ความแจ่มใสเป็ความสุขเห็นจะพออธิบายภาพ ของเจสสี หลังจากที่ใช้ชีวิตแต่งงานมาสามปีได้อย่างดียิ่ง อะลันน่าก็อดจะหวังว่าเธอจะมีความสุขเช่นนี้บ้าง พยายามจะมองให้เห็นภาพของตัวเองกับเคิร์ท แต่ก่อนหน้าที่มโนภาพอันลางเลือนนั้นจะเกิดขึ้นเป็รูปเป็รอยอย่างแจ่มชัดเสียงรูทก็เอ่ยขึ้นอีกว่า
“และเมื่อตอนนี้ก็ได้ทั้งลูกชายลูกสาวที่มีสุขภาพสมบูรณ์ดีแล้ว เจสสีเขาก็คิดว่าเห็นจะไม่มีลูกต่ออีกแล้วแซมกับแอนดรูว์น่ะมีคนละตั้งสี่คน แต่เจสสีเขาไม่อยากดำเนินตามรอยของพี่ชายหรอกค่ะ” รูทเล่าเื่ของลูกชายให้ฟัง แต่ทันทีที่เล่าจบ เสียงนาฬิกาที่แขวนอยู่บนฝั่งในห้องรับประทานอาหารก็ดังลั่น “เอาละ ถ้าคิดว่าจะลงมือรับประทานอาหารกันตามเวลาฉันเห็นว่าจะต้องเข้าครัวก่อนแล้ว”
“ฉันจะเข้าไปช่วยเธอเอง” อิลิเนอร์อาสาอย่างมีน้ำใจและทำท่าจะลุกขึ้นจากโซฟาซึ่งก็เป็ ขณะเดียวกันกับที่รูทยืดร่างขึ้น
“คุณอยู่คุยกับอะลันน่าเถอะ” แม่บ้านพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แม่ลูกไม่ได้พบหน้ากันั้แ่อีสเตอร์แล้ว”
“ถ้ายังงั้นเอาเป็ว่า ถ้าเธอ้าจะให้ฉันเข้าไปช่วยละก้อ เรียกก็แล้วกันนะ” มารดาของอะลันน่าไม่ยอมยกเลิกความเอื้อเฟื้อเสียทีเดียว และเหมือนจะเตือนให้เธอนึกถึงสุขภาพที่อ่อนแออยู่
เมื่อรูทเดินออกไปจากห้องแล้ว เธอก็หันความสนใจมาที่รูปภาพในมืออีกครั้ง แต่ความคิดกลับพุ่งไปที่มารดา มันออกจะเป็การที่จะทำใจให้ยอมรับว่า ขณะนี้เพราะสุขภาพที่ทำให้ความสามารถของอิลิเนอร์ต้องอยู่ในขอบเขตจำกัด อิลิเนอร์พยายามปิดบังความอ่อนแอไว้ มีเสียงถอนหายใจเบาๆ ดังมาจากมารดาคล้ายกันมีความรู้สึกเศร้าใจอยู่ ซึ่งทำให้อะลันน่าต้องหันไปมอง
“มีอะไรหรือคะ แม่?”
“ก็ไม่เชิงหรอก” อิลิเนอร์ตอบยิ้มๆ “แม่เพียงแต่คิดว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานสักแค่ไหนกว่าที่จะได้อวดรูปหลานๆ ของแม่ได้บ้างเท่านั้น ยังไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสได้ดูแกเกิดหรือเปล่าด้วยซ้ำ”
“โธ่...แม่คะ อย่าพูดอย่างนั้นสิ” อะลันน่าพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงปลอบโยน
“แม่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพูดไปถึงเื่ตายเร็วตายช้าอะไรหรอก” อิลิเนอร์พูดปนหัวเราะ น้ำเสียงค่อนข้างแจ่มใส “หนูก็รู้อยู่แล้วนี่ลูก ว่าั้แ่หนูโตไปเป็สาวขึ้นมาก็มีผู้ชายมาเคาะประตูหน้าบ้านกันไม่เว้นแต่ละวัน แต่หนูก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับผู้ชายคนไหนอย่างจริงจังสักคน หรือว่าหนูตั้งใจจะทำตัวแบบสาวหัวสมัยใหม่ล่ะ? ไม่ได้หมายความว่า แม่ไม่เห็นว่าผู้หญิงสมควรจะออกไปทำงานนอกบ้านหรือมีตำแหน่งหน้าที่การงานอะไรหรอกนะ แต่อาจจะเป็เพราะความเห็นแก่ตัวละมังที่แม่คอยแต่จะหวังว่า สักวันหนึ่งหนูก็จะต้องมีสามีมีลูกด้วย”
“เวลานี้หนูอายุยี่สิบเอ็ดแล้ว แม่คิดว่าหนูเป็สาวแก่คาบ้านแล้วใช่ไหมล่ะคะ?” อะลันน่าพูดล้อๆ รู้สึกสบายใจอย่างยิ่งที่มารดาเป็ห่วงใยถึงอนาคตในวันข้างหน้าของเธอ
“ลองพูดจริงๆ ให้แม่ฟังหน่อยสิ อะลันน่า” อิลิเนอร์พูดยิ้มๆ “ว่าหนูคิดยังไงกับเคิร์ท แมทธิวส์ เขาเป็คนที่หนูคิดจะเลือกใช่ไหม หนูรักเขายังงั้นหรือลูก?”
