พอได้ยินเสิ่นเฉินกล่าวเช่นนั้น เปลือกตาของหลินซีก็กระตุกวูบทันที
ในเื่นี้ นางรู้สึกว่าเสิ่นเฉินถูกเ้าของร่างเดิมเอาเปรียบจนเรียกว่าน่าสงสารจริง ๆ
แต่แรกเริ่มที่เสิ่นเฉินยอมแต่งงานกับเ้าของร่างคนเก่า ก็เป็เพราะเขาดูแลลูกน้อยสี่คนเพียงลำพังไม่ไหว ในตอนนั้น เ้าของร่างนี้ก็รับปากรับคำไว้อย่างดิบดี ว่าจะช่วยดูแลเด็ก ๆ ทั้งสี่ แต่พอหลังจากแต่งงาน นางกลับไม่เคยสนใจไยดีเื่ใดในบ้านทั้งสิ้น กับข้าวกับปลา งานบ้านงานเรือนก็เมินเฉยเสียหมด ทำราวกับมองไม่เห็น
เสิ่นเฉินกลางวันก็ต้องออกไปทำงานหนัก พอตกเย็นกลับถึงบ้านก็ยังต้องคอยจัดการงานบ้านและเื่จุกจิกมากมาย ไหนจะต้องคอยรับมือกับเื่วุ่นวายที่เ้าของร่างคนเก่าก่อขึ้นอีกเป็พัก ๆ หลินซีรู้สึกว่าเขาคงแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เป็ชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยและยากลำบากอย่างที่สุด
ที่เสิ่นเฉินอดทนอยู่กับนางมาได้ถึงหนึ่งปีเต็ม ๆ นับว่าเขามีความอดทนสูงมากแล้วจริง ๆ
เฮ้อ~~
คิดมาคิดไปใจยิ่งกลุ้มหนัก เพราะยามนี้กลับกลายเป็นางเองที่ต้องมาเผชิญกับสถานการณ์ยุ่งยากเช่นนี้แทน!
หลินซีหัวเราะแห้ง ๆ อย่างกระอักกระอ่วน ก่อนจะกล่าวเบา ๆ “พอผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาได้ครั้งหนึ่ง หลาย ๆ เื่ที่เคยมองข้ามไป ก็พลันคิดได้ขึ้นมาได้น่ะ”
แววตาของเสิ่นเฉินมีแววเยาะหยันพาดผ่าน แต่แค่วูบเดียวก็หันหนี เขาไม่พูดอะไร เดินหน้าต่อไปเงียบ ๆ
หลินซีรีบก้าวตามไป ไม่กล้าเอ่ยอะไรแม้ครึ่งคำ เดินไปได้ไม่นาน ความเจ็บแปลบที่แผ่นหลังที่นางพยายามไม่ใส่ใจในตอนแรกก็เด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง ทั่วทั้งร่างรู้สึกปวดเมื่อยระบมไปหมด
แต่พอเห็นเสิ่นเฉินแบกของหนักมากมายขนาดนั้นโดยไม่ปริปาก ตัวนางที่เดินตามแบบมือเปล่าจึงไม่กล้าบ่นออกมาว่าเหนื่อย ได้แต่ฝืนอดทนเงียบ ๆ ต่อไป
ผ่านไปพักหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็เพราะนางคิดไปเองหรือเปล่า ฝีเท้าของเสิ่นเฉินดูเหมือนจะช้าลงมาก
หลินซียังคงเดินตามหลังเขาไป ห่างเพียงสองสามก้าวเท่านั้น
เมื่อมองแผ่นหลังที่ตั้งตรงสง่างามก็ราวกับมีบางอย่างดลใจ หญิงสาวเอ่ยปากพูดออกมาอย่างไม่ทันได้คิด “เสิ่นเฉิน ข้ารักษาขาของเ้าได้นะ”
เสิ่นเฉินหยุดชะงักกะทันหัน
หลินซีไม่ทันตั้งตัว เกือบจะชนเข้ากับแผ่นหลังดั่งหินผาที่อยู่ข้างหน้า นางรีบหยุดฝีเท้า เงยหน้าขึ้นก็เห็นเสิ่นเฉินหันกลับมา สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป…บรรยากาศดูอึมครึมจนน่ากลัว
