ตอนที่ 6
หญิงชราผู้กุมความลับ
แม่ทัพจิว พาหลินหลินไปพักผ่อนที่จวน สั่งสาวใช้ยกชาร้อนๆมาบริการ
“เ้าเป็ห่วงเพื่อนๆ หรือสาวน้อย”
“ใช่ค่ะ ท่านแม่ทัพ ถ้าพวกเขาไม่ผ่านการทดสอบแล้ว ท่านอนุญาตให้พวกเขาอยู่ที่เมืองนี้ได้ไหม ไม่จำต้องเป็ทหารหรอก”
“ฉางลั่วเป็เมืองหลวงที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เื่นี้ข้าคงต้องทูลท่านอ๋องก่อน”
แล้วแม่ทัพจิวก็เท้าความเล่าเื่ราวในอดีต เมื่อสิบกว่าปีก่อนให้ฟังว่า
ท่านอ๋องเคยถูกลอบปลงพระชนม์ โดยการวางยาพิษในอาหาร แต่โชคดีหมอหลวงช่วยรักษาได้ทัน ตอนนี้ท่านเองก็ยังไม่หายขาด
พิษร้ายยังคงฝังอยู่ในร่างกายเรื่อยมา ทางราชสำนักจึงสั่งสอบสวนเป็การใหญ่ มีบุคคลที่ต้องสงสัยมากมายในวังแห่งนี้ รวมถึงพ่อกับแม่ของ
หลินหลิน และท่านย่าหลินซง ผู้ใกล้ชิดท่านอ๋องในเวลานั้น
แต่ไม่สามารถจับมือใครดมได้ จึงไม่อาจรู้ตัวผู้วางยาพิษ
ครอบครัวของหลินหลินต้องเป็แพะรับบาป ถูกครหาเรื่อยมาเพราะเป็ผู้ใกล้ชิดที่สุด พ่อกับแม่ของหลินหลินและแม่เฒ่าหลินซง
จึงแสดงความรับผิดชอบโดยการเนรเทศตัวเอง ออกไปอยู่นอกการปกครองของเมืองฉางลั่ว ทั้งๆ ที่ท่านอ๋องไม่้าให้เป็เช่นนั้น เขารู้ดีว่าหลินโจวคือแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์
แม่ทัพจิวออกติดตาม จึงรู้ภายหลังว่ามาตั้งรกรากหลังป่าเฉียนมี่ นั่นก็คือ หมู่บ้านซานกู่เซิน
ทหารบางส่วนที่ภักดีต่อหลินโจว ยอมถอดยศถาบรรดาศักดิ์ ติดตามเขามาอยู่ที่หมู่บ้านด้วย เท่ากับว่าผู้คนที่อยู่ในหมู่บ้านซานกู่เซิน เป็คนที่ถูกเนรเทศ หากไร้ซึ่งความดีความชอบอันเป็ประโยชน์ต่อเมืองฉางลั่วแล้ว ก็มิอาจเข้าเป็ราษฎรของเมืองได้โดยตรง
เพื่อนๆ ของเธอก็เช่นกัน
หลินหลินได้ยินเื่ราวถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ จึงครั้นเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า
“งั้นข้าก็เป็คนที่ถูกเนรเทศด้วยสิ เหตุใดท่านอ๋องจึงจะรับข้าไว้ได้ ข้ามิได้มีความดีความชอบใดๆ เลย”
“สำหรับเ้า.......หลินหลิน”
แม่ทัพจิวกุมมือเธอไว้ มือเขาใหญ่แข็งกร้าน แต่เต็มไปด้วยไออุ่น แม้เธอจะเป็เด็กที่กระโดกกระเดกนิสัยเหมือนผู้ชาย
แต่การถูกแม่ทัพรูปงามกุมมือแบบนี้ ก็ทำให้หัวใจของเธอได้ไหวหวั่นเช่นกัน
แล้วแม่ทัพจิวก็พูดต่อ
“พ่อเ้าเป็เพื่อนสนิทข้า ทำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินนี้มากมาย ตอนนี้ได้ข่าวว่าเขาหายตัวไปนานมากแล้ว พร้อมกับแม่ของเ้า เท่ากับว่าเ้าเป็เด็กกำพร้าไร้ซึ่งที่พึ่งพิง ด้วยคุณงามความดีของพ่อเ้าแล้วเื่แค่นี้ข้าพอจะช่วยเ้าได้นะ”
แล้วพลางลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดู จนสาวน้อยรู้สึกอบอุ่นหัวใจััได้ถึงความเมตตา
แม่ทัพจิวยังสาธยายต่อ ว่า
“หากท่านอ๋องได้รับรักษาอย่างถูกวิธีคงหายได้ พิษนั้นร้ายกาจฝังลึกถึงกายภายใน
“ส่วนพ่อของเ้า ข้าได้ยินมาว่า เขาได้ฝึกวิชาประหลาดและบันทึกเอาไว้ในคัมภีร์ขณะเดินทางไปยังเมืองต่างๆก่อนหายตัวไป”
สาวน้อยไม่รอช้า พร้อมจะเอ่ยบอกทันทีว่าคัมภีร์อยู่ที่เธอแล้ว
แต่อ้าปากยังไม่ทันพูด ก็มีเสียงของชายหนุ่มเรียกแม่ทัพจิวจากด้านนอกประตู
“ท่านพี่ เอ่อ…………….”