ความเงียบเข้าครอบงำอะลันน่าอยู่เป็ครู่ ก้มหน้าลงมองรูปที่ถืออยู่ในมือ
“หนูคิดว่าเป็ยังงั้นค่ะ” เธอผงกศีรษะรับ
“คิดยังงั้น เท่านั้นหรือลูก?” น้ำเสียงที่ย้อนถามมาแฝงความผิดหวังอยู่ “แม่ยังสงสัยอยู่นะลูก ว่าหนูหวังจะได้อะไรจากความรักถ้าเพียงแต่แค่คิดอยู่เท่านั้น เวลาที่หนูรักผู้ชายสักคนน่ะ เขาอาจจะทำให้หนูโกรธหัวหมุนจนคิดอะไรไม่ออก หรือไม่เช่นนั้น เขาก็สามารถทำให้หนูมีความสุขอย่างกับขึ้น์ได้ทีเดียวนะ”
“อย่างนั้นหรือคะ?” มีแววเลศนัยบางอย่างปรากฏขึ้นในดวงตา เมื่ออะลันน่าเงยขึ้นมองมารดา “แล้วนั่นเป็วิธีที่ทำให้แม่รู้สึกอย่างนั้นด้วยหรือเปล่าคะ?”
“ถึงจะแต่งงานกันมาตั้งสามสิบปีแล้วก็เถอะทุกวันนี้พ่อก็ยังทำแม่โมโหอยู่จนได้นั่นแหละ” อิลิเนอร์ เพาเวลล์ยอมรับด้วยเสียงปนหัวเราะ “แต่ความสุขที่เขามอบให้แม่มันก็เป็รากฐานที่มั่นคงแล้วก็ยั่งยืนจริงๆ แม่คิดว่ามันควรจะมีอะไรบางอย่างที่เป็ความมั่นคงอยู่ ไม่ใช่เพียงแค่ความสัมพันธ์อันแสนหวานเท่านั้นนะ ที่มันเป็เช่นนี้ก็เพราะว่ามันไม่เป็การฉลาดเลย ถ้าเราจะดำเนินชีวิตอยู่กับความลุ่มหลงในเื่รักๆ ใคร่ๆ มากเกินไป”
อะลันน่ายิ้มให้กับมารดาพร้อมกับผงกศีรษะอย่างเห็นด้วย ลึกลงไปในใจ เธออดคิดไม่ได้ว่าความคิดของแม่เกี่ยวกับเื่ความรักนั้นออกจะเป็แบบฉบับที่ออกจะโบราณไปสักหน่อย เพราะความรักในทุกวันนี้มันได้เปลี่ยนแปลงรูปไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันไม่ใช่ความฝันที่แสนหวานอีกต่อไป ความรักไม่ใช่สิ่งที่จะต้องบังเอิญเกิดขึ้น มันเป็ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากความประทับใจในกันและกัน และแตกแขนงออกไปจากเพียงความชื่นชมบูชา สู่สิ่งที่มีรากฐานมั่นคงกว่า เพียงแต่ว่าอะลันน่าไม่ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา มันไม่มีเหตุผลถ้าเธอจะไปคัดค้านไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของมารดาในเื่นี้
อะลันน่ามีความรู้สึกว่า ระหว่างรับประทานอาหารค่ำวันนั้น พ่อของเธอออกจะตกอยู่ในอาการหมกมุ่นครุ่นคิดมากเกินไปสักหน่อย เขามักเหลือบตามองไปทางภรรยาเสมอ ในทุกคราวที่มีความรู้สึกว่าเธอหันมามองเขาแววในดวงตาที่แฝงแววแห่งความยุ่งยากลำบากใจอยู่ความตึงเครียดปรากฏอยู่ทุกรอยริมฝีปาก เหมือนจะเน้นถึงวัยที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าคมสัน บอกถึงความเป็คนใจอ่อน เรือนผมเป็สีเทาเงิน แม้ตรงส่วนขมับจะบางลง แต่ครั้งหนึ่งมันก็เคยดกดำเป็เงางาม