หลินซีเลิ่กลั่กรีบอธิบายทันที “เอ่อ หากขาของเ้าเป็มาแต่กำเนิด เช่นนั้นข้าคงช่วยไม่ได้ แต่ถ้าหากเพิ่งเป็ในภายหลัง ข้าก็น่าจะมีทางรักษาให้หาย… หรือบรรเทาได้”
นางอยากจะพูดด้วยซ้ำว่าแทบไม่มีโรคใดในโลกที่นางรักษาไม่ได้ แต่พอคิดดูแล้ว คำพูดเช่นนั้นฟังดูโอ้อวดจนเกินไป อีกฝ่ายคงไม่เชื่อแน่ จึงได้แต่กลืนความจริงที่พูดไม่ได้ลงท้องไป
เสิ่นเฉินไม่ตอบกลับ เพียงแค่นเสียง “หึ” อย่างไม่เชื่อถือ หันหลังกลับไปแล้วก้าวเดินต่อ
หลินซีเห็นแบบนี้ ก็รู้ทันทีว่าเขาไม่เชื่อคำพูดนาง จึงรีบก้าวตาม “จริง ๆ นะ เ้าให้ข้าลองตรวจชีพจรดูหน่อย ตรวจขาของเ้าดู หากมันเกิดขึ้นในภายหลังจริง ๆ ข้าย่อมมีวิธีรักษาได้แน่ เพียงแต่อาจต้องใช้เวลานานสักหน่อยเท่านั้นเอง…
...หรือว่าเ้าไม่อยากหายเล่า?”
ดูจากปฏิกิริยาของเสิ่นเฉินแล้ว ขาของเขาน่าจะาเ็ภายหลังจริง ๆ
“...ถือเสียว่าเป็ค่าชดเชยที่ข้าเคยทำให้เ้าต้องลำบาก ลองดูก็ไม่เสียหายอะไรนี่”
“นี่! ข้าทำได้จริง ๆ นะ...” หญิงสาวยังเซ้าซี้
“หุบปาก!” เสิ่นเฉินฟังจนปวดหัวจึงสาดสายตาเ็ามองสตรีที่ทำตัวประหลาดวูบหนึ่ง
หลินซีขนลุก รีบยกมือปิดปากตัวเองทันที
ชายหนุ่มจึงได้เร่งฝีเท้าเดินต่อไปข้างหน้าอย่างเงียบ ๆ ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ครั้งนี้เขาไม่รอผู้ใดอีกแล้ว
“เอ๊ะ เดี๋ยวสิ! เ้าไม่ฟังก็ไม่เห็นต้องเดินเร็วขนาดนี้เลย…
รอข้าด้วยสิ! ขาข้าสั้น ข้าก้าวตามไม่ทันจริง ๆ นะ…”
เสิ่นเฉิน “...”
++++++++++
ภายใต้การนำทางของเสิ่นเฉิน ในที่สุดหลินซีก็ออกมาจากเขาพยัคฆ์คำรามได้อย่างปลอดภัย
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านเฉินหยางก็เป็เวลาค่ำแล้ว
ทั้งสองคนตั้งใจจะไปรับลูกทั้งสี่ก่อน แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่า ป้าจางเห็นพวกเขากลับมาช้า เด็ก ๆ ก็รอคอยจนเริ่มกระวนกระวาย นางจึงพากลับไปส่งไว้ที่บ้าน และรออยู่เป็เพื่อนเด็ก ๆ จนกว่าพวกเขาจะกลับมา
หลินซีกล่าวขอบคุณผู้นำหมู่บ้านอย่างจริงใจ พร้อมนำผักป่าส่วนหนึ่งที่เก็บมาได้มอบให้ ทั้งยังบอกให้เสิ่นเฉินเลือกไก่ป่าไว้ให้ตัวหนึ่ง
เสิ่นเฉินเพียงครางตอบรับสั้น ๆ “อืม”
หลังทั้งสองเดินมาถึงบ้าน ก็เห็นป้าจางนั่งอยู่กับซื่อเป่าที่หน้าประตูบ้านพอดี
“ในที่สุดพวกเ้าก็กลับมาเสียที คราวนี้ไปทำอะไรกันมาถึงได้กลับมาค่ำมืดป่านนี้?” ป้าจางลุกขึ้น พร้อมกับดึงซื่อเป่าให้ลุกตาม
หลินซีอธิบายสั้น ๆ ให้สตรีวัยกลางคนฟัง พลางก้มหน้าค้นหาของในตะกร้าไปด้วย นางหยิบมงกุฎดอกไม้ที่สานไว้ออกมา เดินไปย่อตัวลงตรงหน้าซื่อเป่า แล้วยิ้มให้ด้วยสีหน้าอ่อนโยน
“วันนี้ทำให้ซื่อเป่าต้องรอนานเลย นี่ของขวัญสำหรับซื่อเป่านะจ๊ะ ลองดูซิ ชอบหรือไม่?”
