ใครที่ไหนจะกล้าพูดมาก ต่างพยักหน้าและตอบรับเป็นเสียงเดียวทันใดนั้นก็เกิดเสียงควบม้าดังขึ้นยามนี้หนานจี๋หนานเป็นดั่งวิหคที่ตระหนกเสียงง้างคันธนูเมื่อได้ยินเสียงก็แหงนหน้าขึ้นมองทันที มองไปไกลๆก็เห็นหนานสวินนั่งอยู่บนหลังอาชาตัวใหญ่สายตาเผด็จการราวกับจะแผดเผาทุกสิ่งในใจก็เกิดความรู้สึกชิงชัง
วันนี้หนานสวินออกล่าสัตว์จนมาถึงที่นี่ ไม่คิดว่าจะมาเจอคนกลุ่มนี้ เมื่อครู่เขาได้ยินเสียงจวินหวงและหนานจี๋หานทะเลาะกันไม่คิดว่าหนานจี๋หานจะเป็นคนถ่อยต่ำช้าเช่นนี้เขานั่งอยู่บนหลังม้าดึงสายบังเหียนเอาไว้แล้วจ้องหนานจี๋หานด้วยสายตาเย็นเยียบดวงตาพญาเหยี่ยวดุดันแข็งกร้าว
หนานจี๋หานถูกสายตาอันน่าสะพรึงของหนานสวินกดดันจนขนลุกไปทั้งตัวดึงจวินหวงที่สลบเหมือดไปแล้วเข้ามากอดไว้แน่นหนานสวินเห็นหนานจี๋หานวางมือไว้ที่เอวของจวินหวงแววตายิ่งหนาวเยือกปานน้ำแข็งเหมันต์
"องค์ชายจะพาคนเป่ยฉีของเราไปไหนหรือ?" หนานสวินเอ่ยปากถามขึ้น หนังยิ้มเนื้อไม่ยิ้ม ในน้ำเสียงเย็นชาน่าสะพรึง
หนานจี๋หานตัวสั่นเทิ้มองครักษ์เงาตาไวเข้ามาคุ้มกันอยู่ด้านหน้าของหนานจี๋หาน หันคมดาบชี้ไปทางหนานสวินแต่หนานสวินเพียงแค่ใช้สายตาเย็นเยียบมองเหตุการณ์ สีหน้าเผยความเหยียดหยันอย่างมิอาจบรรยาย
หนานจี๋หานปรับอารมณ์ความรู้สึกอยู่ชั่วครู่ สูดหายลึกๆแสร้งทำเป็นสงบนิ่งแล้วกล่าวกับหนานสวิน"เหตุใดหวางเหย่จะต้องมาบังคับขู่เข็ญเอาคนกลับเยี่ยงนี้ไม่สู้มอบของหวานให้กับข้า วันหน้าข้าจะต้องตอบแทนท่านอย่างแน่นอน"
หนานสวินเพียงแค่นเสียงหึ! ดังสนั่นอาชาเหงื่อโลหิตที่อยู่ใต้ร่างของเขาราวกับจะสัมผัสความรู้สึกของผู้เป็นนายได้จึงยกขาหน้าขึ้นแสดงความเห็นด้วยอย่างฮึกเหิมทำให้หนานจี๋หานหน้าเขียวหน้าซีดขึ้นมา ในที่สุดก็รู้สึกว่าพูดมากไปก็ไร้ประโยชน์แววตาของเขาแข็งกร้าวขึ้น ไม่มีท่าทางอ่อนปวกเปียกแบบเมื่อครู่อีก
"หนานสวิน ข้าจะพาเขากลับ เจ้าคิดว่าเจ้าคนเดียวจะห้ามอยู่หรือ? แม้ว่าเจ้าจะเป็นเทพสงครามไร้พ่าย แต่อย่าลืมว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟองครักษ์เงาของข้าเหล่านี้อาจจะเก่งสู้เจ้าไม่ได้แต่ก็ถ่วงเวลาเจ้าได้เหลือเฟือ" หนานจี๋หานเชิดคางขึ้นกล่าวอย่างมั่นใจมองหน้าหนานสวินอย่างท้าทาย
หนานสวินเชิดหน้าหรี่ตามองลงมาที่หนานจี๋หานอย่างหยามเหยียดหลังสิ้นเสียงหึ! ที่พ่นจากจมูก ก็ไม่ปล่อยให้พวกเขาได้ทันตั้งรับใช้แรงเท้าถีบตัวลอยขึ้นไปบนอากาศพร้อมกับชักกระบี่ออกมา ตบฝ่าเท้าลงบนหลังม้าแล้วอาศัยแรงดีดตัวทะยานเหาะออกไปปลายกระบี่ชี้ไปทางหนานจี๋หาน
หนานจี๋หานรูม่านตาหดแม้จะตื่นกลัวเพียงใดก็ไม่ลืมปกป้องจวินหวงที่ยังไม่ได้สติกลัวว่าจะทำให้นางบาดเจ็บ แล้วหันไปตะคอกใส่องครักษ์เงา "มัวทำอะไรกันอยู่ยังไม่เข้าไปจัดการอีก!"
