ในยามค่ำคืน หลังจากการฝึกฝนหนักมาตลอดทั้งวัน หลี่หยางพกมีดเก่าที่พ่อของเขาได้ทิ้งไว้ให้ และเดินเข้าไปยังชายขอบของป่าอสูรกับไมยราพหนามแดง เถาวัลย์สีเขียวเข้มพาดเลื้อยเคียงข้างเขาอย่างเงียบเชียบ ราวกับรู้หน้าที่ของตน
“วันนี้…เราจะล่า หมูป่าเขี้ยวดำระดับสามัญขั้น 4 เป็การทดสอบ”
เสียงคำรามเบาๆ ดังออกมาจากแนวพุ่มไม้ หมูป่าเขี้ยวดำพุ่งออกมาพร้อมแรงกระแทกเต็มพลัง!
“ไมยราพ! รัดขาไว้!”
เถาวัลย์แดงพุ่งออกไปรัดขาของหมูป่าอย่างแม่นยำ มันดิ้นรนกึกกักและเหวี่ยงตัวอย่างบ้าคลั่ง
“ฟาดมันด้วยหนาม!”
แส้หนามแดง ปรากฏเส้นโค้งกลางอากาศก่อนฟาดซ้ำลงบนหลังของหมูป่า เสียงร้องโหยหวนดังลั่น ก่อนที่หลี่หยางจะกระโจนเข้าพร้อมมีดสั้น แทงเข้าที่ท้ายทอยของมันจนขาดใจตาย
หลี่หยางหอบเล็กน้อยก่อนยิ้มจางๆ “ดีมาก เ้าทำได้ดีแล้ว”
ไมยราพหนามแดงเลื้อยมาแตะมือของหลี่หยางเบาๆ ก่อนจะเลื้อยกลับไปเงียบๆ
“มาแล้ว… มันอยู่ตรงหน้า”
หลี่หยางพูดเบา ๆ ขณะลูบหลังของไมยราพหนามแดงที่พุ่งรากลงดินเตรียมพร้อม กลิ่นโคลนสาบสัตว์ลอยมาตามลม ไม่ต้องสงสัย—นั่นคือ หมูป่าเขี้ยวดำ ระดับสามัญขั้น 4
เ้าสัตว์ขนาดใหญ่สูงถึงอกมนุษย์ หัวแข็งเหมือนเหล็ก เคลื่อนไหวด้วยพลังมหาศาล มันคำรามเสียงต่ำ ดวงตาแดงก่ำก่อนจะพุ่งเข้าใส่
“ไมยราพ! รัด!”
ทันทีที่หลี่หยางสั่ง ไมยราพหนามแดงเหวี่ยงรากพันพื้นพุ่งเข้าหาหมูป่า หนามแดงแหลมคมแทงเข้าหาเป้าหมาย
หมูป่าคำรามลั่น มันดิ้นรนและพุ่งฟาดงวงลงพื้น รากไมยราพหลายเส้นขาดสะบั้นไปแต่ยังมีอีกเส้นที่พันเข้ากับขาหลังมันได้
“ข้าจะล่อมัน! เ้าฟาดอีกที!”
