การต่อสู้ระหว่างไป๋อวี่ฝานและหลิ่วอวิ๋นเฟยได้จบลงแล้ว
แต่การต่อสู้ของทั้งสองคน ทำให้หลินอวิ๋นเกิดความหวาดกลัวขึ้นมา เหมือนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
ทั้งสองคนอายุไม่ได้แตกต่างจากเขามากนัก แต่กลับมีพลังยุทธ์อันน่าสะพรึงกลัวจากวรยุทธ์ขั้นแปด โดยเฉพาะหลิ่วอวิ๋นเฟยที่แข็งแกร่งเกินไป
หากว่าต้องประลองกับใครสักคนหนึ่งในนั้นแล้ว หลินอวิ๋นเองก็ไม่อาจรับรองได้ว่า จะสามารถรับมือได้สักกระบวนท่าหนึ่งหรือไม่
“ที่ข้าต้องเรียนรู้เพิ่มเติมมีมากเกินไปแล้ว”
หลินอวิ๋นถอนหายใจออกมา เป็นทาสกระบี่มาแล้วสองปี ผู้อื่นนำหน้าเขาไปไกลแล้ว
อีกทั้ง ทั้งสองคนนี้ยังเป็นลูกศิษย์ที่มีพรสวรรค์ของสำนัก ความสามารถในการแตกฉานวรยุทธ์ได้เหนือผู้อื่น อีกทั้งยังมีทรัพยากรให้ใช้มากกว่าเขา
“ไม่ได้การแล้ว!”
แววตาของหลินอวิ๋นฉายความยืนหยัดออกมา เขาที่เตรียมตัวที่เดินทางออกนอกเมืองก็ตัดสินใจไม่ไปแล้ว
แต่ย้อนกลับมายังหอหมื่นทรัพย์อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อพบกับถงหู่เข้าอีกครั้ง อีกฝ่ายก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาเล็กน้อย ก่อนหรี่ตายิ้มออกมาพร้อมเอ่ย “คุณชายหลิน ทำไมท่านถึงกลับมาอีกเล่า”
หลินอวิ๋นเอ่ยเสียงต่ำออกมา “ข้าต้องการซื้อยาลูกกลอน ที่ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาลูกกลอนของสำนัก แม้านว่าด้อยกว่าเพียงเล็กน้อยข้าก็ไม่ต้องการ!”
ถงหู่ตกตะลึงเล็กน้อย ค่อนข้างจะประหลาดใจกับน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวของหลินอวิ๋น
เมื่อรอยยิ้มจางหายไปแล้ว ถงหู่ก็เอ่ยออกมาอย่างระมัดระวัง “ท่านเองก็รู้ดีว่ายาลูกกลอนที่มีขายกันตามภายนอกนี้ ประสิทธิภาพไม่มีทางที่จะเทียบเทียมได้กับของสำนัก ถึงแม้ว่าจะเป็นยาลูกกลอนหลอมกายเช่นเดียวกัน ที่สำนักหลอมออกมาเมื่อเทียบกับที่พวกเราขายแล้ว อย่างน้อยแล้วประสิทธิภาพของมันก็ด้อยกว่าถึงสองส่วน”
แน่นอนว่าหลินอวิ๋นย่อมรู้ถึงความแตกต่างนี้ดี หากว่ายาลูกกลอนของภายนอกสามารถเปรียบได้กับสำนัก เช่นนั้นก็คงจะไม่มีใครไปต่อแถวเพื่อเข้าสำนักกันแล้ว
“แต่ข้าเชื่อว่า บนโลกนี้คงไม่มีปัญหาใดที่เงินแก้ไขไม่ได้ เพียงแต่เท่าไหร่เท่านั้นเอง”
หลินอวิ๋นขมวดคิ้วขึ้นมองตรงไปยังฝ่ายตรงข้าม แล้วเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น
“ท่านแน่ใจหรือว่าจะจ่ายราคาที่สูงกว่านั้น?”
“ข้าแน่ใจเป็นอย่างยิ่ง”
เมื่อเห็นว่าหลินอวิ๋นมีท่าทีที่ยืนหยัดเช่นนี้ ถงหู่เองก็ไม่พูดพล่ามอีกและเอ่ยออกมาเสียงต่ำ “วรยุทธ์ของท่านในตอนนี้อยู่ในระดับห้า ยาลูกกลอนหลอมกายไม่จำเป็นต้องใช้เร่งด่วน ก็คงต้องการจะซื้อยาลูกกลอนละลายโลหิต”
“ใช่แล้ว เจ้าจะสามารถรวบรวมมาได้เท่าไหร่กัน”
“ยาลูกกลอนละลายโลหิตราคาแพงเกินไป ร้านของข้ามีอยู่เพียงแค่สองเม็ดเท่านั้น สามารถขายให้ท่านได้เพียงเม็ดเดียว ในราคาหนึ่งพันศิลาวิญญาณขั้นต่ำ”
“ไม่ได้ ข้าอย่างน้อยก็ต้องการสามเม็ด”
ใบหน้าของถงหู่เผยท่าทีลำบากใจออกมา แล้วเอ่ยออกมาอย่างครุ่นคิด “นี้… เช่นนั้นท่านก็จำต้องรอข้าสักสองชั่วยาม ข้ายังต้องการปรึกษากับคนในร้านเสียก่อน ร้านของข้ายังต้องสำรองยาลูกกลอนละลายโลหิตไว้ในตอนฉุกเฉินอีก”
“ตกลง”
หลังจากนั้นสองชั่วยาม หลินอวิ๋นก็ได้รับยาลูกกลอนละลายโลหิตสามเม็ดตามที่ต้องการ
แต่ว่าศิลาวิญญาณระดับล่างบนกายทั้งสามพันห้าร้อยเม็ด พริบตาเดียวก็เหลือเพียงแค่ห้าร้อยเม็ดเท่านั้น แตกต่างกันเกินไปแล้ว
หลินอวิ๋นมองดูศิลาวิญญาณที่ส่งมอบออกไปนั้น ในใจก็เจ็บปวดยิ่งนัก ศิลาวิญญาณนี้ยังกอดได้ไม่ทันอุ่นก็ต้องคืนกลับไปทั้งหมด
จากที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็ได้รับศิลาวิญญาณระดับล่างมาถึงหนึ่งสามพันห้าร้อยเม็ดอย่างปุบปับ
ในใจของหลินอวิ๋นรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่กล่าวได้ว่าค่อนข้างฟูฟ่องพองโต รู้สึกได้ถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
แต่เมื่อได้เห็นไป๋อวี่ฝานและหลิ่วอวิ๋นเฟยต่อสู้กันแล้ว ความภาคภูมิใจและความสำเร็จเหล่านี้ เพียงแค่พริบตาเดียวก็สลายไปจนไม่เหลือ
เขาจึงกลับมาอย่างแน่วแน่ไม่ลังเล ใช้จ่ายศิลาวิญญาณมือเติบไปมากถึงสามพันเม็ด
หากว่าเปลี่ยนเป็นคนอื่นแล้ว หากไม่มีใจทะเยอทะยาน ก็คงจะปล่อยผ่าน คงจะไม่มีความกล้าหาญเช่นนี้แน่
“คุณชายหลิน แล้วเจอกันอีกในครั้งหน้า”
ถงหู่เลิกคิ้วยิ้มออกมา ในใจเบิกบานอย่างยิ่ง และเกือบโค้งเอวส่งหลินอวิ๋นแล้ว
ทำไมถึงจะไม่ยินดีกัน จากมือซ้ายไปมือขวา ศิลาวิญญาณนี้ก็กลับมาอยู่ในมือของเขาอีกครั้ง
จากราคาที่แตกต่างกันมาก ทำให้เขาได้กำไรเยอะขึ้น
ส่วนหลินอวิ๋นนั้น ไม่มีทางให้เลือกแล้ว
และถึงแม้ว่าสำนักก็จัดหายาลูกกลอนละลายโลหิตด้วยเช่นกัน ราคาไม่ถึงหนึ่งพันศิลาวิญญาณระดับล่าง แต่นั่นก็ยังมีข้อจำกัดในการแลกเปลี่ยน
สำหรับศิษย์นอกสำนักส่วนใหญ่แล้ว ถึงแม้ว่าวรยุทธ์จะถึงระดับห้า ก็ยังคงใช้ยาลูกกลอนหลอมกายบำเพ็ญเพียร เพราะสำหรับพวกเขายาลูกกลอนหลอมกายก็นับว่าเป็นของหายากแล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงยาลูกกลอนละลายโลหิตเลย
“ลาก่อน”
ใช้ศิลาวิญญาณระดับล่างไปมากถึงสามพันเม็ด ถึงเปลี่ยนมาเป็นยาลูกกลอนละลายโลหิตราคาแพงนี้ได้สามเม็ด
หลินอวิ๋นไม่ได้รีบร้อนไปจากเมืองไป๋สุ่ย กลับเลือกที่จะพักอยู่ชั่วคราว
เมื่อม่านราตรีปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองไป๋สุ่ย หลินอวิ๋นจึงเลือกเช่าเรือนพักผ่อน ขณะเดียวกันก็เริ่มต้นการบำเพ็ญเพียรของตนเอง นั่งทำสมาธิ แล้วนำยาลูกกลอนละลายโลหิตออกมาเม็ดหนึ่ง
