แม้จะนานมาแล้ว แต่พลังยังไม่เสื่อมคลาย
"มิติแห่งมังกร"
"มิติแห่งเวลา"
"มิติแห่งดาบ"
"ทั้งหมดหลอมรวมเข้ากับจักระมังกรข้าแล้ว" ลู่ซือกล่าวออกมาต่อหน้าผู้คนอย่างแผ่วเบา
"นี่มันเรื่องราวอันใดกัน ข้าไม่เข้าใจนัก เจ้าอธิบายให้ข้าฟังหน่อย" เจ้าสำนักกล่าวออกมา หลังจากได้ยินสิ่งที่ลู่ซือเอ่ย
"ไม่มีอันใดท่านเจ้าสำนัก เป็นสิ่งที่ข้าได้รับเมื่อขึ้นไปชั้นที่เก้าบนเจดีย์ ทั้งหมดถูกหลอมรวมไว้ที่ข้า" ลู่ซือกล่าวออกมาโดยรวม ไม่ได้อธิบายรายละเอียดมากนัก เพราะมิเช่นนั้น ก็จะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต
เรื่องการก้าวข้ามวงล้อแห่งวัฏะ ตั้งแต่อดีตไม่เคยมีปรากฏว่าผู้ใดทำสำเร็จ หากมีแต่สิ้นสุดแต่ละวัฏะ ขึ้นวัฏะใหม่ โดยไม่เกี่ยวข้องกัน หากแต่การก้าวข้ามวงล้อของลู่ซือในครั้งนี้ เป็นเรื่องการนำสิ่งที่มีในอดีตติดตัวก้าวข้ามใสด้วย โดยไม่สูญหาย หากจะมีก็คือการตระหนักรู้เรื่องราวในอดีตจะค่อยเป็นค่อยไปตามการฝึกฝนและวันเวลา
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น มันคือวาสนาของเจ้า"
"ยินดีกับเจ้าด้วย นี่เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของพวกเรา ของสำนักทีเดียว" เจ้าสำนักกล่าวยินดีออกมา โดยไม่มีเสแสร้งใด ๆ
"ไม่ได้"
"ไม่ถูกต้อง"
"แม้นจะได้มาก็ต้องตกเป็นของสำนัก เจ้าไม่มีสิทธิ์นำออกไป" รองเจ้าสำนักกล่าว
"ข้าเห็นด้วย แม้จะเกิดเหตุที่บริเวณสำนักเจ้า แต่ดาบศัสตราปรากฏบนผืนฟ้านภากาศ เจ้าจะยกให้ศิษย์เจ้าไม่ได้"
"ใครมีวาสนาย่อมได้ไป ข้าขอเตือนท่าน" เจ้าสำนักหยวนมังกรกล่าวดุดัน
"อามิตตาพุทธ .... เรื่องเช่นนี้ ความจริงแล้ว อาตมาไม่อยากยุ่ง หากแต่เห็นว่า ศัสตราวุธที่ปรากฏ ควรจะอยู่กับผู้มีวาสนาต่อมันเท่านั้น"
"โดยรวมแล้ว สมควรจะมีการประลองเพื่อชิงศัสตราวุธนั้น"
"ศัสตราวุธนี้เป็นของบรรพกาล ผู้มีวาสนาสมควรได้ไป" เจ้าอารามไตรวิหคกล่าวเสริม
"พวกท่านเป็นบ้าแล้วหรือไร เพียงเพื่อศัสตราวุธ ท่านยอมขายศักดิ์ศรี ขายจิตวิญญาณของผู้กล้า แย่งชิงวาสนาของเด็กคนนี้หรือ"
"อีกทั้ง ท่านก็ประจักษ์อยู่ ศัสตราวุธนี้ มาพร้อมกับมังกรทองที่โอบอุ้มลู่ซือให้ได้รับ" เจ้าสำนักอสุนีหิมะกล่าวปกป้อง