องครักษ์เงาเมื่อได้รับคำสั่งแล้วก็มองไปทางหนานสวินกุมกระบี่แล้วรุกขึ้นหน้าออกไปต่อสู้กับหนานสวินทันที แม้ว่าคนจะเยอะกว่าแต่พวกเขาล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหนานสวิน เขาคนเดียวเคยสู้ศัตรูร้อยคนนี่คือเรื่องจริงไม่ใช่แค่ตำนานเล่าลือ แต่ด้วยจำนวนก็ถือว่าเสียเปรียบ ต้องพัวพันอยู่กับการต่อสู้ไม่อาจตีฝ่าออกไปได้
หนานจี๋หานอาศัยช่วยโอกาสนี้จะหนีไปก่อนใครจะรู้แค่ตนเองหันไปก็เห็นกองทัพพลม้ามาถึงพอดีเสียงดังกัมปนาททำให้เข้าตะลึงเพริดหันไปมองหนานสวินกลับพบว่าสีหน้าของเขายังคงสงบอยู่เหมือนเดิม
ที่แท้พวกเขาเป็นกองกำลังใต้บังคับบัญชาของหนานสวินที่ถูกหนานสวินทิ้งนำมาก่อนเพิ่งจะตามมาทันพอได้ยินเสียงต่อสู้ก็ไม่ถามใดๆ ทั้งสิ้น ชักกระบี่เข้าร่วมต่อสู้ทันทีไม่นานนักองครักษ์เงาของหนานจี๋หานก็เป็นฝ่ายปราชัยถูกควบคุมตัวได้คนอีกกลุ่มหนึ่งก็เข้าล้อมหนานจี๋หานเอาไว้
หนานจี๋หานนึกว่าตนเองเตรียมการมาอย่างพร้อมมูลแต่ไม่คาดคิดว่าจะมาเจอกับหนานสวิน ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ก็คงหมดหวังแล้วเขาหัวเราะอย่างอ้างว้าง จ้องไปที่หนานสวิน "เจ้าชนะแล้ว"
หนานสวินส่งกระบี่ให้แก่ลูกน้อง แล้วค่อยๆ เดินมาหาหนานจี๋หาน รับตัวจวินหวงจากอ้อมแขนของหนานจี๋หานเข้ามาในอ้อมแขนของตนเองอย่างระมัดระวังทันทีที่มองเห็นบาดแผลที่แขนของจวินหวง สีหน้าก็แข็งกร้าวทันทีในอกราวกับมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมานับไม่ถ้วน
เขาไม่พูดไม่จาก็ยกเท้าเตะหนานจี๋หานทันทีหนานจี๋หานไม่มีแรงที่จะต้านทานได้ ถูกหนานสวินเตะเพียงแค่ทีเดียวก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้นเอามือกุมท้องร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
หนานสวินมีพลังอำนาจติดตัวมาแต่กำเนิด สามารถสยบผู้คนให้ยอมจำนนได้เขากวาดตามององครักษ์เงากลุ่มนั้นของหนานจี๋หานอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วกล่าวน้ำเสียงเยียบเย็น "พวกเจ้าเป็นแขกผู้มาเยือนเรื่องในวันนี้ข้าจะทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าเสียมิเช่นนั้นข้าจะให้พวกเจ้ากลับไปไม่ได้อีกเลยตลอดกาล"พูดจบเขาก็อุ้มจวินหวงเดินไปที่ม้าของตนเอง
เขาประคองจวินหวงขึ้นม้าภายใต้การช่วยเหลือของทหารใต้บังคับบัญชา ในเวลานั้นจวินหวงค่อยๆฟื้นขึ้นมา สีหน้ายังคงซีดเซียวไร้สีเลือด นางเอียงศีรษะไปมองหนานสวิน ไอเบาๆออกมาครั้งหนึ่งแล้วกระอักเลือดเสียออกมาหนานสวินกุมมือเย็นเฉียบของจวินหวงเอาไว้แน่นร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่
ดูเหมือนว่าจวินหวงจะสัมผัสได้ว่าหนานสวินกำลังตัวสั่นนางหรี่ตาลงพลิกกายหันมามองเขา มุมปากยกขึ้นยิ้มเยาะในใจคิดว่าหนานสวินผู้ซึ่งเห็นความตายมานับไม่ถ้วนก็กลัวเป็นด้วยหรือเป็นใครกันที่ทำให้เขารู้สึกกลัวได้?