หลี่หยางวิ่งเลี้ยวล่อให้หมูป่าพุ่งตาม ร่างเขาเคลื่อนไหวเร็วขึ้นกว่าครั้งก่อน การฝึกกับไมยราพทำให้เขาเริ่มจับจังหวะของสัตว์อสูรได้
พอถึงจังหวะเหมาะ ไมยราพก็เหวี่ยงหนามฟาดเปรี้ยงเข้าที่สีข้างหมูป่า
เืสีคล้ำกระเด็นออก หมูป่าล้มลงกระแทกพื้น เสียงหายใจของมันแ่ลง
หลี่หยางพิงต้นไม้หอบหายใจ
“เราเริ่มเข้าขากันแล้วจริง ๆ …”
หลังจากวันนั้น พวกเขาต่อสู้กับสัตว์อสูรต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน ไม่ว่าจะเป็กระต่ายเพลิง หมีหนังหิน หรือฝูงอีกาดำ
ไมยราพเริ่มตอบสนองคำสั่งได้ไวขึ้น เส้นรากพุ่งไปในทิศที่หลี่หยาง้าโดยไม่ต้องสั่งทุกครั้ง
ในขณะที่พลังของหลี่หยางก็ไหลเวียนมั่นคงมากขึ้นทุกวัน
หลายวันผ่านไป…
ณ ยามเช้าที่หมอกยังลอยคลอรอบป่า
คลื่นพลังภายในร่างหลี่หยางพุ่งทะลุ เขาหลับตาแน่น รู้สึกเหมือนทะลวงผ่านม่านบาง ๆ ที่ขวางกั้นมาตลอด เมื่อลืมตาอีกครั้ง กลิ่นอายของผู้ฝึกพลังระดับขั้นปลุกจิติญญา ขั้นที่ 7 ก็แผ่พุ่งออกจากร่างอย่างมั่นคง
“ข้า… ทำได้แล้ว”
เขากำหมัดแน่น มองไปยังไมยราพหนามแดงที่สั่นไหวเบา ๆ เหมือนตอบรับ
พวกเขา—หลี่หยาง และไมยราพ—ก้าวข้ามขีดจำกัดแรกของการเป็คู่หู
และโลกเบื้องหน้ายังรอการพิชิตอยู่
หลี่หยางนั่งขัดสมาธิหลับตา โคจรลมหายใจตามเคล็ด “หงส์เจ็ดสีกรีดนภา” ข้างกายมีเถาวัลย์เฝ้าอยู่เงียบๆ ไม่ต่างจากองครักษ์เงา “เ้าปกป้องข้า ข้าก็จะทำให้เ้าแข็งแกร่งขึ้น” เสียงในใจของหลี่หยางหนักแน่น เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า…สัตว์อสูรไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็ “เพื่อนร่วมทาง”
ไม่นาน เสียงฟ่อเบาๆ ดังจากกอหญ้า ก่อนที่ร่างของ อสรพิษ ขนาดยาวกว่าสามวาจะพุ่งทะยานออกมาอย่างรวดเร็ว!
“! ระวัง!” หลี่หยางะโเสียงดัง
“อสรพิษเกล็ดม่วง ระดับสามัญขั้น 9 เ้าแห่งอสรพิษในระดับสามัญ มันไม่ควรจะอยู่บริเวณชายขอบของป่าอสูรเช่นนี้ “
งูอสรพิษเคลื่อนที่รวดเร็ว มันใช้ สกิลรัดตรึง พุ่งเข้าพันร่างไมยราพหนามแดงด้วยความเร็วที่น่ากลัว ก่อนจะเผยเขี้ยวพิษวาววับพุ่งเข้าใส่หลี่หยาง!
“ไมยราพ! ตอบโต้ด้วยหนาม!”
หนามสีแดงพุ่งทะลุพันธนาการ ฟาดเข้ากลางลำตัวอสรพิษซ้ำๆ จนมันเริ่มชะงัก หลี่หยางพลิกตัวหลบเขี้ยวพิษเฉียดฉิว พร้อมปล่อยคลื่นพลังิญญาออกจากฝ่ามือเสริมแรงให้ไมยราพ
“ฟาดซ้ำ! รัดมันกลับ!”
ไมยราพหนามแดงใช้เถาวัลย์รัดร่างอสรพิษจากด้านหลัง สลับกับการใช้แส้หนามฟาดเข้าทุกจุดอ่อน ทะลุเกล็ดของอสรพิษ กระทั่งงูั์อ่อนแรงลงทีละน้อย ก่อนจะทรุดร่างลงแน่นิ่ง
หลี่หยางหอบหนัก แต่มุมปากกลับยิ้มออกมาเมื่อพบ “ถุงพิษม่วง” ที่สกัดจากต่อมพิษของมัน
ตลอดทั้งเดือน หลี่หยางและไมยราพหนามแดงได้ต่อสู้กับสัตว์อสูรนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะสองตัวที่ทิ้งรอยแผลไว้ทั้งกายและใจของเขา
คืนหนึ่ง ใต้แสงจันทร์สลัว เขาต้องเผชิญหน้ากับ แมงมุมหน้าคน ระดับสามัญขั้น 7 มันมีใบหน้าคล้ายมนุษย์ ผิวสีเทาคล้ำ ดวงตาสีเืแฝงด้วยความเคียดแค้น มันปล่อยใยพิษออกมาราวกับตาข่ายดักเหยื่อ
หลี่หยางต้องอาศัยความคล่องตัวและสัญชาตญาณร่วมกับสกิลรัดของไมยราพหนามแดง ตัดใยพิษทุกเส้นและเข้าโจมตีจุดอ่อนจนสามารถกำจัดมันได้อย่างหวุดหวิด
อีกครั้งหนึ่ง เขาได้ประลองกับ หมาป่าหลังแดง ระดับสามัญขั้น 8 ซึ่งมีสกิล “พุ่งแทงด้วยขนสันหลัง” เป็ท่าหอกธรรมชาติที่ร้ายกาจ ไมยราพหนามแดงใช้สกิล “แส้หนามฟาด” สู้กับมันอย่างดุเดือด หนามแดงแหลมคมฟาดปะทะเข้ากับขนแข็งจนประกายไฟแตกกระจาย
หลี่หยางเองต้องเข้าร่วมวงต่อสู้ ใช้พลังิญญาร่วมกับมีดสั้นเก่าเล่มหนึ่งที่พ่อเคยทิ้งไว้ให้ ฟันเข้าเื้ัของมันช่วยเปิดทางให้ไมยราพหนามแดงซัดการโจมตีสุดท้ายลงไป
แต่ละการต่อสู้ไม่เพียงแต่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น หากยังหล่อหลอมสายใยระหว่างเขากับไมยราพหนามแดงให้แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม
และในที่สุด… หลังผ่านความยากลำบากมากมาย พลังของหลี่หยางก็มาถึงคอขวดพลังในระดับสูงสุดของ
“ขั้นปลุกจิติญญา “
เพียงผ่านจุดนี้ไป เขาก็จะเข้าสู่ ขั้นรวมจิติญญา—
จุดเปลี่ยนของผู้ฝึกยุทธที่จะสามารถทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรตนที่ 2 ได้
และในยามค่ำคืนสุดท้ายของเดือนนั้น… สัญญาณบางอย่างก็กระตุ้นจิติญญาของเขาอีกครั้ง
“ใกล้แล้ว…ใกล้จะทะลวงระดับแล้ว…”
ในขณะเดียวกัน ไมยราพหนามแดง ก็ได้ก้าวสู่ระดับสามัญ ขั้นที่ 8 ใกล้ที่จะวิวัฒนาการแล้วเช่นกัน
ยามเย็นที่ลานหน้าจวนเล็กท้ายตระกูลหลี่
หลี่หยางเดินกลับมาถึงบ้านด้วยสภาพมอมแมม แต่ในมือกลับถือห่อผ้าแ่าไว้สองห่อ น้ำเสียงของพ่อค้าในตลาดกลางยังดังก้องอยู่ในหัวเขา
“นี่คือขนมงาขาวเคลือบน้ำผึ้ง กล่องสุดท้ายแล้วนะท่านหนุ่ม!”
“ของเล่นไม้ม้าหมุนตัวเล็กจากเมืองตะวันตก เ้าหนูน้อยต้องชอบแน่!”
ประตูเปิดออกด้วยเสียงดังเอี๊ยด
เด็กหญิงตัวเล็กวิ่งพรวดออกมาจากในบ้าน เมื่อเห็นร่างของพี่ชายที่เธอรอคอย
“พี่หยาง! พี่หยางกลับมาแล้ว!”
เสียงใสราวระฆังเงินดังขึ้น หลี่ซินเอ๋อร์ น้องสาวของเขาวิ่งมากอดเอวพี่ชายไว้แน่น
หลี่หยางหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะย่อตัวลง ลูบหัวเธออย่างแ่เบา
“พี่กลับมาแล้ว น้องล่ะ เป็อย่างไรบ้าง?”
“ข้าท่องตำราได้ถึงสามบทแล้ว! ท่านปู่ชมข้าด้วย!”
หลี่หยางยิ้มด้วยความภูมิใจ จากนั้นเขาก็ยื่นของฝากในมือให้
กล่องหนึ่งคือขนมงาขาวที่บรรจุในกล่องไม้สลักลายดอกเหมย อีกกล่องเป็ของเล่นม้าหมุนเล็ก ๆ ที่หมุนได้จริง
“สำหรับเ้าทั้งสองอย่างเลย ข้าลุยมาทั้งป่าเพราะอยากให้เ้าหัวเราะ”
เด็กหญิงตาโตขึ้นด้วยความดีใจ รับของทั้งสองอย่างไว้แน่น และยิ้มกว้างเหมือนดอกไม้ผลิบาน
ทั้งคู่เดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยกัน หลี่หยางนั่งลงจิบชาสมุนไพรอ่อน ๆ ขณะที่หลี่ซินนั่งข้าง ๆ พลางเล่นของเล่นและกินขนม
“พี่หยาง เ้าไปล่ามอนสเตอร์อะไรมาบ้าง?”
