วาดชะตา ทวงบัลลังก์รัชทายาทหญิง

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 106 บาดเจ็บหนัก


           ดวงตาสีดำทอประกายเจิดจ้าของมู่หรงอวี้เป็นดั่งกระบี่แหลมอันเย็นเยียบ“คุณชายจิน เมื่อครู่เปิ่นหวางได้กล่าวไปแล้ว ในวินาทีสุดท้ายไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะแพ้จนย่อยยับก็เป็นได้”

            คุณชายชุดทองพูดเสียงกร้าว “เช่นนั้นก็ต้องดูแล้วว่าผู้ใดจะยิ้มเป็นคนสุดท้าย”

            แล้วการต่อสู้อันดุเดือดก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง สายลมนอกเมืองในยามค่ำคืนม้วนตัวขึ้น

            มู่หรงฉือยืนอยู่ด้านข้างมองลูกน้องทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันวุ่นวายไปหมด นางมองมู่หรงอวี้ กุ่ยหยิง และอู๋หยิงร่วมมือกันรับมือคุณชายจิน

            “สามต่อหนึ่ง อวี้หวางช่างน่าไม่อาย” คุณชายจินหัวเราะ

            “แม้เปิ่นหวางจะไม่ค่อยอยากใช้คนมากรังแกคนน้อยเท่าไหร่แต่โลกใบนี้ก็ไม่ค่อยจะยุติธรรมอยู่แล้ว คุณชายจินจะโกรธแค้นก็คงได้แต่โกรธแค้นที่โชคไม่ดีแล้ว” มู่หรงอวี้โยนคำพูดก่อนหน้านี้ของอีกฝ่ายคืนกลับไป

            นางหัวเราะพรืด จริงของเขา คุณชายจินไร้คุณธรรมพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องยึดมั่นในคุณธรรมต่อเขาเช่นกัน อีกอย่าง คุณชายจินทำร้ายราษฎรเป่ยเยี่ยนไปมากมายต้องใช้วิธีอะไรมาจับเขาก็ไม่เกี่ยงแล้ว

            มู่หรงอวี้ กุ่ยหยิง และอู๋หยิงร่วมมือกันรับมือศัตรูใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี จัดการจนคุณชายชุดทองไร้กำลังจะโต้กลับ

            เพียงแต่นางคิดไม่ถึงว่าฝีมือของกุ่ยหยิงกับอู๋หยิงจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เก่งกว่านางอยู่มากโข

            ก็ถูก สามารถเป็นองครักษ์ของมู่หรงอวี้ได้ย่อมจะต้องมีจุดที่เหนือกว่าคนธรรมดาอยู่บ้าง

            ถึงแม้มู่หรงอวี้จะได้รับบาดเจ็บสาหัส พิษเข้าโจมตีหัวใจแต่สามคนรวมกันเป็นสามทาง ล้อมคุณชายชุดทองเอาไว้ตรงกลางเหมือนจับปูใส่กระด้ง

            แสงจันทร์ค่ำคืนนี้ส่องสว่าง ดวงดาวพราวระยับท่ามกลางรัตติกาลที่แผ่ไปอย่างไร้ที่สิ้นสุดแสงสีขาวซัดอยู่กลางอากาศราวคลื่นโหมกระหน่ำ

            หลังจากผ่านไปหนึ่งร้อยกระบวนท่า ในที่สุดคุณชายชุดทองก็ล้มลงกับพื้นหญ้าอย่างแรงกระอักโลหิตสดๆ ออกมา

            กุ่ยหยิงพุ่งเข้าไปจับคนอย่างรวดเร็วประหนึ่งภูติผีจากนั้นทำการสกัดจุดใหญ่ๆ ตามร่างกายของเขาจนทั่วไม่ให้ขยับตัวได้อีก

            จากนั้นพวกเขาก็มัดคุณชายชุดทองแล้วนำตัวกลับเมืองหลวง

            ส่วนคนของคุณชายชุดทองเหล่านั้น พวกเขาสังหารคนที่ต่อต้านจนหมดสิ้นแล้วจับตัวคนที่ยอมจำนนกลับไป

            พวกเขาเดินทางกลับเมืองหลวงอย่างรวดเร็วมู่หรงฉืออยากขี่ม้าคนเดียว แต่มู่หรงอวี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส มึนๆ เบลอๆ ไม่มีเรี่ยวแรงบังคับม้าได้ นางจึงทำได้เพียงให้เขานั่งอยู่ข้างหลังตนเขากอดนางไว้แน่น น้ำหนักครึ่งหนึ่งกดทับลงมาที่นาง