“ท่านแม่ทัพ!”
เธอรู้สึกว่าเสียงนี้มันคุ้นหูมาก แม่ทัพจิวรีบเดินออกไปทันที
ขณะที่หลินหลินยังคงนั่งรออยู่ด้านใน แม่ทัพจิวจึงบอกให้เธอกลับไปพักผ่อนก่อน เธอจึงรีบกลับไปที่ห้องพักที่อยู่ในค่ายทหาร
ค้นหาคัมภีร์ที่ซ่อนไว้ เพื่อเตรียมมอบให้แม่ทัพจิว
ได้แต่รอแล้วรอเล่า ท่านแม่ทัพก็ยังไม่เสร็จธุระสักที จึงม้วนคัมภีร์ใส่ไว้ในกระบอกไม้ เหน็บไว้ด้านในชุดแนบกับตัว เดินออกไปผ่อนคลายระหว่างที่รอภายในวัง เห็นทหารยังคงเฝ้ายามกันอย่างหนาแน่น พลางนึกถึงเพื่อนๆ ทั้งสองคนแล้วอดเป็ห่วงไม่ได้ พวกเขาจะผ่านการทดสอบนี้ได้อย่างไร หากได้ใส่ชุดทหารประกอบอาวุธเช่นนี้คงจะดีไม่น้อย
พื้นที่ค่ายทหารช่างกว้างใหญ่นัก เดินสำรวจไปรอบๆ เริ่มห่างไกลจากผู้คนแล้ว
เธอเหลือบไปเห็นที่จุดจุดหนึ่ง มีทหารหนึ่งนายยืนเฝ้ายามอยู่ เขายืนเฝ้าเนินดินสูงใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ เหมือนมีทางเดินที่สามารถเดินเข้าไปได้ เป็เนินดินอะไรที่แปลกดี จึงเดินเข้าไปแอบดูอยู่หลังกำแพงในระยะห่างๆ
“ใช่ มันเป็ทางเข้าไปได้จริงๆ ด้วย”
สักพักมีทหารอีกหนึ่งนาย เดินออกมาตามทหารที่เฝ้ายามให้ไปพบ
แม่ทัพจิว แล้วทหารทั้งคู่ก็ไปด้วยกัน
ปากทางเข้าไม่มีคนเฝ้าแล้ว สาวน้อยขี้สงสัย ใคร่ขอไปดูสักหน่อย ว่ามันเป็สิ่งใดกัน
เธอย่องไปถึงด้านหน้า เห็นเป็เหมือนกับปากถ้ำเก่าๆ จึงโน้มตัวชะโงกมองเข้าไปข้างใน เห็นเป็ทางลง
มีคบเพลิงที่ข้างกำแพงคอยให้แสงเป็จุดๆ
“มันคือทางไปไหนกัน”
“แต่คิดดูแล้วไม่เสี่ยงลงไปดีกว่า เพราะต้องเอาคัมภีร์ไปให้แม่ทัพ”
เธอล้วงคัมภีร์ที่อยู่ในกระบอกไม้ขึ้นมาดู มันดันพันเข้ากับเส้นไหมโบราณที่มักเอาติดตัวมาด้วยจนอีนุงตุงนัง
ต้องออกแรงกระชากดึงสักหน่อย
“ผึง!”
“ว๊ายยยยย!
ดึงแรงมากไปจนกระบอกไม้หลุดมือ เข้าไปในถ้ำ กลิ้งขลุกๆ ลงไปตามชั้นบันไดด้านล่างเสียแล้ว
~~~~ไอ๋หยา ต้องรีบไปหยิบมันขึ้นมา!~~~~
เธอวิ่งตามเสียงกระบอกไม้ลงไป จนสุดทางลง
กระบอกไม้กลิ้งหายไปในความมืด
“ขลุกๆๆๆๆ”
แล้วชนบางอย่าง
“เคร้ง!”
ด้านใน ยิ่งลึก ยิ่งมืด
พอมองเห็นกระบอกไม้รางๆ อยู่ตรงพื้นด้านหน้าแล้ว จึงก้มตัวคว้า
“ทันใดนั้น!”
กลับมีแขนยื่นออกมาคว้ากระบอกไม้ หายเข้าไปในความมืดทันที
~~~~ไอ๋หยา ผีหลอก!~~~~
เธอหงายท้องตึง ตะเกียกตะกายหนี หวังจะวิ่งกลับขึ้นไปเพราะความใกลัว ทำให้แข้งขาสั่นไปหมด
แต่แล้วก็มีเสียงออกมาจากด้านใน
“คัมภีร์ลมปราณััรึ!”
“เ้าเป็ใคร!”
เสียงหญิงชรา ล่องลอยออกมาจากความมืดมิด ตรงจุดที่กระบอกไม้หายไป
หลินหลินรีบคลานไปหาคบเพลิงจุดที่มีแสงสว่าง เพื่อความอุ่นใจ ค่อยๆ ตั้งสติได้แล้ว จึงเอาไฟมาส่องดู
แสงไฟส่องกระทบไปที่เบื้องหน้า ปรากฏเป็หญิงแก่ชรา ิัเหี่ยวย่น ผมขาวโพลน
กลิ่นเหม็นจากการขับถ่ายเลอะเทอะโชยมาจากกรงขังจนอยากจะสำรอก
หญิงชราเอากระบอกไม้บังหน้าเพราะแสบตา คัมภีร์ถูกหยิบออกมาแล้ว และวางอยู่ข้างๆ ตัวเขา
“ขะ.......ข้าขอของของข้าคืนได้ไหมท่าน”
สาวน้อยขอร้องอ้อนวอนต่อคนในกรงขัง
หญิงชราท่าทีแปลกจริง ดุจคนวิกลจริต เปล่งเสียงร้องไห้เศร้าสั่นเครือ นั่งคุกเข่าเกาะกรงขัง หยดน้ำตาไหลรินออกมา
“ฮือๆๆๆๆ”
แล้วเธอก็หัวเราะซะงั้น
“ฮี่ๆๆๆๆ”
ยายแก่ต้องบ้าแน่ๆ แต่หลินหลินต้องรีบเอาคัมภีร์ออกมาก่อนที่ทหารยามจะมาถึง
จู่จู่ หญิงชราก็พูดขึ้นมา
“เอาล่ะ เ้าไม่เชื่อข้าไม่เป็ไร ข้าไม่ถือโทษโกรธเ้าหรอก หากข้าเป็เ้า ข้าก็คงสับสนตัวเองเหมือนกัน”
“เมื่อสิบกว่าปีก่อน มีบุรุษผู้หนึ่ง คือ แม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร องครักษ์พิทักษ์ราชวงศ์แห่งเมืองฉางลั่ว และเป็ที่ไว้วางใจของท่านอ๋อง”
“ราษฎรที่นี่ อยู่ดีมีสุข เพราะมีการปกครองอย่างเป็ธรรม ด้วยบารมีของท่านอ๋องและแม่ทัพใหญ่ซึ่งเป็คนเก่งมีพร์"
"พาทหารสู้รบกองทัพฏ หรือพวกโจรป่า กำชัยชนะมาทุกครั้ง”
“จนกระทั่งมีข่าวลือหนาหูว่า จะมีการลอบปลงพระชนม์ แม่ทัพใหญ่จึงต้องคอยระวังภัย คุ้มครองท่านอ๋องตลอดทุกชั่วยาม"
"แต่มิวาย กลับมีคนร้ายวางยาในอาหารได้”
“แม่ทัพใหญ่ที่ใกล้ชิดราชวงศ์ที่สุด จึงตกเป็บุคคลต้องสงสัย”
“แม้ท่านอ๋องจะโดนพิษไปบ้าง แต่ท่านทรงรู้ดีว่าการถูกปองร้าย มิใช่ฝีมือของแม่ทัพใหญ่”
“เหตุการณ์ไม่สู้ดีนัก เขาจึงต้องเนรเทศตัวเองออกจากเมืองไป"
"เพื่อลบข้อครหา ตั้งรกรากหาที่อยู่ใหม่ และเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย”
“ข่าวลือลอบปลงพระชนม์ยังคงมีต่อเนื่อง แม่ทัพใหญ่เป็ห่วงท่านอ๋องมาก เขาจึงอยากกลับมาเพื่อปกป้องอีกครั้ง”
“แต่หากกลับมาโดยไม่มีวิชายุทธ ก็ไม่สามารถต่อกรกับศัตรูร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ได้"
"เขาจึงเริ่มฝึกวิทยายุทธ ค้นหาถูกผิดด้วยตนเอง”
“ด้วยความเป็คนที่มีพร์ ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาหลายสนามรบ"
"เขาจึงได้คิดค้นกระบวนท่าวิทยายุทธขึ้นมาเอง บรรจงเขียนตวัดปลายพู่กันบันทึกลงในคัมภีร์ วิชานั้นเกี่ยวข้องกับ”
“ประสาทััทั้งห้า”
“ประสาทััทั้งห้าหรือ”
หลินหลินสงสัย
“ใช่แล้ว คนเรามีประสาทััทั้งห้า จากอวัยวะห้าส่วน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และัั”
“แต่มนุษย์เราไม่อาจดึงความสามารถของประสาทััทั้งห้ามาใช้ได้อย่างเต็มที่”
“อวัยวะในร่างกายที่ดีต้องขับเคลื่อนด้วยลมปราณ”
“ลมปราณจึงเป็วิชาแรกของวิทยายุทธ เพื่อผู้ฝึกฝนจะได้สามารถก้าวข้ามไปสู่วิชาอื่นได้อีกต่อไป”
“ลมปราณใช้ขับเคลื่อนภายในสู่อวัยวะแห่งการัั”
“คัมภีร์เล่มนี้ไง”
คำพูดของหญิงชราทำหลินหลินให้นึกถึงท่านย่าทันที หมัดที่มีลำแสงลมปราณออกมาตอนที่สู้กับโจรป่า
หญิงชรายังคงเล่าต่อ
“แม่ทัพยังไม่หยุดแค่นั้น เขายังได้เดินทางไปยังเมืองต่างๆเพื่อค้นหาและฝึกวิชาต่อไป"
"จนสำเร็จและบันทึกวิชาลงในคัมภีร์ ทั้งห้าเล่ม นั่นคือ ปัญจคัมภีร์”
“ข่าวปัญจคัมภีร์เริ่มแพร่สะพัดไปถึงกลุ่มลอบปลงพระชนม์"
"จึง้าแย่งชิง ส่งสมุนมาดักลอบทำร้ายอยู่เรื่อยมา แต่ไม่เป็ผลสำเร็จ”
“เมื่อแม่ทัพใหญ่กลับมาถึงที่เมืองฉางลั่ว ได้พบท่านอ๋องที่ดูเปลี่ยนไปมาก"
"ตัวซูบผอม ซีดเซียว เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ลุกเดินไม่ได้ เป็อัมพาตเพราะพิษร้ายฝังลึกลงภายใน”
“ผู้ก่อฏคิดล้มล้างบัลลังก์ปรากฏกาย”
“ไม่น่าเชื่อว่ามันเอาชนะแม่ทัพใหญ่ได้”
“ฮือๆๆๆๆๆ”
หลินหลินนั่งฟังเื่ราวที่นางเล่า เป็เื่ที่คล้ายกับแม่ทัพจิวเคยเล่าให้ฟัง
แต่ก็รู้สึกมีเื่แปลกๆ แทรกเข้ามาบ้าง เพราะนางสติไม่ดี
หญิงชรายังสะอื้นอยู่ พลางม้วนคัมภีร์ใส่กระบอกส่งคืนเธอ
“เ้าจงอย่าให้มันได้ไปนะ มันคือปีศาจร้าย มันฝึกวิชาประหลาด"
"มีสัญลักษณ์รอยสักเป็ดวงจันทร์รูปหัวกะโหลก มันบังคับให้ข้าบอกที่ซ่อนคัมภีร์"
"ข้ามิได้สนองมัน มันจึงดูดกลืนลมปราณชีวิตข้า จนเป็อย่างที่เห็น"
"ท่านอ๋องก็เคยถูกกลืนกินเหมือนข้าเช่นกัน”
“รอยสักเป็ดวงจันทร์รูปหัวกะโหลก ที่นางหมายถึงคือ จ้าวเหวินหัวหน้ากองโจรอย่างนั้นหรือ”
“ฮี่ๆๆๆๆๆ”
หญิงชราเดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะ แล้วไล่เธอไป
“ไป! รีบไปได้แล้ว ก่อนที่ทหารจะมาเจอเ้า!”
สาวน้อยรีบขึ้นมาจากคุกใต้ดิน โชคดีที่ทหารยามยังไม่มา
หลังจากได้พบหญิงชรา จิตใจหวาดผวา สับสนอลเวง รีบกลับไปที่วังในห้องพักผ่อนของเธอ
พลันหยิบกระบอกไม้ นำคัมภีร์ออกมาแล้วพิจารณาดูให้ถี่ถ้วน
ด้านหน้าแผ่นแรก มีรูปแผนที่บอกเส้นทางของเมืองฉางลั่ว ป่าเฉียนมี่ และเส้นทางไปยังเมืองต่างๆ
พลิกหน้าต่อไป บันทึกกล่าวถึง……………………………
คัมภีร์เอก วิชาลมปราณัั
“ลมปราณถล่มพสุธา
ร่ายมาจากจิต
นึกคิดจากใจ
ไหลเวียนเคลื่อนไหว
ยิ่งใหญ่ ปฐี”
“เหมือนที่ท่านย่าเคยร่ายรำกระบวนท่านี้ ตอนสู้กับจ้าวเหวินหัวหน้าโจรป่า”
เธอกำลังใจจดใจจ่ออยู่กับคัมภีร์อยู่ ไม่ทันได้ยินเสียงเรียก
“หลินหลิน เ้าอยู่ในข้างในไหม”
เสียงแม่ทัพจิวเรียกจากด้านนอก
“หลินหลิน เ้าโกรธข้าที่รอนานใช่ไหม งั้นข้าขออนุญาตเข้าไปนะ ข้ามีของกินมาฝากด้วย”
แม่ทัพจิวเห็นว่าสาวน้อยไม่ตอบ จึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป
เธอใรีบซุกซ่อนคัมภีร์ที่ใต้หมอนก่อน
แล้วขอให้แม่ทัพจิวช่วยเล่าเื่ราวของพ่อกับแม่เธออีกครั้งว่าพวกเขาหายตัวไปได้อย่างไร
แต่แม่ทัพจิวก็ไม่อาจรู้ได้เช่นกัน
เธอจึงเล่าให้แม่ทัพจิวฟังว่า ได้ไปเจอหญิงชราที่คุกใต้ดินมา
แม่ทัพจิวขำเล็กน้อย
“หึ หึ หึ เ้ารู้อะไรไหมสาวน้อย”
“คนที่เ้าคุยด้วยที่คุกใต้ดินน่ะ เขาคือ...........................”
“คนบ้านะ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เขาหัวเราะออกมาเมื่อรู้ว่าหลินหลินไปคุยกับคนบ้า
“แล้วทำไมคนบ้า ต้องขังแยก ถึงกับต้องขังในคุกใต้ดินด้วย”
“เ้านี่ ขี้สงสัยจัง”
“ก็เพราะนางบ้าเสียจนบุกเข้ามาในวัง ถือไม้ไล่ตีท่านอ๋องน่ะสิ"
"แม้จะบ้าแต่ถือว่ามีโทษลอบปลงพระชนม์นะ ไม่ปะาก็ดีแค่ไหนแล้ว”
“ข้าไม่รู้หรอกนะ ว่าเ้าไปได้ยินอะไรมา แต่ข้ามีเนื้อแห้ง มันคือเนื้อสัตว์ป่า"
"ใช้วิธีถนอมอาหารแบบชาวบ้านเก็บไว้ได้นาน ข้าไปล่าด้วยตัวเองเลยนะ และมันอร่อยมาก อ่ะ ข้าขอมอบให้เ้า”
“คืนนี้หนาวมากนะ รักษาสุขภาพด้วย ข้าเป็ห่วง”
“ข้าลาล่ะ”
แม่ทัพจิวโปรยแววตาเสน่ห์ ก่อนคารวะลา แล้วเดินจากไป
หลังจากที่หลินหลินได้เจอหญิงชราในคุกแล้ว ทำให้เธอรู้สึกสับสนเล็กน้อยจึงเก็บคัมภีร์ไว้เองก่อน
เธอจึงเอาคัมภีร์ที่ซุกซ่อนไว้มาอ่านต่อ
เปิดหน้าต่อไป มีรูปวาดคล้ายคนนั่งสมาธิ
หน้าต่อไปเป็รูปคนชกไปที่โขดหินแตกกระจาย แล้วเธอก็นึกบางสิ่งได้
“โขดหิน! ก้อนหิน!”