ลู่ซือได้ฟังคำกล่าวถกเถียง ก็เกิดความเบื่อหน่าย ในวัฏะเดิม ความโลภก็เป็นที่มาของปัญหามากมาย ที่ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ผ่านมาอีกหลายแสนปี ก็ยังคงมีเช่นเดิม คงมีเพียงการใช้พลังและบารมีในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ในอดีต ลี้เฟยก็ใช้บารมีที่สร้างสมในการจัดการกับเหล่าชนที่มักมากด้วยความโลภโมโทสันเช่นกัน
การใช้เหตุผลไมุ่มีประโยชน์ การใช้เมตตาธรรมไม่มีประโยชน์ สำหรับผู้มืดบอดด้วยจิตวิญญาณของความโลภ โกรธ หลง มันเป็ยนเช่นนี้มาช้านานแล้ว แม้กระทั่งผู้ออกบวชบางคนก็ยังมีความโลภให้เห็นเป็นเรื่องปกติ
"เจ้าสำนัก"
"ไม่เป็นไร ของของข้า ไม่มีผู้ใดนำไปได้ แต่ทว่า ในเมื่อความโลภเข้าครอบงำข้าจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นเองว่า คนไร้วาสนาเช่นพวกเจ้า ไม่มีโอกาสได้รับของของข้า"
"เอาละ ใครที่ต้องการของข้า ออกมาได้ ถ้าคิดว่าเจ้ามีพลังอำนาจวาสนาที่จะครอบครอง ถ้าเจ้าทำได้ ข้าจะไม่คัดค้านใด ๆ" ลู่ซือกล่าวออกมาหน้าลานยอดเขาที่ห้า ผู้คนได้ยินกันทั่วหน้า
"พวกท่านเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กหรือ"
"ท่านไม่คิดละอายใด ๆ หรือ"
"ข้าอยู่กับลู่ซือในเจดีย์ เห็นทุกอย่างกว่าจะก้าวขึ้นไปรับวาสนาชิ้นนี้ได้ ข้าเองแม้อยู่บนชั้นเดียวกัน ยังทำไม่ได้ แล้วพวกท่านเอาสิทธิ์ใดกันมาแอบอ้าง ช่างน่าละอายนัก" อ้ายเหม่ยเดินออกมาถามต่อหน้าผู้คน
"เจ้าเด็กน้อย หุบปากไปได้แล้ว เจ้าไม่สมควรสอดเรื่องผู้ใหญ่" อาวุโสสำนักหยวนมังกรกล่าวออกมาขณะเหลือบมองอ้ายเหม่ย ทั้งยังแสดงอาการรำคาญมราเข้ามาวุ่นวาย
"ลู่ซือ เจ้าจะรับมือไหวหรือ" จงฮวาเกาะแขนลู่ซือกระซิบถามด้วยความเป็นห่วง
อ้ายเหม่ยและหนิงเซียน ต่างก็เข้ามาถามด้วยความกังวล
"พวกเจ้าไม่ต้องกังวล" ลู่ซือกล่าว
ในกลุ่มของผู้คนยังคงมีบางคนที่ชอบอ้ายเหม่ยและหนิงเซียน นั่นคือ ผู้ที่เลือกเข้าสำนักหยวนมังกร ทั้งสองไม่ได้แสดงตัวตนออกมา หากแต่มองด้วยความโกรธและกำหมัด ทั้งอ้ายเหม่ยและหนิงเซียนมาสนิทชิดเชื้อกับลู่ซือเช่นนี้ ทั้งที่ปกติเป็นคนไว้ตัว ไม่ให้ใครจับเนื้อต้องตัว ไม่ค่อยพูดกับผู้ใด แต่ในตอนนี้กลับมาห่วงหาลู่ซืออย่างสนิทชิดเชื้อ ดวงตาแห่งความโกรธและริษยาสุมในอก ยากนักที่จะปล่อยวาง
"ข้าจะจัดการเจ้าเอง" เสียงพูดเบา ๆ เอ่ยมาจากกลุ่มผู้คน
#$%#^%&
"ได้ เช่นนั้น ใครต้องการได้ศัสตราวุธนี้ ก็ท้าชิงจากเด็กผู้นี้ได้เลย"
"ในเมื่อแจงกันด้วยเหตุผลแล้วไม่ยอมรับ ก็ใช้วิธีการประลองนี้ได้ ไม่ต้องเกรงใจ"
