Puppy Love จดหมายรักระหว่างนายและฉัน (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 91

            ทั้งสองคนนั่งอยู่บนเรือลำเล็กเช่นนี้จนกระทั่งชวีเสี่ยวปอได้ยินเสียงท้องของตัวเองร้องดังขึ้นมา

     

            ในขณะนั้นเซี่ยเจิงจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา : “เที่ยงครึ่งแล้ว”

     

            “มิน่าล่ะฉันถึงได้หิว” ชวีเสี่ยวปอลูบท้องของตัวเองผ่านเสื้อไปมาสองครั้ง“ปั่นกลับกันเถอะ”

     

            ตอนขากลับกลับดูไม่มีแรงเท่าตอนมาอย่างเห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะความหิวบวกกับทำเรื่องที่อยากทำเสร็จเรียบร้อยไปแล้วกว่าเรือจะกลับไปถึงฝั่งจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด ทันทีที่ทั้งสองคนขึ้นฝั่งมาชวีเสี่ยวปอก็ได้ยินเสียงท้องของตัวเองร้องออกมาเสียงดังขึ้นกว่าเดิม

     

            “ข้าว! ฉันอยากกินข้าว! ” ชวีเสี่ยวปอเดินไปพลางบ่นพึมพำไปด้วย

     

            “แถวนี้เหมือนว่าจะไม่มีร้านอาหารเลยนะ” เซี่ยเจิงหยิบมือถือออกมาค้นหาดู“ห่างจากตรงนี้ใกล้ที่สุดแปดร้อยเมตรมีร้านหม้อไฟปลากินไหม? ”

     

            “ไม่กิน” ชวีเสี่ยวปอยื่นหน้าเข้าไปดู แล้วจึงส่ายศีรษะอย่างหนักแน่นที่จริงแล้วเขาไม่ได้เป็นคนเลือกกินสักเท่าไหร่แต่ฟังดูแล้วกลับรู้สึกไม่ค่อยอยากอาหาร

     

            “ถ้านายยังพอทนไหวอยู่อีกแป๊บหนึ่ง พวกเราไปกินกระดูกเนื้อวัวกันไหม?” เซี่ยเจิงเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงไป “ร้านอยู่แถวบ้านฉัน”

     

            “ได้” ชวีเสี่ยวปอเห็นด้วยขึ้นมาทันที

     

            อันที่จริงตอนแรกความรู้สึกที่มีต่อสภาพแวดล้อมแถวบ้านของเซี่ยเจิงคือของกินอร่อยๆมากมาย แต่เมื่อเปรียบกับออกไปทานข้าวกับชวีอี้เจี๋ยและเวินลี่พวกเขาก็แทบจะพาไปแต่ร้านอาหารหรูหรา ประเภทที่ว่าพื้นถูจนเกือบจะสะท้อนเงาคนได้ประกอบกับโคมไฟระย้าขนาดใหญ่ที่ส่องประกายระยิบระยับสิ่งเหล่านี้มักจะทำให้ชวีเสี่ยวปอรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

     

            ไม่ใช่การไปทานข้าว แต่คือการไปรับความทุกข์ทรมาน

     

            เขาชอบนั่งกับเซี่ยเจิงในร้านอาหารเล็กๆ อันแสนจะแออัดนี้มากกว่าในร้านมีโต๊ะวางอยู่เพียงไม่กี่ตัวคนที่นั่งอยู่โต๊ะด้านหน้าแทบจะชนกับหลังของคนที่นั่งอยู่โต๊ะด้านหลังเท้าเขาทั้งสองคนที่วางอยู่ใต้โต๊ะมักจะชนเข้ากับอีกฝ่ายอยู่บ่อยๆบนกระจกล้วนมีแต่ไอร้อน หลังจากทานข้าวมื้อนี้เสร็จต้องกลับไปซักเสื้อผ้าทันทีไม่อย่างนั้นกลิ่นของร้านอาหารสามวันก็ยังไม่จางหายไป

     

            แต่ว่ากลับรู้สึกสบายใจ

     

            ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเมื่ออยู่ต่อหน้าเซี่ยเจิงเขายังสามารถใช้ช่วงเวลานี้ทานข้าวเพิ่มได้อีกหนึ่งชาม

