กลรักวังหลวง [서현]

    ตอนที่ 53 พบพาน

    ตอนที่ 53 พบพาน





    หลังจากคิมเซจีอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย คิมซังกุงก็จัดการใช้แป้งหอมราคาแพงจากเมืองจีนประทินผิวหลานสาวตนเอง ทรงผมก็รวบเรียบตึงไม่ให้มีหลุดร่วงลงมาแม้เพียงเส้น เล็บมือเล็บเท้าถูกตัดเรียบร้อย
    "จำเป็นต้องทำขนาดนี้เลยหรือเจ้าคะนายหญิง ข้าแค่ไปพบองค์ชายเฉยๆ ไม่ใช่หรือ" เซจีถาม
    "ไปพบ" คิมซังกุงกล่าวพลางหวีผมให้เซจี "และไปทำให้พระองค์พึงพอใจด้วย"
    "แต่ข้า..."
    "กลัวรึ"
    "เจ้าค่ะนายหญิง" เซจีตอบเสียงต่ำ
    "เช่นนั้นเจ้าเข้าวังมาทำไม" คิมซังกุงดุ "เกียรติยศวงศ์ตระกูลเราเจ้าลืมสิ้นแล้วหรือ องค์ชายนั้นเจ้าเองก็หลงใหลใฝ่ฝันมานาน พอเอาเข้าจริงทำไมถึงขลาดกลัวเช่นนี้"
    "ข้าไม่ได้กลัวนะเจ้าคะ"
    "เช่นนั้นจงไปทำเสีย เจ้าคงไม่อยากพ่ายแพ้ซอฮยอนอีกรอบใช่ไหม นางชนะเจ้าในการสอบไม่พอ ยังจะชนะเจ้าในศึกของหัวใจอีก"
    "นายหญิง องค์ชายไม่มีวันแลมองปาร์คซอฮยอนหรอกเจ้าค่ะ"
    "เจ้ารู้ได้อย่างไร"
    "อดีตพระชายาฮวารยอนยังไม่แล แม้แต่ข้าเองในตำหนักกลางสวนพระองค์ก็ยังเย็นชา นายหญิงคิดว่าอย่างซอฮยอนจะเป็นที่สนพระทัยอย่างนั้นหรือเจ้าคะ"
    "ข้าไม่รู้หรอก" คิมซังกุงพูดเรียบๆ "บุรุษเมื่อพานพบสตรีหลากหลายก็เหมือนเขาได้เดินเข้าไปในสวนดอกไม้นานาพันธุ์ สี กลิ่น รูปลักษณ์ของดอกไม้ย่อมแตกต่างกันไป บางดอกเขาก็ไม่แม้แต่จะมอง บางดอกก็อาจหยุดดอมดม บางดอกอาจเด็ดมาขยี้แล้วทิ้งลงดิน"
    "แล้วสิ่งที่นายหญิงจะบอกข้าคือ..." คิมเซจีขมวดคิ้ว
    "แต่จะมีดอกไม้ดอกหนึ่ง" คิมซังกุงวางหวีลงบนโต๊ะ "ที่เขาจะเก็บมันขึ้นมาอย่างทะนุถนอมด้วยสองมือและบรรจงใส่ไว้ในแจกันตลอดกาล"
    คิมเซจีนิ่งไป
    "เจ้าจะเป็นดอกไม้ที่เขาไม่แลเหลียวหรือดอกไม้ในแจกันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว เซจี"






    คิมเซจีในชุดชอโกรีสีฟ้าเดินถือโคมไฟฝ่าความมืดมาถึงตำหนักองค์ชายยิมโฮ ทหารยามสองนายที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเห็นนางก็รีบเดินเข้ามาถามไถ่ทันที
    "จะไปไหน"
    "ข้ามาเข้าเฝ้ายิมโฮแทกุนเจ้าค่ะ"
    "เจ้าเป็นนางกำนัลมิใช่หรือ" 
    "ใช่เจ้าค่ะ"
    "นางกำนัลอะไรจำต้องมาพบองค์ชายยามวิกาลเช่นนี้ มีธุระอะไรหรือ"
    "คือ... องค์ชายรับสั่งให้ข้าเข้าเฝ้าน่ะเจ้าค่ะ"
    "เหลวไหล"
    "จริงๆ นะเจ้าคะ"
    "ข้าไม่เชื่อ"
    "เดี๋ยวก่อน" ทหารอีกนายที่ยืนฟังเงียบอยู่ตลอดท้วงขึ้น "เมื่อเย็นก่อนมหาดเล็กโชจะไปซ้อมทหารได้ฝากบอกข้าไว้ว่าถ้ามีนางกำนัลจากห้องเขียนหนังสือมาพบองค์ชายก็ให้เข้าไปได้เลย คงเป็นแม่นางผู้นี้กระมัง"
    "ใช่เจ้าค่ะ" เซจีรีบพูดทันที "ข้าเป็นนางกำนัลที่มาจากห้องเขียนหนังสือเจ้าค่ะ"
    "เช่นนั้นก็เข้าไปได้" ทหารอนุญาต 
    คิมเซจีโล่งอกก่อนก้มศีรษะเดินเข้าไปด้านใน เมื่อก้าวขึ้นไปบนบันไดตำหนัก ซังกุงที่ยืนอยู่หน้าประตูก็เดินเข้ามาถาม
    "เจ้าเป็นนางกำนัลที่องค์ชายเรียกหาใช่รึไม่"