วรยุทธ์ขั้นห้านั้นใช้การฝึกฝนของปราณโลหิต ปราณโลหิตอันแข็งแกร่ง ช่วยทำให้ผู้ฝึกวรยุทธ์เต็มไปด้วยพลัง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง
ปราณโลหิตแข็งแกร่ง ก็คือร่างกายที่แข็งแกร่งด้วย
หลินอวิ๋นมองยาลูกกลอนละลายโลหิตในมือ เกิดความรู้สึกขึ้นมา
“หวังว่าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ”
ชั่วขณะนั้นก็ไม่ลังเลอีนำยาลูกกลอนละลายโลหิตราคาแพงนั้นกลืนกินเข้าไป แล้วรอให้ฤทธิ์ยากระจายไปทั่วร่าง
หลังจากนั้นเพียงไม่นานหลินอวิ๋นก็รู้สึกได้ถึงปราณโลหิตในร่างกายปะทุพลุ่งพล่านขึ้น และมีความร้อนไหลวนออกมาจากจุดตันเถียน
ปัง!
จิตใจรู้สึกได้ราวกับว่าเกิดระเบิดออกมา ตามมาด้วย แก่นวิญญาณของเขามาถึงของความรุนแรงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ความคิดรวดเร็ว แก่นวิญญาณแข็งแกร่งขึ้น ราวกับว่าทั่วทั้งกายมีพลังที่ใช้ไม่หมดอย่างไรอย่างนั้น
หัวเต้นรัวเร็วจนเกิดเป็นจังหวะออกมา เลือดลมในร่ายกายเคลื่อนไหวราวกระแสน้ำไหลเชี่ยว
และทุกครั้งทั่วใจเต้นก็จะรู้สึกได้ถึงเลือดลมในกายไหลรัวเร็วขึ้น ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
ปัง! ปัง! ปัง!
พลังปราณโลหิตพลุ่งพล่านทวีคูณและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความแข็งแกร่งของลมปราณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับโบยบินได้
“ยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
หลินอวิ๋นตื่นตะลึงอย่างไม่รู้จบ ความแข็งแกร่งของยาลูกกลอนละลายโลหิต เกินกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้มากนัก
เขารีบหลับตาลงปรับลมปราณ สงบสติอารามณ์ ไม่ให้ตนเองระเบิดออกเพราะปราณโลหิตอันบ้าคลั่งนี้
เวลาผ่านไปทีละเล็กทีละน้อย พริบตาเดียวฟ้าก็สว่างขึ้นมาแล้ว
ในตอนที่แสงแดดสาดส่องผ่านหน้าต่างมา ก็ส่องตรงลงมาบนใบหน้าของหลินอวิ๋น เขาค่อย ๆ ลืมตาทั้งคู่ขึ้นเห็นดวงตาคู่กระจ่างสดใส
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้นอนพักมาทั้งคืน แต่ดวงตากลับมองไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย กลับกันกลับดูมีเรียวแรงกระฉับกระเฉงขึ้นไปอีก
เมื่อผ่านการปรับลมปราณมาตลอดทั้งคืน พลังของยาลูกกลอนละลายโลหิตก็ไม่ได้รุนแรงเหมือนกับในตอนต้นแล้ว
แต่ถ้าจะให้มันเผยประสิทธิภาพออกมา ยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายวันถึงจะทำให้มันสลายไปได้ในที่สุด
หลินอวิ๋นผลักประตูออกมายืนรับแสงอาทิตย์ ท่าทีกระฉับกระเฉง ดวงตาทั้งคู่สว่างสดใสยิ่งนัก
ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกาย รวมกับดวงตาที่สดใส บนกายของเขามองไม่เห็นร่องรอยเงาของทาสกระบี่แม้แต่น้อย
หลังจากที่ยืดเส้นยืดสายไปแล้วรอบหนึ่ง หลินอวิ๋นก็เอ่ยเสียงต่ำออกมา “ยาลูกกลอนละลายโลหิต ช่างลึกลับเสียจริง พลังยุทธ์ของข้า เกรงว่าคืนเดียวคงเพิ่มขึ้นมากกว่าห้าส่วนเสียอีก!”