     

            แล้วก็เป็นไปตามที่ชวีเสี่ยวปอปรารถนาไว้ ร้านอาหารเล็กๆที่เซี่ยเจิงพามาแม้แต่ป้ายชื่อร้านก็ไม่มี เป็นเหมือนลานบ้านเล็กๆของครอบครัวธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อมายืนอยู่หน้าประตูครู่หนึ่งก็รับรู้ได้ทันทีเลยว่าด้านในนั้นแตกต่างออกไปทั้งยังดูครึกครื้นเป็นอย่างมาก

     

            แต่เนื่องจากเซี่ยเจิงเป็นคนพามา ชวีเสี่ยวปอจึงไม่มีอะไรที่จะต้องลังเลเลยสักนิด

     

            เป็นเช่นนั้นจริงๆ ทันทีที่เดินเข้ามา ลมจากไอร้อนก็ปะทะเข้ามายังใบหน้าทันทีเนื่องจากเป็นช่วงเวลารับประทานอาหารด้วยพอดี ที่นั่งด้านในร้านจึงเต็มไปด้วยผู้คนขณะนั้นชวีเสี่ยวปอมองไปรอบๆ ร้านครั้งหนึ่ง แล้วจึงพูดกับเซี่ยเจิงอย่างรู้สึกประหลาดใจ :

     

            “ทำไมถึงดูเหมือนว่าจะมีแต่คนสูงอายุน่ะ? ”

     

            “ใช่ !”มีคนตีลงมาบนหลังของชวีเสี่ยวปอจากด้านหลังอย่างแรง จากนั้นจึงผลักให้เขานั่งลง

     

            ด้วยความประหลาดใจที่ยังคงมีอยู่จึงทำให้ชวีเสี่ยวปอหันหน้าไปในทันทีแล้วจึงพบว่าคนที่ตีตัวเองนั้นเป็นสาวสวยคนหนึ่ง อายุน่าจะยังไม่ถึงสามสิบรูปร่างเล็ก ดูไม่เข้ากับเสียงตะโกนและแรงมือของเธอเลยสักนิด

     

            “เสี่ยวเจิง นี่เพื่อนนายเหรอ? ” หญิงสาวยิ้มกว้างขึ้นมาพร้อมทั้งวางเมนูในมือลงไปบนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง

     

            “ครับ” เซี่ยเจิงยิ้งพลางเอ่ยขึ้นมา “เจ๊ฮุ่ย ยังขายดีเหมือนเดิมเลยนะครับ”

     

            “แน่นอนอยู่แล้ว” หญิงสาวเท้าเอวขึ้นมาอย่างภูมิใจ“นายสองคนกินหม้อใหญ่เลยไหม? วันนี้เจ๊เลี้ยงเอง”

     

            ชวีเสี่ยวปอโบกไม้โบกมือขึ้นมาทันที พร้อมทั้งพูดตามออกไปว่า : “ขอบคุณครับเจ๊ แต่ว่าไม่เป็นไรครับ”

     

            “กับเจ๊จะเกรงใจอะไร จิ๊ เด็กหนุ่มสมัยนี้นี่จริงๆ เลย กินอะไรเนี่ยฮะทำไมถึงได้หล่อขนาดนี้” หญิงสาวยิ้มกว้างพลางใช้มือเกี่ยวสะบัดผม“นายสองคนอยากกินอะไรก็สั่งได้เลย อีกเดี๋ยวเสี่ยวเจิงไปบอกที่หลังครัวเอาก็พอ”

     

            “ได้ครับ” เซี่ยเจิงพยักหน้า แล้วเจ๊ฮุ่ยก็เดินออกไปอย่างรีบร้อน

     

            “คนรู้จักเหรอ? ” ชวีเสี่ยวปอถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกตอนนี้เขายังรู้สึกตกใจอยู่เล็กน้อยที่เมื่อครู่อยู่ดีๆเจ๊ฮุ่ยก็โพล่เข้ามาที่ด้านหลัง

     