            เมื่อเป็นเช่นนี้ ตลอดการเดินทางนางเหน็ดเหนื่อยจนแทบจะกระอักเลือดออกมาอยู่รอมร่อ

            หลังจากถามไปถามมานางถึงได้รู้ว่า ก่อนที่กุ่ยหยิงกับอู๋หยิงจะมาถึงบึงเสวียนเยว่พวกเขาได้รับคำสั่งจากท่านอ๋องไว้ว่าหากผ่านไปสองชั่วยามแล้วท่านอ๋องยังไม่กลับเมืองหลวงให้พวกเขาออกมาตามหา พวกเขามาที่บึงเสวียนเยว่แล้วแต่กลับหาท่านอ๋องไม่พบยังดีที่เห็นสัญลักษณ์ที่ท่านอ๋องทิ้งเอาไว้ ถึงได้ตามมาจนเจอที่นี่

            นางถึงได้รู้ว่ามู่หรงอวี้ได้เตรียมการเอาไว้ก่อนแล้วทั้งยังวางแผนเอาไว้อย่างรัดกุม

            เขาไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายจึงพาคนไปบึงเสวียนเยว่เพียงยี่สิบกว่าคน

            เพียงแต่ตั้งแต่แรกเริ่มก็เกิดเรื่องราวไม่คาดฝันขึ้นมากมายอีกทั้งพวกเขายังได้รับบาดเจ็บ

            ครั้นกลับมาถึงจวนอวี้หวาง กุ่ยหยิงและอู๋หยิงหามเขาตรงไปยังห้องบรรทมแต่ก่อนจะถูกเคลื่อนย้ายไปเขากวักมือเรียกนาง นางจึงเดินเข้าไปได้ยินเขาพูดเสียงแผ่ว : “ต้องรีบจัดการคุณชายจิน ตัดเอวเขาต่อหน้าทุกคนเสีย”

            มู่หรงฉือเองก็มีความคิดเช่นนี้ คุณชายจินน่าหวาดหวั่นเกินไปการตัดเอวคุณชายจินต่อหน้าราษฎรเป็นการแสดงอำนาจพร้อมตักเตือนแคว้นหนานเยว่ไปในที

            เพียงแต่ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน การประหารต่อหน้าผู้คนจึงต้องจัดขึ้นในตอนกลางวันของพรุ่งนี้

            มู่หรงอวี้พูดจบก็หมดสติไป กุ่ยหยิงกับอู๋หยิงรีบพาเขารุดไปที่ห้องบรรทมทางตำหนักหลังทันทีจวนหวางโกลาหลวุ่นวายในทันใด

            ส่วนนางที่ยืนอยู่หน้าประตูจวนกำลังตกอยู่ในอารามตกใจครั้นเริ่มตั้งสติได้จึงเดินเข้าไปด้านใน

            พ่อบ้านหลินพาหมอประจำจวนพร้อมนางกำนัลวิ่งไปยังเรือนหลังมู่หรงฉือเดินไปพลางครุ่นคิด เวลานี้จวนอวี้หวางขาดเจ้านายที่เป็นหัวใจสำคัญ เรื่องคุณชายชุดทองยังต้องเตรียมการให้ดียังมีเรื่องมากมายต้องให้นางเป็นผู้ตัดสินใจ นางยังไม่อาจกลับตำหนักบูรพาได้ในเวลานี้

            นอกห้องบรรทม นางดื่มชาพลางครุ่นคิดหากเป็นมู่หรงอวี้ เขาจะเอาตัวคุณชายชุดทองไปขังไว้ที่ใด?

            คุณชายชุดทองลอบขายฝิ่นในเมืองหลวง ลอบซื้ออาวุธทหารที่กองทัพตรวจสอบอาวุธสร้างขึ้นจะต้องทำการค้าขายมานานหลายปี รากฐานของกิจการจะต้องล้ำลึกพอสมควร ทั้งคนทั้งม้าย่อมมีไม่น้อยบรรดาลูกน้องเหล่านั้นของเขาจะต้องหาวิธีช่วยเหลือเขาแน่นอน เช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นศาลต้าหลี่หรือห้องขังของกรมราชทัณฑ์ก็คงจะขังเขาเอาไว้ไม่ได้

            นางเรียกกุ่ยหยิงออกมาแล้วถาม “ท่านอ๋องเป็นอย่างไรบ้าง?”