"ไม่ว่าใครจากที่ใด ไม่สังกัดสำนัก สังกัดสำนัก ทั้งในดินแดนแห่งนี้ หรือที่ได้ ย่อมสามารถทำได้" เจ้าสำนักหยวนมังกรกล่าวเสียงเข้ม
"ใช้อาวุธได้ทุกชนิด ไม่มียกเว้นหรือ" เจ้าสำนักอสุนีหิมะกล่าวถามดุดันกลับมา
"พวกท่านต้องการฆ่าศิษย์ของข้าให้ตกตาย เพื่อให้ได้มาเพื่อวาสนาชิ้นนี้เชียวหรือ" เจ้าสำนักอสุนีหิมะกล่าวถามอีกครั้งด้วยความโกรธเกรี้ยว
"เจ้าสำนัก ในเมื่อเด็กมันยังไม่รู้ไม่เข้าใจในวาสนาที่ควรจะได้รับ ก็ปล่อยให้มันประลองไปเถิด ข้าเห็นด้วยกับผู้อื่น" รองเจ้าสำนักผู้เป็นอาจารย์ของฮุ่ยหมิงเอ่ยขึ้นมา แน่นอนในใจของผู้นี้ ย่อมต้องการครอบครองศัสตราวุธและต้องการแก้แค้นให้ศิษย์ของตนเอง และนี่เป็นโอกาสที่ดีทีเดียวที่จะจัดการ
#$#%$^&$
"เอาละ ... เลิกถกเถียงกันได้แล้ว !!!"
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การประลองครั้งนี้ ทำได้ทุกอย่างตามความเหมาะสม"
"ที่สำคัญ พลังยุทธ์ไม่มีตา หากทำร้ายบาดเจ็บสาหัส พิกลพิการ หรือตาย ก็ไม่อาจกล่าวโทษได้ ถ้าเจ้ายอมรับกฏนี้ ก็ย่อมได้" เจ้าสำนักหยวนมังกรกล่าวต่อลู่ซือ แล้วหันไปทางคนอื่น ๆ เป็นการบอกกฏไปในตัว
เจ้าสำนักอสุนีหิมะ เห็นว่ากฏเกณฑ์ที่กำหนด มันจะมากและเอาเปรียบเกินไป จึงยกมือไม่เห็นด้วย ทว่าลู่ซือจับมือเจ้าสำนักลงมา พร้อมส่ายหน้าห้าม
"ข้าไม่มีปัญหา" ลู่ซือยอมรับในกฏเกณฑ์ เป็นเรื่องธรรมดา หากมีพลังอำนาจ กฏเกณฑ์ย่อมคล้อยตาม หากไร้อำนาจ ต่อให้ถูกต้องตามกฏ ก็อาจเป็นฝ่ายผิดไปในที่สุด นี่แหละกฏของการอยู่รอด
"เจ้าจะใช้อาวุธใด" เจ้าสำนักถามด้วยความห่วงใย
"ดาบเขี้ยวมังกร" ลู่ซือตอบ
"ผู้ใดมีปัญหาหรือไม่" เจ้าสำนักอสุนีหิมะถามออกไป
"ไม่มีปัญหา"
"ข้าก็ไม่มีปัญหา"
"แม้เจ้าจะเลือกใช้อาวุธชิ้นนี้ เจ้าก็คงไม่มีปัญญาใช้พลังของมันได้ อีกทั้งระดับวิถีของเจ้ายังเป็นเพียงราชัน จะทำอะไรได้ เจ้าเด็กน้อยเอ๋ย"
"เจ้าเลือกได้ตามใจเจ้า"
ผู้คนมากมายเปิดให้ลู่ซือใช้อาวุธได้ตามใจ ด้วยแน่ใจว่า อย่างไรเสีย ศัสตราวุธวิเศษที่ได้มา ลู่ซือจะไม่สามารถใช้มันได้ และไม่ได้มีปัญหาใด ๆ ต่อการประลองช่วงชิงเป็นแน่แท้
ลู่ซือเพียงแต่หันไปมองผู้คนที่รายล้อม ช่างมีมากมายนัก แต่ละคนดวงตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความโลภ ไม่มีปิดบังอำพรางต่อผู้ใด
ลู่ซือเดินออกไปกลางลานกว้าง "ใครจะเริ่มก่อน"