“ข้าฝึกตนเพื่อความหลุดพ้น” เขากล่าวราบเรียบ แต่หากมีผู้ใดได้ยินคำกล่าวประโยคนี้ของเขา ก็ย่อมจะััได้ถึงความมั่นคงและแน่วแน่ที่อยู่ในคำพูดประโยคนั้นของเขา
“เพราะอะไรเ้าจึง้าหลุดพ้น?” เสียงเก่าแก่โบราณนั้นออกเสียงถามคำถามที่สอง
“เพราะห้วงวัฏเป็ทุกข์ ข้าไม่ปราถนาจะวนเวียนอยู่ในห้วงวัฏ ข้าปราถนาจะเป็อิสระจากการควบคุมและกฏเกณฑ์ของมัน” ฉีหลินตอบ
เสียงเก่าแก่โบราณนั้นนิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง ราวกับว่ามันได้ยินในสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมาย
“ตอบได้ดี ไม่เสียทีที่เ้านั้นมีวาสนาบนหนทางแห่งเซียน เ้าผ่านการทดสอบแล้ว” เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะพร่ามัวและบิดเบี้ยวลงชั่วขณะ เมื่อกลับคืนสู่ภาวะปกติอีกครั้ง สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของฉีหลินคือ...ประตูบานหนึ่ง!
ฉีหลินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก้าวเท้าออกไป ใช้สองมือผลักประตูให้เปิดออก
แอ๊ดดดดด…
ด้านในประตูเป็ลำแสงเจิดจ้าจนมองสิ่งใดไม่เห็นอีก เขาก้าวเท้าเข้าไป
เมื่อแสงสว่างนั้นจางหายไป ฉีหลินพบว่าเขานั้นยืนอยู่ที่หน้าซุ้มประตูอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งทำเป็หอระฆังขนาดใหญ่ ที่้ามีระฆังโบราณใบหนึ่งแขวนลอยสงบนิ่งอยู่กลางอากาศ
ปง...ปง...ปง...ปง...ปง...ปง...ปง...ปง...ปง
เมื่อฉีหลินก้าวเดินออกไป ระฆังโบราณนั้นก็บังเกิดเสียงดังขึ้นเก้าครั้งก้องไปทั่วทั้งสำนัก
ขณะนั้นเป็เวลาเช้าตรู่ซึ่งพระอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมา อาบย้อมท้องฟ้าด้านตะวันออกทั้งผืนให้กลายเป็สีทองอร่ามเรืองรอง เสียงระฆังทั้งเก้าครั้งดังขึ้นก้องไปทั่วทั้งสำนัก ศิษย์ทุกคนในสำนักล้วนแล้วแต่ได้ยินกันโดยถ้วนหน้า แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสำนัก และอยู่ห่างไกลออกไปนับพันนับหมื่นลี้ก็ยังได้ยินเสียงระฆังนี้ดังก้องอยู่ในใจ
ณ ที่แห่งหนึ่ง เหล่าผู้าุโต่างก็มองหน้ากันไปมาด้วยความตกตะลึงโดยสิ้นเชิง
“มัน...มันถึงกับทำให้ระฆังสำนักดังขึ้นมาได้” ฟ่งหวงเซียนกูมีสีหน้าตกตะลึงไปโดยสิ้นเชิง หันไปมองฉีเทียนซ่างเหรินด้วยดวงตาเบิกกว้าง ท่านผู้เฒ่าเองก็นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความเบิกบานใจ
“ประเสริฐ...ประเสริฐ...อนาคตเบื้องหน้ามันย่อมบรรลุในเต๋าเข้าสู่ความเป็เซียน”
ที่ด้านหน้าสำนัก ฉีหลินเหม่อมองตะลึงตะลาน เมื่อระฆังดังขึ้นแบบไม่มีต้นสายปลายเหตุ ขณะเดียวกันเงาร่างนับร้อยก็เคลื่อนไหวมาปรากฏตัวรอบๆบริเวณอย่างรวดเร็ว ในบรรดาเงาร่างเหล่านี้ มีทั้งบุรุษและสตรี บ้างอยู่ในวัยกลางคนสวมชุดนักพรตสีกรมท่า บ้างเป็วัยหนุ่มสาวสวมชุดนักพรตสีเทาอ่อน ทั้งหมดรายล้อมฉีหลินเอาไว้ แต่ละคนมีสีหน้าปั้นยาก
“สหายน้อย เ้าเป็ใครกัน เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ และเ้าเป็ผู้ตีระฆังใบนั้นหรือ”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดนักพรตสีน้ำเงินเข้ม มือถือแส้ปัดเดินออกมาเบื้องหน้า เอ่ยถามเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ทว่าก่อนที่ฉีหลินจะได้กล่าวตอบสิ่งใด ก็ปรากฏเสียงๆหนึ่งก้องกังวานลงมาจากฟ้าเบื้องบน
“อินโซ่ว พาสหายน้อยผู้นั้นไปยังหน้าวิหารหลัก อีกหนึ่งชั่วยามให้ผู้าุโและศิษย์หลักทุกคนมาพร้อมกันที่ลานหน้าวิหาร จะมีพิธีรับศิษย์ขึ้นที่นั่น”
นักพรตวัยกลางคนผู้เดินออกมามีสีหน้าแตกตื่นลนลาน รีบประสานมือโค้งคำนับอย่างรวดเร็ว
“น้อมรับคำสั่งท่านเ้าสำนัก”
ทุกคนในบริเวณนั้นต่างก็มีสีหน้าหลากหลายแตกต่างกันออกไป แต่ก็หันกายจากไปแต่โดยดี ขณะเดียวกันนกพรตอินโซ่วก็นำทางฉีหลินจากไป
สองคนต่างวัยเดินไปด้วยกันบนทางเดินปูด้วยอิฐราบเรียบ สองข้างทางแวดล้อมไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพรรณ ราวกับแดน์ นักพรตอินโซ่วถามไถ่ฉีหลินอยู่หลายคำ พอทราบว่าเด็กหนุ่มผ่านมาทางบันไดมรรคาเซียน ทั้งยังมีไท่อิดจินหยินเป็ผู้ส่งเข้ามาก็ต้องมีสีหน้าปั้นยากอย่างถึงที่สุด พอฉีหลินถามถึงเหตุผล นักพรตอินโซ่วก็ตอบแต่เพียงว่า
“ปรมาจารย์ไท่อิดไม่เคยรับศิษย์ และบันไดมรรคาเซียนก็ไม่ได้ใช้มาหลายพันปีแล้ว”
ไม่ช้านักพรตอินโซ่วก็พาฉีหลินมาถึงอาคารหลังหนึ่ง มีป้ายติดที่ด้านหน้าว่า “อาคารอำนวยการ” ที่นี่ นักพรตอินโซ่วรับเอาชุดนักพรตสีเทาอ่อนมาชุดหนึ่งส่งให้ฉีหลิน ก่อนจะให้เข้าไปอาบน้ำชำระร่างกายและเปลี่ยนชุดใหม่ที่ห้องด้านหลัง และพาฉีหลินเดินมุ่งหน้าไปยังอาคารหลักที่ตั้งเด่นเป็สง่าอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆลูกหนึ่ง
