บทที่ 4 เสิ่นจืออิน โฮ่ง ๆๆ!
เดิมทีตั้งใจจะลาหยุดไปรับคน วันนี้ตอนบ่ายเขาจึงต้องกลับโรงเรียน
ระหว่างทางไปโรงเรียน เสิ่นมู่เหยี่ยพันเชือกสีแดงของยันต์คุ้มภัยไว้ที่ข้อมือ ยันต์รูปสามเหลี่ยมเล็ก ๆ นั้นดูประณีต สีสันสดใส สวยงาม เมื่อพันไว้ที่ข้อมือของเขาก็ดูมีสไตล์
ใกล้ถึงโรงเรียนแล้ว เมื่อมองคนขับรถ เสิ่นมู่เหยี่ยก็นึกถึงคำพูดของเสิ่นจืออินเมื่อวานนี้
“ลุงหลิว ่นี้ผมเห็นลุงดูไม่ค่อยสบาย มีเื่อะไรไม่สบายใจที่บ้านหรือเปล่าครับ”
คนขับรถที่กำลังขับรถอยู่ พอถูกถามอย่างนั้นก็รู้สึกประหม่า มือที่จับพวงมาลัยตึงขึ้นมาทันที
เขายิ้มเจื่อน ๆ ออกมา “ไม่...ไม่มีอะไรครับ คงเป็เพราะ่นี้นอนไม่ค่อยพอ นี่ถึงโรงเรียนคุณชายแล้วครับ”
เสิ่นมู่เหยี่ยตอบรับคำ “งั้นลุงกลับไปก่อนเถอะ”
เขาไม่ได้ซักถามเื่เมื่อครู่ต่อ
มองคนขับรถขับรถออกไป สีหน้ากวน ๆ ของเสิ่นมู่เหยี่ยก็พลันหายไป
เขาอาจจะสะเพร่าไปบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาโง่นะ
คนตระกูลเสิ่นไม่มีใครโง่สักคน
เมื่อครู่ตอนที่เขาถามออกไป น้ำเสียงของคนขับรถฟังดูแปลก ๆ ถ้าเป็ปกติเขาคงไม่เอะใจอะไร แต่พอคุณย่าวัยสามขวบเตือนขึ้นมา เขาก็ยิ่งคิดและยิ่งรู้สึกทะแม่ง ๆ
ดูท่าแล้ว คงต้องให้คนไปสืบเื่คนขับรถที่บ้านสักหน่อยแล้ว
ตระกูลเสิ่น...
หลังจากที่ใช้เวลาสองวันทำความรู้จักกับสภาพแวดล้อมของตระกูลเสิ่นจนเกือบหมดแล้ว เสิ่นจืออินก็อยากจะออกไปเดินเล่นข้างนอกดูบ้าง
พ่อบ้านเป็ห่วงเลยจะส่งบอดี้การ์ดไปด้วย แต่เธอปฏิเสธ
เธอทำหน้าจริงจังแล้วบอกว่า “ไม่ต้องห่วงนะ ฉันแค่เดินเล่นแถว ๆ นี้เอง”
จะให้พ่อบ้านวางใจได้ยังไงกัน เขาจึงยืนกรานจะให้คนตามไปด้วย
เธอเลยรีบวิ่งแจ้นออกไปทันที เธอไม่ชอบให้ใครมาตามอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เธอเก่งมากเลยนะ
“ฉันไปก่อนนะ จะรีบกลับมา!”
พ่อบ้านกระวนกระวายใจจนทำอะไรไม่ถูก
“นายหญิง เดินช้า ๆ หน่อยครับ!”
อันที่จริง เสิ่นจืออินไม่ได้เดินไปไหนไกล แถวนี้ล้วนเป็ย่านที่อยู่อาศัยของคนร่ำรวย เธอแค่รู้สึกอยากรู้อยากเห็น เลยอยากจะเดินดูรอบ ๆ เท่านั้นเอง
ส่วนข้างนอกน่ะ เสิ่นจืออินไม่มีเงินติดตัว เธอไม่น่าจะออกไปได้
“คุณเป็อะไรไปเนี่ย พาหมาออกมาไม่ใส่สายจูงแบบนี้ได้ยังไง ถ้ามันกัดเด็กขึ้นมาจะทำยังไง!”