            “หมอประจำจวนกำลังรักษาท่านอ๋อง โชคดีที่ท่านอ๋องทานยาแก้พิษเข้าไปก่อนจึงรักษาชีวิตเอาไว้ได้เพียงแต่ท่านอ๋องได้รับบาดเจ็บหนัก จะต้องพักรักษาตัวหลายวันพ่ะย่ะค่ะ” เขาตอบกลับแล้วรู้สึกตำหนิตัวเองเป็นอย่างมากหากเขาหาท่านอ๋องพบไวกว่านี้ ท่านอ๋องก็คงจะไม่ได้รับบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้

            “หากท่านอ๋องจะคุมขังนักโทษที่สำคัญมากคนหนึ่งจะขังเอาไว้ที่ใด?”

            “กระหม่อม...ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”

            “จวนหวางมีห้องขังหรือไม่?”

            “...มีพ่ะย่ะค่ะ” ทันใดนั้นกุ่ยหยิงก็รู้สึกว่าองค์รัชทายาทเฉลียวฉลาดยิ่งนัก

            มู่หรงฉือจมอยู่กับความคิดครู่หนึ่งแล้วพูดข้างหูเขา “เอาคุณชายชุดทองไปขังเอาไว้ที่ห้องขังใต้ดินเจ้ารวบรวมองครักษ์ที่มีฝีมือที่สุดในจวนมาลอบเฝ้าเอาไว้ ส่วนลูกน้องที่เหลือเหล่านั้นเจ้าก็ส่งไปที่ห้องขังของกรมราชทัณฑ์เอาเสื้อผ้าของคุณชายชุดทองสวมให้หนึ่งในนั้น สวมรอยเป็นคุณชายชุดทองเสีย”

            เขาประสานมือเข้าด้วยกันรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ”

            องค์รัชทายาทผู้นี้ไม่ได้เรื่องที่ใดกัน? เฉลียวฉลาดพอๆ กับท่านอ๋องเสียด้วยซ้ำ

            จากนั้นนางก็เข้าไปดูมู่หรงอวี้ หมอประจำจวนกำลังพันแผลให้เขา

            มู่หรงอวี้นอนอยู่บนเตียง ดวงตาทั้งสองปิดสนิทใบหน้าหล่อเหลาขาวซีดทั้งยังเขียวคล้ำเล็กน้อย ภายใต้แสงเทียนสีแดงที่ส่องลงมายิ่งขับให้สีหน้าของเขาน่าตกใจราวกับคนที่ตายไปแล้วอย่างนั้น

            นางคิดถึงภาพตอนอยู่หน้าประตูจวน เขาฝืนทนมานานถึงเพียงนั้นกระทั่งถึงหน้าประตูจวน หลังจากสั่งงานนางเสร็จถึงได้วางใจแล้วหมดสติไปตลอดทางมานี้เขาคงฝืนทนลำบากเป็นอย่างมากเป็นแน่

            หากเขาตายไปจริงๆ หัวใจของนาง…ก็แอบหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย หากเขาตายไปเช่นนั้นแคว้นเป่ยเยี่ยนจะทำอย่างไร?

            แน่นอนราชสำนักย่อมวุ่นวายขึ้นมา แต่ละกลุ่มอำนาจแย่งชิงห้ำหั่นกันนางมีความสามารถพอจะหยุดยั้งหรือไม่? มีความสามารถพอที่จะทำให้ราชสำนักมั่นคงได้หรือ?

            ยังมีบรรดาราษฎรอีกเล่า เทพสงครามที่ชาวเป่ยเยี่ยนภาคภูมิเคารพนับถือสิ้นใจไปแคว้นต่างๆ ย่อมไม่เกรงกลัวแคว้นเป่ยเยี่ยนอีก อีกทั้งความลับของอาวุธของแคว้นยังถูกแพร่งพรายออกไปแคว้นตงฉู่กับแคว้นหนานเยว่ที่ร่วมมือกันอยู่จะต้องไปดึงแคว้นซีฉินมาเข้าร่วมแล้วยกกองทัพมาโจมตีแคว้นเป่ยเยี่ยนถึงตอนนั้นเมื่อถูกทั้งสามแคว้นเข้ากระหนาบโจมตีนางที่เป็นองค์รัชทายาทจะมีความสามารถในการออกรบหรือไม่