เวลานี้ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิท แต่ในลานบ้านกลับมีแสงสว่างจากภายในบ้านที่ส่องลอดหน้าตาและช่องประตูออกมา กอปรกับแสงจันทร์อ่อน ๆ ของคืนเดือนหงายส่องสะท้อน ทำให้มองเห็นมงกุฎดอกไม้ได้ชัดเจน
ซื่อเป่าดวงตาเป็ประกาย จ้องมองมงกุฎเล็ก ๆ ในมือหลินซีอย่างไม่อาจละสายตาได้ นางได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ป่าโชยมาแตะจมูก สร้างความรู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูก
หลินซีค่อย ๆ สวมมงกุฎดอกไม้ลงบนศีรษะเล็ก ๆ ของเด็กหญิง แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส
“ซื่อเป่าน่ารักจริง ๆ เลย”
ซื่อเป่าค่อย ๆ เอื้อมมือน้อย ๆ ขึ้นไปแตะ ๆ จับ ๆ ลูบคลำเครื่องประดับบนศีรษะของตนอย่างเขินอาย ดวงตากลมโตเป็ประกายระยิบระยับสดใสไม่ปกปิด
ป้าจางเลิกคิ้ว มองดูภาพตรงหน้าด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ไม่นานนักนางก็ยิ้มแล้วกล่าว
“ข้าทำอาหารให้เด็ก ๆ กินแล้วละ ต้าเป่าอยู่ในบ้าน ส่วนเอ้อร์เป่ากับซานเป่าออกไปเล่นแถว ๆ นี้ เดี๋ยวคงกลับมา”
เสิ่นเฉินพยักหน้ารับเบา ๆ ภรรยาผู้นำหมู่บ้านจึงขอตัวกลับไป
มองส่งแขกเรียบร้อย เสิ่นเฉินก็วางข้าวของที่แบกอยู่บนบ่าลง แล้วหันมาเอ่ยกับหลินซี
“เ้าพาซื่อเป่าเข้าไปข้างในก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะไปตามเอ้อร์เป่ากับซานเป่าเอง”
“ให้ข้าไปเองดีกว่า ข้าจัดการของพวกนี้ไม่ค่อยเป็ เ้าเอาของเข้าไปจัดการข้างในก่อน พอข้าตามเอ้อร์เป่ากับซานเป่ากลับมาได้แล้ว ข้าจะได้เริ่มทำอาหารเลย”
หลินซีลุกขึ้นพลางแจกแจงหน้าที่อย่างกระตือรือร้น
เสิ่นเฉินนิ่งสนิทไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร หญิงสาวจึงพุ่งพรวดออกไปจากบ้านทันที
ดวงตาคมมองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ ของหลินซีไปจนลับตา ก็จะค่อย ๆ เบนกลับมามองมงกุฎดอกไม้ที่ประดับอยู่บนศีรษะเล็ก ๆ ของบุตรสาว
ซื่อเป่ายังลูบคลำดอกไม้บนมงกุฎ ปากเล็ก ๆ อมยิ้มจนแก้มตุ่ย ความสุขล้นออกมาทางสีหน้า นางเห็นเขามองมาจึงหันมามองเขาแล้วเอ่ยเรียกเสียงแ่เบา
“ท่านพ่อ”
เสิ่นเฉินย่อตัวลงต่ำตรงหน้าซื่อเป่า แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่น้อยครั้งจะได้ยินจากปากเขา
“ชอบหรือไม่?”
ซื่อเป่าทำหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ เพื่อตอบกลับ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงขลาด ๆ “ชอบ…เ้าค่ะ”
ในตอนนั้นเอง ต้าเป่าก็เดินออกมาจากในบ้านพอดี เขาเรียกเสิ่นเฉินหนึ่งครั้ง แต่เมื่อเหลือบไปเห็นมงกุฎดอกไม้บนศีรษะของน้องสาว ความแปลกใจก็สะท้อนผ่านแววตา แต่เพราะคิดว่าเป็เสิ่นเฉินที่นำกลับมาให้ จึงยิ้มกว้างแล้วเอ่ยชมอย่างเรียบง่าย
“สวยดีนี่”
เห็นได้ชัดว่าซื่อเป่าสนิทสนมกับต้าเป่ามากกว่าใคร นางเผยรอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุขทันที
++++++++++
อีกด้านหนึ่ง
หลินซีเดินไปตามทางที่ป้าจางชี้บอก ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังอยู่ไม่ไกล เสียงหนึ่งในนั้นเป็ของเอ้อร์เป่า…นางจำได้ ปะปนอยู่กับเสียงของใครอีกหลายคน ซึ่งดูเหมือนกำลังเถียงกันอย่างหนัก
หลินซีใจหายวาบ เร่งฝีเท้าวิ่งเข้าไปดู—-
ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของนางพลันร้อนรุ่ม—-
เอ้อร์เป่ากับซานเป่ากำลังถูกกลุ่มเด็กที่ดูเหมือนจะโตกว่าสี่ห้าคนรุมล้อม!
ซานเป่าร่างเล็กตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่นดินและเศษทราย ส่วนเอ้อร์เป่ากำลังโต้เถียงอย่างดุเดือดกับเด็กที่ดูเหมือนเป็หัวโจกของกลุ่ม เด็กคนอื่น ๆ ต่างก็จ้องมองสองพี่น้องด้วยสีหน้าดุดัน แววตาไม่เป็มิตร
หลินซีจำเด็กหัวโจกคนนั้นได้ทันที—-เขาคือเถี่ยตั้น ลูกชายของแม่นางหลี่ในหมู่บ้าน ปีนี้อายุเต็มสิบเอ็ดขวบแล้ว ปกติมักทำตัวเป็อันธพาลรุ่นเยาว์ในหมู่บ้าน เที่ยวไปซุกซนในที่ที่ผู้ใหญ่ห้าม จนบ่อยครั้งก็ทำข้าวของเสียหาย บ้างก็ระรานเด็กที่เล็กกว่า เมื่อเทียบกับเอ้อร์เป่า-ซานเป่าแล้ว เถี่ยตั้นสูงใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งสองฝ่ายยังพูดกันได้ไม่กี่คำ เถี่ยตั้นก็ผลักเอ้อร์เป่าจนล้มลงกับพื้น พร้อมด่าทอด้วยคำหยาบคาย “ก็แค่ลูกไม่มีแม่! ไอ้ลูกหมาไม่มีแม่!”
เอ้อร์เป่าได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ ลุกพรวดพราดขึ้นจากพื้น แล้วพุ่งตัวเข้าไปคว้ามือของเถี่ยตั้นมากัดทันที!
“อ๊าก~”
เถี่ยตั้นร้องลั่นด้วยความเ็ป สะบัดแขนออกอย่างแรง เด็กคนอื่น ๆ เห็นดังนั้นก็กรูเข้ามารุมทุบตีเอ้อร์เป่าพร้อมกัน ซานเป่าที่เห็นพี่ชายถูกรุมรังแกก็กระโจนเข้าไปช่วยทันทีไม่มีลังเลสักนิด!
เห็นลูก ๆ กำลังจะเสียเปรียบ หลินซีก็เืขึ้นหน้า รีบะโเสียงดังลั่น
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เด็กทุกคนสะดุ้งเฮือกด้วยความใ หันขวับมามองพร้อมกันเป็ตาเดียว
เอ้อร์เป่าอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังเผลอ ะโขึ้นตบหน้าเถี่ยตั้นอย่างแรงจนอีกฝ่ายนิ่งค้างไปชั่วขณะ
พอได้สติกลับคืนมา เด็กหัวโจกก็โมโหจนหน้าแดงก่ำ สาดคำด่าทอดังลั่น พลางชี้หน้า
“ไอ้ลูกหมา! ข้าจะฆ่าเ้าให้ตาย!”
“เ้าลองแตะต้องเขาแม้แต่นิดเดียวสิ แล้วมาดูกันว่าข้าจะจัดการเ้าอย่างไร!”
หลินซีถึงจุดเกิดเหตุพอดี นางพุ่งตัวเข้าไปขวาง ใช้แผ่นหลังบังเอ้อร์เป่าไว้
ทว่าบุตรชายบ้านเสิ่นมีเืนักสู้ มีหรือจะต้องให้ใครปกป้อง สองคนออกมายืนจ้องหน้ากลุ่มอันธพาลรุ่นเยาว์ด้วยสายตาเอาเื่ สองมือกำหมัดแน่น ตั้งท่าพร้อมสู้เต็มที่!
เถี่ยตั้นเห็นหน้าคนที่มาขวางก็แสยะยิ้มเย้ย ถ่มน้ำลายลงพื้น แค่นหัวเราะเยาะหยัน “อ้อ! ที่แท้ก็น้าหลินนี่เอง! ทำไมล่ะ? ท่านเกลียดไอ้ตัวถ่วงสองคนนี้มาแต่ไหนแต่ไรไม่ใช่รึ? ข้าอุตส่าห์ช่วยจัดการพวกมันให้ น่าจะขอบคุณข้าด้วยซ้ำ!”
“หุบปากเดี๋ยวนี้!” เอ้อร์เป่าหน้าเขียวคล้ำด้วยความโมโห กำลังจะพุ่งเข้าไปสู้กับเถี่ยตั้นอีกครั้ง
หลินซีรีบคว้าไหล่เอ้อร์เป่าไว้ทันที แต่เ้าตัวกลับสะบัดออก เชิดหน้าจ้องนางเขม็ง กล่าวเสียงแข็ง
“ไม่ต้องมาเสแสร้งแกล้งทำเป็ใจดีหรอก!”
ซานเป่าเห็นท่าทางพี่ชายก็รีบขยับมายืนใกล้ ๆ แสดงออกชัดเจนว่าเขาเห็นด้วยทุกประการ
เจตนาดีของหลินซีถูกมองเป็ร้าย นางโกรธแต่ก็จนใจ จึงหายใจทิ้งแรง ๆ แล้วกล่าวเสียงเข้มอย่างจริงจัง
“ตอนนี้ผู้ใหญ่มาแล้ว เื่นี้ให้ผู้ใหญ่จัดการ!”
พูดจบก็หันไปมองเถี่ยตั้น พูดเสียงเฉียบขาด “ลูกของข้าจะเป็เช่นไร ไม่ใช่ธุระที่คนนอกอย่างเ้าจะมาแส่! เถี่ยตั้นสินะ? ข้ามีทางเลือกให้เ้าสองทาง—หนึ่ง เ้าขอโทษลูกข้าตรงนี้ สอง ให้พ่อแม่ของเ้ามาขอโทษแทน!”
เถี่ยตั้นทำหน้าไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน หัวเราะหนักกว่าเดิม แล้วถามเหมือนล้อเลียน
“ว่าอะไรนะ?”
หลินซีสีหน้ามืดครึ้ม แค่นเสียงเ็า ย้อนถามกลับทันที
“หูหนวกหรือไร? ตัวแค่นี้ก็หูตึงเสียแล้วรึ? ข้า-บอก-ให้-เ้า-ขอโทษ!”
.
.
.