พ่อกับแม่นับว่าเป็คู่ที่สมกันที่สุด อะลันน่าคิดอยู่ในใจ ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอคิดเช่นนี้ ต่างฝ่ายต่างอุทิศตนให้แก่กัน ต่างฝ่ายต่างห่วงใยในความทุกข์สุขของอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่าของตน บางที อาจเป็เพราะสิ่งนี้กระมังที่กำลังรบกวนจิตใจของพ่ออยู่ หรือไม่เช่นนั้นพ่อก็คงจะจับสังเกตในอากัปกิริยาที่แม่แสดงออกอยู่ได้ ความกังวลใจจึงเกิดขึ้นพ่อฉลาดพอที่จะสังเกตเห็นในเื่เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ในขณะที่ อะลันน่าต้องไปอยู่เสียที่อื่น ไม่มีโอกาสที่จะใกล้ชิดจนเห็นได้ แม้ในเื่เล็กน้อย เธอจึงจับตามองแม่อย่างพินิจพิจารณา พยายามจะมองด้วยสายตาของพ่อ แต่ก็ไม่ได้เห็นความผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น
“เออ...ดอเรียนคะ” รูทเงยหน้าขึ้นจากจานอาหาร “วันนี้ ฉันโทรศัพท์ไปเรียกช่างบัดกรีมาแล้วนะ เขาบอกว่าจะมาพรุ่งนี้เช้า จะให้เขามาตรวจดูสิว่าท่อในห้องซักผ้านะมันแตกหรือเป็อะไรไป ฉันตั้งใจว่าจะบอกคุณั้แ่แรกแล้วละ บังเอิญลืมไป”
พ่อของเธอถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง
“นี่ผมกำลังคิดอยู่ว่า เราจะต้องเปลี่ยนท่อใหม่ให้ทั่วทั้งบ้านเสียทีแล้ว เดี๋ยวตรงนั้นเสียตรงนี้เสีย ตอนแรกก็ห้องน้ำชั้นบน แล้วก็มาเสียที่ครัว ตอนนี้ ก็ห้องซักผ้าอีกแล้ว” เขาส่ายศีรษะ “เห็นจะมีก็แต่ห้องน้ำชั้นล่างเท่านั้นที่ยังไม่เป็อะไร”
“ก็บ้านนี้มันเก่าแล้วนี่นา” แม่ของเธอเสริมขึ้น “คุณจะให้มันดีอยู่ตลอดไปได้ยังไงกัน”
“ผมคิดว่า มันกำลังจะเปลี่ยนเป็ช้างเผือกเสียแล้วด้วยซ้ำ” เขาวางมือจากการตัดชิ้นเนื้ออบที่วางอยู่ในจานตรงหน้า “วันนี้ผมไปเล่นกอล์ฟกับบ๊อบ แจ๊คสันมา เขาเป็นายหน้าซื้อที่ดิน” เขาเสริมเป็เชิงอธิบาย “แล้วเขาก็บอกผมว่า เวลานี้มีคน้าซื้อบ้านกับที่ดินมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บ้านที่ตั้งอยู่ในแถบอย่างของเราทุกวันนี้แล้วเขาก็คิดว่า ถ้าเราขายจะต้องได้ราคางามทีเดียวละ”
“คุณคงไม่คิดว่าจะขายบ้านหลังนี้หรอกใช่ไหม...ดอเรียน?” แม่ของเธอวางช้อนที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะ มองหน้าสามีอย่างไม่เชื่อว่าเขาจะพูดออกมาเช่นนั้น