ตี้หลิงหานโค้งคำนับให้หยวนเป่า
ซึ่งผู้ที่อยู่ข้างหยวนเป่าก็คือมู่เอ้าเทียนและฮวาเหยียนจึงเท่ากับเป็นการโค้งคำนับให้พวกเขาทั้งสามคน
แม้จะเป็นวาจาเพียงไม่กี่คำทว่ากลับมีความหมายมากมาย แฝงอารมณ์อันลึกล้ำยิ่ง
เขาเป็นถึงองค์รัชทายาทมีความจำเป็นใดต้องโค้งคำนับให้ผู้อื่น
เหล่าองครักษ์เงาเคลื่อนไหวตามการกระทำของเขาทุกคนล้วนคุกเข่าลง โค้งคำนับไปทางฮวาเหยียน หยวนเป่า และมู่เอ้าเทียน
“องค์รัชทายาทโปรดอย่าทำเช่นนี้เลย กระหม่อมมิอาจรับไว้พ่ะย่ะค่ะ”
มู่เอ้าเทียนรีบค้อมกายลงเพื่อคำนับกลับฮวาเหยียนและหยวนเป่าก็โค้งตามเช่นกัน กระทั่งท่านพ่อยังโค้งคำนับให้ แล้วพวกนางจะยืนนิ่งได้อย่างไร?ย่อมมิอาจเป็นไปได้...
“องค์รัชทายาทได้ทรงเอาชนะความยากลำบากนี้เพราะสวรรค์ทรงประทานพรให้ หลานชายของกระหม่อมแค่ทำในสิ่งที่สมควรทำเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
มู่เอ้าเทียนประสานมือกำหมัดกล่าวอย่างเคร่งขรึม
มู่เอ้าเทียนเป็นคนซื่อตรงคำที่เขากล่าวย่อมออกมาจากใจ ตี้หลิงหานจะไม่รู้ได้อย่างไร? ดังนั้นเขาจึงไม่พูดจาให้มากความเรื่องราวบุญคุณช่วยชีวิตในครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องแขวนไว้บนปากอีก [1]
“พระวรกายขององค์รัชทายาท...ทรงทราบหรือไม่ว่าผู้ใดลงมือพ่ะย่ะค่ะ?”
ตี้หลิงหานหยิบเสื้อคลุมที่องครักษ์เงาข้างกายยื่นส่งให้ก่อนจะยกแขนขึ้นเพื่อสวม แม้ว่าหนอนกู่เพลิงเย็นจะหลับลึกแล้ว ทว่าเพราะต้องผ่านประสบการณ์เช่นนั้นมาตี้หลิงหานจึงยังคงมีร่องรอยของความเหนื่อยล้า ใบหน้าของเขาซีดขาวไร้สีเลือด ราวกับหยกงามที่เพิ่งโผล่พ้นขึ้นมาจากน้ำแข็งหิมะ
สีหน้าของตี้หลิงหานลึกล้ำสายตาของเขามืดครึ้มไม่ชัดเจน ชายหนุ่มส่ายหัว “ข้าเองก็มิทราบ”
เพียงไม่กี่คำทว่ากลับหนักอึ้งจนคนหายใจไม่ออก
กองกำลังขององค์รัชทายาทมีอยู่ทั่วอาณาจักรต้าโจวสายพระเนตรของพระองค์ครอบคลุมทั่วทวีปทั้งสี่ หน่วยองครักษ์เงาเองก็มิใช่ธรรมดาทว่าแม้แต่ตัวตนของคนที่ทำร้ายเป็นผู้ใด เขาก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ นี่เป็นสถานการณ์ที่น่าเกรงกลัวระดับใดกัน
หมายความว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังคนที่ต้องการทำร้ายองค์รัชทายาทจะต้องมีฐานะยิ่งใหญ่เป็นแน่
“เช่นนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ต้องกราบทูลองค์ฮ่องเต้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
มู่เอ้าเทียนเอ่ยถามอีกครั้ง
คิ้วเรียวดั่งกระบี่ของเขาขมวดเข้าหากันน้ำเสียงหนักอึ้งเล็กน้อย องค์รัชทายาทถูกลอบสังหาร ทั้งยังถูกพิษหนอนกู่เป็นตายอยู่ในเงื้อมมือของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นตัวพระองค์เองหรือแผ่นดินนี้ล้วนส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่!
แต่หากเหตุการณ์ในคืนนี้ถูกเล่าขานออกไปผลที่ตามมาย่อมยากเกินจินตนาการ
มู่เอ้าเทียนตระหนักถึงความรุนแรงของเรื่องนี้ดีเป็นเหตุให้เขาถามคำถามนี้ออกมา
ทว่าทันทีที่สิ้นเสียงของตนเขาพลันเห็นตี้หลิงหานหลุบสายตาลงต่ำ ชั่วพริบตานั้นร่างของอีกฝ่ายแผ่ไอเย็นยะเยือกก่อนได้ยินผู้เป็นองค์รัชทายาทกล่าวว่า “แม่ทัพมู่ ท่านช่วยไปเจรจาเรื่องลับกับข้าที่ห้องหนังสือได้หรือไม่?”