            “ฉันเคยทำพาร์ทไทม์ที่นี่น่ะ” เซี่ยเจิงขยับเมนูอาหารไปไว้ด้านหน้าของชวีเสี่ยวปอ“เมื่อก่อนเถ้าแก่ของที่นี่คือพ่อของเจ๊ฮุ่ย”

     

            “อ๋อ” ชวีเสี่ยวปอกวาดสายตามองเมนูอาหารไปครั้งหนึ่ง ซึ่งดูง่ายมากนอกจากกระดูกเนื้อวัวที่แบ่งขนาดเป็นหม้อเล็ก กลาง ใหญ่แล้วที่เหลือก็มีเพียงแค่เครื่องเคียงไม่กี่อย่าง เขาสั่งผักไปสองสามอย่างแล้วก็ยำแตงกวาอีกหนึ่งจาน จากนั้นจึงถามต่อออกไปว่า : “ตอนนี้ยกให้เธอแล้ว? ”

     

            “ปีก่อนโน้นพ่อของเจ๊ฮุ่ยไม่อยู่แล้ว”เซี่ยเจิงชำเลืองมองไปยังเจ๊ฮุ่ยที่ยุ่งอยู่กับการเดินไปมาระหว่างแต่ละโต๊ะแล้วพูดขึ้นเสียงเบาว่า : “เจ๊ฮุ่ยเธอเคยเป็นคุณครูมาก่อนด้วยนะนายดูออกไหม? ”

     

            “คุณครู? สอนวิชาอะไร? ” ชวีเสี่ยวปอหันไปมองเจ๊ฮุ่ยครั้งหนึ่งทันที

     

            “ครูอนุบาล” เซี่ยเจิงเห็นท่าทีตอบกลับของชวีเสี่ยวปอจึงยกมุมปากขึ้นมา

     

            “ให้ตายเถอะ” ชวีเสี่ยวปอกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่แล้ว“เสียงตะโกนแบบนี้เนี่ยนะสอนเด็กน้อยร้องเพลงดวงดาวบนท้องฟ้าไปรวมกับกลุ่มดาวจระเข้ [1] ในโรงเรียนอนุบาลทุกวันหรือไง? ”

     

            “เมื่อก่อนเจ๊ฮุ่ยอ่อนโยนมากเลยนะ” เซี่ยเจิงยกกาน้ำร้อนขึ้นมาเทน้ำลงไปในแก้วแล้วดันไปไว้ด้านหน้าของชวีเสี่ยวปอ แล้วเล่าต่อว่า : “หลังจากที่พ่อของเธอไม่อยู่แล้ว ร้านนี้ก็เกือบจะปิดลงแล้วอยู่เหมือนกันแต่เจ๊ฮุ่ยเธอทำใจปิดที่นี่ไปไม่ได้ เพราะงั้นเธอเลยลาออกมาทำร้านนี้ต่อ”

     

            ชวีเสี่ยวปอยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มไปอึกหนึ่ง พลางมองไปยังเซี่ยเจิงรอให้เขาพูดต่อ

     

            “เมื่อกี้ที่นายบอกว่าคนที่มากินข้าวที่นี่มีแต่คนสูงอายุ”เซี่ยเจิงยกแก้วน้ำขึ้นมา“เพราะพวกเขาล้วนแต่เป็นเพื่อนบ้านเก่าแก่ที่เคยอยู่แถวนี้ระหว่างช่วงสิบกว่าปีมานี้ มีคนที่ถูกรื้อบ้านทิ้งและย้ายออกไปแล้วแต่พวกเขาก็ยังคงกลับมากินอยู่”

     

            “ดีจังเลย” ชวีเสี่ยวปออดไม่ได้ที่จะทำเสียงจิ๊ปากออกมาจากนั้นจึงมองไปยังรอบๆ ร้านอีกครั้งนอกจากความอบอุ่นแล้วยังเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจที่อ่อนโยนของผู้คนอีกด้วย

     

            เขาชอบฟังเซี่ยเจิงเล่าเรื่องพวกนี้เป็นที่สุด

     

            ชอบฟังสิ่งที่เซี่ยเจิงเล่า ไม่ว่าจะเป็นเขาทานข้าวกับอะไร รู้จักใครบ้างสภาพแวดล้อมที่เขาโตมาเป็นแบบไหน

     

            เรื่องเล็กน้อยยิบย่อยเหล่านี้ทำให้ชวีเสี่ยวปอรู้สึกผสานกลมกลืนเข้าไปกับชีวิตของเซี่ยเจิงเหมือนกับในตอนนี้ เขาและเซี่ยเจิงนั่งอยู่ต่อหน้ากันตรงนี้เขารู้สึกโชคดีมากที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม

     

            เขากลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเซี่ยเจิง

     

            ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกสบายใจจนทำให้เขาสามารถคิดเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้กับคำว่า “วันข้างหน้า” ได้

     

            เพราะในวันข้างหน้า ถ้าหากเซี่ยเจิงพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับร้านเล็กๆแห่งนี้ เขาก็จะสามารถพูดเพิ่มขึ้นมาอีกประโยคหนึ่งได้

     

            “ที่นั่นที่พวกเราเคยไปด้วยกัน”

     

            กระดูกเนื้อชิ้นใหญ่ที่ตุ๋นเสร็จไว้ตั้งนานแล้วไม่นานก็ถูกยกมาเสิร์ฟในหม้อไฟที่สามารถรักษาความร้อนเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่องน้ำซุปที่เดือดปุดๆ ส่งกลิ่นหอมดึงดูดให้คนอยากรับประทานทันทีที่หม้อไฟวางลงบนโต๊ะชวีเสี่ยวปอก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเมนูอาหารของร้านเธอถึงได้มีอาหารเพียงไม่กี่อย่าง

     

            “ไม่พอเติมได้นะ !”เจ๊ฮุ่ยยกข้าวชามใหญ่ที่บรรจุจนล้นมาให้สองชาม

     

            “ขอบคุณครับเจ๊ !”ชวีเสี่ยวปอถึงกับรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก หลังจากที่รอให้เจ๊ฮุ่ยเดินออกไปแล้วเขาจึงพูดกับเซี่ยเจิงขึ้นมาว่า : “เยอะขนาดนี้ถ้ามีมาเพิ่มอีกคนยังไม่แน่เลยว่าจะกินหมดเจ๊ฮุ่ยเธอได้กำไรไหมเนี่ย? ”

     

            “บ้านนี้เป็นของเขาเอง ได้มันได้อยู่แล้วละ แต่แค่น้อยหน่อยน่ะ”เซี่ยเจิงเลือกกระดูกอันที่มีเนื้อเยอะตักไปให้ชวีเสี่ยวปอชิ้นหนึ่ง“หิวไม่ใช่เหรอ รีบกินเถอะ”

     

            หิวแล้วจริงๆ

     

            ชวีเสี่ยวปอตอบรับกลับไปแล้วจึงลงมือทานอย่างรวดเร็วนอกจากระหว่างทานเซี่ยเจิงจะเติมน้ำให้เขาครั้งหนึ่งทั้งสองคนก็พูดกันเพียงสองสามประโยค จนกระทั่งข้าวในชามตรงหน้าเหลืออยู่ก้นชามชวีเสี่ยวปอทานจนต้องถอดเสื้อคลุมออกมาวางไว้ด้านข้างพร้อมทั้งปาดเหงื่อที่ไหลออกมาบนหน้าผากออก แล้วจึงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างรู้สึกสบาย : “กินฟินสุดๆ ... ”

     

            เซี่ยเจิงดึงกระดาษทิชชูขึ้นมายื่นไปให้เขา : “เช็ดปากหน่อย”

     

            ชวีเสี่ยวปอรับมาเช็ดไปบนปากลวกๆ สองครั้ง จากนั้นเขาก็ยืดท้องขึ้นมา : “ถ้าชั่งน้ำหนักตอนนี้เดาว่าคงจะหนักเพิ่มขึ้นมาโลครึ่งได้”

           

    .............................

    เชิงอรรถ

    [1] เพลงดวงดาวบนท้องฟ้าไปรวมกับกลุ่มดาวจระเข้(天上的星星参北斗)เป็นเพลงจีนปลุกใจที่ฟังแล้วฮึกเหิม

     

    คล้ายกับเรื่องPuppy Love จดหมายรักระหว่างนายและฉัน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663