หนานสวินพยายามกำจัดความกลัวที่อยู่ในใจของตนเอง สูดลมหายใจลึกๆแล้วถามขึ้น "เจ้ายังไหวอยู่ไหม?"
"อื้อ" จวินหวงขานรับนางรู้สึกเจ็บปวดมากร่างกายราวกับกำลังจะพังทลายแต่ไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหนนางก็อดทนได้นางคลี่ยิ้มให้เขาและเอ่ยปากราวกับไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องหนักหนาอะไร"ข้ายังสบายดีอยู่ อย่ากังวลไปเลย"
"ขอบคุณนะ ที่มาปรากฏตัวในเวลาแบบนี้"
หนานสวินเพียงแค่มองจวินหวงไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจอดกลัวขึ้นมาไม่ได้เขาไม่กล้าจินตนาการเลยจริงๆ ถ้าหากวันนี้เขาไม่ได้ออกมาล่าสัตว์หากวันนี้เขาไม่ได้เจอกับพวกหนานจี๋หาน ตอนนี้จวินหวงจะไปอยู่ที่ไหนแล้ว?
ความเงียบทิ้งช่วงไว้ระยะเวลาหนึ่งลมหอบเม็ดทรายสีเหลืองคลุ้งตลบบดบังทัศนวิสัยจวินหวงพิงร่างอยู่ในอ้อมอกของหนานสวิน สายตามองไปยังทิศทางที่หนานจี๋หานจากไปเงาหลังของเขาค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อย
ทั้งสามคนต่างก็มีความคิดของตนเอง หนานสวินสาบานในใจว่าจะปกป้องความปลอดภัยของจวินหวงแต่ในใจของจวินหวงกำลังคำนวณถึงวันเวลาของตนเองที่เหลืออยู่ไม่มากแล้ว
...
เดิมทีจวินหวงนึกว่าเนื่องจากการตั้งครรภ์ของหนานกู่เยว่เว่ยหลานอิ๋งก็คงจะหยุดการกระทำของตนเองได้แล้วและจากเรื่องในศาลาที่เกิดขึ้นครั้งก่อนเว่ยหลานอิ๋งก็ควรจะตระหนักถึงสถานะของตนเองได้แล้วแต่ใครจะรู้ว่านางจะตามืดบอดไม่มีความคิด
หนานกู่เยว่กับฉีเฉินต่างเคารพซึ่งกันและกันรักใคร่สมัครสมานกันดี ทุกๆรอยยิ้มของหนานกู่เยว่มีเพื่อฉีเฉินเท่านั้น ในขณะที่ฉีเฉินที่กำลังจะเป็นพ่อคนทุกวันหลังจากเข้าประชุมในท้องพระโรงแล้วก็จะใช้เวลาอยู่กับหนานกู่เยว่แล้วจะไม่ให้ผู้คนอิจฉาริษยาได้อย่างไร
เว่ยหลานอิ๋งสวมชุดตัวยาวสีชมพูยืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ใต้ชายคาระเบียงทางเดินเมื่อครู่ฉีเฉินประคองหนานกู่เยว่อย่างระมัดระวังและทะนุถนอมเดินออกไป ทั้งสองคนยิ้มให้กันด้วยความรักเดินข้ามธรณีประตูออกไปไกลแล้ว
เล็บของนางฝังลึกอยู่ในฝ่ามือจนมีแผลเลือดออก นางกลับยังไม่รู้ตัวสาวใช้ของเว่ยหลานอิ๋งเห็นแล้วยังอดร้องทักขึ้นด้วยความตกใจไม่ได้รู้สึกห่วงใยเว่ยหลานอิ๋งไม่น้อย
"ฟูเหรินอย่าโมโหอีกเลยเจ้าค่ะท่านจะทรมานตนเองให้ยิ่งเจ็บช้ำไปเพื่ออะไร?"
เว่ยหลานอิ๋งค่อยๆหันศีรษะมาด้านข้างมองหญิงสาวที่ตนเองพามาจากบ้านมารดาตอนที่แต่งงานเข้ามาแววตาเย็นเยียบขึ้นมาทันที แล้วหัวเราะกล่าวอย่างชินชา
"เจ็บช้ำหรือ? เฮอะ! แล้วที่ฉีเฉินทำให้ข้าเจ็บช้ำมันน้อยอยู่เสียเมื่อไร? เมื่อก่อนก็โหรวเอ๋อร์ ตอนนี้ก็หนานกู่เยว่เขาเคยเห็นว่าข้าเป็นภรรยาบ้างหรือไม่?"
สาวใช้อับจนคำพูดจะกล่าวต่อได้ นิ่งงันอยู่นานถึงค่อยๆกดเสียงลงมาให้เบาที่สุดในขณะที่เอ่ยปากพูด "หากไม่ใช่เพราะองค์หญิงอะไรนั่นฟูเหรินจะต้องเป็นหนึ่งเดียวในใจของฝ่าพระบาทแน่นอน"
"ไม่นะ คนที่ดำเนินงานอยู่เบื้องหลังที่แท้จริงก็คือเฟิงไป๋อวี้เขาต่างหากถึงจะเป็นคนที่พวกเราต้องกำจัดทิ้งเป็นคนแรก"พูดจบดวงตาของนางก็เปลี่ยนเป็นอำมหิตขึ้นมา สาวใช้ก้มหน้าใช้ความคิดตรองดูก็รู้สึกว่าที่เว่ยหลานอิ๋งกล่าวมามีเหตุผลหากไม่ใช่เฟิงไป๋อวี้เป็นผู้ยั่วยุ ฉีเฉินหรือจะแต่งหนานกู่เยว่เข้ามาและหนานกู่เยว่จะตั้งครรภ์เร็วขนาดนี้ได้อย่างไร?
สาวใช้ผู้นั้นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้นางเข้าไปใกล้เว่ยหลานอิ๋ง มองดูรอบๆ แล้วเห็นไม่มีใคร นางจึงเอ่ยปากพูดขึ้น"สองวันก่อนที่คุณชายเฟิงไปส่งองค์ชายหนานจี๋หาน เย็นวันนั้นท่านหนานสวินอ๋องเป็นผู้พาเขากลับมาสองคนร่วมม้าตัวเดียวกัน แม้จะมองจากไกลๆก็เห็นได้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ธรรมดา"
เว่ยหลานอิ๋งหันมามองสาวใช้ของตนเองหลังจากนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ก็ยิ้มเย็นเยือก"ข้ารู้มานานแล้วว่าเฟิงไป๋อวี้มิใช่คนดีแน่นอนในจวนนี้มีใครไม่รู้บ้างว่าฝ่าพระบาทหวาดระแวงหนานสวินแค่ไหน ไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนติดประกาศเสียเองกลัวว่าฝ่าพระบาทจะไม่รู้หรืออย่างไร? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็จะคอยดูว่าฝ่าพระบาทจะทนเขาได้สักกี่เพลา"
หลังจากที่พวกนางไปแล้ว เด็กสาวอายุน้อยคนหนึ่งก็ออกมาจากมุมกำแพงกระโปรงสีเหลืองอ่อนพลิ้วลม บนใบหน้าที่ดูคล้ายเด็กน้อยมีเมฆแห่งความกลัดกลุ้มลอยอยู่หนาแน่น หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่สุดท้ายก็ไปบอกหนานกู่เยว่ให้หนานกู่เยว่เป็นผู้ตัดสินใจ
ที่แท้เด็กสาวผู้นี้เป็นคนของหนานกู่เยว่เมื่อครู่ที่หนานกู่เยว่กับฉีเฉินออกไป มีของที่ลืมหยิบไปด้วย จึงให้นางกลับมาเอาจึงมาพบเว่ยหลานอิ๋งกับสาวใช้ของนางคุยปรึกษากันอย่างโจ่งแจ้งโดยไม่ได้ตั้งใจ
ตอนที่นางตามไปหาหนานกู่เยว่ เนื่องจากในวังมีเรื่องกะทันหันฉีเฉินจึงจำเป็นต้องเดินทางไป ดังนั้นหนานกู่เยว่จึงอยู่ที่สระบัวเพียงคนเดียวนางก้มมองพิณหางหงส์ที่อยู่หน้าโต๊ะ นางยื่นมือเนียนละเอียดประดุจหยกดีดลงไปบนเครื่องสาย
เด็กสาวเดินตรงเข้าไปแล้วบอกเล่าทุกเรื่องราวที่ตนเองได้ยินเมื่อครู่แก่หนานกู่เยว่มือของนางที่กำลังดีดพิณหยุดชะงักลงชั่วคราว ใบหน้ามุ่นคิ้วขมวด"ข้าเกรงว่านางคงคิดจะก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีกแล้ว"
หนานกู่เยว่ย่อมกระจ่างใจดี ตอนนี้เป็นเวลาที่ฉีเฉินต้องการใช้คนและเฟิงไป๋อวี้ก็เป็นคนมีความสามารถที่หาได้ยากคงมีเพียงคนโง่เง่าอย่างเว่ยหลานอิ๋งเท่านั้นที่คิดจะทำลายความสัมพันธ์ระหว่างฉีเฉินและเฟิงไป๋อวี้
เพียงแต่หากจะกล่าวว่านางไม่เห็นแก่ตัวเลยก็เป็นไปไม่ได้ เฟิงไป๋อวี้เป็นพ่อสื่อให้ตนเองกับฉีเฉินตอนนี้พ่อสื่อกำลังจะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ตนเองจะนั่งดูอยู่เฉยๆไม่เหลียวแลได้อย่างไร?
"บ่าวไม่เข้าใจเลยว่าสตรีเช่นฟูเหรินสองจะไปเข้าตาของฝ่าพระบาทได้อย่างไร" เด็กสาวพูดพึมพำกับตนเองแต่หนานกู่เยว่กลับได้ยิน
นางยื่นมือมาเคาะหน้าผากเด็กสาวไปทีหนึ่ง ดวงตาราวกับน้ำบ่อลึกที่สงบเงียบ"นางช่วยฝ่าพระบาทช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาทมาได้ก็ย่อมจะต้องมีบางอย่างที่พิเศษ นอกจากนี้ฝ่าพระบาทแต่งนางเข้ามาก็ย่อมมีเหตุผลแล้วพวกเราจะมาออกความเห็นเอาตามใจได้อย่างไร?"
เด็กสาวฟังแล้วก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา รีบคุกเข่าลงก้มหน้าไม่กล้ามองหนานกู่เยว่ "บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ"
แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามคาด เว่ยหลานอิ๋งเริ่มลงมือในตอนค่ำนางหาคนมาปลอมลายมือของจวินหวงและหนานสวิน แยกให้คนนำไปส่งหลังจากนั้นก็หัวเราะอย่างพึงพอใจดูเหมือนว่านางจะจินตนาการถึงความโกรธของฉีเฉินตอนที่พบว่าเฟิงไป๋อวี้ไม่จงรักภักดีกับตนไปเรียบร้อยแล้ว
หนานกู่เยว่สกัดจดหมายสองฉบับที่ยังไม่ส่งไปมาไว้ได้นางอ่านกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ ในที่สุดก็กัดฟันส่งให้กับคนของตน"ส่งไปให้พวกเขาตามเดิม"
"พระชายาท่านจะ..."
หนานกู่เยว่ไม่ตอบ เพียงแต่สามารถอ่านจากสีหน้าของนางได้นางก็ไม่ได้เชื่อใจเฟิงไป๋อวี้เท่าใดนัก ไยไม่ฉวยโอกาสทดสอบเขาสักครา
วันนี้ตอนที่หนานสวินได้รับจดหมายที่จวินหวงให้คนส่งมาให้ในใจก็รู้สึกกระวนกระวายไม่เป็นสุขบนกระดาษมีเพียงข้อความเดียว
"มีธุระพบกันที่เรือนข้าง"