มีเสียงทะเลาะกันดังมาจากข้างหน้า เส้นทางที่เสิ่นจืออินกำลังจะไป ต้องผ่านตรงนั้นพอดี
พอเข้าไปใกล้ เสียงทะเลาะของทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งดังขึ้น
เสิ่นจืออินฟังอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจสถานการณ์ คุณตาคนหนึ่งพาหลานชายมาเดินเล่นในสวนสาธารณะ อีกคนเป็ผู้หญิงวัยกลางคนแต่งตัวร่ำรวย พาหมาของเธอออกมาเดินเล่น
แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ใช้สายจูงผูกหมาไว้ เนื่องจากหมาตัวนั้นมีลักษณะดุร้ายและตัวใหญ่ มันจึงพุ่งเข้าหาคุณตากับหลานชาย แล้วยังเห่าใส่พวกเขาหลายเสียง จนทำให้เด็กน้อยร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว
“เด็กสมัยนี้ช่างขี้แย แค่นี้ก็ร้องไห้แล้ว ไอลี่ของฉันไม่กัดใครหรอก ฉันว่าพวกคุณสองคนต่างหากที่หาเื่แกล้งฉันหรือเปล่า”
หญิงสาวกล่าวโทษชายชราและเสียงร้องไห้ของเด็ก โดยที่เธอไม่มีท่าทีรู้สึกผิดแม้แต่น้อย แถมยังจ้องเขม็งใส่ทั้งสองคนอย่างกับจะกินเืกินเนื้อ
เสิ่นจืออินมองไปที่หมาพันธุ์ใหญ่สีดำตัวนั้น มันอาจไม่ใช่สายพันธุ์ที่ดุร้าย แต่สัญชาตญาณของมันก็ไม่เหมือนกับที่เธอพูดว่ามันไม่กัดใคร
ยิ่งตอนที่เธอกำลังโต้เถียงกับชายชรา หมาตัวนั้นก็ยิ่งขู่คำราม แถมยังย่อตัวลงจ้องมองเด็กที่อยู่ในอ้อมแขนของชายชราอย่างไม่วางตา
ท่าทางแบบนั้นมันจ้องจะตะครุบเหยื่อชัด ๆ
เสิ่นจืออินรีบสาวเท้าเดินเข้าไปหา
“โฮ่ง!”
ทันใดนั้น หมาร่างั์ก็พุ่งเข้าใส่ชายชรา
“กรี๊ดดดด!!!”
แทนที่หญิงสาวจะรีบห้ามหมาของตัวเอง แต่เธอกลับกรีดร้องอยู่ข้าง ๆ ซะอย่างนั้น
ชายชราใจนต้องกอดเด็กชายในอ้อมแขนถอยหลังกรูด แต่ด้วยอายุที่มากแล้ว พอถอยหลังได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มลงไปกองกับพื้น
เขาใช้ร่างกายตัวเองปกป้องเด็กชายในอ้อมกอดโดยสัญชาตญาณ
“เอ๋ง!”
ไม่มีเสียงกรีดร้องของมนุษย์ แต่กลับเป็เสียงร้องโหยหวนของหมา
ชายชราลืมตาขึ้นด้วยความใ เห็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ยืนขวางอยู่ตรงหน้า
แม้ตัวเธอจะสูงไม่ถึงเอวของเขา แต่กลับใช้มือทั้งสองข้างง้างปากหมาสีดำตัวใหญ่นั่นไว้ได้ มือของเธอออกแรงบิดอย่างรวดเร็ว หมาสีดำตัวใหญ่ก็ถูกพลิกจนหงายท้องกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง
เสิ่นจืออินปล่อยมือจากหมา ยืนเท้าเอวทำหน้ามู่ทู่ บริเวณนั้นมีเพียงเธอกับชายชราและเด็กชาย
“แกทำอะไร!”
จ้าวอี้เห็นหมาของตนถูกเหวี่ยงจนร้องโหยหวนก็ตวาดถามเสิ่นจืออินด้วยน้ำเสียงแหลมสูง
เธอยังไม่ทันเอ่ยคำใด เ้าหมาดำก็พุ่งเข้าใส่ด้วยท่าทีดุร้ายอีกครั้ง
“ระวัง!”
ชายชราเตือนด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
ทันใดนั้นเธอก็กัดฟันขาวเรียงเป็ระเบียบราวกับลูกหมาที่พยายามทำท่าดุร้าย
“โฮ่ง ๆๆ!”
เ้าหมาดำยืนเห่าใส่เธออย่างดุร้าย
“กรรร!” เธอขู่ตอบ
จากนั้นคนกับหมาก็ยืนด่าทอกัน โดยที่ไม่มีใครเข้าใจว่าพวกเขากำลังด่าอะไร
ชายชราได้แต่นิ่งมอง...