ณ วิหารหลักแห่งสำนักคุนหลุน ปรากฎเป็อาหารชั้นเดียวมหึมาหลังหนึ่ง สร้างจากไม้เก่าแก่ หลังคามุงด้วยกระเบื้องที่สกัดขึ้นจากหยกสีอำพัน ยามต้องแสงแดดทอประกายสีเหลืองอำพันสว่างไสว เป็วิหารที่ดูเรียบง่าย ทว่ากอปรไปด้วยความเข้มขลังอย่างน่าประหลาดใจ ชวนให้ผู้พบเห็นบังเกิดความนับถือเลื่อมใสราวกับได้พบเซียนผู้หลุดพ้น
ด้านหน้าวิหาร ตั้งไว้ด้วยตั่งศิลามีพนักพิงเป็ลายปากั้วตัวหนึ่งเป็ประธานตรงกลาง ด้านข้างเป็เก้าอี้ศิลาขนาดย่อมลงมาไม่มีพนักเรียนรายอยู่ทั้งสองข้างเยื้องไปด้านหลังของเก้าอี้ศิลาตัวใหญ่เล็กน้อยข้างละสองตัว ในชั้นถัดมเป็บันไดหินสิบขั้นทอดยาวลงมายังลานกว้าง ที่บันไดแต่ละขั้นมีตั่งศิลาตั้งเรียงกันลงมาเป็แถวข้างละสิบตัว ก่อนจะเป็ลานกว้างขนาดใหญ่ที่ปูด้วยอิฐศิลาสีเทา
ฉีหลินเพิ่งเคยมีโอกาสได้พบเห็นความยิ่งใหญ่ของสำนักเซียนโบราณครั้งแรก อดไม่ได้ต้องประหม่า ทว่าก็ได้นักพรตอินโซ่วที่ประกบอยู่ด้านข้างคอยปลอบและแนะนำขั้นตอนต่างๆให้กับฉีหลิน
ไม่ช้า ก็เริ่มมีผู้คนทยอยมายังบริเวณลานกว้าง ศิษย์สำนักคุนหลุนมีด้วยกันสี่ประเภท ประเภทแรกคือศิษย์ภายนอก ซึ่งมีอยู่กว่าหมื่นคน ประเภทที่สองคือศิษย์ภายในมีอยู่ราวๆหนึ่งพันคน และประเภทที่สามคือศิษย์หลักซึ่งจะมีอยู่สองร้อยคน ในบรรดาศิษย์ทั้งหนึ่งพันสองร้อยคนนี้ ก็จะมีบรรดาศิษย์ที่เหล่าผู้าุโเลือกรับเป็ศิษย์ส่วนตัวอีกไม่น้อย
ศิษย์ที่เข้าสู่สำนักคุนหลุนทุกคน เมื่อผ่านการทดสอบของสำนักแล้วก็จะเริ่มต้นด้วยการเป็ศิษย์ภายนอก สวมชุดสีน้ำตาล นอกจากการฝึกวิชาที่สำนักจัดให้มีผู้าุโไปบรรยายในแต่ละสัปดาห์ ก็มีหน้าที่เรียนรู้สิ่งต่างๆ และส่งภาษีให้กับสำนักตามจำนวนที่กำหนดในทุกๆสามเดือน ต่อเมื่อมีคุณสมบัติครบตามที่กำหนด ก็สามารถที่จะทดสอบเลื่อนเป็ศิษย์ภายในได้ แต่หากไม่สามารถเลื่อนขั้นได้ภายในยี่สิบปี ก็มีทางเลือกสองทาง หนึ่งคือจากไป สองคือเข้าร่วมกับสำนักคอยทำหน้าที่ดูแลส่วนงานต่างๆภายในสำนัก ส่วนศิษย์ภายใน สวมชุดสีเขียวเข้ม ไม่ต้องส่งภาษีให้กับสำนักอีก เพียงแต่ปฏิบัติภารกิจสำนักตามจำนวนที่กำหนดในแต่ละเดือน เพื่อแลกกับค่าคะแนนสำนักเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็ทรัพยากรในการฝึกฝน และสามารถเลือกเรียนรู้ในแขนงวิชาที่ตนถนัด ซึ่งแบ่งออกเป็ศิลปการต่อสู้และวิชาเวท และเมื่อมีคุณสมบัติถึงตามที่กำหนด ก็สามารถเข้ารับการทดสอบเป็ศิษย์หลักได้เช่นกัน