มู่เอ้าเทียนไม่ปฏิเสธเขาพยักหน้าขึ้นลง
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านพ่อ...!”
ทันใดนั้นฮวาเหยียนก็ส่งเสียงขึ้นมา
เมื่อครู่ตี้หลิงหานกล่าวว่าเขาจะพาท่านพ่อไปห้องหนังสือนางย่อมทราบดีว่าพวกเขามีเรื่องสำคัญต้องปรึกษาหารือกัน
ทว่า...
ในห้องหนังสือมีผลงานชิ้นเอกของนางอยู่!
นางขโมยของล้ำค่าเกือบทั้งหมดในนั้นทั้งยังมีภาพวาดที่โดนนางละเลงเสียเละเทะหากตี้หลิงหานและท่านพ่อเข้าห้องหนังสือในเวลานี้ พวกเขาย่อมคาดเดาได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของนาง!
ถึงยามนั้นนางจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?
“ลูกรักเจ้ากับหยวนเป่ารอพ่อสักครู่ พ่อและองค์รัชทายาทมีเรื่องต้องปรึกษากันอีกสักพักพวกเราค่อยกลับจวนเถิด”
มู่เอ้าเทียนกล่าว
“รอก่อนรอก่อนเจ้าค่ะ...”
ฮวาเหยียนรีบก้าวเข้าไปข้างหน้าเพื่อหยุดมู่เอ้าเทียน
“เป็นอันใดไปลูกรักมีสิ่งใดจะกล่าวหรือ?”
มู่เอ้าเทียนถาม
ฮวาเหยียนอ้าปากพะงาบๆคำพูดถูกหยุดเอาไว้
หยวนเป่ามองท่าทางของมารดาแล้วลอบถอนหายใจเกรงว่าท่านแม่ของเขาจะสร้างปัญหาอีกแล้ว
สายตาของตี้หลิงหานเองก็หยุดอยู่บนร่างของฮวาเหยียนเช่นกันแววตาของเขาล้ำลึก และการที่เขาเพ่งความสนใจไปที่คนเพียงคนเดียว สามารถทำให้คนผู้นั้นตึงเครียดได้โดยไม่รู้ตัว
“เอ่อ นี่...เวลาล่วงเลยมาเพียงนี้แล้วองค์รัชทายาทมีเรื่องใดก็ตรัสตรงนี้เถิด ตรัสจบแล้วท่านพ่อกับหม่อมฉันจะได้รีบกลับจวนเพคะ”
ฮวาเหยียนเปิดปากกล่าวเมื่อคำพูดสิ้นสุดลง นางก็แทบจะกัดลิ้นตนเอง เมื่อครู่นางเอ่ยสิ่งใดออกไป?
เห็นได้ชัดว่าตี้หลิงหานมีเรื่องสำคัญจะหารือกับบิดาของนางห้องหนังสือเป็นสถานที่สำคัญ พวกเขาย่อมต้องไปสนทนากันที่นั่น จะกล่าวตรงนี้ได้อย่างไร?
“ลูกรักอย่าหาเรื่อง”
มู่เอ้าเทียนบ่นเสียงเบา
“เจ้าค่ะ...”
ฮวาเหยียนพยักหน้าตอบรับอย่างขุ่นเคืองดวงตาของตี้หลิงหานหันมองนาง คิ้วขยับเล็กน้อยคล้ายครุ่นคิดบางสิ่ง แต่กลับมิได้เอ่ยคำใด
ทันใดนั้นอั้นปาก็ก้าวขึ้นมาป้องปากกระซิบข้างหูตี้หลิงหานตี้หลิงหานพยักหน้า
“อั้นสือเอ้อร์และอั้นสือซานอยู่จัดการที่นี่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บให้ไปพักฟื้นก่อน อั้นปาจัดเวรเปลี่ยนกะใหม่ทั้งหมด อั้นจิ่วจัดการความสูญเสียที่เกิดขึ้นในราตรีนี้”
ตี้หลิงหานมอบหมายงานให้
ทุกคนพยักหน้า
ใบหน้าของอั้นฉีขมวดเกร็งจนแดงก่ำจู่ๆ เขาก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวและวิ่งไปทางฮวาเหยียน โค้งคำนับให้นางอย่างหนักแน่น “คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ ข้าน้อยขออภัย อีกทั้งต้องขอบคุณท่านด้วยขอรับ”
พูดจบก็ไม่รอให้ฮวาเหยียนตอบรีบหันหลังวิ่งจากไป
ฮวาเหยียนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแต่ที่สุดก็ได้สติคืนมา องครักษ์เงาใบหน้าอ่อนเยาว์ผู้นี้ขออภัยนางสำหรับท่าทีก่อนหน้าของเขาและเพราะนางกับหยวนเป่าช่วยชีวิตตี้หลิงหานเอาไว้ ดังนั้นจึงขอบคุณนางด้วย
เหล่าองครักษ์เงาที่ตี้หลิงหานชุบเลี้ยงได้รับการปลูกฝังมาไม่เลวเลย
เมื่อถูกเขารบกวนเช่นนี้อารมณ์ที่ค่อนข้างกังวลของนางก็ผ่อนคลายลงมาก
แม้นางและหยวนเป่าจะช่วยชีวิตตี้หลิงหานเอาไว้ทว่านางมิได้ต้องการใช้บุญคุณทดแทนความแค้น สองสิ่งนี้ไม่ควรนำมารวมกัน
เรื่องในราตรีนี้ที่นางขโมยสัญญา...เฮอะนางมิได้ขโมยเสียหน่อย!
...
อาจเพราะคำพูดของฮวาเหยียนตี้หลิงหานและมู่เอ้าเทียนจึงไม่ได้ไปที่ห้องหนังสือ แต่กลับเดินไปอีกสองสามก้าวเพื่อซ่อนตัวในเงามืดซึ่งอยู่ใกล้เคียงกระซิบกระซาบบางสิ่งต่อกัน
ฮวาเหยียนหรี่ตาลอบมองไปยังทิศทางนั้นหลายครั้ง ยามนี้นางมิได้สนใจแล้วว่าตี้หลิงหานและบิดาของนางกำลังพูดเรื่องใดนางเพียงต้องการออกจากจวนไท่จื่อโดยเร็วที่สุด
ริมบ่อน้ำพุร้อนหลังหุบเขาเงามืดตกกระทบ ต้นไม้ทอดเงาเว้าแหว่งภายใต้แสงจันทร์สีเงิน
ตี้หลิงหานขมวดคิ้วกล่าวว่า “แม่ทัพมู่ เรื่องในราตรีนี้ข้าย่อมต้องกราบทูลองค์ฮ่องเต้ด้วยตนเอง ทว่ามีเรื่องที่ข้าต้องขอร้องท่าน...”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ตี้หลิงหานพูดสายตาของมู่เอ้าเทียนพลันสับสน “องค์รัชทายาทโปรดรับสั่งพ่ะย่ะค่ะ”
มู่เอ้าเทียนตอบ
“เปิ่นกงขอให้แม่ทัพมู่และแม่นางมู่เก็บเรื่องหนอนกู่ไว้เป็นความลับ”
ตี้หลิงหานกล่าว
ทันทีที่เขาพูดจบมู่เอ้าเทียนก็พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม
“ย่อมเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมรับปากว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในราตรีนี้จะเน่าสลายอยู่ในท้อง มิกล่าวให้ผู้ใดรับรู้พ่ะย่ะค่ะ”
เขาย่อมรู้ถึงความรุนแรงของเรื่องนี้ดีหากเรื่องพิษเพลิงเย็นนี้ถูกเปิดเผย และไปยั่วโทสะของผู้ที่อยู่เบื้องหลังเข้า จนคนผู้นั้นบันดาลโทสะด้วยการฆ่าแม่หนอนเช่นนั้นคงมิอาจรักษาชีวิตขององค์รัชทายาทเอาไว้ได้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงมิอาจเปิดเผยได้แม้เพียงครึ่งคำ
“ยังมีอีกเรื่องเรื่องที่หยวนเป่าช่วยข้าถอนพิษก็มิอาจแพร่งพรายโดยเด็ดขาด ข้าเกรงว่า...”
ตี้หลิงหานเอ่ยขึ้นอีกครั้งดวงตาฉายแววอาฆาต
หัวใจของมู่เอ้าเทียนตึงเครียดเขาเข้าใจความหมายของตี้หลิงหานหากเรื่องที่หยวนเป่าถอนพิษให้องค์รัชทายาทถูกเผยแพร่ออกไป แล้วผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงามืดจะปล่อยให้เด็กน้อยผู้นี้รอดไปได้อย่างไร?
เมื่อหยวนเป่าอยู่กลางที่โล่งแจ้งสถานการณ์ย่อมตกอยู่ในอันตราย ใบหน้าของเขาพลันจริงจังขึ้นมา “องค์รัชทายาทโปรดวางพระทัย ในใจของกระหม่อมย่อมทราบดี หลานชายของกระหม่อมเป็นเพียงเด็กธรรมดาเข้าใจวิชาแพทย์แค่ผิวเผิน ราตรีนี้ไม่ว่าจะเป็นกระหม่อม บุตรีหรือหลานชายของกระหม่อมล้วนไม่มีผู้ใดมาเยือนจวนไท่จื่อทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ...”
เชิงอรรถ
[1] แขวนไว้บนปาก 挂在嘴边 (guà zài zuǐ biān) หมายถึง พูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า