุนจวิ้นเฉินเหมือนเป็น้ำเย็นซึ่งสาดซัดใส่ช่วยให้สติของนางกลับคืน เพราะหากย้อนกลับมามองแล้วนางไม่ต่างอะไรจากสตรีทั่วไปที่มีนิสัยงี่เง่าและความงี่เง่าของสตรีคือนิสัยที่นางเกลียดมากที่สุด
หญิงสาวสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ ขณะสะกดอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตนให้ดับมอดลงไม่นานนัก นางก็สามารถกลับมาเผชิญหน้ากับหวงตี้ด้วยสีหน้าสงบเยือกเย็น
“ฝ่าาหากทรงเข้ามาร่วมงานครั้งนี้ด้วย มันจะไม่เป็การรบกวนงานราชการหรือเพคะ”พอปรับอารมณ์ได้ นางก็ใช้เสียงหวานหยดย้อยคุยกับอีกฝ่ายด้วยเหตุผล
“อย่าทำมาเป็พูดจาดีกับข้าทั้ง ๆ ที่เ้าไม่พอใจ”
ลี่กุนจวิ้นเฉินยังคงใช้น้ำเสียงราบเรียบคล้ายเป็เขาเองที่ยังคงไม่สบอารมณ์
ตาขวาของเสวี่ยฮุ่ยิ่เริ่มกระตุกทั้งที่ยังคงฝืนยิ้มอยู่
“ท่านต้อง การ อะไร” นางกัดฟันถามออกมาทีละคำ
“ข้า้าให้เ้าเป็เ้าเวลาที่เราอยู่ด้วยกันไม่ปิดบัง ไม่มีความลับ ไม่ฝืน หากไม่พอใจก็พูดออกมาไม่ใช่เก็บมันเอาไว้แล้วยิ้มเสแสร้งเช่นนี้”
คำพูดของลี่กุนจวิ้นเฉินนุ่มนวลลงขณะที่เอื้อมมือหนาออกไปลากไล้ตามริมฝีปากบางที่ประดับด้วยรอยยิ้มั้แ่ที่จำความได้ เสวี่ยฮุ่ยิ่ก็มักยิ้มเช่นนี้ไม่ว่าจะเจอเื่ใดที่ทำร้ายจิตใจนางมาก็ตามนางมักซ่อนเอาไว้แล้วปฏิบัติกับผู้คนรอบข้างด้วยท่าทีที่น่าคบหาเสมอ
แม้นางจะไม่สบายใจเลยสักนิด
เสวี่ยฮุ่ยิ่เริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยรอยยิ้มค่อย ๆ จางหายแต่ใบหน้าดวงน้อยยังคงรับรู้ถึงฝ่ามืออันอบอุ่นของร่างสูงที่ััอย่างแ่เบา
“สตรีไม่สมควรที่จะแสดงความรู้สึกด้านลบออกมาหากเป็เช่นนี้แล้ว ข้าจะพูดตรง ๆ กับท่านได้อย่างไร”
“สตรีบุรุษแล้วอย่างไร ในเมืุ่์ก็มีชีวิตเหมือนกันหมด เื่ขนบประเพณีอะไรพวกนั้นเราเคยพูดกันแล้วไม่ใช่หรือ”
เสวี่ยฮุ่ยิ่ครุ่นคิด“ในโลกของเราสองคน เราคือกฎสินะ...” นางพึมพำ
บางครั้งเราก็เจออะไรแย่ ๆ ในชีวิตมามากเกินไปอย่างอำนาจก็มาพร้อมกับภาระอันแสนหนักอึ้งสายเืบังคับให้เราต้องทำในสิ่งที่ไม่้ารอบข้างมองเราแปลกแยกเพราะความแตกต่างทางสังคม ไม่มีใครที่หันหน้าไปปรึกษาแล้วทำตัวเหมือนตนเป็มนุษย์ปกติได้เลย