จากสถานการณ์ที่ตึงเครียด บรรยากาศกลับผ่อนคลายลงอย่างไม่น่าเชื่อ
คงเป็เพราะหมาดำตัวนั้นสบถหยาบคายเกินไป ในที่สุดเสิ่นจืออินก็ทนไม่ไหว พุ่งตัวเข้าไปจิ้มตาหมาดำด้วยดาบไม้เล่มเล็กในมือ แล้วยกขาเตะเข้าที่คางของมัน ทั้งที่ดูไม่มีพิษสงอะไร แต่กลับเตะหมาดำตัวนั้นล้มหงายหลัง ร้องครวญครางพร้อมกับวิ่งหนีไป
“อ๊าาา!!! ไอลี่ของฉัน พวกแกรู้ไหมว่ามันราคาเท่าไหร่ พวกแกจ่ายไหวเหรอ?!”
ชายชราโกรธจนมือสั่น
“มาถึงขนาดนี้แล้ว คุณยังห่วงสุนัขของคุณอยู่อีกเหรอ? คุณไม่รู้เหรอว่ามันเกือบจะกัดพวกเรา!”
“ก็ยังไม่ได้กัดสักหน่อย! ถึงโดนกัดขึ้นมา ฉันจ่ายไม่กี่เหรียญก็จบเื่ ทำเป็เื่ใหญ่โตไปได้! บอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าไอลี่เป็อะไรไป ฉันไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่”
ให้ตายเถอะ แม้แต่เสิ่นจืออินยังมองค้อน
นี่มันไม่ใช่สังคมที่เคารพกฎหมายและมีอารยธรรมแล้วเหรอ? ยังมีคนแบบนี้ที่ไม่เห็นคุณค่าชีวิตคนอื่น เหมือนอันธพาลในสมัยก่อน หยิ่งยโสและน่ารังเกียจ
ในท้ายที่สุด กลุ่มคนที่เกือบจะตกเป็เหยื่ออย่างพวกเขาไม่ได้แจ้งความ แต่กลับเป็จ้าวอี้ที่โทรแจ้งสายตรวจ
ในระหว่างที่รอสายตรวจ จ้าวอี้ที่ยังคงโกรธเคืองก็เดินตรงเข้ามาหาเสิ่นจืออิน และชี้หน้าเธอราวกับจะตบ
“นังเด็กแสบ แกมันยุ่งไม่เข้าเื่!”
เสิ่นจืออินหลบได้ทัน “ยัยตัวซวย! บ้านเธอจะล้มละลายเพราะเธอ!”
“แกพูดว่าอะไรนะ!!!”
สีหน้าของจ้าวอี้บิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว เมื่อได้ยินเสิ่นจืออินสาปแช่งให้บ้านของเธอล้มละลาย
“นังเด็กสารเลว บ้านแกสิล้มละลาย!!”
แม้ว่าเธอจะแต่งตัวดี แต่คำพูดหยาบคายที่หลุดออกมาจากปากของเธอนั้น ชวนให้ขนลุกและรู้สึกขยะแขยง แม้แต่เด็ก ๆ ก็ตาม
ชายชรารีบเข้ามาขวางเสิ่นจืออินไว้เื้ัและเผชิญหน้ากับจ้าวอี้ เขาไม่สามารถโต้เถียงด้วยคำพูดหยาบคายได้ จึงตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบ
เสิ่นจืออินยกมือขึ้น ยันต์สีเหลืองใบหนึ่งปลิวไปติดที่หลังของจ้าวอี้
“อือ...อือ...”
ขณะที่จ้าวอี้กำลังด่าทออย่างเมามัน จู่ ๆ เสียงของเธอก็ดับหายไปราวกับถูกกลืน เสียงด่าทอกลายเป็ความเงียบงัน เธอใจนใบหน้าซีดเผือด
ภาพเหตุการณ์อันน่าขนลุกนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเธอเท่านั้นที่หวาดผวา แม้แต่คุณตาก็พลอยรู้สึกสะพรึงกลัวไปด้วย
พวกเขาไม่เห็นยันต์ที่เสิ่นจืออินแอบโยนออกไป จึงยิ่งหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
คุณตาพนมมือขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโค้งคำนับไปทุกทิศทาง
“กรรมแล้ว ๆ สงสัยบาปหนาจนพระพุทธองค์ไม่ทรงรับฟังแล้วล่ะ เธอก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้หนักหนา”
แม้ในใจจะรู้สึกขนลุกอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่า เห็นแบบนี้แล้วมันสะใจจริง ๆ