แน่นอนว่า นี้เป็นข้าดีของการใช้ยาลูกกลอนละลายโลหิตในครั้งแรก
ส่วนยาลูกกลอนละลายโลหิตที่เหลืออีกสองเม็ด ก็คงจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงสะเทือนเลื่อนลั่นเหมือนกับเม็ดแรกอีก
เมื่อเดินเข้าไปในกลางเรือนพักแล้ว หลินอวิ๋นก็หยิบเอาทักษะระดับสูงออกมากาย เคล็ดวิชายอดห่านป่า!
เดินไปพลางพร้อมทั้งดูไปด้วย ชั่วเวลาหนึ่งเค่อ ก็อ่านเคล็ดวิชาทักษะร่างกายจนหมด และเมื่อดูอีกรอบหนึ่งแล้ว หลินอวิ๋นก็เก็บเคล็ดวิชานี้ลง พร้อมกับหลับตาลงนั่งทำสมาธิเงียบ ๆ อย่างจดจำได้ไม่ลืม แม้แต่ท่องกลับหลังก็ยังไหลลื่น
เมื่อเทียบกับวิชาตะวันบริสุทธิ์ที่ต้องใช้ทรัพยากรที่สะสมมาแล้ว เคล็ดวิชาการต่อสู้เหล่านี้ที่ต้องการความตระหนักรู้และพรสวรรค์แล้ว ก็ไม่เคยเป็นสิ่งที่ยากสำหรับเขา
เพียงแค่สองชั่วยามเท่านั้น ก็สามารถฝึกเคล็ดวิชายอดห่านป่านี้ได้สำเร็จ
หลังจากที่เขาร่ายมุทราแล้ว ก็ลองกระโดดขึ้นเบา ๆ แล้วร่อนลงบนหลังคา
“ช่างเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ”
กระโดดขึ้นกลางอากาศสูงมากกว่าสิบจั้งก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนัก
ความสูงระดับหนึ่งจั้ง เขาเองก่อนหน้านี้ก็เคยกระโดดได้สูงถึงเพียงนี้เช่นกัน แต่ต้องใช้พลังมากนัก
ตอนนี้เพียงต้องการ ก็กระโดดขึ้นเบา ๆ เท่านั้น
สวบ สวบ สวบ!
หลินอวิ๋นที่เพิ่งจะฝึกเคล็ดวิชายอดห่านป่าสำเร็จ เคลื่อนไหวไปทั่วลานกว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ทักษะร่างกายนี้ไม่ได้ใช้เพื่อหลบหนี สุดท้ายแล้ว ยังคงต้องอาศัยรวมกันกับกำลังภายในอีก”
ในใจของหลินอวิ๋นเป็นเหมือนดั่งกระจกเงา เมื่อวานนี้หลิ่วอวิ๋นเฟยอาศัยทักษะร่างกายนี้ถึงได้โจมตีจนเอาชนะไป๋อวี่ฝานในการต่อสู้ได้
แต่ถ้าหากเปลี่ยนเป็นเขาที่พบกับอีกฝ่าย เกรงว่าแม้แต่มุมเสื้อของหลิ่วอวิ๋นเฟยก็ไม่แม้แต่จะจับต้องได้
เห็นได้ว่า ทักษะร่างกายเป็นประโยชน์มากในระหว่างการต่อสู้
โดยเฉพาะเมื่อฝึกเคล็ดวิชายอดห่านป่าจนชำนาญแล้ว หลินอวิ๋นเริ่มที่จะทดสอบนำมันรวมเข้ากันกับวิชาทักษะกระบี่วายุเชี่ยว
หากไม่ทดสอบก็คงจะไม่อาจล่วงรู้ได้ หลังจากที่ทดสอบแล้วก็ทำให้หลินอวิ๋นตื่นตะลึงยิ่งนัก
เคล็ดวิชายอดห่านป่าผสานเข้ากันกับวิชาทักษะกระบี่วายุเชี่ยวแล้ว เหมือนกับว่าเป็นทักษะกระบี่แบบใหม่อีกอย่างหนึ่ง
แต่ละกระบวนท่า เต็มไปด้วยพลังจิตวิญญาณทักษะกระบี่ทั้งหมดดูเหมือนราวกับว่าฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
ทำให้เขารู้สึกได้ว่าก่อนหน้านั้นเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาของพลัง กายเนื้อและทักษะกระบี่ ไม่เคยผสานเข้าด้วยกันเป็นอย่างดีเหมือนเช่นในตอนนี้
ความเข้าใจในทักษะกระบี่วายุเชี่ยว มาถึงในระดับเพิ่มสูงขึ้น
ทักษะกระบี่ในมือยิ่งไหลลื่นมากขึ้น หลินอวิ๋นฮึกเหิมรีบเร่งฝึกทักษะกระบี่วายุเชี่ยว
กระบี่พลิ้วไหวเป็นสายลม!
กลับส่องแสงสว่างขึ้นมาอีกครั้ง!
ในตอนที่กระบวนการรวบรวมกระบี่กลายเป็นสายลมสำเร็จแล้ว หลินอวิ๋นรู้สึกได้ว่าร่างกายของตนเหมือนผสมผสานเข้ากับกระแสน้ำไหลวน แล้วร่ายกระบวนท่าที่สองออกมาอย่างไม่รู้ตัว
ฟู่!
ทันใดนั้น กลางลานบ้าน เงากระบี่ส่องแสงแวววับ เมื่อเขาหมุนกายกลับมาพร้อมกับกระบี่ในมือ หลินอวิ๋นก็เหวี่ยงกระบี่ออกไปมากถึงแปดสิบเอ็ดเล่ม
ในตอนที่มันตกลงมานั้น เงากระบี่ทั่วทั้งท้องฟ้ารวมตัวกลายเป็นวงกลมที่สมบูรณ์แบบ
บรรลุทักษะกระบี่แล้ว!
ในใจของหลินอวิ๋นตื่นเต้น ใบหน้าเผยความยินดีออกมา ยากที่จะปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้
“ทักษะกระบี่บรรลุแล้ว! สำนักชิงอวิ๋นในร้อยปีมานี้ไม่มีผู้ใดสามารถฝึกได้สำเร็จ กลับถูกข้าฝึกฝนจนบรรลุได้”
หลินอวิ๋นยิ้มกว้างออกมา รู้สึกได้ถึงความปิติยินดีอย่างยิ่ง
ไม่น่าแปลกใจที่ทักษะกระบี่ของเขาไม่เคยบรรลุได้ ที่แท้ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเขาขาดความเข้าใจ แต่เป็นเพราะว่ายังไม่เคยได้ฝึกฝนทักษะร่างกาย ถึงได้ยังไม่อาจทลายมันลงได้
และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้น จะต้องเป็นเพราะว่าหลังจากที่ใช้ยาลูกกลอนละลายโลหิตไปแล้ว ความคิดปราดเปรียวขึ้น แก่นวิญญาณทยานขึ้นสู่จุดสูงสุด
บรรลุทักษะกระบี่วายุเชี่ยว ทั้งยังเชี่ยวชาญในกระบวนท่าไม้ตายเพิ่มขึ้นอีกสองท่า คราวนี้พลังการต่อสู้ของหลินอวิ๋นก็เพิ่มขึ้นมาแล้ว!
หลินอวิ๋นที่เต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉง ร่างกายฉายรังสีเฉียบคมแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน แววตามีความมั่นใจขึ้นมาและหลินอวิ๋นก็เอ่ยออกมาอย่างครุ่นคิด “ดูเหมือนว่ายาลูกกลอนละลายโลหิตนี้ คุ้มค่ากับราคาของมันจริง ๆ รวมกับยาลูกกลอนละลายโลหิตเม็ดนั้นของขวงเยี่ยน ข้ายังมีอีกสามเม็ด จะต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์ถึงจะถูก”
สำหรับตอนนี้แล้ว ก็ควรจะถึงเวลาที่ควรจะทำภารกิจศิลาวิญญาณสุดท้ายให้สำเร็จได้แล้ว
- โปรดติดตามตอนต่อไป -