    "เจ้าค่ะนายหญิง"
    ซังกุงหันหน้าไปทางประตูตำหนัก
    "องค์ชาย นางกำนัลที่ทรงให้เรียกตัวมาถึงแล้วเพคะ"
    "ให้นางเข้ามา" เสียงเข้มดังออกมาจากข้างใน
    "เชิญเข้าไปได้" ซังกุงหันมาพูดกับเซจี หญิงสาวผ่อนลมหายใจเพื่อคลายความตื่นเต้นก่อนจะเลื่อนบานประตูไม้กรุกระดาษช้าๆ และก้าวเข้าไปในตำหนัก
    แสงเทียนภายในส่องสว่างราวกับเป็นตอนกลางวัน นางสังเกตเห็นว่าดาบหลายเล่มรวมถึงอาวุธต่างๆ จัดเรียงอยู่มุมหนึ่ง ส่วนอีกฟากเป็นโต๊ะทรงกลมมีกองตำราวางอยู่จำนวนมาก องค์ชายยิมโฮประทับอยู่ตรงนั้น 
    เมื่อเซจีทำการคำนับ องค์ชายก็เงยหน้าขึ้นมอง
    "นั่งก่อนสิ"
    เซจีทำท่าจะนั่งลงกับพื้น
    "นั่งบนเก้าอี้เถิด ไม่จำเป็นต้องนั่งพื้น"
    "หม่อมฉันไม่... ไม่บังอาจ"
    "ข้ามิถือสา นั่งลงเถิด"
    คิมเซจียืนทำตัวไม่ถูกอยู่พักหนึ่งก่อนจะค่อยๆ นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามองค์ชาย
    "เจ้าเป็นนางกำนัลห้องเขียนหนังสือของกองงานวรรณกรรมหรือ" 
    "ใช่เพคะ"
    เซจีไม่กล้าเงยหน้ามองพระพักตร์องค์ชายตรงๆ เหตุก็เพราะว่าดวงตาทรงเสน่ห์ใต้คิ้วเข้มดกดำยามสบประสานกับตานางมักจะเกิดความรู้สึกชวนวาบหวามอย่างบอกไม่ถูก 
    "เจ้ากลัวข้ารึ"
    "ปละ... เปล่าเพคะ"
    "แล้วไฉนถึงเอาแต่ก้มหน้า"
    "คือ... คือว่า"
    "เดี๋ยวนะ" องค์ชายหรี่ตา "เจ้าเป็นนางในที่ตำหนักกลางสวนคืนนั้นใช่รึไม่ ข้าจำเจ้าได้"
    คิมเซจีใจหายวูบ พระองค์จำนางได้
    "องค์ชาย ได้โปรดทรงอภัย--"
    "ตอนแรกข้าโกรธมาก แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเจ้าคือคนที่ช่วยข้า ทั้งเรื่องเสื้อเปื้อนเลือดและเรื่องดาบ ช่างบังเอิญเสียจริงๆ "
    คิมเซจีเงยหน้ามองยิมโฮแทกุนด้วยความคาดไม่ถึง
    "นี่... นี่แสดงว่าพระองค์ไม่โกรธหม่อมฉันแล้วใช่ไหมเพคะ"
    "จะโกรธไปไย" องค์ชายส่ายพระพักตร์ "เจ้าช่วยข้ามากขนาดนั้นข้าสิต้องขอบใจเจ้า"
    "หม่อมฉันไม่ต้องการของรางวัลใดๆ แค่เห็นพระองค์ปลอดภัยหม่อมฉันก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งแล้วเพคะ" 
    องค์ชายยิ้ม ครานั้นหัวใจของคิมเซจีแทบจะหยุดเต้น นางเคยได้ยินว่ายิมโฮแทกุนเย็นชานัก การที่จะเห็นพระองค์ยิ้มได้นั้นยากพอๆ กับเห็นดาวตกในคืนที่มีเมฆหนา หญิงสาวรู้สึกเลือดลมในกายปั่นป่วนอย่างแปลกประหลาด
    "เจ้าป่วยหรือ" องค์ชายถามเสียงเบา
    "เพคะ? ปละ... เปล่านี่เพคะ"
    "แล้วเหตุใดหน้าถึงแดงก่ำเช่นนั้น"
    เซจีตกใจ นางรีบก้มหน้างุดด้วยความอับอาย คิดตำหนิตัวเองในใจว่าเผลอหน้าแดงต่อหน้าพระพักตร์ได้อย่างไร
    "ถ้าเจ้าไม่ประสงค์จะรับรางวัลจากข้า อย่างน้อยก็อยู่ร่วมโต๊ะกินอาหารกับข้าก่อนเถิด"
    "องค์ชาย" เซจีตกใจ "หม่อมฉันเป็นนางกำนัลต่ำต้อย จะร่วมโต๊ะกินเครื่องเสวยพร้อมพระองค์ได้อย่างไร มิบังควรเพคะ"
    "ข้าบอกเจ้าไปแล้วมิใช่หรือว่าไม่ถือสา" 
    "แต่ถ้าคนอื่นรู้เข้า--"
    องค์ชายมองหน้าเซจีตรงๆ 