ชายหนุ่มหันไปมองน้องสาว ดวงตาเป็ประกาย
“ครั้งนี้พี่เจอกับอสรพิษเกล็ดม่วง มันยาวกว่าสองจั้ง หนวกหูและว่องไว เ้ารู้ไหมว่าพี่ต้องให้ไมยราพรัดมันถึงสามครั้งก่อนจะล้มมันได้”
หลี่ซินเอ๋อร์เบิกตากว้าง “แล้วเ้าไม่กลัวเหรอ?”
หลี่หยางยิ้มมุมปาก
“กลัวสิ แต่พอคิดถึงเ้ารออยู่ที่บ้าน พี่ก็กล้าสู้แล้ว”
เสียงหัวเราะของเด็กหญิงและรอยยิ้มของพี่ชายสะท้อนอยู่ในเรือนเล็ก ๆ แห่งนั้น ราวกับทำให้บ้านหลังนี้อบอุ่นขึ้นกว่าที่เคย
หลี่หยางนั่งลงเงียบ ๆ หลังจากเล่าเื่การต่อสู้ให้หลี่ซินฟังจนหมด น้องสาวนั่งเอนศีรษะพิงแขนเขา รอยยิ้มยังคงแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าใส
แต่แววตาของหลี่หยางพลันเปลี่ยนไป เขาเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นเหนือยอดไม้ กลืนน้ำลายลงคอเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงเคร่งขรึม
“พรุ่งนี้ ข้าต้องออกไปฝึกอีกแล้ว…”
หลี่ซินเอ๋อร์ผงกหัวขึ้นมองพี่ชายด้วยแววตากังวล
“จะออกไปอีกแล้วเหรอ? เ้าเพิ่งกลับมาเองนะพี่หยาง”
หลี่หยางยกมือขึ้นลูบผมน้องเบา ๆ
“อีกไม่นานก็จะถึงวันประลองของตระกูล ข้าต้องแข็งแกร่งกว่านี้…
ไม่ใช่แค่เพื่อข้าเอง…แต่เพื่อเ้าด้วย”
ประตูไม้เลื่อนเปิดออกเบา ๆ ผู้าุโสาม ผู้มีหนวดเคราขาวยาวเดินออกมาพร้อมกาน้ำชาในมือ
“ข้าคิดไว้แล้วว่าเ้าจะพูดเช่นนี้ หยางเอ๋อ”
เขานั่งลงข้างหลานชาย และรินชาใส่ถ้วยให้ทั้งสองคน
“ข้าเคยเห็นความทะเยอทะยานในดวงตาของพ่อเ้า และตอนนี้…ข้าเห็นมันในตาของเ้า”
หลี่หยางยกถ้วยชา ขอบตาแดงเล็กน้อย
“ท่านปู่ ข้าจะไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะต้องลำบากแค่ไหน ข้าจะทำให้พวกมันยอมรับข้า…ไม่ใช่เพราะนามสกุลหลี่ แต่เพราะตัวข้าเอง”
ผู้าุโสามพยักหน้าอย่างภูมิใจ ก่อนกล่าวเบา ๆ
“พรุ่งนี้ หากเ้าจะไปฝึก…จงอย่าลืมสิ่งที่เ้าปกป้อง — บ้านหลังนี้ และน้องสาวของเ้า”
หลี่หยางก้มศีรษะให้ช้า ๆ แล้วลุกขึ้นยืน ทอดตามองความเงียบของยามค่ำคืน ดวงจันทร์ฉายแสงลงบนใบหน้าเขา
รุ่งอรุณแรกของวันใหม่ แสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องลอดผ่านม่านไม้ไผ่ หลี่หยางลืมตาขึ้นช้า ๆ สูดลมหายใจลึก ก่อนจะลุกขึ้นอย่างมั่นคง สวมชุดฝึกสีดำแนบกระชับ ผูกผ้าคาดเอว และเก็บอาวุธประจำตัว — มีดสั้นิญญาที่ได้มาจากพ่อของเขา — เข้าประจำที่
“ไปกันเถอะ”
เสียงเขาเรียกเบา ๆ พร้อมกับร่างของ ไมยราพหนามแดง ปรากฏขึ้นจากวงแสงสีเขียว หนามแดงบนลำต้นมันกระดิกเบา ๆ ดั่งกำลังตื่นเตรียมพร้อมเช่นกัน