ตอนที่ 30 : ลิ่มไม้ที่ถูกขยับ
หลินซูเหยาไม่ได้ผลักหน้าต่างทันที
เธอวางตะเกียงลงบนโต๊ะแล้วเริ่มจากมองพื้น
ห้องยังเป็ระเบียบตู้ของแม่ไม่ถูกรื้อ เก้าอี้อยู่ที่เดิม ฝุ่นบาง ๆตรงขอบผนังไม่มีรอยลากรองเท้าเข้ามาด้านใน
ของสำคัญทั้งสามชิ้นอยู่ในห้างั้แ่แรก
สิ่งที่ถูกแตะมีเพียงหน้าต่าง
เธอเปิดประตูหลังเดินอ้อมบ้านไปดูผนังด้านตะวันตก ใต้กรอบไม้มีรอยดินถลอกหนึ่งจุดกองฟืนที่วางชิดกำแพงถูกเหยียบจนฟืนท่อนบนขยับ
คนที่มาไม่จำเป็ต้องเข้าบ้านสำเร็จ
แค่ยืนตรงนี้ก็พอทำให้รู้แล้วว่าเสียงลมเมื่อคืนไม่ได้เกิดจากลมอย่างเดียว
หลินซูเหยากลับเข้าบ้านเอาลิ่มออก เหลาให้แน่นกว่าเดิม แล้วเพิ่มไม้ขัดด้านในอีกชิ้นจากนั้นย้ายกองฟืนออกจากผนัง ไม่เหลือสิ่งให้ใช้เหยียบขึ้นถึงหน้าต่างง่าย ๆ
ทำเสร็จเธอจึงอุ่นน้ำล้างหน้า แล้วกินข้าวตามปกติ
ความกลัวไม่ได้หาย
แต่เธอไม่ยอมให้มันกินมื้อเย็นของตัวเอง
เช้าวันรุ่งขึ้นหลินซูเหยาแจ้งหัวหน้ากลุ่มเพียงว่าเย็นนี้อาจกลับก่อนมืดเธอไม่ได้ประกาศเื่คนแตะบ้านให้ทั้งหมู่บ้านรู้
่สายลู่ชิงเหอเข้ามาที่หน่วยผลิตพร้อมทหารหนึ่งนาย
เขาไม่ได้มาหาเธอ
เอกสารในมือเกี่ยวกับเวรคลังและเที่ยวรถที่เวลาหายเขาคุยกับหัวหน้าหน่วยอยู่พักหนึ่ง ก่อนเดินออกมาทางลาน
หลินซูเหยาลังเลเพียงครู่เดียวแล้วเรียก
“ผู้พันลู่คะ”
เขาหยุด“มีอะไร”
“เมื่อคืนมีคนลองเปิดหน้าต่างบ้านฉันค่ะ”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย
“เข้าได้ไหม”
“ไม่ค่ะลิ่มถูกขยับ แต่ไม้ด้านในยังกันอยู่ ของไม่หาย”
“เห็นคน?”
“ไม่เห็นค่ะ”
“รอย?”