    "โชคังอินเล่าให้ข้าฟังว่าเจ้าช่วยข้าอย่างไม่ห่วงตัวเอง ทำทุกอย่างเพื่อให้ข้าพ้นผิดโดยไม่สนว่าใครจะว่าอย่างไร แต่คราวนี้แค่ร่วมกินอาหารกับข้าไฉนเจ้าถึงกังวลหนักหนา"
    เซจีสะอึกก่อนจะรีบทูลว่า
    "เพราะหม่อมฉันเป็นสตรีและนางในเพคะ"
    "ถ้าใจเจ้าและข้าไม่คิดอกุศล จะกลัวไปไย"
    "แต่ว่า--"
    "เอาเป็นว่าข้าบังคับเจ้าแล้วกัน" องค์ชายตรัสพลางลุกขึ้นไปสั่งให้นางในหน้าตำหนักยกเครื่องว่างเข้ามา
    คิมเซจีมองตามก่อนจะแอบยิ้มเล็กน้อยด้วยความปลาบปลื้มพลางนึกในใจว่าคราวนี้ซอฮยอนจะไม่มีวันชนะตนเองได้อีกแน่นอน
    เมื่อองค์ชายกลับมาก็ทยอยยกกองหนังสือออกไปจากโต๊ะพลางถามว่า
    "เจ้าเป็นนางกำนัลห้องเขียนหนังสือ แต่เหตุใดมหาดเล็กคนสนิทข้าจึงไปเห็นเจ้านั่งซักผ้าอยู่ในคืนนั้นหรือ"
    เซจีนิ่งไปชั่วครู่
    "คือว่าหม่อมฉันไม่ชอบหมักหมมเสื้อผ้าน่ะเพคะ จึงพยายามรีบซักเสียให้เสร็จในคืนนั้น"
    "ข้านึกว่าเจ้าชอบซักผ้าเสียอีก" องค์ชายหัวเราะ
    "ไม่ใช่หรอกเพคะ" เซจีกล่าวยิ้มๆ "แต่ตอนนั้นมหาดเล็กของยิมโฮแทกุนนำฉลองพระองค์มาให้ซัก และด้วยรอยเลือดนั้นซักออกได้ไม่ยากหม่อมฉันจึงรับไว้เพคะ"
    พระหัตถ์ที่กำลังหยิบหนังสือวางนั้นชะงักลง องค์ชายหันมามองคิมเซจีช้าๆ 
    "เจ้าว่าซักออกง่ายหรือ"
    "เพคะองค์ชาย"
    ยิมโฮแทกุนจ้องหน้าหญิงสาวตรงหน้าแน่นิ่ง
    "มหาดเล็กโชบอกข้าว่าเสื้อตัวนั้นมีผงขาวเปื้อนในรอยเลือด ซักอย่างไรก็ซักไม่ออก ไฉนเจ้าถึงบอกว่าซักง่าย"
    คิมเซจีชะงัก นางรีบกลับคำทันที
    "จริงๆ ก็ซักไม่ง่ายหรอกเพคะ แต่หม่อมฉันนำมาแช่ไว้สักพักก่อนจะขยี้กับน้ำอุ่นทำให้มันออกได้ง่ายเพคะ"
    "ไม่ใช่"
    "เอ่อ... อะไรไม่ใช่เพคะ"
    "ไม่ใช่เพราะน้ำอุ่น แต่เป็นเพราะน้ำลับซูต่างหาก"
    "น้ำลับซูคืออะไรหรือเพคะ"
    "นี่เจ้า" องค์ชายหรี่ตา "เป็นคนใช้น้ำลับซูซักเสื้อข้าเองแต่กลับไม่รู้เช่นนั้นหรือว่าคืออะไร"
    "เอ่อ... หม่อมฉันลืมไปเพคะ แต่ตอนนี้จำได้แล้ว" นางรีบแก้ตัว
    "อย่างนั้นหรือ" องค์ชายเลิกคิ้ว "เช่นนั้นน้ำลับซูคืออะไร"
    คิมเซจีตกตะลึง นางก้าวพลาดเสียแล้ว 
    "หม่อมฉัน... หม่อมฉัน"
    องค์ชายนั่งลงช้าๆ 
    "เจ้าไม่รู้อย่างนั้นหรือ"
    คิมเซจีรู้สึกว่าสายพระเนตรของยิมโฮแทกุนที่มองมาแต่แรกนั้นบัดนี้มันเปลี่ยนไป
    "เจ้าเป็นใคร ต้องการอะไร" องค์ชายตรัสเสียงเย็นชา
    "องค์ชาย หม่อมฉันบอกไปแล้วว่า--"
    "ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร แต่เจ้าไม่ใช่คนที่ช่วยข้าแน่นอน"
    "องค์ชาย! เหตุใดถึงรับสั่งเช่นนั้นเพคะ"
    "ถ้าเจ้าคือคนคนนั้นจริง ไหนบอกข้าทีว่าดาบที่สังหารมาซาฮิโระเป็นดาบชนิดไหน"
    เซจีตะลึงงัน
    "เอ่อ... คือ"
    องค์ชายหันไปทางหน้าตำหนักก่อนจะส่งเสียงออกไป
    "เครื่องว่างไม่ต้องยกมาแล้ว ข้าอิ่มแล้ว"
    "องค์ชาย..." คิมเซจีกล่าวเสียงเบา
    "เจ้าทำแบบนี้ทำไม"
    "ข้าทำอะไร--"
    "สวมรอยคนอื่น อ้างเอาความชอบใส่ตัว คนอื่นทำดีเท่าไรไม่พูดถึง" องค์ชายตรัสโดยไม่มองหน้าเซจี "เจ้าทำได้อย่างไร"
    "หม่อมฉัน..."
    "เจ้ากลับไปเถิด"
    "องค์ชาย! "
    "ข้าไม่ชอบคนเช่นเจ้า" องค์ชายตรัส "ข้าพบคนเช่นเจ้ามากมายเหลือเกินในวังหลวง ฉะนั้นรีบกลับไปเถิด เรื่องที่ตำหนักกลางสวนและในคืนนี้ข้าจะไม่เอาเรื่อง แต่ถ้าเจ้าทำอะไรเช่นนี้อีกข้าจะบอกเซโจซังกุงให้ลงโทษเจ้า"
    คิมเซจีตกตะลึง
    "องค์ชาย" นางร้องออกมา "ความจริงหม่อมฉันก็ไม่อยากทำแบบนี้เพคะ แต่... แต่ว่าหม่อมฉันอยากพบพระองค์ อยากพบพระองค์เหลือเกิน"
    ยิมโฮแทกุนเดินออกไปนอกตำหนัก และก่อนจะลับกายหายไปองค์ชายก็หันมาพูดว่า
    "หากอยากให้คนรักใคร่ เจ้าต้องจริงใจ บริสุทธิ์ใจกับคนคนนั้น หากเจ้าหลอกลวงแต่ต้น ใครจะรักเจ้าหรือ เจ้าอ้างว่าอยากพบข้าแต่วิธีที่เจ้าขวนขวายมาพบข้านั้นช่างน่ารังเกียจนัก อย่าทำเช่นนี้อีกเลยเพราะเจ้ากำลังลดคุณค่าของตัวเอง"
    คิมเซจีนั่งนิ่งราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ส่วนองค์ชายเสด็จออกไปจากตำหนักแล้วอย่างไม่ไยดี สักพักคำพูดของคิมซังกุงก็แว่วเข้ามาในหัวอีกครา
    "บุรุษเมื่อพานพบสตรีหลากหลายก็เหมือนเขาได้เดินเข้าไปในสวนดอกไม้นานาพันธุ์ สี กลิ่น รูปลักษณ์ของดอกไม้ย่อมแตกต่างกันไป บางดอกเขาก็ไม่แม้แต่จะมอง บางดอกก็อาจหยุดดอมดม บางดอกอาจเด็ดมาขยี้แล้วทิ้งลงดิน"
    และตอนนี้หญิงสาวรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกขยี้ทิ้งลงดินไม่มีผิด...



    องค์ชายเดินออกมาสงบสติอารมณ์นอกตำหนัก เมื่อครู่เขาเกือบจะสั่งลงโทษนางผู้นั้นอยู่แล้วแต่เนื่องด้วยเห็นแก่ความเป็นสตรีเขาจึงละเว้นนางสักครั้ง 
    หากผู้หญิงคนนั้นสวมรอยมา แล้วแม่นางตัวจริงที่ช่วยตนเองนั้นเป็นใครกันหรือ องค์ชายคิดพลางมองไปยังทิศที่ฝ่ายในตั้งอยู่
    "ห้องเขียนหนังสืออย่างนั้นหรือ" ยิมโฮแทกุนพูดกับตัวเองก่อนจะหันไปมองที่ตำหนักของตน
    โชคังอินยังไม่กลับ ขบวนเสด็จก็ยังไม่ได้เตรียม
    เช่นนั้นไปคนเดียวย่อมจะสะดวกกว่า







    เสียงถอดกลอนประตูหน้าห้องดังขึ้น สักพักประตูไม้ก็ถูกเปิดออก
    "พี่เยนา! " ซอฮยอนร้องออกมา
    "ว้าย! " ยุนเยนาตกใจก่อนจะชูโคมไฟในมือขึ้นส่อง "เอ๊ะ นั่นซอฮยอนหรือ"
    "ใช่ ข้าเอง"
    "เจ้ามาทำอะไรในนี้เสียดึกดื่น" ยุนเยนาถาม "แล้วทำไมถึงปิดขังตัวเองแบบนี้"
    "ซงฮวันน่ะสิ นางแกล้งข้าอีกแล้ว"
    "อีกแล้วหรือ ทำไมเจ้าไม่ไปฟ้องเชวซังกุงนะ ปล่อยให้นางแกล้งร่ำไปแบบนี้จะยิ่งได้ใจ"
    "เชวซังกุงเหมือนจะไม่ชอบข้าน่ะเจ้าค่ะ" ซอฮยอนตอบเสียงอ่อน 
    "นั่นสินะ เจ้าก็พยายามเอาชนะใจนางให้ได้แล้วกัน"
    "แล้วพี่เยนามาทำอะไรที่ห้องตำราหรือ"
    "ข้าลืมสมุดบันทึกไว้ว่าจะมาเอาคืนน่ะ" นางตอบก่อนจะชูโคมไฟไปที่โต๊ะกลางห้อง "เออจริงสิ เมื่อครู่ข้าเดินผ่านบ่อน้ำ เจ้ายังซักเสื้อผ้าไม่เสร็จไม่ใช่หรือ" ยุนเยนาทักท้วง
    "จริงด้วย" ซอฮยอนนึกขึ้นได้ "เช่นนั้นข้าไปก่อนนะ" หญิงสาวพูดจบก็รีบวิ่งออกไปจากห้องตำราทันที
    ซอฮยอนเดินกลับมาถึงบริเวณบ่อน้ำซักผ้า นางคิดในใจว่าพรุ่งนี้เจ้าต้องคิดบัญชีกับซงฮวันให้หนักทีเดียว
    "ไม้ทุบผ้าไปไหนนี่" หญิงสาวพูดพลางยกกองเสื้อผ้าขึ้นดู "เราไม่ได้เอามาหรือ"
    ซอฮยอนเดินย้อนมาที่ห้องเก็บของข้างเรือนพักนางใน ด้วยเพราะนางลืมหยิบโคมไฟมาด้วยจึงทำให้ต้องมองฝ่าความมืดในห้องเก็บของ
    "โอ๊ย มืดขนาดนี้จะหาเจอไหม" นางบ่นกับตัวเอง
    ฉับพลันก็บังเกิดเงาดำวูบไหวอยู่มุมห้อง ซอฮยอนหันไปมอง
    เมื่อครู่นี้คืออะไรกัน...
    หญิงสาวค่อยๆ ย่องไปที่มุมห้องอย่างช้าๆ นางไม่กลัวผีและไม่เชื่อเรื่องผี เมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืดก็เหมือนจะเห็นแขนเสื้อใครบางคนโผล่ออกมาจากหลังตู้เก็บพู่กัน
    ซอฮยอนพุ่งเข้ากระชากแขนนั้นทันที
    "ออกมานะ! "
    "โอ๊ย! "
    ร่างกำยำล่ำสันโผล่ออกมาจากหลังตู้เก็บของ ซอฮยอนตกตะลึง
    "นี่เจ้า... เจ้าเป็นผู้ชายรึ บริเวณนี้เป็นที่พักของนางใน เจ้ากล้าบุกรุกเข้ามาได้อย่างไร ออกไปนะ ออกไปเดี๋ยวนี้! "
    ซอฮยอนลากตัวหนุ่มปริศนาออกมานอกห้องเก็บของ แสงไฟและแสงจันทร์ทำให้เห็นผู้บุกรุกและฉลองพระองค์ที่เขาสวมใส่อยู่เต็มสองตา
    "เดี๋ยวนะ! นี่มันชุดองค์ชายนี่"
    "ก็ใช่น่ะสิ เพราะข้าคือองค์ชาย" บุรุษปริศนาร้องออกมา
    ซอฮยอนยกมือขึ้นปิดปาก แต่แล้วก็หรี่ตาลงช้าๆ 
    "โกหก! "
    "อะไรนะ"
    "โกหก เจ้าขโมยชุดองค์ชายมาใส่ใช่รึไม่"
    องค์ชายกุมขมับ





    คิมเซจีเดินกลับจากตำหนักของยิมโฮแทกุนมาถึงเรือนพักนางใน คราวนี้หญิงสาวไม่ได้เอาโคมไฟกลับมาด้วยจึงกลายเป็นว่าต้องก้าวผ่านความมืดมาตลอดทาง แต่เหมือนนางไม่ได้สนใจบรรยากาศชวนวิเวกรอบกายแม้สักนิด เพราะในหัวนั้นมีเรื่องให้คิดใคร่ครวญอยู่หลายประการ บางจังหวะมันก็ว่างเปล่าอย่างประหลาด บางจังหวะมันก็ดังก้องไปด้วยรับสั่งขององค์ชายที่ตำหนิตนเอง
    เซจีเผลอกำชายกระโปรงซีมาแน่นโดยไม่รู้ตัว ความชิงชัง ความอิจฉาริษยาพุ่งพรวดขึ้นมาเหมือนพิษร้าย แล่นพล่านกำซาบซึมเข้าไปในทุกส่วนของร่างกาย หญิงสาวหันกลับไปมองทิศที่ตำหนักองค์ชายตั้งอยู่ช้าๆ 



    ย้อนไปเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
    "องค์ชายไปไหนแล้วหรือเจ้าคะ" เซจีถามซังกุงหน้าตำหนัก
    "เห็นพระองค์มาบอกว่าจะเสด็จไปห้องเขียนหนังสือ" ซังกุงตอบ
    "อะไรนะ! " เซจีร้องออกมา "แล้วขบวนเสด็จเล่า"
    "พระองค์มีประสงค์จะเสด็จเพียงพระองค์เดียว"





    คิมเซจีนั่งลงบนบันไดหินทางขึ้นเรือนพักอย่างหมดแรง ความเกลียดชังที่ไม่เคยรู้จักยังคงปะทุต่อเนื่องภายในกาย 
    "องค์ชาย... องค์ชายลงทุนเสด็จไปหามันถึงที่เชียวหรือ" นางคร่ำครวญออกมาเบาๆ อย่างริษยา "ข้าทำทุกอย่าง ทุกวิถีทางที่จะให้ได้เจอ ได้ใกล้ชิดยิมโฮแทกุน ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความหมางเมินอย่างสิ้นเชิง ส่วนซอฮยอน นางผู้นั้นมีดีอะไร ฉลาดหรือ งดงามหรือ อีกอย่างนางไม่เคยขวนขวายแม้แต่สักนิดเพื่อเจอองค์ชาย แต่องค์ชายกลับเสด็จไปหานางถึงที่ นี่... นี่มันอะไรกัน" นางก้มหน้าลงกับฝ่ามือ
    "คิมเซจี นั่นเจ้าหรือ" คิมซังกุงเพ่งตามองฝ่าความมืดพลางเอ่ยถาม
    เซจีสะดุ้งก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน
    "เจ้าค่ะ... นายหญิง"
    "เจ้ามานั่งทำอะไรตรงนี้ เหตุใดไม่เข้าห้องหับให้เรียบร้อย" คิมซังกุงสงสัยก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ๆ 
    "ข้า... ข้ายังไม่อยากเข้าไปเจ้าค่ะ" ผู้เป็นหลานตอบ
    "เดี๋ยวนะ..." คิมซังกุงหรี่ตา "นี่เจ้ากลับมาจากเข้าเฝ้าองค์ชายแล้วหรือ"
    "เจ้าค่ะ"
    "เหตุใดถึงกลับมาไวนัก"
    เซจีไม่ตอบ นางได้แต่ก้มหน้า
    "เซจี เกิดอะไรขึ้น" 
    หญิงสาวทรุดนั่งลงกับพื้นอย่างหมดแรง นางงอเข่าซุกหัวอยู่อย่างคนสิ้นหวังในชีวิต
    "นี่เจ้าเป็นอะไรไป บอกข้าสิ" คิมซังกุงเร่งเร้า
    "องค์ชาย... องค์ชายรู้เจ้าค่ะ"
    "รู้อะไร" ซังกุงรับบัญชารีบถาม แต่ชั่วครู่ก็หรี่ตาลง "หรือว่า... เขารู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนที่ช่วยเขา"
    เซจีพยักหน้า
    "หน้าโง่! " คิมซังกุงตะเบ็งเสียงจนเซจีสะดุ้งเงยหน้ามองนายหญิงตัวเองด้วยความตกใจ "ข้าบอกว่าให้เจ้าทำอย่างแนบเนียนที่สุด แล้วนี่อะไร สวมรอยประสาอะไรพระองค์ถึงรู้ได้"
    "นายหญิง ยิมโฮแทกุนไม่ใช่คนโง่เขลานะเจ้าคะ พระองค์ถามในสิ่งที่ข้าตอบไม่ได้ ก่อนไปท่านก็ไม่ได้ตระเตรียมให้ข้าต้องตอบอะไรเลยด้วย ฉะนั้นนายหญิงจะมาโทษข้าฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกนะเจ้าคะ"
    "เจ้าก็ตอบอะไรไปก็ได้นี่ มันยากตรงไหนกัน"
    "นายหญิงช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ "
    "เจ้าหมายความว่าอย่างไร"
    "ซอฮยอนไม่ได้แค่ซักฉลองพระองค์ของยิมโฮแทกุนแล้วจบกัน แต่นางใช้น้ำลับซูมาซัก นายหญิง ท่านคิดว่าข้าจะรู้หรือว่าน้ำลับซูคืออะไร"
    "น้ำลับซู..." คิมซังกุงทวนคำ "ซอฮยอนลงทุนใช้น้ำลับซูมาซักเชียวหรือ"
    "นายหญิงรู้หรือเจ้าคะว่าเป็นน้ำอะไร"
    "น้ำลับซูคือน้ำที่ละลายจากหิมะในเดือนสิบสอง มีสรรพคุณหลากหลายไม่ว่าจะใช้ทำอาหาร รักษาโรคหรือนำมาถูเสื้อผ้าและหนังสือ" คิมซังกุงตอบช้าๆ "แต่... แต่ว่านางจะรู้ได้อย่างไร"
    "นางรู้จริงๆ เจ้าค่ะ" เซจีพูด
    คิมซังกุงนิ่งงันไป ซอฮยอนเป็นเพียงแค่นางกำนัลชั้นต่ำ ไม่มียศและยังไม่ได้ผ่านออซองเคียงวอน เป็นไปได้หรือที่จะสามารถรู้สรรพคุณของน้ำลับซูซึ่งไม่ใช่ความรู้ที่จะบันทึกอยู่ในตำราสามัญทั่วไป แต่ถ้ามันเป็นไปได้... นางผู้นี้ต้องอ่านหนังสือมามากแค่ไหนหนอถึงขนาดรู้สิ่งเหล่านี้ได้ เป็นแค่นางกำนัลไม่มียศยังเก่งขนาดนี้ แล้วถ้านางไต่เต้าขึ้นเป็นนางในชั้นต้น นางในชั้นสูงหรือมาถึงเป็นระดับซัง สติปัญญาความสามารถของนางจะมากมายแก่กล้าแค่ไหนกัน และยิ่งยวดไปกว่านั้น หากวันข้างหน้าพรสวรรค์นางเป็นที่ต้องพระทัยฝ่าบาทหรือพระมเหสีขึ้นมา วังหลวงก็จะบังเกิดเสือติดปีกทันที อนาคตเหล่านี้คิมซังกุงไม่อยากจะคิดถึงเอาเสียเลย
    "แล้วองค์ชายลงโทษเจ้ารึไม่" ซังกุงรับบัญชาถามเมื่อหลุดออกมาจากภวังค์ความคิดได้
    "ไม่หรอกเจ้าค่ะ แต่เหมือนพระองค์จะทรงกริ้วพอสมควร แต่ไม่แสดงออกให้เห็นแค่นั้น"
    "ข้าผิดเอง" คิมซังกุงเอ่ยขึ้น "เพราะข้ายัดเยียดเจ้าจึงทำให้ผลออกมาเป็นเช่นนี้"
    ทั้งสองคนนิ่งเงียบไป
    "นายหญิง..." 
    "อะไรหรือ"
    "ท่านจำวันที่ท่านชวนข้าให้เข้าวังได้ไหมเจ้าคะ"
    "จำได้ มีอะไรหรือ"
    "ท่านบอกข้าว่าต้องสั่งสมบารมีหาพรรคพวกสนับสนุนเพื่อไต่เต้าขึ้นเป็นพระชายา"
    "ใช่" คิมซังกุงตอบสั้นๆ พลางมองหลานสาวตัวเองอย่างแปลกใจ
    คิมเซจียืนขึ้นช้าๆ พลางหันมองหน้านายหญิงของตัวเองตรงๆ คิมซังกุงรู้สึกดวงตานางนั้นวาวโรจน์พิกล
    "ข้าจะขึ้นเป็นพระชายาของยิมโฮแทกุนให้ได้เจ้าค่ะ"
    คิมซังกุงอ้าปากค้าง
    "อะไรนะ... เจ้าว่าอะไรนะ"
    "ไม่ว่าด้วยเล่ห์ กลโกง อุบาย หรือแม้แต่เวทมนตร์คุณไสย นายหญิงได้โปรดช่วยสอนแนะนำข้าด้วย ข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่างและจะไม่ยอมแพ้อีกต่อไป" เซจีตอบอย่างเด็ดเดี่ยว
    คิมซังกุงจ้องหลานสาวตัวเองแน่นิ่ง
    "เจ้า... เจ้าแน่ใจหรือ"
    "เจ้าค่ะ"
    "แน่ใจหรือว่าสามารถทำได้ทุกอย่างไม่ว่ามันจะน่ารังเกียจหรือเลวทรามต่ำช้าแค่ไหน"
    "เจ้าค่ะนายหญิง"
    "แม้ว่าต้องปลิดชีพใครสักคน"
    เซจีชะงักไป แต่หลังจากผ่านไปชั่วครู่นางก็ตอบว่า
    "เจ้าค่ะ"
    คิมซังกุงยิ้มในความมืด








    ณ ห้องเขียนหนังสือ
    "โกหก เจ้าขโมยชุดองค์ชายมาใส่ใช่รึไม่" ซอฮยอนร้องถาม องค์ชายกุมขมับ
    "เจ้าจะบ้าหรือ ขโมยชุดองค์ชาย เจ้าคิดได้อย่างไรกัน"
    "องค์ชายที่ไหนจะมาหลบๆ ซ่อนๆ ราวกับดวงวิญญาณในห้องเก็บของข้างเรือนพักนางในหรือ" ซอฮยอนตอบโต้
    "ข้ามาหาคน แต่คงเข้าห้องผิด"
    "เหตุผลฟังขึ้นดีนี่"
    "เจ้าเป็นใคร" องค์ชายสงสัย
    "แล้วท่านล่ะเป็นใคร"
    "ช่างเป็นสตรีที่ยอกย้อนเก่ง ข้าถามเจ้าก่อนนะ"
    "ที่นี่คือที่ของข้า ท่านต่างหากบุกรุกเข้ามา ฉะนั้นฝ่ายที่ควรตอบคือท่าน"
    "ข้าบอกแล้วว่าข้าคือองค์ชาย"
    "จริงหรือ ยิมโฮแทกุนหรือเพคะ หม่อมฉันขออภัยนะเพคะ" พูดจบซอฮยอนก็ปรี่เข้าไปดึงหูชายหนุ่มอย่างแรงและลากออกมายังบ่อน้ำซักผ้า
    "โอ๊ย! " องค์ชายร้องลั่น แม้สตรีตรงหน้าจะเอวบางร่างน้อย แต่การที่จู่ๆ นางพุ่งเข้ามาดึงหูก็เป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงเช่นกัน ชายหนุ่มจึงถูกลากไปตามแรงดึงของนางเสียอย่างนั้น
    "นี่เจ้า ปล่อยหูข้านะ" ยิมโฮแทกุนตะโกนลั่น ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยถูกใครทำแบบนี้มาก่อนเลยแม้แต่มารดาของตน
    "เลิกโกหกเสียที บอกมาว่าท่านเป็นใครแล้วเข้ามาทำอะไรในที่พักของนางใน"
    "ข้าบอกเจ้าไปแล้ว"
    "จะให้ข้าเชื่อหรือ"
    "เจ้านี่กล้าดีนะ" องค์ชายลูบหูตัวเองไปมา "ข้าไม่เคยเห็นนางในใจกล้าเช่นเจ้ามาก่อน"
    "ก็เห็นแล้วนี่" ซอฮยอนพูด "เอาล่ะถอดเสื้อมา"
    "อะไรนะ! "
    "ข้าบอกให้ถอดเสื้อ ข้าจะนำไปคืนองค์ชายยิมโฮ"
    องค์ชายทำท่ากอดตัวเอง
    "นางในประเภทใดกันที่อยากจะเห็นบุรุษเปลื้องผ้า"
    "นี่ท่าน! " ซอฮยอนเผลอยกมือตีไหล่องค์ชาย
    "นี่เจ้า! " องค์ชายตกตะลึง "กล้าตีข้าหรือ"
    "ยังละเมอเพ้อพกว่าตัวเองเป็นองค์ชายอีกหรือ ท่านไม่ใช่องค์ชายแน่นอน ทำไมข้าจะตีไม่ได้" นางยกมือตีไหล่เขาอีกข้าง
    "เจ้านี่บังอาจนัก! "
    ซอฮยอนกลอกตา
    "ทำไมเจ้าถึงไม่เชื่อว่าข้าเป็นองค์ชาย" ยิมโฮแทกุนตั้งคำถาม
    "ข้อแรก" ซอฮยอนยกนิ้วขึ้น "องค์ชายมีเหตุผลอะไรที่ต้องเสด็จมาที่นี่ในยามวิกาลอีกทั้งมาหลบอยู่ในห้องเก็บของ"
    "ก็ข้าบอกแล้วว่ามาหาคน--"
    "ข้อสอง" ซอฮยอนกล่าวต่อไปโดยไม่สนยิมโฮแทกุน "ขบวนเสด็จ ทหาร มหาดเล็ก ซังกุงหรือแม้กระทั่งนางในติดตามไม่มีสักคน อย่างนี้จะให้ข้าเชื่อหรือ"
    "ข้าอยากมาคนเดียว"
    "ตลก"
    "ข้าพูดจริง"
    "ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปหาซังกุง ถ้าท่านเป็นองค์ชายจริงนายหญิงต้องรู้" ซอฮยอนสะบัดหน้าหนีก่อนจะเดินไปทางเรือนพัก
    องค์ชายยืนนิ่ง เขากำลังคิดใคร่ครวญถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น หากซังกุงมาจริงก็จะสามารถยืนยันได้แน่นอนว่าเขาคือองค์ชาย แต่ต้องแลกกับการต้องโทษจากพระมเหสีที่เข้าบุกรุกที่พักนางกำนัลในยามวิกาลซึ่งเขาเองก็เพิ่งพ้นโทษเรื่องสายลับญี่ปุ่นมาหมาดๆ ด้วย ตอนนี้หากก่อคดีอีกคงไม่เหมาะ
    เห็นทีจะต้องฉวยโอกาสหนี...
    ยิมโฮแทกุนวิ่งไปยังกำแพงเตี้ยที่กั้นระหว่างห้องเขียนหนังสือกับลานหินด้านนอก บริเวณนั้นมีร่องน้ำซึ่งเขาสามารถกระโดดก้าวข้ามได้โดยง่าย คราวนี้ก็เหลือเพียงแต่กำแพงหิน...
    ซอฮยอนได้ยินเสียงวิ่งก็หันมามอง ทันทีที่เห็นบุรุษผู้บุกรุกกำลังจะหาทางหนีก็วิ่งมาคว้าไม้ทุบผ้าข้างบ่อน้ำก่อนจะเขวี้ยงใส่เขาเต็มแรง





    ความอลวนของทั้งคู่จะลงเอยอย่างไรโปรดติดตามตอนต่อไปครับ 









    คล้ายกับเรื่องกลรักวังหลวง [서현] ที่คุณอ่าน

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247