ลี่กุนจวิ้นเฉินเคยพูดกับเสวี่ยฮุ่ยิ่ในยามที่ทั้งคู่ยังเยาว์วัยเขาชวนนางเล่นบางอย่างโดยมีกฎคือการสร้างโลกใบใหม่ โลกที่ไร้กฎเกณฑ์ที่มีเพียงเขาและนาง หากทุกข์ใจ ไม่สบายใจ ก็สามารถคุยกันได้ราวกับเพื่อนสหายกันเองแต่ด้วยความที่โตมาพร้อมหน้ากากบางครั้งเสวี่ยฮุ่ยิ่ก็ลืมเื่ราวในโลกใบนั้นไปจนหน้ากากที่จำต้องสวมใส่กำลังจะกลายเป็ตัวตนที่แท้จริง
“ฮุ่ยิ่เ้าลำบากใจยามที่อยู่กับข้าหรือ” เสียงของเขาแ่เบาราวกระซิบถาม
เสวี่ยฮุ่ยิ่หลุบสายตาลงมองพื้นเพื่อปิดบังอารมณ์สั่นไหวมือคู่บางข้างลำตัวกำแน่น เพื่อข่มกลั้นความรู้สึกที่แท้จริง
นางลำบากใจหรือไม่เวลาที่อยู่กับลี่กุนจวิ้นเฉิน...คำตอบคือไม่
เพียงแต่...นางกลัวเกินไปถ้าต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตนเองให้คนอื่นเห็นยิ่งคนคนนั้นเป็คนใกล้ชิด นางก็ยิ่งกลัวมากยิ่งขึ้นไปอีก
“ข้าไม่เคยลำบากใจเวลาอยู่กับท่านแต่เราสองต่างมีหน้าที่ที่ต้องดูแล ท่านต้องดูแลบ้านเมือง ข้าต้องดูแลบ้านให้ท่านไม่มีทางเลยที่เราทั้งคู่จะสามารถปล่อยวางทุกอย่างได้”เสวี่ยฮุ่ยิ่ส่ายหน้าไปมา นางไม่อาจปล่อยใจตัวเองได้เด็ดขาด
หากเพียงแค่เผลอใจปล่อยกายให้ทำตามความ้าแล้วละก็เส้นที่ขีดขึ้นมากำหนดทุกอย่างคงจะขาดในไม่ช้า ความสมดุลอาจจะต้องพังทลายถ้าวันหนึ่งนางมีใจให้ลี่กุนจวิ้นเฉินจริง ๆ สิ่งที่นางและเขามีอยู่ตอนนี้คงต้องเปลี่ยนไป
มีสตรีคนไหนกล้าพูดได้เต็มปากว่าตนเองเต็มใจให้บุรุษที่รักมีสตรีคนอื่นอยู่ข้างกาย
หากเสวี่ยฮุ่ยิ่อยากจะเล่นบทหวงโฮ่วผู้ใจกว้างมีแต่คนเคารพรักนางจำต้องไม่คิดเริ่มต้นความรู้สึกใด ๆ กับชายหนุ่มตรงหน้าเป็อันขาด
“เ้าไม่กล้าปล่อยวางหรือเ้ากลัวหัวใจตนเอง”
คำพูดของชายหนุ่มทิ่มแทงหัวใจของเสวี่ยฮุ่ยิ่ร่างบางค่อย ๆเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาของนางไหวระริก แต่ไม่นานนักั์ตาสีดำคู่งามกลับแปรเปลี่ยนเป็เรียบเฉยต่อหน้าต่อตาราวกับมีิญญาแปลกหน้าเข้ามาสิงร่างโดยพลัน
“จวิ้นเฉิน...ท่านอย่าได้คิดทำลายความสัมพันธ์ของเราเลย ท่านมิรู้บ้างหรือสตรีนั้นมีความรู้สึกหึงหวงมากเพียงใด หากท่านมาทำให้นางหวั่นไหววันหนึ่งจะเป็ท่านเองที่นึกเสียใจเราทั้งคู่ต่างก็รู้ดีว่าความสัมพันธ์ที่เกินเลยมากไปกว่าคำว่าสหายสำหรับหวงตี้กับหวงโฮ่วมันมักจะจบลงเช่นไรแรงแค้นมันน่ากลัวเกินกว่าจะเอาเื่ของเราในตอนนี้ไปเสี่ยงนะ”