ส่วนศิษย์หลักนั้น จัดว่าเป็ตัวตนชั้นยอดของหมู่ศิษย์ สวมใส่ชุสีเทา การจะก้าวเข้ามาเป็ศิษย์หลัก ไม่เพียงแต่ต้องมีพลังฝีมือในเกณฑ์ที่กำหนด ยังต้องผ่านการทดสอบต่างๆอีกด้วย
ในที่สุด บรรดาศิษย์หลักทั้งสองร้อยคนก็มาพร้อมกันที่บริเวณพิธีอย่างพร้อมเพรียง ทั้งยังมีศิษย์ภายในอีกหลายร้อยคนที่ได้ยยินข่าวต่างพากันมาชมดูอยู่รอบๆบริเวณ
จากนั้น ที่ตั่งศิลาบนขั้นบันไดทั้งยี่สิบตัว ก็ปรากฏเงาร่างวูบไหวของเหล่านักพรตชายหญิงนั่งประจำที่ของตนเอง
“ไอ๋หยา เสี่ยวหลิน ข้าเองก็ต้องไปประจำที่นั่งแล้ว เ้าจงรออยู่ตรงนี้อย่าได้ตื่นเต้น” นักพรตอินโส่วหันมากล่าวกำชับฉีหลินอีกครั้งหนึ่งก่อนจะกลายเป็เงาวูบไหวไปปรากฏตัวที่ที่นั่งของผู้าุโลำดับสิบสองอย่างรวดเร็ว
ที่เก้าอี้ในชั้นบนสุดห้าตัว เงาร่างของคนห้าคนต่างก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ตรงกลางตั่งศิลาตัวใหญ่ มีร่างของชายชราชุดขาวนั่งอยู่ ด้านซ้ายสองข้างหนึ่งเป็บุรุษหนึ่งเป็สตรีในชุดสีดำ เป็อู่เปินจินหยิน และฟ่งหวงจินหยิน ศิษย์ลำดับที่หนึ่งและสองของฉีเทียนต้าเหริน ส่วนทางด้านขวาปเป็บุรุษในชุดดำสองคน หนึ่งคือเหวินชางจินหยิน และไท่อิดจินหยิน ทั้งสี่ล้วนแต่เป็ปรมาจารย์ระดับเซียนของสำนักคุนหลุนแห่งนี้ นอกจากนั้น ที่ด้านหลังของปรมาจารย์ทั้งสาม ยังมีชายหญิงในชุดสีดำยืนห่างออกไปที่ด้านหนึ่งอีกสามคน
เมื่อทุกคนต่างมาพร้อมหน้ากันแล้ว เสียงฆ้องเริ่มพิธีก็ดังขึ้น
“ฉีหลิน จงก้าวออกมาเบื้องหน้า” เสียงก้องกังวานของฉีเทียนต้าเหรินดังขึ้น แม้ท่านจะไม่ได้ออกแรงะโ ทว่าคล้ายกับพูดอยู่ริมหู ฉีหลินสูดหายใจลึกก้าวเดินออกไปที่เบื้องหน้า บนพื้นศิลาสองมือประสานโค้งคำนับไปด้านหน้า
“เดิมที สำนักคุนหลุนมีกฏเคร่งครัด รับศิษย์เพียงปีละหน ทว่าครั้งนี้ถือเป็กรณีพิเศษ เ้านั้นผ่านการทดสอบของบันไดมรรคาเซียน ทั้งยังทำให้ระฆังโบราณดังขึ้นได้ ตามกฏโบราณของสำนักถือว่าเ้ามีคุณสมบัติเข้าเป็ศิษย์แห่งสำนักคุนหลุนเรา ข้าขอประกาศ เ้ามีสถานะเป็ศิษย์หลักของสำนัก และเป็ศิษย์ส่วนตัวของไท่อิดจินหยินนับแต่นี้เป็ต้นไป” ที่เื้ัปรากฏเสียงซุบซิบแ่เบาดังหึ่งขึ้นไปหมด พึงรู้ว่าบันไดมรรคาเซียนนั้นไม่ได้ถูกใช้งานมานานกว่าสามพันปี ทั้งยังยากเย็นอย่างยิ่ง จึงเป็ที่แตกตื่นของผู้คน ทว่าบางส่วนกลับเป็การไม่เห็นด้วย
“ขอคุณท่านเ้าสำนัก” ฉีหลินประสานือโค้งคำนับอีกครั้งหนึ่ง จากนั้น ไท่อิดจินหยินก็ลุกจากที่นั่งของตนแล้วก้าวออกมาด้านหน้า
“อะไรกัน”
“เป็ไปไม่ได้ ท่าปรมาจารย์ไม่เคยรับศิษย์มาก่อน”
“ความสามารถเพียงเท่านี้กลับได้เป็ถึงศิษย์หลัก”
“ข้าไม่ยอมรับ”
ฯลฯ
เสียงอุทานด้วยความประหลาดใจดังมาทั้งจากหมู่ศิษย์หลักและศิษย์ภายใน กระทั่งเหล่าผู้าุโหลักและรองต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจไปโดยสิ้นเชิง
“นับแต่นี้ไป เ้าคือศิษย์ของข้า” ไท่อิดจินหยินหยุดยืนที่เบื้องหน้า มอบส่งตราหยกทรงกลมให้ ฉีหลินรีบคุกเข่าโขกศีรษะทันที
“ศิษย์ฉีหลิน คารวะท่านอาจารย์”
ไท่อิดจินหยินประคองฉีหลินให้ลุกขึ้น ก่อนจะเดินนำฉีหลินไป้า และส่งสัญญาณให้เขาเดินไปรวมกับเหล่าชายหญิงในชุดดำที่ยืนอยู่ด้านหนึ่ง
“ศิษย์พี่” ฉีหลินค้อมศีรษะคำนับชายหญิงทั้งสี่ ที่ค้อมศีรษะตอบด้วยท่าทีเป็มิตร
“ยินดีต้อนรับศิษย์น้อง นับแต่นี้พวกเราจะดูแลเ้าเอง” ศิษย์พี่หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มสดใส หลังจากผ่านการแนะนำตัว ฉีหลินก็ได้ทราบว่าศิษย์พี่หญิงผู้นี้เป็ศิษย์ของอาจารย์ป้า เฟิ่งหวงจินหยิน นามว่าเหวินซูิ่ ส่วนศิษย์พี่หญิงอีกคนหนึ่งนามว่ากู้หลาน ศิษย์พี่อีกสองคนหนึ่งชื่อว่า ต้าเทียน อีกหนึ่งชื่อซ่งหยวนไค่ ทั้งสี่ต่างก็แสดงออกให้เห็นถึงความเป็มิตรอย่างเด่นชัด
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีรับศิษย์ ฉีหลินถูกส่งไปยังที่พักของเขาซึ่งถูกจัดเตรียมเอาไว้ เป็เวิ้งผาแห่งหนึ่งบนยอดเขาที่อยู่ห่างออกมาจากยอดเขาหลัก มีชื่อว่าเขาเวิ้งกิเลน ด้านหนึ่งของที่พักของเขานั้นเป็หน้าผามองออกไปจะพบกับทะเลเมฆกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ที่ริมผามีต้นท้อต้นหนึ่งยืนต้นอยู่โดดเดี่ยว ถัดมาไม่ไกลเป็เป็กระท่อมน้อยยกพื้นหลังหนึ่ง ภายในเป็ห้องโล่ง มีเตียงไม้ไผ่สานหยาบๆตั้งอยู่ที่มุมหนึ่งปูไว้ด้วยที่นอนยัดไส้หญ้าฟางหยาบๆ มุมห้องอีกด้านหนึ่งเป็หีบไม้ภายในมีตราอาคมเปิดมิติ ทำให้หีบใบหนึ่งถึงกับสามารถบรรจุของได้นานับชนิด ฉีหลินกวาดตามอง”บ้าน”ของเขาด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย เขาเห็นจะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนานปีทีเดียว