“ที่อาจารย์แสดงให้เห็นก็คือรูปแบบที่สาม ‘อามเมอร์โมท’ หรือ ‘ร่างเกราะสถิต’….ซื้ดดดด…ฮ่า!! มีใครสงสัยอะไรไหม?”
อาจารย์ชิโนบุกลับมานั่งสอนพวกเราที่นั่งอยู่กับพื้นหญ้า และดมยาดมไปพลาง สอนไปพลาง
“เมื่อกี้คือร่างแบบไหนเหรอคะ? หนูเห็นแค่นักรบโบราณ…”
“ก็นั่นแหละ คือตัวของอาจารย์เอง รูปแบบที่สามร่างเกราะสถิตน่ะ จะทำให้ไมน์สวมเข้ากับร่างกายของตัวเอง ทำให้เพิ่มพลังในส่วนต่าง ๆ แล้วแต่บุคคล ของอาจารย์จะเป็รูปแบบต่อสู้ แค่ไม่ค่อยได้ใช้บ่อยๆ เลยไม่ค่อยชิน”
“งั้น...ทั้งหมดก็มีสามรูปแบบเหรอคะอาจารย์ แบบปกติ ร่างอสูร ร่างเกราะสถิต...แล้วจะมีรูปแบบอื่นอีกไหมคะ?!” ฮิมาวาริถามในสิ่งที่ผมเองก็สงสัย
“ตามที่มีการบรรทึกไว้ จะมีอีกหนึ่งรูปแบบคือ ‘ลิมิตเบรค’ หรือ ‘ทลายขีดจำกัด’”
“มันเป็ยังไงเหรอคะอาจารย์?!!!!”
“มันก็ต้องเป็….”
“ต้องเป็…”
“ท่าสุดยอดยังไงล่า….!!!!”
(อะไรละนั่น) ภายในใจเด็กๆ ที่ร้องในใจพร้อมๆ กัน
“เอาน่าๆ ตอนนี้รายชื่อคนที่สามารถใช้ทลายขีดจำกัดได้ถูกเก็บเป็ความลับอยู่ เพราะถ้าหากเปิดเผยรายชื่อ อาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคมก็ได้ แต่ก็มีการลงมติให้มีการประกาศรายชื่ออยู่นะ น่าจะเป็…่เทอมสองละมั๊ง!”
“เทอมสองเลยหรอค้าาา ว่าจะไปขอรายเซ็นสักหน่อย”
“บางที ถ้าเธอรู้รายชื่อแล้ว อาจจะหมดความสนใจก็ได้!”
การเรียนยังคงดำเนินไปด้วยบทสนทนาระหว่าฮิมาวาริกับอาจารย์ชิโนบุ แต่ผมก็ยอมรับว่าผมเองก็สนใจไม่น้อย ไขว่คว้าหาพลัง แม้จะไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องสู้กับใคร แต่อย่างน้อยก็ขอให้มีพลังพอที่จะปกป้องตัวเองได้ก็พอ จะว่าไป…
“ไทจิ!!!”
ความสนใจของอาจารย์ก็หันมาเจอกับเ้านักเรียนหลังห้องที่ปูที่นอนและห่มผ้าหลับอย่างสบายอยู่แถวหลัง และปล่อยผ่านการทดลองของอาจารย์ไปหน้าตาเฉย…แบบที่ไม่แม้แต่จะลืมตามาสนใจด้วยซ้ำ
“เ้า!!! ไทจิ!!!”
ฟิ้ว!!!! โป๊ก!!!!!
และก็โดนชอร์คขว้างอีกตามเคย
“อืม…” / “มีอะไรหรือยัยหนู?”
“ไม่ต้องมา ‘อะไร’ เลย อย่างน้อยก็ช่วยตั้งใจเรียนหน่อยเซ่!!!”
“อ่อ…อืมๆ หาววว” / “เอาน่า ละเว้นข้าสักคนไม่ได้หรือ? มองข้ามไปก็ได้ หาวววว”
ภาพตรงหน้าที่ดูยังไงก็ไม่ชิน ไทจิแสดงท่าทางง่วงเหงาหาวนอน พูดแค่ “อืม” “อ่อ” “เออ” แต่กลับให้จิ้งจกสีแดงเป็คนที่พูดแทนเสียทุกอย่างแบบนั้น มองยังไงก็ไม่ชินแฮะ!
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้รอดตอนสอบปฏิบัติแล้วกัน!!”
อาจารย์เองก็ปากร้ายใจดี จนบางทีผมก็แปลกใจ เพราะหลายครั้งหลายคราเธอก็จะปลุกไทจิด้วยวิธีแบบนี้เสมอ แต่ก็มักจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ เป็ประจำ
“อาจารย์เป็แบบนี้ตลอดเลยเหรอ?”
ผมถามฮิมาวาริด้วยความสงสัย และเพราะผมคิดว่าเธออาจจะเป็ที่รู้ดีที่สุดในห้องนี้ก็ได้
“ก็ประจำนะ แต่ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรเลยนี่นา”
“เอ๋? ทำไมล่ะ?” ทำไมถึงจะไม่แปลกละ?
“ก็เพราะในเมืองนี้ ไทจิเก่งที่สุดแล้ว!”
“หมอเนี่ยนะ!!”
“ใช่ๆ ไทจินะ เป็ระดับวีไอพีเลย! แต่เค้าอยากจะใช้ชีวิตให้เหมือนเด็กหนุ่มทั่วไป ก็เลยมาเรียนน่ะ”
“นี่เธออำกันอยู่ใช่ไหม?” เห็นว่าผมเป็เด็กใหม่ก็เลยอำกันเหรอ? เ้านี่จะวีไอพีขนาดนั้นเลยหรือไง? แค่เป็คนที่มีอำนาจที่สุดในประเทศ….เดี๋ยวนะ! มันจะไม่เกินไปหรือไง?
“ใช่ๆ นายยังจำได้ไหม? เขาคือคนที่มีอำนาจที่สุดในประเทศนี้ และในประเทศนี้คนที่อำนาจได้คือคนที่รวยที่สุด ไม่ก็คนที่ขยับก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้แล้ว”
“แล้วเ้านี้ไปทำอะไรไว้ ถ้าได้ร่ำรวยขนาดเป็คนที่ขยับก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้น่ะ?!!”
“อืมมม…..”
“อืมมม…..”
“ไม่รู้สิ!!” ยัยฮิมาวาริตอบแบบไม่ใส่ใจซะงั้น!
“ปัดโถ่!!!”
“ฉันไม่รู้ ก็ไม่ผิดซะหน่อย!”
“ไม่เห็นจะมีประโยขน์อะไรเลย”
“นายนี่เป็ผู้ชายที่หยาบคายชะมัด! ไปล่ะ ไปฝึกไมน์ดีกว่า!”
ฮิมาวาริเดินจากไปพร้อมกับอุ้มแมวตัวใหญ่ที่มีแผงคอเป็ดอกทานตะวัน แต่ละคนในชั้นแยกย้ายนั่งห่างๆ กัน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากการคุ้มคลั่งของพลัง ส่วนตัวผมก็คิดว่าจะเลิกสนใจเ้านี่สักพักแล้วกัน
“เป็ไงบ้างเลียม”
“ไม่เป็ไรฮัตโตริ เรามาฝึกกันเถอะ”
ไมน์ของผม เต่าตัวน้อยที่พูดกับผมราวกับเป็ห่วงเป็ใย แม้เราทั้งสองต่างก็รู้สึกถึงกันได้ แต่ก็ไม่สู้พูดปลอบใจกันและกัน ผมอุ้มเขาออกมาวางที่พื้นหญ้าตรงหน้าในระยะที่ไม่ไกลจากผมมาก และเราทั้งคู่ก็มองหน้ากัน
อาจารย์ชิโนบุอธิบายวิธีการสื่อจิตง่ายๆ ด้วยการทำสมาธิ พยายามหาเส้นทางที่เชื่อมต่อกันและกัน หลังจากนั้นก็ค่อยๆ สร้างร่างที่้าขึ้นมา
วิธีการที่บอกมานี้แสนจะง่าย แต่…ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะทำได้ในครั้งแรก
“พร้อมไหม?”
“พร้อมแล้วละเลียม”
ผมหลับตาลงเพื่อทำสมาธิ ลบเสียงรอบข้างออกและจมดิ่งไปกับความมืดภายในใจ พยายามััเส้นทางที่จะสื่อไปหาฮัตโตริ เมื่อััถึงกันได้ในครั้งแรกจะต้องสร้างร่างที่ใจเรา้าก่อน ใช่แล้ว…สำคัญอยู่ที่ครั้งแรก และแล้วเส้นทางสีทองก็กำเนิดขึ้นในความมืด ผมเดินไปตามทางนั้นเพื่อเข้าสู่ขั้นต่อไป แต่…
(ถ้าหากเราไม่รู้ว่าอยากจะให้ฮัตโตริเป็อะไรล่ะ?)
ความคิดฟุ้งซ่านเกิดขึ้นในใจทำเอาตื่นตระหนก แสงสีทองที่กำเนิดขึ้นค่อยๆ ปั่นป่วน
(แล้วถ้ามันไม่สำเร็จ ฮัตโตริจะกลายเป็สัตว์ประหลาดหรือเปล่านะ?)
แสงสีทองกระเพื่อมรุนแรงจะสติกระจัดกระจาย
(แล้วถ้าเราพลาดล่ะ?!)
แสงสีทองสั่นไหว และหมุนวน ก่อกำเนิดพายุลูกใหญ่ ทั้งรุนแรงและอันตราย...แต่หลังจากนั้น
“อืม…” / “เ้าหนู ไม่ใช่ว่าเ้ามีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? รูปร่างที่ปรารถนาน่ะ”
(รูปร่างที่ปรารถนา?)
เสียงของใครสักคนดังขึ้นอย่างแ่เบาเพื่อเตือนสติ ย้อนกลับไปในความทรงจำที่ห่างไกลเพื่อฟื้นคือคำปรารถนา
“เ้านี่จะต้องเป็นินจาที่เก่งกาจแน่ๆ”
เสียงใครกัน…เดี๋ยวนะ
“เ้านี่จะต้องเป็นินจาที่เก่งกาจแน่ๆ”
อย่างนั้นเหรอ…คุณแม่!
พายุสีทองค่อยๆ ควบแน่นเล็กลง เล็กลงแต่รุนแรง เล็กลงจนกลายเป็บอลทรงกลมที่มีขนาดสูงกว่าตัวผมเล็กน้อย และผมก็มั่นใจว่า...เป็นายแน่ๆ
“ฮัตโตริ!”
แสงสีทองแตกออกและร่วงหล่นสู่พื้น ปรากฏร่างสีเขียวตัวใหญ่ยืนกอดอก สวมชุดนินจาสีดำ และแบกกระดองใบใหญ่ที่มีอาวุธมากมายเสียบไว้พร้อมใช้งาน
“นายนี่มัน…เท่ชะมัด”
นั่นคือคำสุดท้ายที่ผมจำได้
(-)
เพดานที่ไม่เคยเห็น กับพัดลมที่กำลังหมุน ผมอยู่ที่ไหน?
“ตื่นแล้วเหรอ?…ใครใช้ให้อัดพลังขนาดนั้นในครั้งแรกกันน้า”
“เอ๋…เออ”
“ครูชื่อริน เป็ครูประจำห้องพยาบาลน่ะ”
“ผมเป็…อะไร?” ปวดหัวจัง
“ดันใช้พลังใจเยอะไปหน่อยในการเปลี่ยนร่างอสูร ครั้งแรกก็จะหนักแบบนี้แหละ แต่ก็หักโหมไปนะ”
“แล้วไมน์ของผม ฮัตโตริล่ะครับ?”
“ก็อยู่ข้างๆ เธอไง อีกสักพักคงจะตื่น”
“ฮัตโตริ..ไม่เป็อะไไรก็ดีแล้ว...แล้วหมายความว่ายังไงครับ…ครั้งแรก?” ผมหันไปถามด้วยความสงสัย หลังจากที่ยกฮัตโตริมาอุ้มแล้ว
“ครั้งแรกของการเปลี่ยนร่าง ไมน์จะต้องสร้างร่างที่ตัวเองจะปรับเปลี่ยนก่อน เหมือนกับการสร้างร่างเสมือนไว้ในความทรงจำละมั๊ง ครั้งต่อไปจะได้ไม่ต้องนึกภาพอีกครั้ง และเปลี่ยนร่างได้เลยไงล่ะ”
“เอ๋?”
“ปกติเขาค่อยๆ สร้าง เพราะหลายๆ คนก็อยากได้โน้นนิดนี่หน่อยอยู่แล้ว ใครจะไปตั้งมั่นว่าจะเอา ‘ร่างนี้เท่านั้น’ แบบเธอกันล่ะ”
“งั้นเหรอครับ”
“นี่โชคดีมากเลยนะที่ไทจิเขากลับมาน่ะ ไม่อย่างงั้น…โรงเรียนคงจะเละไปสักครึ่งสนามฟุตบอลแน่ๆ”
“เดี๋ยวนะครับ…เขา…ไทจิทำอะไรกับผมนะครับ?!!”
“ก็…จะเรียกว่ายังไงดี…ควบคุม อืมมม เข้าไปในจิตใต้สำนึกแล้วประคองไม่ให้พลังะเิออกมา…อธิบายแบบนี้ได้ไหมนะ?”
“เขาทำได้ขนาดนั้นเลยเหรอครับ?” เขาทำได้จริงๆนะเหรอ…ไม่สิ เราได้ยินเสียงเขานี่ เสียงของจิ้งจกแดงนั่น
“เอาล่ะ นี่ก็เกือบจะได้เวลาเลิกเรียนแล้ว ลุกไหวก็ไปล้างหน้าล้างตากลับบ้านได้น่ะ อาจารย์ชิโนบุเขาอนุญาตให้กลับบ้านได้เลยถ้าลุกไหว”
“เออ…ขอบคุณครับ”
นี่เรา…ทำอะไรลงไปกันนะ