ลี่กุนจวิ้นเฉินชะงักมือที่แตะประคองใบหน้าเสวี่ยฮุ่ยิ่ขณะเดียวกันเขาก็นึกย้อนไปถึงเื่ราวที่เคยพบเจอในอดีตคำว่ารักระหว่างหญิงชายไม่เคยจบลงด้วยดีเลยสักครา เขาเคยเห็นบิดาทะเลาะกับมารดาเพราะเื่นางสนมในยามเด็กเื่ราวเ่าั้ยังเป็แผลฝังลึกที่ทำให้เขาไม่อาจเปิดใจให้ใครได้โดยง่ายและเสวี่ยฮุ่ยิ่เข้าใจดี เพราะนางเองก็เผชิญโชคชะตาเดียวกันมาก่อน
เขาและนางเห็นความรักเหมือนยาพิษ เป็เหมือนความรู้สึกต้องห้ามที่มีแต่จะทำร้ายตัวเองในท้ายที่สุด
“ท่านกับข้าควรรักษาระยะห่างกันเหมือนเดิมท่านอย่าได้หลงฟังคำของชงซาน แล้วคิดว่าเื่ระหว่างเราสองมีโอกาสเป็ไปได้”เสวี่ยฮุ่ยิ่ยังคงพูดผลักไสลี่กุนจวิ้นเฉินด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
นางเก่งเื่สวมหน้ากากปิดบังความรู้สึกทว่าถึงจะทำเป็สงบนิ่งมากเพียงใด บุรุษตรงหน้าก็ยังคงมองทะลุปรุโปร่ง
“ฮุ่ยิ่ในตอนนี้เ้าอาจจะบอกข้าว่าความรู้สึกนั้นไม่มีจริงระหว่างเราแต่ถ้าเราทั้งสองเป็เพียงคนธรรมดา ไม่ใช่จักรพรรดิหรืออัครมเหสีเ้าคิดว่าเื่ของเรายังจะมีทางเป็ไปได้หรือไม่”
เสวี่ยฮุ่ยิ่ถอยหลังปล่อยให้มือของลี่กุนจวิ้นเฉินค้างอยู่กลางอากาศโดยที่นางยังไม่ได้ละสายตาไปจากเขา
“โธ่...จวิ้นเฉิน อย่าใช้คำว่า ‘ถ้า’ ในเมื่อเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงอดีตไยท่านและข้าไม่ตื่นขึ้นมาแล้วลืมเลือนฝัน จากนั้นก็ตั้งสติมาเผชิญหน้ากับความจริงอย่าไปจมอยู่ในความฝันที่มีแต่หมอกควันเลย”
“ฮุ่ยิ่...”
น้ำเสียงของลี่กุนจวิ้นเฉินสั่นเครือเขาคิดจะก้าวขึ้นไปััตัวเสวี่ยฮุ่ยิ่ แต่นางกลับเบี่ยงตัวหลบ
“ท่านกลับไปเถิด”เสวี่ยฮุ่ยิ่เอ่ยไล่ด้วยน้ำเสียงห่างเหิน
นางคิดว่าลี่กุนจวิ้นเฉินเพียงแค่จิตใจอ่อนไหว เขายังหลงอยู่กับสิ่งที่ชงซานพยายามเป่าหูหากวันใดที่เขาตื่นขึ้นมา เมื่อนั้นเขาก็จะตาสว่างเอง ความรักที่รู้สึกมันเป็เพียงแค่เื่หลอกลวง
ไม่มีวันเป็ไปได้เลยที่จะรักใครจากใจจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนในวัง