รายงาน!!
ทหารจากเมืองหลวงเร่งม้าเร็วมาแจ้งข่าวแก่เล่าปี่ ขงเบ้ง ที่เมืองอ้วนเซีย
บัดนี้กองทัพพันธมิตรเล่าปี่ ม้าเท้ง ซุนฮก เอาชนะทัพร้อยหมื่นของโจโฉลงได้ โจโฉถอยร่นหนีไปยังเมืองตันลิว ฮ่องเต้ยังมิวางใจ เกรงโจโฉจะรวมทัพยกเข้ามาอีก จึงให้เร่งหาเล่าปี่และขงเบ้งเข้าว่าราชการเป็นกำลังให้แก่ราชวงค์
"ท่านขงเบ้ง พวกเรารีบไปเถอะ อย่าให้องค์ฮ่องเต้ต้องรอนานเลย"
ขงเบ้งรั้งรออยู่เล็กน้อย พลันว่า
"ท่านเล่าปี่ ท่านควรจัดแจงที่นี่ให้เสร็จสิ้นเสียก่อนแล้วจึงค่อยเดินทางเถอะ"
เล่าปี่จึงว่า "ให้บิต๊ก ซุนเขียนรักษาการอยู่ที่อ้วนเซีย แฮหัวตุ้นและแฮหัวเอี๋ยนให้ไปเมืองหลวงพร้อมกัน ท่านขงเบ้งท่านเห็นว่าเป็นเช่นไร"
"แม่ทัพทั้งสองตอนนี้คงอยากเจอหน้าลูกเมียแล้ว ถ้างั้นพวกเราก็รีบไปกันเถอะ"
ทั้งคู่ดีใจจนออกนอกหน้า เล่าปี่และขงเบ้งไต่ถามเหตุการณ์กันอยู่ครู่หนึ่งก็ผละตัวไปเตรียมเดินทาง
เย่อิงรีรออยู่พักหนึ่งเมื่อเห็นขงเบ้งมีสีหน้ามิสู้ยินดีกับการเดินทางไปเมืองฮูโต๋
"ท่านพี่ เหตุใดจึงดูกังวลนักเล่า โจโฉก็พ่ายแพ้ไปแล้ว องค์ฮ่องเต้ก็ได้รับการช่วยเหลือ ทุกอย่างก็ล้วนเป็นไปในทางที่ดี"
"ข้า...ข้าบอกไม่ถูกเย่อิง มันมีอะไรตงิดๆ ในใจ" ผมส่ายหัวไล่ความไม่สบายใจนั้นออกเสีย "ว่าแต่ ติดต่อท่านสุมาเต็กโชได้ไหม"
"ไม่เลย ไม่มีใครรู้ว่าท่านอาจารย์ท่องเที่ยวไปที่ใด"
ห่างไกลไปอีก
ห่างไกลจากหนทางกลับบ้านไปอีกแล้ว
"เย่อิง เจ้าจะไปกับข้าหรือเปล่า"
"เหตุใดท่านจึงถามเช่นนี้"
"ถ้าเจ้าอยากกลับบ้านหรืออยากกลับกระท่อมป่าไผ่ที่โฮลังกั๋งจะไปเสียตอนนี้ก็ยังทัน แต่...ถ้าตามข้าไปเมืองฮูโต๋แล้ว...ข้า...กลัวว่า"
"ท่านกลัวว่าพวกเราจะไม่ได้กลับมาเช่นนั้นหรือ?"
"ข้าแค่รู้สึก บางทีอาจจะคิดไปเอง"
เย่อิงมิได้เอ่ยคำพูดใดออกมา นางกุมมือผู้กังวลเอาไว้แน่น สายตาเด็ดเดี่ยวอย่างวีรสตรีเหนือโลก
แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับคำตอบ
"ถ้างั้นข้าจะไปเก็บของ ท่านออกไปหาท่านเล่าปี่ก่อนเถอะ" เย่อิง นางเป็นหญิงฉลาด ปรนนิบัติดี เพียงแต่เราทั้งคู่อาจไม่มีวาสนาต่อกัน
ผู้คนในเมืองรับรู้ข่าวการพ่ายแพ้ของโจโฉก็โล่งใจที่สงครามครั้งนี้จบลงโดยที่พวกตนมิได้สูญเสียสิ่งใด เพราะหาไม่แล้ว เมืองอ้วนเซียนี่แหละที่จะราบเป็นหน้ากลองด้วยกองทัพพิฆาต
คนทั้งหลายย่อมแสดงออกถึงความมีเมตตาต่อผู้อื่น แต่คนทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่รักตัวเองเป็นที่สุด
เล่าปี่เตรียมพร้อมสรรพแล้ว ยังไม่แน่ใจด้วยยังมีความคลางแคลงใจอยู่เล็กน้อย เดินเอื้อยอิ่งไปมา จะถามก็มิกล้าจะเอ่ยออกมา
"เอ่อ ท่านขงเบ้ง?"
"ท่านมีอะไรก็ว่ามาเถอะ ท่านเล่าปี่"
"พวกเราไปกันหมดอย่างนี้ ถ้าหากซัวมอที่เกงจิ๋วรู้เข้าจะไม่แอบมาบุกยึดเมืองเอาหรือท่าน บิต๊ก ซุนเขียน อาจจะรับมือกันไม่ไหว"
"ท่านไม่ต้องเป็นห่วง เดิมทีซัวมอ กับซัวฮูหยิน คิดจะสวามิภักดิ์ยกเมืองให้แก่โจโฉ บัดนี้โจโฉพ่ายแพ้เสียเมืองถึงสามเมืองหนีไปที่เมืองตันลิวแล้ว พวกเราฝ่ายชนะได้ชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองราชบังลังก์ ถ้าหากซัวมอคิดจะบุกก็จะได้ชื่อว่าเป็นกบฏ ต่อราชวงศ์ฮั่น ตอนนี้พวกซัวมอจะก้าวไปข้างหน้าก็ไม่ได้ จะหาแนวร่วมก็ไม่ได้อีก นับว่าไร้พิษภัยแล้ว ท่านอย่ากังวลไปเลย"
"โอ้ ท่านขงเบ้ง คำพูดท่านเหมือนปัดเมฆเห็นตะวัน ทำให้ความมัวใจของข้าหายไปจนหมดสิ้น เอาล่ะพวกเราออกเดินทางกันเถอะ" เล่าปี่หันมาสั่ง บิต๊ก ซุนเขียน ให้ทำการอยู่รักษาเมือง ดูแลราษฎร เปิดคลังแจกจ่ายเสบียง ซ่อมแซมสะพานและกำแพง เตรียมพร้อมเอาไว้เสมอ
แฮหัวตุ้นขับม้านำขบวนไป ให้แฮหัวเอี๋ยนคุมอยู่หลัง ทั้งหมดเดินทางโดยไม่หยุดพัก ใช้เวลาเพียงข้ามวันก็มาถึงนครหลวงฮูโต๋
เมื่อเท้าก้าวเหยียบแผ่นดิน ทหารองครักษ์ พร้อมกับซุนฮกก็เข้ามาต้อนรับคณะ สีหน้าแววตาดูพอใจอย่างยิ่ง
"ข้าน้อยซุนฮก คารวะพระเจ้าอาเล่าปี่"
ท่านเล่าปี่รู้จักมารยาทอยู่แล้วก็คำนับกลับ ทักทายกันสักพักก็หันมาทางผมที่กำลังกวาดตาสำรวจสภาพทั่วไปของเมือง
"ท่านคงจะเป็น อาจารย์ขงเบ้ง"
เท่าที่ดูซุนฮก ท่าทางเป็นคนซื่อ มีความภูมิฐานเหมือนดั่งผู้รู้
"ถูกแล้วท่านซุนฮก ข้าเอง"
"ท่านทั้งสองเชิญที่พระราชวัง องค์ฮ่องเต้กำลังอยากพบพวกท่านอยู่พอดี" ซุนฮกว่า
"ข้าด้วยหรือ?" ผมถามออกไป เพราะไม่เห็นว่าตัวเองมีความสำคัญอะไรที่ฮ่องเต้จะอยากพบ
"ท่านอาจารย์ด้วย เชิญทางนี้" ซุนฮกพาเดินตามพวกทหารไป
ความอลังการของพระราชวังมันเกินกว่าที่จินตนาการเอาไว้มหาศาล ภาษีผู้คนทั้งแผ่นดินคงมานอนจมเป็นตึกคูหาของที่นี่ กำแพงสูงลิบเหมือนจะไปสุดที่ยอดของท้องฟ้า ทำให้แสงที่ส่องลงมาเกือบจะแตะไม่โดนพื้น เหล่าทหารฝ่ายในวิ่งกันให้วุ่น พวกขันทีผ่านไปมานับร้อยนับพันคน แม้จะอยู่ในช่วงกลียุคผู้คนอดอยาก แต่ที่นี่กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโลกภายนอก
ถ้าไม่เรียกที่นี่ว่าสวรรค์แล้ว ในแผ่นดินนี้คงไม่มีที่ไหนให้กล่าวเช่นนี้อีก
หักมุมถนนออกมาผ่านสวนอุทยานเขียวขจีก็มาถึงพระตำหนัก ซุนฮกอธิบายว่าเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอกสุด ฮ่องเต้ประทับรออยู่ที่นั่น
นายทหารเปิดประตูบานใหญ่ลายกลัดแดงออก ข้างในห้องกว้างขวางโอ่อ่า ประดับแพรริ้วสีแดงสดเหมือนอยู่กลางทุ่งดอกโบตั๋น กลิ่นอวลหอมอ่อนๆ ไม่รู้จักที่มาลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ
"มากันแล้วหรือ" เสียงทุ้มเล็กแจ้งออกมาคลายภวังค์ที่ผมกำลังตื่นตะลึง
"ถวายบังคมฝ่าบาท"
"ไม่ต้องมากพิธี เชิญพวกท่านตามสบายเถอะ ที่นี่เป็นที่พักผ่อน ไม่ใช่ที่ราชการ"
ผมยังก้มหน้าอยู่ไม่ได้พูดอะไร เล่าปี่กับฮ่องเต้เข้าพูดคุยกัน ดูสนิทกันแปลกๆ พิกล เหมือนญาติเจอกัน แต่ก็ใช่จะมีความจริงใจ ดูไปดูมาเหมือนฉากละครเวทีมากกว่า
สายตาเหมือนเหยี่ยว วงตาไม่ได้แหลมเล็ก แต่แววตาปานจะจิกกัด ผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินคงผ่านเรื่องเลวร้ายมาอย่างหนักหน่วง คลื่นวิถีของการเอาตัวรอดคงกระแทกชีวิตฮ่องเต้องค์นี้ไม่น้อย การไม่ไว้ใจคงเป็นความชอบธรรมส่วนบุคคลไปโดยปริยาย
"ท่านผู้นี้คือ?"
พระเจ้าเหี้ยนเต้ถามถึงผม
"นี่คืออาจารย์ขงเบ้งพระเจ้าข้า" ซุนฮกว่า
ผมก้มลงถวายบังคมตามมารยาทที่ดี
"ลุกขึ้นเถอะ ข่าวว่าอาจารย์เป็นผู้รู้ดินฟ้ามหาสมุทธ คาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำ แลเหตุความพ่ายแพ้ของโจโฉครั้งนี้ก็สำเร็จด้วยแผนของท่านส่วนหนึ่ง"
"ข้าพระเจ้ามิบังอาจ เพียงแต่ทำตามคำสั่งของท่านเล่าปี่"
พระเจ้าเหี้ยนเต้ท่าทางดุจดั่งมังกร เยื้องย่างล้วนดูภูมิฐาน ครุ่นคิดสิ่งใดล้วนมิดชิดมิเล็ดลอดออกมา
"ซุนฮก ท่านพาท่านเล่าปี่ไปที่เรือนรับรอง ดูแลให้ดี"
ซุนฮกพาเล่าปี่กลับออกไปแล้ว ผมกำลังจะย่างก้าวตามออกไป กลับถูกพระเจ้าเหี้ยนเต้ทักเอาไว้เสียก่อน
"ท่านขงเบ้ง ข้ามีเรื่องอยากปรึกษากับท่านสักครู่หนึ่ง หวังว่าจะได้รับการชี้แนะจากท่าน"
ฮ่องเต้พูด ใครเล่าจะกล้าปฏิเสธ
บรรยากาศทึมทึบไปเหมือนโลกตกอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆดำสนิท บาดแผลยังใหม่สดสำหรับสงครามครั้งนี้ ฝ่ายเสียหายมีมากเกินไป ไม่ใช่แค่ราชวงศ์ โจโฉ หรือเหล่าผู้ภักดี ชาวเมือง ชาวป่า ชาวชนบท ล้วนแล้วแต่หวั่นวิตกกันไม่รู้จักจบจักสิ้น ทั้งหมดนี้ก็เพียงเพื่ออำนาจของชนไม่กี่กลุ่ม
"ท่านขงเบ้ง ่ทานเชื่อเรื่องโชคชะตาหรือไม่" ฮ่องเต้ไต่ถาม
"แต่ก่อนข้าพระองค์ไม่เชื่อ แต่ตอนนี้ก็เริ่มเชื่อมากขึ้นพระเจ้าค่ะ"
"ท่านคงเดินทางมาไกล ดูๆ ไปแล้ว ท่าทางท่านขงเบ้งจะไม่คุ้นเคยกับชนชาวฮั่นเท่าไหร่"
"ข้าพระองค์อยู่แต่ในป่า ไม่ค่อยรู้มารยาทในวัง ขอพระองค์โปรดทรงอภัย"
แววตายังไม่น่าไว้วางใจอยู่เหมือนเดิม คนโบราณว่า อย่าไว้ใจในสิ่งห้า ทะเล สัตย์เขี้ยวงา ผู้มีอาวุธ ผู้หญิง และสิ่งสุดท้ายคือกษัตริย์
"ท่านรู้ใช่ไหมว่าโทษหลอกลวงเบื้องสูงนั้นมีความตายเป็นการลงทัณฑ์"
ยังไงเสียแล้ว
"ข้าพระองค์ทราบพระเจ้าค่ะ"
"ดี ถ้าอย่างนั้นท่านก็จงไปที่เรือนรับรอง พักผ่อนให้สบายใจเถอะ"
"ข้าพระองค์ทูลลา"
พูดเหมือนระแวงขนาดนั้น ใครมันจะไปสบายใจได้ล่ะ จริงไหม? หรือฮ่องเต้จะรู้ว่าผมไม่ใช่ขงเบ้งตัวจริง
ซึ่งมันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ คนที่รู้เรื่องนี้มีแค่เย่อิงกับตาเฒ่าสุมาเต็กโช ซึ่งทั้งสองคนนี้ไม่มีทางพูดออกมาแน่ๆ
เสียงเอะอะเหมือนโรงสุราดังออกมาจากบ้านพักหลังใหญ่ จะว่าเป็นบ้านพักก็ไม่ใช่ มันใหญ่โตเกินไป จะว่าเป็นตำหนักหลวงก็ไม่ได้อยู่ในเขตพระราชฐาน ตัวบ้านมีห้าหลังอยู่ในเขตรั้วเดียวกัน หลังใหญ่สุดเป็นเรือนรับรองของท่านเล่าปี่และครอบครัว เรือนเล็กทั้งสี่เล่าปียกให้ผมและเย่อิงอยู่หนึ่งหลัง อีกสามหลังที่เหลือพวกเตียวหุย กวนอู จูล่ง แบ่งกันไปตามประสา อันที่จริงพวกผู้หญิงนั่นแหละที่อยู่กัน พวกชายฉกรรจ์ต่างซุกนอนกันตามโต๊ะสุรา ไม่ก็โรงม้า โรงดาบ แล้วแต่จะหมดแรงนอนลงตรงไหน
เตียวหุย กวนอู กำลังเริงสุรากันอย่างสนุกสนาน เล่ากี๋ เล่าปี่ สนทนาเรื่องการศึกอยู่ถัดออกไป
"มาๆ ท่าขงเบ้ง มาดื่มกันเสียหน่อยซิ"
"ไม่เอาล่ะท่านเตียว ข้าเห็นทีจะไม่ไหว ดื่มกับท่านทีไร เมาไม่ได้สติทุกที"
เตียวหุยหัวเราะงอหาย พลางดวดยกไหสุรากรอกน้ำอัมฤทธิ์ลงท้อง
ผมเดินผ่านพวกนั้นไปนั่งลงข้างเล่าปี่ เล่ากี๋
"เหตุใดท่านขงเบ้งมีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นนี้เล่า พวกเราพึ่งชนะโจโฉกันมานะ"
"ไม่มีอะไรหรอกท่านเล่าปี่ ข้าแค่เหนื่อยจากการเดินทางเท่านั้น"
"แล้วพวกเราต้องอยู่ที่ฮูโต๋นี่อีกนานแค่ไหนหรือ" เล่ากี๋ถามความ
"หลานอา เจ้าคิดถึงบ้านอย่างนั้นหรือ" เล่าปี่สอบถาม
"มิใช่อย่างนั้นขอรับ ตัวข้าถึงอย่างไรก็มีความแค้นเคืองกับพวกซัวมอ ซัวฮูหยิน ทั้งเมืองเกงจิ๋วก็เป็นบ้านเกิดของข้า อย่างไรเสียก็จำเป็นต้องกลับไป"
"หลานอา ความแค้นของเจ้า ข้าเองก็ร้อนรุ่มยิ่งนัก พวกซัวมอกระทำหยาบช้า อดทนรอก่อนเถอะ รอให้จัดการงานที่นี่เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน อาจจะกราบทูลขอกำลังไปปราบพวกซัวมอกับเจ้าเอง"
"ท่านอาเล่าปี่ หลานซาบซึ้งน้ำใจยิ่งนักขอรับ" เล่ากี๋ทรุดตัวลงกราบเล่าปี่ดั่งผู้รู้กตัญญู
"พวกท่านทั้งสองไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ ข้าดูท่าทีแล้ว องค์ฮ่องเต้คงไม่ให้พวกเราออกไปไหนกันตามใจได้อยู่แล้ว" ผมพูดขึ้น
"เหตุใดท่านอาจารย์จึงว่าเช่นนั้น" เล่ากี๋ถาม เล่าปี่เองก็สงสัยเช่นเดียวกัน
"ประการแรก พวกเราความจริงต่อสู้กับโจโฉสร้างผลงาน รางวัลบำเหน็จก็ได้รับกันครบถ้วนแล้ว แต่กลับไม่แต่งตั้งให้ผู้ใดไปนั่งเมืองใดๆ เลยแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นท่านเล่าปี่ เล่ากี๋ กวนอู เตียวหุย จูล่ง"
"ท่านขงเบ้งดูมีความกังวลเป็นพิเศษตั้งแต่ออกมาจากวัง" เล่าปี่ว่า
"ข้าคิดว่าองค์ฮ่องเต้คงอยากให้พวกเราอยู่ช่วยงานที่นี่มากกว่า คงยังไม่มั่นใจมากนัก ประการแรกกองทัพโจโฉแม้จะเสียหายหนัก แต่ก็ใช่ว่าจะสูญสิ้นไปทั้งหมด ทหารที่อยู่ในภาคเหนือก็ยังมีอีกมาก ประการที่สองเหตุการณ์ในอดีตขุนศึกมีอำนาจเกินกว่าราชสำนักจะควบคุม การแก่งแย่งจึงลุกลามไม่จบสิ้น ฮ่องเต้จึงเป็นเพียงฉากบังหน้าให้ขุนศึกเหล่านั้นใช้ขยายอิทธิพลเท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้จึงยังไม่แต่งตั้งใครให้ขึ้นตำแหน่งหรือขึ้นนั่งเมือง เป็นเพียงแต่ปูนบำเหน็จรางวัลเท่านั้นเอง"
"ท่านอาจารย์ว่ามาก็มีเหตุผล" เล่ากี๋หันมามองทางเล่าปี่ เขาเองก็เห็นด้วยกับการวิเคราะห์นี้
"ถ้าเช่นนั้นพวกเราควรจะทำอย่างไรหรือท่าน" เล่าปี่ไต่ถาม สีหน้ามีความกังวล คาดว่าแท้จริงแล้วในตัวเล่าปี่คงอยากมียศตำแหน่งประดับชื่อเอาไว้บ้าง
"ท่านทั้งสองตอนนี้ยังไม่ต้องทำอะไรหรอก ข้าคิดว่าอีกไม่นานพวกโจโฉต้องทำการอะไรบางอย่างแน่"
"เหตุใดท่านจึงคิดเช่นนั้น" เล่าปี่ยังไม่คลายสงสัย
"คนเราแม้จะใจเด็ดเดี่ยวแค่ไหน ไร้คุณธรรมมากเท่าใด แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าอย่างไรก็ตัดไม่ขาดจากใจผู้มักใหญ่ใฝ่สูง"
"อะไรหรือท่าน" เล่าปี่ถาม
"อำนาจ"
??
"ได้โปรดอาจารย์ไขข้อความให้กระจ่างแก่ข้าด้วยเถอะ" เล่ากี๋สอบถามต่อ
"ราชวงศ์ฮั่นเป็นเจ้าแห่งแผ่นดินนี้ ดังนั้นองค์ฮ่องเต้จึงเป็นเหมือนศูนย์กลางอำนาจ ได้ตัวฮ่องเต้ก็เหมือนได้ทั้งแผ่นดิน จะกระทำการสิ่งใดก็ง่ายดายแค่ใช้ราชโองการฉบับเดียวเท่านั้น สิ่งนี้คือหนทางขึ้นสู่อำนาจของโจโฉ เช่นนี้แล้วมันต้องกระทำการทุกอย่างเพียงได้ฮ่องเต้กลับไปอยู่ในมือของมัน"
"ถ้าเช่นนั้นเหตุใดท่านขงเบ้งจึงให้พวกเราอยู่เฉยๆ รอให้โจโฉกระทำการเล่าท่าน ทำไมไม่รีบหาวิธีป้องกัน" เล่าปี่มีความกังวลเกิดขึ้นทันทีที่ฟัง
"ไม่ได้ๆ ถ้าหากโจโฉไม่ขยับ ฮ่องเต้ก็ไม่ขยับเช่นกัน หากพวกท่านอยากได้รับความไว้ใจ อยากได้กำลังทหารไปตีเกงจิ๋วล้างแค้นก็ต้องทำอย่างนี้เท่านั้น"
"ข้าเชื่อท่านอาจารย์มาตลอด และครั้งนี้ข้าก็จะเชื่อท่านอาจารย์เช่นกัน" เล่ากี๋ว่า เขาเองเป็นคนหัวอ่อนและรู้จักกตัญญู ซึ่งจะว่าไปก็เป็นข้อเสียที่ทำให้คนอื่นใช้ประโยชน์จากเขาอยู่เสมอ
"เอาเถอะ ตัวข้าเล่าปี่กระทำการสำเร็จมาได้ก็ด้วยปัญญาของท่านขงเบ้ง มีหรือที่จะไม่เชื่อฟังคำแนะนำ" เล่าปี่ว่า พลางตัดบทไม่ให้พูดเรื่องการศึก ลากผมและเล่ากี๋ออกมาร่วมวงสุรากับพวกกวนอู เตียวหุย จูล่งเข้ามาพอดีไม่ทันจะได้พูดอะไร เตียวหุยก็ดึงคอลงมาบังคับดื่ม เสียงเอะอะดังขึ้นเป็นระรอกแล้วเงียบลง แล้วก็ดังขึ้นอีก ผสมปนเปไปกับเสียงหัวเราะเหมือนฟ้าผ่าของเตียวหุย ผมเองได้แต่ตามน้ำไป ปัดจอกสุุราออกบ้างเพราะไม่อยากดื่มมากจนเมามาย