“มีรอยยืนใต้หน้าต่างแต่ไม่พอระบุว่าใคร”
ลู่ชิงเหอพยักหน้าเขาไม่ถามเื่หีบ ไม่ถามสมุด และไม่ถามว่าเธอคิดว่าเป็ใคร
“พาไปดูได้ไหม”
ตอนเที่ยงเขาแวะมาที่บ้านพร้อมทหารอีกคนหนึ่งใช้เวลาไม่นานกว่าเดินรอบผนัง ดูตำแหน่งกองฟืน รั้ว และหน้าต่าง
หลินซูเหยายืนอยู่ข้างๆ ไม่พูดนำ
ลู่ชิงเหอแตะกรอบไม้แล้วมองช่องข้างรั้ว
“ตรงนี้ผู้ใหญ่ปีนลำบากแต่ถ้ามาจากหลังกองฟืนเดิมก็ง่ายกว่า”
“ฉันย้ายแล้วค่ะ”
“ดี”
เธอเหลือบมองเขา“วันนี้ชมง่ายนะคะ”
“ผมแค่บอกว่าทำถูก”
“ต่างกันหรือคะ”
มุมปากของเขาขยับนิดเดียว
ทหารที่ยืนห่างออกไปทำเป็สนใจรั้วมากเป็พิเศษ
ยายโจวที่ได้ยินเสียงคนคุยเดินออกมาจากบ้านข้างๆ พอเห็นลู่ชิงเหอกับทหารก็รีบถามว่าเกิดอะไรขึ้น
หลินซูเหยาเป็คนตอบเอง
“มีรอยคนยืนใต้หน้าต่างค่ะฉันเลยขอให้ผู้พันช่วยดูว่าต้องเสริมตรงไหน”
ยายโจวสีหน้าเปลี่ยน“เมื่อคืนฉันได้ยินหมาเห่า นึกว่าแมว”
ลู่ชิงเหอถามเพียงว่าได้ยิน่ไหนแล้วบอกให้ยายไม่ต้องเปลี่ยนคำจากที่จำได้
หญิงสูงวัยตอบคร่าวๆ ก่อนกลับ
ซูเหยามองตาม
นี่เป็ตัวอย่างสดๆ ของสิ่งที่เขาทำต่างจากคนทั่วไป
ไม่บอกยายว่าควรจำอะไร
ไม่ถามนำว่าเห็นคนหรือไม่
เพียงรับสิ่งที่อีกฝ่ายมี
ลู่ชิงเหอมองกลับไปที่หน้าต่าง“คืนนี้ถ้าได้ยินอะไร อย่าออกไปดูเอง”
“ฉันก็ไม่ได้อยากจับโจรด้วยมือเปล่าค่ะ”
“ถ้ามีคนเข้าจริงให้ส่งเสียง เรียกบ้านข้าง ๆ ก่อน”
“ค่ะ”
“แล้วอย่าเปิดประตูเพราะได้ยินเสียงคนเรียกชื่อ”
หลินซูเหยามองเขา“ผู้พันกำลังทำให้ฉันรู้สึกว่าบ้านนี้น่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ”
“ผมอยากให้คุณรู้ว่าต้องทำอะไรมากกว่ากลัวโดยไม่รู้วิธี”
คำพูดนั้นทำให้เธอเงียบไปชั่วครู่
มันไม่ใช่คำปลอบ
และไม่ได้บอกว่าจะมีคนมายืนเฝ้าให้
กลับทำให้เธอสบายใจกว่าอย่างหลัง
ลู่ชิงเหอยังถามว่าเธอมีไฟสำรองหรือไม่
“มีตะเกียงสองดวงค่ะ”
“วางไว้คนละห้องอย่าเก็บไม้ขีดไว้จุดเดียว”
“รับทราบค่ะ”
เธอตอบเหมือนลูกน้องจนเขามองหน้า
“ผมไม่ได้สั่ง”
“ฉันก็ไม่ได้บอกว่าเป็คำสั่งนี่คะ”
บรรยากาศตึงจากเื่คนแตะบ้านคลายลงชั่วครู่
ก่อนลู่ชิงเหอกลับเขาหยุดตรงประตูรั้วแล้วหันมามองอีกครั้ง
“บ้านข้างๆ มีใครอยู่กลางคืนบ้าง”
“ยายโจวอยู่ฝั่งหนึ่งอีกฝั่งมีครอบครัวป้าเจิ้งค่ะ”
“ถ้ามีอะไรให้เรียกสองบ้านนี้ก่อน”
“ผู้พันรู้จักบ้านข้างฉันดีกว่าฉันอีกหรือคะ”
“ตอนทำแผนที่เส้นทางต้องรู้ว่าบ้านไหนอยู่ตรงไหน”
คำตอบทำให้เธอนึกได้อีกครั้งว่าเขามีเหตุผลของตัวเองที่จะอยู่ในหนานซาน
ไม่ใช่ชายหนุ่มที่โผล่มาตรงเวลาทุกครั้งเพราะเื่ของเธอ
ความคิดนั้นกลับทำให้ความใส่ใจเล็กๆ ของเขามีน้ำหนักกว่าเดิม
หลังลู่ชิงเหอกลับหลินซูเหยาใช้เศษกระดิ่งโลหะเล็ก ๆ ผูกไว้หลังประตูครัวเพิ่มเส้นด้ายที่มองไม่เห็นง่ายตรงบานหน้าต่าง แล้วกลับไปทำงาน่บ่าย
ไม่มีใครมาแตะอีกในคืนนั้น
ก่อนนอนซูเหยาเข้าไปในห้างเพียง่สั้น ๆ
เธออาบน้ำอุ่นล้างฝุ่นจากเส้นผม แล้วเลือกครีมทามือกลิ่นอ่อนที่สุดใช้เพียงปลายนิ้ว
หลังจากหลายสัปดาห์รอยแตกที่ข้อนิ้วดีขึ้นมาก แต่ยังเห็นจาง ๆ เมื่อกำมือ
เธอมองมันแล้วนึกว่าตัวเองก็ไม่ต่างจากบ้าน
ดีขึ้นไม่ได้แปลว่าปลอดภัยทุกจุด
ซ่อมหนึ่งอย่างแล้วต้องดูต่อว่าอะไรยังเปราะ
เช้าวันถัดมาลิ่มยังอยู่ตรงเส้นถ่าน
เธอออกจากบ้านตามปกติ
คืนนั้นเธอนอนหลับไม่สนิทนัก
ทุกครั้งที่ลมครูดชายคาประสาทจะตื่นก่อนสมอง แต่ไม่มีเสียงกระดิ่ง ไม่มีเสียงไม้เสียดหน้าต่างและไม่มีฝีเท้า
ตอนกลางคืนมี่หนึ่งที่เสียงสุนัขบ้านถัดไปเห่าติดต่อกันหลินซูเหยาลุกขึ้นนั่ง ฟังอยู่ในความมืด มือแตะไม้ที่วางข้างเตียงแต่ไม่เดินไปเปิดประตู
ไม่นานเสียงก็เงียบ
เธอนอนลงใหม่
สิ่งที่ลู่ชิงเหอบอกทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้นอย่างประหลาด
ไม่ต้องรู้ว่าใครอยู่ข้างนอกก่อนถึงจะปกป้องตัวเองได้
ไม่ต้องพิสูจน์ความกล้าด้วยการออกไปดู
เช้าเมื่อเปิดประตูยายโจวที่บ้านข้าง ๆ กำลังกวาดลานจึงถามว่าเมื่อคืนได้ยินหมาเห่าหรือไม่
หลินซูเหยาตอบตามจริง
“ได้ยินค่ะแต่ไม่ได้ออกมา”
ยายโจวพยักหน้า“ดีแล้ว ่นี้มีคนจากหมู่บ้านอื่นผ่านทางหลังโรงสีตอนค่ำมากขึ้น ไม่รู้ไปทำอะไร”
ซูเหยาไม่ถามต่อเพียงจำว่าคำเตือนของลู่ชิงเหอไม่ได้เกิดจากความระแวงลอยๆ
ตอนเช้าเธอจึงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองชนะใคร
เพียงรู้ว่ามาตรการที่ทำไว้ช่วยให้เธอไม่ต้องลุกมาถือไม้ทุกครั้งที่ลมพัด
นี่ก็พอแล้ว
เมื่อไปถึงลานตากคนรับของจากสหกรณ์คนเดิมกำลังคุยกับหัวหน้ากลุ่ม
พอเห็นหลินซูเหยาเขากวักมือเรียก
“นังหนูซูเหยา”
เธอเดินเข้าไป
“ของชุดเมื่อวานไปถึงแล้วเขาว่าของทิ้งน้อยกว่าปกติ”
“ค่ะ”
ชายคนนั้นใช้ดินสอเคาะสมุด
“ถ้ารอบหน้าทำคุณภาพแบบนั้นได้อีกเขารับเพิ่มได้”
คราวนี้ไม่ใช่คำชม
เป็ความ้าจากปลายทาง
หลินซูเหยามองกองวัตถุดิบที่มีอยู่ในลาน
ปัญหาต่อไปไม่ใช่จะคัดอย่างไร
แต่คือ
ถ้าคนซื้ออยากได้มากขึ้น—
เธอจะหาของดีให้พอจากที่ไหน