            เวลานี้วินาทีนี้ แผ่นหลังของนางเย็นเยียบทั่วทั้งร่างแข็งทื่อไปหมด

            คิดไม่ถึงว่าที่แคว้นเป่ยเยี่ยนแข็งแกร่งและทำให้แคว้นต่างๆหวั่นเกรงนั้นเป็นเพราะมีมู่หรงอวี้เป็นคนควบคุม ปกป้อง เป็นเสาหลักอยู่เพียงผู้เดียวชื่อเสียงที่เล่าลือกันนั้นไม่ได้แต่งขึ้นมาเลยแม้แต่นิด

            ในตอนที่มองสำรวจมู่หรงอวี้อีกครั้งมู่หรงฉือก็ได้ผลสรุปที่น่าตกใจเช่นนี้ขึ้นมา นางทั้งรู้สึกตกใจและย่ำแย่ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเป็นกังวลดี

            นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นางจะต้องขยันมากขึ้นจะได้กลายเป็นคนเช่นเขาเป็นผู้ที่จะเป็นเสาหลักของแคว้นเป่ยเยี่ยนได้

            “ไม่มีสิ่งใดน่ากังวลถึงชีวิตใช่หรือไม่?” นางถามหมอประจำจวน

            “เตี้ยนเซี่ยโปรดวางใจ ท่านอ๋องไม่มีอะไรให้น่ากังวลถึงชีวิตพ่ะย่ะค่ะเพียงแต่บาดแผลสาหัสยิ่งนัก ยังไม่รู้ว่าจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่พ่ะย่ะค่ะ” หมอประจำจวนตอบ

            “เจ้าไปต้มยาก่อนเถิด”

            “เช่นนั้นกระหม่อมขอตัวก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

            หมอประจำจวนถอยออกไป มู่หรงฉือนั่งลงข้างเตียงมองเขาเงียบๆ ในใจคิดแล้วคิดอีก

            นางกำนัลสองคนยกน้ำอุ่นเข้ามาเพื่อเช็ดตัวให้เขา

            นางเดินออกไปนอกห้อง ให้นางกำนัลนำอาหารไปวางไว้บนโต๊ะทำงานแล้วเริ่มทาน

            เรี่ยวแรงถูกใช้ไปจนหมดสิ้น นางจะต้องเพิ่มกำลังกายกลับมาจากนั้นต้องเตรียมชำระกายผลัดเสื้อผ้า พรุ่งนี้ยังมีเรื่องให้ทำอีกมากมาย

            หลังจากทานอาหารเสร็จแล้วนางก็เข้าไปดูเขาอีกครั้งก่อนจะกลับไปที่ห้องด้านข้างแล้วสั่งให้ฉินรั่วปรนนิบัตินางชำระกาย

            หลังจากอาบน้ำผลัดเสื้อผ้าแล้วนางก็ไปดูเขาอีก เขาทานยาไปแล้วแต่ก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมานอนหลับลึกราวกับจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก

            ฉินรั่วให้นางกำนัลทั้งหมดออกไป ส่วนตัวเองคอยอยู่นอกห้อง

            มู่หรงฉืออดยื่นมือไปลูบคิ้วเรียวของเขาไม่ได้ แล้วค่อยๆลากนิ้วระมาตามจมูกโด่ง ลูบริมฝีปากที่เย็นเล็กน้อย…เขานอนหลับลึกถึงเพียงนี้ ถอดความดุร้ายในยามปกติลง เปิดเผยด้านที่อ่อนแอไร้พิษสงแต่กลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา

            มู่หรงอวี้ ท่านยังจะตื่นขึ้นมาใช่หรือไม่?

            หากพรุ่งนี้ท่านตื่นขึ้นมา ท่านจะทำอย่างไรเพื่อรับรองว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด?

            มีคนเคาะประตู

            เป็นฉินรั่วเข้ามารายงาน “เตี้ยนเซี่ย กุ่ยหยิงขอเข้าเฝ้าเพคะ”

            มู่หรงฉือออกมาข้างนอก ก่อนจะให้เขาเข้ามา

            กุ่ยหยิงประสานมือคำนับแล้วรายงาน “เตี้ยนเซี่ย ทั้งหมดได้จัดเตรียมเรียบร้อยแล้วไม่มีคนมาปล้นนักโทษระหว่างทางพ่ะย่ะค่ะ”

            “คืนนี้ต้องลำบากเจ้ากับอู๋หยิงแล้วเพิ่มการลาดตระเวนรอบๆ จวนด้วย”

            “พ่ะย่ะค่ะ”

            เห็นเขาถอยออกไปแล้วนางก็พูดอีก “ช้าก่อน”

            กุ่ยหยิงหมุนตัวกลับมา “เตี้ยนเซี่ยยังมีอะไรรับสั่งหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

            “เปิ่นกงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเจ้าพาเปิ่นกงไปที่ห้องขังใต้ดินที เปิ่นกงจะไปเจอคุณชายชุดทองด้วยตัวเอง” ดวงตาของมู่หรงฉือปรากฎความดุร้าย

            “พ่ะย่ะค่ะ”

            กุ่ยหยิงพาเตี้ยนเซี่ยไปยังห้องขังใต้ดินทางเข้าอยู่ที่ห้องตำรา เมื่อเข้ามาภายในห้องตำรา เขาหยิบหนังสือที่อยู่ตรงช่องที่สี่จากชั้นที่สามออกมาทั้งหมดเผยให้เห็นกลไกที่ซ่อนอยู่ เขากดมันลงไปก่อนที่จะเกิดเสียงดังขึ้น กำแพงสีขาวเผยให้เห็นช่องๆหนึ่ง

            นางครุ่นคิด ที่แท้ทางเข้าคุกใต้ดินก็อยู่ที่นี่

            เขาเดินนำเข้าไปก่อน นางเดินตามหลังไป

            คุกใต้ดินเป็นห้องที่ทำขึ้นจากหิน แต่การออกแบบห้องนั้นงดงามมากสามารถใช้เป็นที่พักได้

            เมื่อเดินลงบันไดมาก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่เข้าปะทะนางจดจำสภาพแวดล้อมรอบๆ เอาไว้ในใจ

            เดินมาได้สักพักก็ผ่านห้องหินห้องหนึ่งในที่สุดก็มาถึงห้องที่ขังคุณชายชุดทองเอาไว้

            นางรู้สึกได้ว่าที่นี่เต็มไปด้วยเครื่องทรมานและอาวุธสงครามบรรยากาศเต็มไปด้วยไอสังหารเข้มข้น

            เมื่อประตูหินเปิดออก พวกเขาก็เดินเข้าไปด้านในคุณชายชุดทองถูกมัดมือมัดเท้าเอาไว้ ทั้งยังถูกจับกรอกยาขจัดกำลังภายใน ยากที่เขาจะหลบหนีออกไปได้

            เขานอนตะแคงตัวงอ แม้จะได้ยินเสียงแต่กลับไม่ยอมลืมตาขึ้นมามองว่าเป็นผู้ใดที่เข้ามา

            มู่หรงฉือจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชาก่อนที่ไฟโทสะจะปะทุขึ้น

            คิดถึงบรรดาคนบริสุทธิ์ที่ต้องตายไป คิดถึงเหล่าขุนนางที่ถูกฝิ่นทำให้สิ้นชีพไปเหล่านั้นคิดถึงความลับของอาวุธที่ถูกแพร่งพรายออกไปแล้ว ไฟโทสะที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นก็ลุกโชนขึ้น

            ต่อให้เขาตายไปกี่พันกี่หมื่นครั้งก็ไม่เพียงพอให้ระบายความชิงชังนี้!

            “องค์ชายสามแห่งแคว้นหนานเยว่ เยว่จิ่งเฉิน”

            น้ำเสียงอันเย็นชาของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจ

            คุณชายชุดทองลืมตาขึ้นทันที ดวงตาราวอสรพิษจับจ้องไปที่นางทันใดนั้นเขาก็ยกยิ้มน้อยๆ “องค์รัชทายาทรู้ได้อย่างไรว่าข้าคือองค์ชายสาม?”

            มู่หรงฉือไม่ตอบ ส่งสายตาให้กุ่ยหยิง

            ใบหน้าอันหล่อเหลา ผิวขาวราวกระเบื้องสะท้อนเข้าสู่สายตาของนางคิ้วเชิดแฝงไว้ด้วยความร้ายกาจที่แผ่มาจากกระดูก ทั้งๆ ที่กำลังคลี่ยิ้มแต่กลับชั่วร้ายจนทำให้คนหวาดหวั่น

            เขาจ้องมาที่นางด้วยรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจ“หน้าตาของข้าคงไม่ได้ทำให้องค์รัชทายาทผิดหวังกระมัง”

     

    คล้ายกับเรื่องวาดชะตา ทวงบัลลังก์รัชทายาทหญิง ที่คุณอ่าน